บทที่ 13 Rose Forest ดอกไม้กลางป่า 13
Rose Forest ดอกไม้กลางป่า 13
รอบ ๆ ตอนนี้เป็นทางหลวงชนบท สองข้างทางเป็นทุ่งหญ้าสลับกับนาข้าว บ้างก็เป็นป่าอ้อย เป็นสวนข้าวโพด ตั้งแต่ตื่นฉันก็ยังไม่ได้คุยกับเจ้าของรถ อาจจะด้วยความเกรงใจเลยไม่อยากคุยกับเขาในตอนนี้ถึงแม้อีกฝ่ายจะเมียงมองมาอยู่เรื่อย ๆ ก็ตาม
“อยากแวะซื้ออะไรหน่อยไหม แถวบ้านไม่มีร้านสะดวกซื้อน่ะ” นานสักพักคนที่ลอบมองกันอยู่บ่อย ๆ ถึงได้เอ่ยถามขึ้นมา
“แวะค่ะ” ยังไม่รู้ว่าจะซื้ออะไรแต่ขอแวะก่อนแล้วกัน
เมื่อแวะร้านสะดวกซื้อที่ตัวอำเภอเพื่อน ๆ ก็ซื้อของว่างไปติดกระเป๋าไว้ส่วนฉันเดินดูขนมปังกับนม และมีขนมสองห่อ ต่างจากคนตัวสูงที่คอยเดินตามไม่ห่าง ไม่ว่าจะมองขนมห่อไหนเขาก็ยื่นมือไปหยิบใส่ตะกร้า กว่าจะเดินดูของเสร็จก็พบว่ามีขนมเต็มไปหมด
บ้านหลังใหญ่สองชั้นที่ฉันเองก็ไม่รู้ว่าควรเรียกสไตล์ไหน แบบบ้านเหมือนสไตล์โมเดิร์นสมัยใหม่แต่การตกแต่งและโทนสีบ้านดันเป็นสีสบายตา แต่ถึงอย่างนั้นบ้านหลังนี้ก็สวยงามและลงตัวมาก ๆ เลยล่ะ ยิ่งวิวด้านหลังเป็นภูเขาลูกใหญ่ ยิ่งทำให้ที่นี่ดูอบอุ่นในยามเย็นแบบนี้
“จัดงานที่ไหน? บ้านแม่เหรอ?” อาจารย์ปวินถามเจ้าของบ้านขณะจอดรถที่โรงจอดรถของบ้านหลังใหญ่ และที่น่าตกใจคือโรงจอดรถแห่งนี้ มีรถจอดเรียงรายกันอยู่ถึงสี่คันรวมคันที่เพิ่งหยุดจอดนี้ด้วย
“ไม่ จัดที่นี่ ถึงบ้านแล้ว” คุณพนาวันหันมามองและบอกกับฉัน เห็นแบบนั้นก็พยักหน้าเข้าใจเปิดประตูลงจากรถ เมื่อรถยนต์คันของเบสกับบอลขับเข้ามาจอดบริเวณที่ว่าง
“เอาของไปเก็บที่ห้องเถอะ” เจ้าบ้านบอกด้วยน้ำเสียงราบเรียบ เราจึงทยอยหิ้วกระเป๋าตัวเองเตรียมเดินตามคุณพนาวันเข้าบ้านหลังใหญ่ กระเป๋าฉันมีเสื้อผ้าไม่กี่ชุดเท่านั้น เพราะวันมะรืนที่พิธีเสร็จฉันกับเพื่อน ๆ ก็จะกลับกันเลย เพราะแบบนั้นเลยไม่ได้เอาอะไรมาเยอะแยะ
“กลับมาแล้วเหรอคะนาย” เมื่อก้าวเข้าไปในบ้านหลังใหญ่ ก็พบว่ามุมหนึ่งที่เป็นห้องโถง มีโซฟาตัวแอลสีเข้มวางอยู่ แต่รอบด้านเหมือนจะถูกเคลียร์บางอย่างออกไปจนโล่งโปร่ง ซึ่งฉันไม่รู้ว่าอะไรคือสิ่งที่ถูกเคลื่อนย้ายออกไป
