บทที่ 14 Renewed ขอโอกาสให้ฉันได้รัก 14
Renewed ขอโอกาสให้ฉันได้รัก 14
“คิดถึงอะ!” เบสที่หันมาเจอเข้ากับฉัน รีบบอกด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นทั้งยังเดินเข้ามาสวมกอดกันไว้แน่น เสียงหัวเราะของชนินและกัณดังขึ้นเบา ๆ กับความตื่นเต้นดีใจของเบสที่เหมือนจะมีมากจนเกินไป
“คิดถึงเหมือนกัน”
“มา ๆ ฉันมีเรื่องจะเล่าให้แกฟังเยอะมาก” เบสผละกอดขยับออกห่าง แล้วรีบดึงมือฉันให้เดินไปนั่งที่เก้าอี้ จุดนี้เป็นโซนนั่งนอกร้าน ที่พอเริ่มเย็น อากาศก็ไม่ร้อนอบอ้าว ทั้งยังเย็นสบายเมื่อมีสายลมพัดไปมาเบา ๆ
“สั่งอาหารก่อนเถอะ ฉันหิวมากนะ” กัณรีบเตือนเมื่อเรายังไม่มีทีท่าว่าจะสั่งอาหารกันเลยสักคน
“อ้อ ลืมเลย มัวแต่ตื่นเต้นเจอพวกแก” เบสปิดปากหัวเราะน้อย ๆ จากนั้นก็ไม่ลืมยกมือเรียกพนักงานให้เข้ามารับเมนู
“มาเข้าเรื่องค่ะ!” เจ้าของร้านคนสวยรีบบอก พลางหันมามองหน้าฉันอย่างตื่นเต้น
“อะไรเนี่ย ทำหน้าตลกจัง” แกล้งแซวเพื่อนพลางยื่นมือรับแก้วเครื่องดื่มจากชนินที่ส่งมาให้
“แกนี่ พอ ๆ คือพี่ชายฉันน่ะเปิดร้านคาเฟ่แถว ๆ ชานเมืองอีกฝั่งนู้นน่ะ แกบอกว่าย้ายกลับไปอยู่บ้านญาติใช่ไหมล่ะ แล้วมันใกล้แก พี่ชายเลยบอกให้มาถามว่าแกว่างพอที่จะดูแลร้านนั้นให้ได้ไหม ที่จริงก็มีผู้จัดการอยู่แล้วแหละ แต่ก็อยากให้มีคนที่ไว้ใจได้ ไปคอยคุมงานแล้วก็ตรวจพวกเอกสารบัญชีด้วยน่ะ” เบสรีบอธิบายด้วยประโยคยาว ๆ เมื่อเล่าจบก็ยื่นมือไปหยิบแก้วน้ำไปดื่มจนน้ำลดเหลือเพียงแค่ครึ่งแก้ว
“จริงอะ? สนใจสิ นี่ก็คิดอยู่ว่าจะหางานทำก่อน”
“เยี่ยมค่ะเพื่อน ถ้าแกโอเค เดี๋ยวฉันจะบอกพี่ให้” เบสตอบรับด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น ไม่ต่างจากฉันที่ยกยิ้มกว้างดีใจ ที่ไม่ต้องหางานเอง อีกทั้งงานที่อาจจะได้ทำ ยังอยู่ฝั่งเดียวกับบ้านคุณป้ามาลาอีก อย่างน้อย ๆ ก็ไม่ต้องลำบากเดินทางไปทำงานไกลบ้านแล้ว
“แบบนี้ต้องฉลองให้ยัยเจ้าเลยไหมเนี่ย” กัณแกล้งแซวเมื่อเห็นฉันกับเบสตกลงกันแล้วเรียบร้อย
“ฉลองสิ! รออะไรกันล่ะคะ!” เพื่อนตัวแสบตอบกลับเสียงขบขัน ขณะที่นั่งรออาหารก็ดื่มน้ำอัดลมไปพลาง ๆ เราไม่อยากดื่มแอลกอฮอล์กันสักเท่าไหร่น่ะ น้ำอัดลมหลากสีเลยเป็นตัวเลือกอันดับแรก ๆ
