บทที่ 6 Rose Forest ดอกไม้กลางป่า 6
Rose Forest ดอกไม้กลางป่า 6
“ยี่โถ มานั่ง ๆ แค่หมูกรอบเอง เดี๋ยวฉันสั่งไปส่งที่คอนโดฯ แกเลยเพื่อนรัก นั่งก่อนนะ” เบสปลอบยี่โถที่ตอนนี้ใบหน้าแสดงถึงความหงุดหงิด เมื่อก้าวเข้ามาใกล้ก็นั่งลงบนเก้าอี้ว่างข้างฉัน
“เป็นอะไรน่ะ?” เมื่อเพื่อนแปลกไปจึงเอ่ยถามอย่างเป็นห่วง
“กะเพราหมูกรอบหมด” เบสตอบพร้อมกับรอยยิ้มกึ่งขบขัน
“กินก๋วยเตี๋ยวแทนไหม มีหมูเหมือนกันแต่ไม่ใช่หมูกรอบ” เสนอทางเลือกให้เพื่อน ที่ดูต้องการหมูกรอบเสียเหลือเกิน
“อื้อ ไปสั่งก่อน” ว่าจบก็เดินลุกออกไปอีกครั้ง ทำเอาเบสหันขวับมองหน้ากันอย่างงุนงงทันที
“งง เมื่อกี้พูดแบบนี้มันไม่ฟังอะ ฉันจะตามไปหยิกมันสักที มันเป็นยังไงเล่ามาซิยัยเพื่อนตัวดี” เบสเดินตามยี่โถไปอีกครั้งอย่างคับแค้นใจ มองตามเพื่อนอย่างขบขันก่อนจะนั่งทานก๋วยเตี๋ยวไปพลาง ๆ เมื่อเพื่อน ๆ กลับมานั่งครบทุกคน เราก็ทานข้าวไป คุยเล่นกันไปอย่างไม่เร่งรีบ แต่หูเจ้ากรรมดันได้ยินเสียงของใครบางคนที่กำลังคุยกับกลุ่มอาจารย์กลุ่มนั้นอย่างชัดเจนเสียอย่างนั้น
“แต่งจริงอะ?”
“อือ นี่ไงการ์ดเชิญ ไปด้วย”
“จะไปได้ไหมวะเนี่ย ช่วงนั้นใกล้สอบด้วย”
“งานเช้า วันนั้นวันอาทิตย์พวกมึงไปได้”
“แม่งดักทุกทาง แต่เออ เดี๋ยวไป มึงเชิญใครบ้าง”
“แค่พวกมึงนั่นแหละ ที่เหลือคุณนายเชิญเองหมด”
“แล้วเจ้าสาวมึง สวยไหมวะ แม่งมีแฟนตั้งแต่เมื่อไหร่ เปิดตัวอีกทีคือแต่งงานเลยนะมึงน่ะ”
ประโยคที่บ่งบอกถึงความสนิทสนมของพวกเขาทำให้ฉันก้มหน้าต่ำทานก๋วยเตี๋ยวต่ออย่างเร่งรีบ แต่เมื่อรู้ตัวว่าเสียมารยาทฟังพวกเขาคุยกันเกินไปจึงก้มหน้าทานก๋วยเตี๋ยวต่อจนอิ่มแปล้
ระหว่างที่เดินไปลานจอดรถหลังตึกแล็บของคณะเกษตรฯ โทรศัพท์มือถือของฉันก็มีสายเรียกเข้ามาอย่างรู้จังหวะ เป็นเบอร์ที่เคยบันทึกไว้แต่ไม่เคยติดต่อกันมาก่อน และได้เบอร์นี้มาตั้งแต่หลายสัปดาห์ก่อนเช่นเดียวกัน
“ไปแล้วนะ ค่อยนัดกันไปติวนะทุกคน” ยี่โถโบกมือลาเมื่อต้องแยกย้ายกันกลับ
“ได้ ๆ คุยกันในกลุ่มแชตนะ” ซูซี่ตอบกลับ ขณะเดียวกันฉันก็รับสายที่โทร. เข้ามาพร้อมกับโบกมือลาเพื่อน ๆ ด้วยรอยยิ้มขบขัน แต่ไม่ทันได้คิดว่าคนที่โทร. เข้ามาจะยืนอยู่ด้านหลังเพื่อน ๆ ของฉันแบบนั้น
(จะไปส่ง) คนปลายสายเอ่ยบอกและเรายังคงสบตากันอยู่ในระยะไม่กี่เมตรเท่านั้น