“ฝากดูแลเด็ก ๆ ด้วย ส่วนนี่เอาไปไว้ที่ห้องผม” กระเป๋าเสื้อผ้าใบเล็กของฉันถูกส่งให้คุณป้าท่านนั้น
“รับทราบค่ะนายท่าน แล้วคนไหนคือคุณนายเหรอคะ?” คุณนาย? หมายถึงอะไรกัน ตอนนี้ได้แต่มองด้วยความไม่เข้าใจแต่ก็ไม่กล้าปริปากถามอะไรออกไปทั้งนั้น
“อ้อ นี่ครับ นี่คุณเวียงพิงค์ ส่วนนี่คือป้าถิน คอยดูแลงานบ้านที่นี่ ถ้าหิวก็บอกป้าแกได้” คุณพนาวันแนะนำคุณป้าตรงหน้า เห็นแบบนั้นก็รีบยกมือไหว้ท่านพร้อมกับแนะนำตัวกลับไป
“สวัสดีค่ะป้าถิน พิงค์กับเพื่อน ๆ ขอรบกวนหน่อยนะคะ”
“ว้าย รบกวนอะไรกันคะ คุณพิงค์เป็นคุณนายของบ้านนะคะ”
“เอ่อ ไม่ใช่...” อยากจะปฏิเสธเหลือเกิน แต่เจ้าของบ้านดันไม่ยอมให้พูดจบประโยค เขาเอ่ยแทรกประโยคของฉันและสั่งให้ป้าถินเอาของไปเก็บซะอย่างนั้น
“เอาไว้ค่อยทำความรู้จักกัน ฝากป้าพาเด็ก ๆ ไปที่ห้องรับรองหน่อย ส่วนมึงไปพักห้องเดิม”
“พวกนั้นจะตามมาพรุ่งนี้นะ”
“อือ ก็พักห้องเดิมนั่นแหละ แขกของแม่พักที่บ้านใหญ่” คุณพนาวันคุยกับเพื่อน ฉันจึงค่อย ๆ เดินตามป้าถินไปตามการผายมือเชิญโดยมีเพื่อน ๆ เดินตามมาด้วย เมื่อเดินไปถึงชั้นสองก็พบว่ามีประตูหลายบานที่ปิดสนิท
“พักห้องละสองคนน่าจะได้นะคะ” ป้าถินเปิดประตูห้องให้สองบาน แน่นอนว่าสองแฝดนอนด้วยกันเพราะเบสกลัวผีมาก ๆ นั่นจึงทำให้ซูซี่กับยี่โถต้องนอนด้วยกัน แล้วฉันล่ะ?
“งั้น หนูนอนกับยี่โถแล้วก็ซูซี่ก็ได้ค่ะ”
“คุณนายคะ ห้องคุณนายอยู่ทางนี้ค่ะ?” ป้าถินได้ยินก็ยกยิ้มกึ่งเอ็นดู หิ้วกระเป๋าฉันเดินไปอีกทาง
“ไปสิ เอาของไปเก็บแล้วค่อยมาที่ห้องนี้” ยี่โถรบเร้า พยักหน้ารับแล้วรีบก้าวตามป้าถินไปด้วยความรีบเร่ง .
กระทั่งหยุดยืนอยู่บริเวณหน้าประตูบานหนึ่งที่ค่อนข้างอยู่ไกลจากห้องอื่น ๆ ป้าถินเปิดประตูเข้าไปก่อนจะเดินเอากระเป๋าไปวางไว้บนโต๊ะ
ท่านไม่ได้พูดอะไรเพียงแต่มองฉันด้วยรอยยิ้มก่อนจะเดินออกจากห้องไป ทิ้งฉันยืนเคว้งอยู่ภายในห้องนอนกว้างขวางนี้ตามกำลัง สักพักก็ได้ยินเสียงประตูถูกเปิดเข้ามา
“ป้าถินคะ...อ้าว คุณพนาวัน” ประโยคที่อยากจะเอ่ยถามป้าถินเลือนหายไปเหลือไว้เพียงประโยคข้องใจที่ตอนนี้ได้เจอกับเจ้าของบ้านตัวสูง