“แต่บ้านญาติแกไกลมากเลยนะเจ้า ตอนกลับก็ดึกด้วย” กัณมองหน้าฉันอย่างเป็นห่วง หลังจากเรานั่งกินข้าวด้วยกันมาสักพัก ตอนนี้ก็สองทุ่มแล้ว คุณป้ามาลาส่งข้อความมาถาม พร้อมบอกว่าหากกลับไม่ไหวให้แจ้งได้เลย ท่านจะให้คนขับรถมารับ แต่แน่นอนว่าฉันไม่อยากรบกวนท่าน
“เดี๋ยวเราไปส่งเอง” ชนินอาสาอย่างใจดี
“ดี ๆ ให้นินไปส่งนะ จะได้หายห่วง” เบสพยักหน้าเห็นด้วย
“อื้อ รบกวนด้วยนะ” ตอบรับความเป็นห่วงจากเพื่อน ๆ ทั้งยังหันไปมองชนินด้วยรอยยิ้มขอบคุณ
“รบกวนอะไรล่ะ เต็มใจทำทั้งนั้น” ชนินตอบเสียงเบา คิดว่าเพื่อนอีกสองคนน่าจะไม่ได้ยิน แต่ฉันได้ยินชัดเจนทุกคำ
“กุ้งกระเทียมคือที่สุด!” กัณชมไม่หยุดปากเมื่อมองเห็นเมนูโปรดของตัวเอง
“อื้ม กุ้งหวานมากเลยอะ” ฉันเองก็เอ่ยปากชมเช่นกัน ส่วนเจ้าของร้านได้แต่ยิ้มกริ่มชอบใจ
“กินเยอะ ๆ เลยน้า” เบสบอกกับฉันและกัณรวมถึงตักอาหารมาใส่จานอาหารให้
“เดี๋ยวมานะ เข้าห้องน้ำก่อน” นั่งกินไปได้สักพักถึงได้เอ่ยบอกเพื่อนทั้งสามคนของตัวเอง ฉันเดินแยกออกมายังโซนหลังร้านที่ยังคงตกแต่งด้วยดอกไม้และมุมร่มรื่น เข้าคิวรอเข้าห้องน้ำสักพักก็ได้เข้าไปทำธุระส่วนตัวบ้าง ระหว่างที่เดินกลับออกจากห้องน้ำ โทรศัพท์ฉันก็มีสายเรียกเข้ามา เป็นเบอร์ของใครบางคนที่ฉันเองก็ไม่เข้าใจว่าทำไมวันนี้อีกฝ่ายถึงได้โทร. หาบ่อยมากขนาดนี้
“...สวัสดีค่ะ” แล้วเป็นเพราะเขาโทร. เข้ามาบ่อยจนเกินไปฉันถึงได้รับสายอย่างเลี่ยงไม่ได้
(เดินออกมา)
“คะ? หมายถึงอะไร” ทวนถามคำสั่งนั้น แล้วหยุดยืนอยู่มุมต้นไม้สูงก่อนทางเลี้ยวไปยังตัวร้าน
(กลับบ้าน)
“ยังไม่ถึงเวลาค่ะ ฉันแจ้งคุณป้ามาลาแล้วว่าจะกลับตอนกี่โมง” บอกปฏิเสธแล้วตั้งใจจะเดินกลับเข้าไปภายในโซนที่นั่งที่มีเพื่อน ๆ นั่งรออยู่ หากไม่ติดว่าเบื้องหน้ามีคนตัวสูงกำลังยกโทรศัพท์แนบหูจ้องมองมาทางฉันอยู่
(กลับ)
“ไม่กลับค่ะ” คนตรงหน้าไม่ได้เอ่ยบอกผ่านโทรศัพท์ เพราะฉันสามารถฟังเสียงของเขาได้อย่างชัดเจน เมื่อระยะห่างจากเราทั้งสองคนอยู่ห่างกันเพียงแค่ไม่กี่ก้าว แล้วทันทีที่เอ่ยปฏิเสธอีกฝ่ายก็มองมาด้วยแววตาดุกร้าวทันที คนตัวสูงก้าวเข้ามาใกล้ ฉันก็รีบถอยหลังหนีห่าง
“กลับบ้าน มากินข้าวหัวเราะคิกคักกับผู้ชายคนอื่นแบบนี้คิดว่าแม่ฉันจะเอาหน้าไว้ที่ไหน?” คนตัวสูงเริ่มสาดทอคำพูดไม่น่าฟังออกมา ฉันไม่รู้ว่าเขามาตั้งแต่เมื่อไหร่หรือเห็นอะไรไปบ้าง แต่เขาไม่มีสิทธิ์มาว่าร้ายฉันเพียงเพราะเขาเข้าใจไปแบบนั้นนะ