“วันนี้กลับพร้อมซูซี่ค่ะ”
(คนข้าง ๆ เหรอ?) คุณพนาวันยังถามต่อ แล้วก้าวเข้ามาใกล้ราวกับว่าที่เราคุยอยู่ในโทรศัพท์ไม่ใช่กันและกัน แล้วก็ต้องตกใจอีกครั้งเพราะรถของเขาจอดอยู่เคียงข้างรถของซูซี่ด้วยความบังเอิญ
“ใช่ค่ะ”
“อือ งั้นก็เจอที่หอแล้วกัน” ประโยคนี้ฉันไม่ได้ยินจากโทรศัพท์ที่ยกแนบหู แต่กลับได้ยินอย่างชัดเจนเมื่อคนตัวสูงเปิดประตูรถและพูดออกมาราวกับจงใจให้ฉันได้ยินจากเจ้าตัว
ฉันวางสายจากคุณเขาก่อนจะก้าวขึ้นไปนั่งบนรถโดยมีซูซี่มองอย่างสงสัย เมื่อเพื่อนเคลื่อนรถออกจากที่นั่นก็เหมือนจะรู้สึกหายใจได้คล่องขึ้น
“นั่นมันวิทยากรพิเศษนี่”
“อื้อ น่าจะใช่นะ” ตอบอย่างขอไปทีตามเพื่อนไป
“หล่อมากให้ตายเถอะ หล่อแบบไทย ๆ อะ ฉันได้ยินว่าพี่วิทยากรคนนั้นเป็นเพื่อนกับอาจารย์คณะเกษตรด้วยนะ กลุ่มอาจารย์ที่นั่งกินข้าวข้างเราอะ หล่อกันยกกลุ่ม ฉันล่ะเขินตอนที่กินผัดคะน้า” ซูซี่บ่นทั้งยังทำหน้าเขินอายเมื่อต้องเอ่ยถึงช่วงเวลาที่ตัวเองกินข้าวไปแอบมองกลุ่มอาจารย์ไป
“ฮ่า ๆ ๆ ใจเย็นหน่อยซูซี่ นั่นอาจารย์เลยนะ”
“แหม ก็ขอมองหน่อยน่า หนุ่มเกษตรมันเรียกฉันเจ๊หมดละ ไม่น่าไปสนิทกับพวกมันเลย”
“แหงล่ะ แกไปเที่ยวแล้วเจอพวกนั้นบ่อยนี่ ไม่เรียกแกว่าแม่ก็บุญแล้วไหม” แกล้งแซวเพื่อนที่รู้จักเพื่อนหลายคณะแต่สนิทหน่อยจะเป็นคณะเกษตรฯ นี่แหละ เราเคยเรียนตรงกันหลายวิชาเลย แล้วก็มีกิจกรรมที่ทำด้วยกันบ่อย ๆ เลยมีกลุ่มเพื่อนหลายกลุ่ม
“แต่พิงค์ ถ้าแกมีปัญหาหรือมีเรื่องไม่สบายใจ แกยังมีพวกฉันนะ ปรึกษาพวกฉันได้นะ” ซูซี่ย้ำเตือนอีกครั้งเมื่อรถหยุดจอดที่หน้าหอพักของฉัน
“อื้อ ขอบใจนะซูซี่ ถ้าไม่ไหวฉันจะรีบบอกพวกแกเลยนะ”
“อื้อ ถ้าไม่อยากอยู่คนเดียวก็ไปอยู่กับฉัน พร้อมเปิดประตูต้อนรับแกมากรู้ไหม?” ซูซี่มองกันด้วยความห่วงใย ฉันส่งยิ้มให้เพื่อนก่อนจะน้อมรับความหวังดีนั้นมาด้วยความเต็มใจ
“ขอบใจนะ เอาละ กลับไปพักได้แล้ว ขอบคุณมาก ๆ เลยที่มาส่ง เจอกันนะ”
“เจอกันจ้า” ก้าวลงจากรถเพื่อนก็รีบโบกมือลาเตรียมเดินขึ้นไปบนห้องพัก ที่นี่เป็นหอพักรูปตัวแอลและมีเพียงแค่สองชั้นเท่านั้น ตอนที่มาเช่า ฉันได้ห้องชั้นสองห้องรองสุดท้าย แต่พี่ข้างห้องก็ไม่ได้เสียงดังนะ ที่นี่เงียบสงบและมีความเป็นส่วนตัวมาก ๆ เลยล่ะ
