บทที่ 2 Rose Forest ดอกไม้กลางป่า 2

Rose Forest ดอกไม้กลางป่า 2

ช่วงเวลาบ่ายที่ไม่มีเรียนและมีวันหยุดอีกสองวัน ฉันคนนี้ไม่ได้วางแผนจะไปเที่ยวไหน นอกจากจะพักอยู่ห้องทำความสะอาดห้องพักและเคลียร์งานค้าง หลังจากทำความสะอาดห้องเสร็จโทรศัพท์ที่วางอยู่บนเตียงนอนก็ส่งเสียงเรียกเข้ามาในจังหวะที่อาบน้ำเปลี่ยนชุดเสร็จเรียบร้อย

“ค่ะแม่” เอ่ยทักทายปลายสายด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไม่ยินดีแต่ก็ไม่ยินร้ายที่จะได้คุยกับคนปลายสาย

(พิงค์ เย็นนี้มาเจอกันที่ร้านอาหารนะลูกแม่มีเรื่องสำคัญจะคุยด้วย) แม่เรียกชื่อเล่นที่นานครั้งจะหลุดออกจากปากท่าน ส่วนมากท่านจะเรียกฉันด้วยชื่อจริง นั่นก็คือชื่อ เวียงพิงค์ วันนี้จึงค่อนข้างแปลกใจที่ท่านเรียกชื่อเล่นตัวเองแบบนั้น

“คุยทางโทรศัพท์ไม่ได้เหรอคะแม่”

(ไม่ได้จ้ะลูก มาเจอกันนะ มันสำคัญมากจริง ๆ หรือจะให้แม่ไปรับดี?) เมื่อฉันยังต่อรองท่านก็รีบเสนอทางที่แสนสะดวกสบายให้แก่กัน

“ไม่เป็นไรค่ะ แม่ส่งพิกัดร้านไว้ในแชตก็ได้ เดี๋ยวหนูไปเองค่ะแม่”

(เด็กดี แม่จะรอหนูนะลูก และแม่เชื่อว่าแบบนี้มันดีกับหนูที่สุดแล้ว) แม่พูดอย่างเป็นปริศนาก่อนจะวางสายไป ไม่นานแชตส่วนตัวระหว่างฉันกับแม่ก็มีพิกัดร้านอาหารถูกส่งเข้ามา อย่างรวดเร็ว

ความสัมพันธ์ระหว่างฉันกับแม่ ไม่ได้สนิทกันจนถึงขนาดที่คุยกันได้ทุกเรื่อง แต่ก็ไม่ได้โกรธหรือเกลียดกัน อีกอย่างตั้งแต่จำความได้ แม่ก็พาฉันย้ายไปอยู่ที่บ้านของสามีใหม่พร้อมกับท่าน แรก ๆ ก็ดี แต่พอแม่มีลูกกับสามีใหม่ ระยะห่างของฉันกับแม่มันก็คล้ายกับจะเพิ่มมากขึ้น ส่วนความสัมพันธ์ของฉันกับสามีใหม่แม่ เรียกได้ว่าฉันเกลียดและกลัวเขาที่สุดเลยล่ะ

ทุกครั้งที่เจอ คุณลุงท่านจะมองฉัน มองเหมือนทะลุเสื้อผ้าที่สวมใส่ เพราะแบบนั้นฉันจึงขอแม่ย้ายออกมาอยู่คนเดียวตั้งแต่อายุสิบหกจนถึงตอนนี้อายุก็ยี่สิบสองแล้ว ฉันไม่ค่อยกลับไปที่บ้านหลังนั้น หากจะเจอแม่เราจะนัดเจอกันข้างนอก และแม่ก็เหมือนจะรู้ว่าฉันไม่สบายใจที่จะอยู่บ้านหลังนั้น ท่านเลยเสนอจะซื้อคอนโดฯ ให้ แต่เป็นฉันที่ปฏิเสธเพราะหากท่านจะใช้เงินคงไม่พ้นเงินของสามี ฉันเลือกที่จะเช่าอพาร์ตเม้นต์อยู่คนเดียว หอพักที่นี่ปลอดภัยมากรวมถึงพนักงานและเจ้าของหอพักก็ดี ไม่จู้จี้จุกจิก อีกอย่าง เจ้าของหอพักยังดูอายุไม่เยอะเลยล่ะ แต่เก่งมากที่สร้างหอพักตัวเองได้แบบนี้

ปล่อยให้เวลาเดินไปข้างหน้าอย่างเชื่องช้า จนกระทั่งใกล้ถึงเวลานัดถึงได้คว้ากระเป๋าผ้าสะพายข้างมาคล้องที่ไหล่ ก่อนจะเดินทางไปยังจุดนัดหมายที่ถูกส่งเข้ามาภายในแชตส่วนตัว ที่นั่นเป็นร้านอาหารที่ค่อนข้างไกลจากหอพัก จึงทำให้การเดินทางในครั้งนี้ช้ากว่ากำหนด แต่ยังไม่ถึงขั้นน่าเกลียดเนื่องจากฉันเผื่อเวลาไว้อยู่บ้าง แต่พอถึงร้านอาหารก็รีบก้าวเข้าไปทันที

“สวัสดี คุณมัลลิกาจองโต๊ะไว้แล้วค่ะ” รีบแจ้งพนักงานที่เดินออกมาต้อนรับ

“เชิญทางนี้ค่ะ” พนักงานผายมือเชิญให้เดินไปอีกด้าน กระทั่งเดินตามไปจนถึงบริเวณประตูห้องอาหารแบบส่วนตัวห้องหนึ่งที่ยังปิดสนิท

“ห้องนี้ค่ะคุณลูกค้า”

“ขอบคุณค่ะ” เอ่ยขอบคุณเสร็จก็ยกมือเคาะประตูห้องอาหารที่ถูกจองไว้เพื่อความเป็นส่วนตัว เมื่อได้ยินเสียงอนุญาตถึงได้กล้าเปิดประตูเข้าไป

“อ้าว มาแล้วเหรอลูก มานั่งเร็ว” แม่ที่มาถึงก่อนสักพักใหญ่รีบชวนด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น ฉันจึงรีบก้าวเข้าไปใกล้แม่ แต่พอเห็นว่าภายในห้องยังมีผู้คนที่ฉันไม่รู้จักอีกหลายคนจึงรีบยกมือไหว้เพื่อไม่เป็นการเสียมารยาท

“สวัสดีค่ะแม่ สวัสดีค่ะ” ฉันยกมือไหว้แม่คนแรกก่อนจะไหว้คนอื่น ๆ ที่กำลังมองมาทางฉันด้วยรอยยิ้มปลื้มใจ

“สวัสดีลูก มานั่งเร็วแม่จะได้แนะนำให้รู้จัก” แม่รีบส่งยิ้มให้กัน และเป็นรอยยิ้มที่มีความสุขไปจนถึงดวงตา ราวกับว่าตอนนี้ท่านกำลังรู้สึกตื่นเต้นหรือกำลังดีใจอะไรบางอย่างอยู่จนเก็บไว้ไม่มิด

“ค่ะแม่” แม้จะยังสงสัย แต่สุดท้ายก็ยอมขยับเข้าไปนั่งลงบนเก้าอี้ตัวที่ว่าง ซึ่งตอนนี้ว่างอยู่เพียงแค่สองตัวเท่านั้น ส่วนอีกสองตัวไม่มีคนนั่งก็จริงแต่มีเสื้อคลุมพนักพิงเก้าอี้ไว้อยู่เพื่อแสดงความเป็นเจ้าของ

“เดี๋ยวแนะนำให้รู้จักก่อน นี่มานีเพื่อนรักของแม่ ส่วนนั่นอาคมสามีของมานี”

“อ้อ สวัสดีค่ะคุณป้า สวัสดีค่ะคุณลุง หนูชื่อพิงค์นะคะ เป็นลูกของแม่ค่ะ” ยกมือไหว้อีกครั้งพร้อมกับแนะนำตัวเองกลับไป ท่านทั้งสองยังยกยิ้มชอบใจก่อนจะทักทายกลับมา แม้จะเป็นประโยคทั่วไปแต่ฉันกลับรู้สึกว่าท่านทั้งสองนั้นใจดีมาก

“สวัสดีจ๊ะหนูพิงค์ เคยเห็นตั้งแต่เด็ก ๆ ตอนที่ชัยพาไปบ้าน ได้เจออีกทีก็โตเป็นสาวซะแล้ว” คุณป้ามานีเอ่ยชม เมื่อลอบมองท่านยังสวยไม่สร่าง ทั้งหุ่นและผิวขาว ๆ นั่นทำให้ดูอ่อนกว่าวัยอยู่มาก ราวกับท่านนั้นตั้งใจดูแลสุขภาพตัวเองอย่างดี

“ที่จริง...ที่ป้ามาที่นี่วันนี้ เพราะมีเรื่องจะมาแจ้งให้ทั้งหนูพิงค์และลูกชายของป้ารับรู้พร้อมกัน เดี๋ยวรอพี่เขาหน่อยนะลูก ไม่ค่อยเข้าเมืองหลวง เลี้ยวผิดซอยไปโผล่ไหนไม่รู้” ป้ามานีแซวคนที่ท่านเรียกว่าลูกชาย แต่ไม่รู้ทำไมพอได้ยินแบบนั้นกลับรับรู้ถึงความผิดปกติ ทั้งประโยคของคุณป้ามานี ทั้งท่าทางของแม่ที่ดูไม่เป็นธรรมชาติ

“ขอโทษที่มาช้าครับ” เสียงทุ้มต่ำดังขึ้นพร้อมกับประตูห้องอาหารถูกเปิดเข้ามา วินาทีที่หันไปมองแล้วเจอกับเจ้าของร่างสูงกำยำสมส่วนเดินเข้ามาใกล้เก้าอี้ตัวที่ว่างข้างกัน ก็เริ่มทำตัวไม่ถูก หันขวับไปมองหน้าผู้เป็นแม่ตัวเองอย่างไม่เข้าใจ แต่ก่อนจะได้ถามหรือขอคำอธิบายจากแม่ ประตูห้องอาหารที่ถูกปิดไป กลับเปิดออกกว้างและคนที่กำลังเดินเข้ามาด้วยใบหน้าบึ้งตึงคือสามีใหม่ของแม่และน้องชายต่างบิดาของฉัน

บทก่อนหน้า
บทถัดไป