บทที่ 2 นิรุจน์
ไร่ทรัพย์สักทอง
ดวงแก้วเจ้าของไร่ทรัพย์สักทอง เธอไม่มีญาติไม่มีพี่น้องมีแต่หลานสาวเพียงคนเดียว และเด็กชายที่อุปการะเลี้ยงดูตั้งแต่ยังเด็ก
จากเด็กชายที่ไม่มีใครเหลียวแลเธอฟูมฟักให้ความรักเปรียบเสมือนลูกคนหนึ่งส่งเรียนจนจบปริญญาตรี เขาไม่ใช่ญาติก็เหมือนญาติไม่ใช่ลูกก็เหมือนลูก
“รุจน์ นิรุจน์ลูก”
“ครับคุณแม่ ไปหาหมอไหมครับผมพาไป”
“ไม่...แม่ไม่ไป ถึงไปหาหมอยังไงก็ตายอยู่ดีแม่ขอนอนตายที่บ้านดีกว่า”
“คุณแม่ไม่ตายหรอกครับ ที่กรุงเทพฯมีหมอเก่งๆเยอะผมพาไปนะครับ”
ดวงแก้วในวัยหกสิบเก้าปีเหมือนไม้ใกล้ฝั่ง ป่วยด้วยอาการบาดเจ็บช่องท้องมานานหลายสิบปีรักษายังไงอาการก็ไม่หายขาด ทั้งหมอจีนหมอไทยหมอฝรั่งมีแต่จะทรุดกับทรุด เพราะอวัยวะภายในที่ถูกทำลายเสียหายและบอบช้ำมากเหลือเกิน
สาเหตุเกิดจากอะไรนั้นเธอบอกใครไม่ได้ ทุกวันนี้ได้แต่รักษาตามอาการและประคองไปวันๆ
ดวงแก้วเป็นสาวโสดไม่ได้แต่งงานมีน้องสาวหนึ่งคนแต่ไม่ได้พบหน้ากันมาเกือบสิบปี ครั้งสุดท้ายที่พบกรองแก้วผู้เป็นน้องสาวมาลาไปอยู่กับสามีฝรั่งที่เมืองนอก ทิ้งหลานสาวไว้ให้เธอเลี้ยงคือแก้วตา
จากนั้นเธอก็ไม่เคยพบกับน้องสาวอีกเลย ข่าวคราวก็ไม่เคยส่งมาหาเหมือนกับว่ากรองแก้วได้หายสาบสูญ ไปจากชีวิตเธอและแก้วตาอย่างสิ้นเชิง
ด้วยแรงที่ถดถอย ดวงแก้วครุ่นคิดถึงหลานสาวเพียงคนเดียวและอนาคตของไร่มาหลายวัน จึงเขียนจดหมายขึ้นมาหนึ่งฉบับ
ดวงแก้วจับมือชายหนุ่มและยัดจดหมายใส่มือเขา สายตาของดวงแก้วฉายแววเศร้าสร้อย
“รุจน์ไปตามหนูแก้วมาหาแม่ได้ไหมทำเพื่อแม่ครั้งสุดท้ายก่อนตาย ไปหาหนูแก้วตามที่อยู่นี้นะและก็เบอร์โทรที่หนูแก้วให้ไว้ เมื่อวันก่อนแม่โทรคุยได้สองสามคำเห็นว่าใกล้จะกลับเมืองไทยแล้ว”
“ครับคุณแม่”
“ถ้าติดต่อหนูแก้วไม่ได้ ลองโทรหาแพรวาเพื่อนหนูแก้วนะ เขาเพื่อนรักกันน่าจะติดต่อหนูแก้วได้”
นิรุจน์รับจดหมายจากคุณแม่ดวงแก้วมาถือไว้ บีบมือที่เหี่ยวย่นเพื่อให้คำสัญญา
“ได้ครับคุณแม่ ผมขอกลับไปเคลียร์งานที่บริษัทลางานก่อนนะครับ”
“ตามใจรุจน์เถอะแต่ต้องรีบไปนะ เพราะหนูแก้วเขาเป็นแอร์แม่ไม่รู้ว่าหนูแก้วเขามีเวลาพักกี่วัน”
“ได้ครับผมจะรีบไป”
ดวงแก้วยิ้มละไมกับสิ่งมีชีวิตที่เธอฟูมฟักตั้งแต่เล็กจนเติบใหญ่ วันนี้เด็กชายคนนั้นกลายเป็นชายหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่สมชายชาตรี หล่อล่ำกำยำใบหน้าคมคายจมูกโด่งเป็นสันรับกับริมฝีปากหยักได้รูป
ดวงแก้วลูบผมสั้นของนิรุจน์อย่างรักใคร่ ไร่นี้นางยินดีให้เขาดูแลรวมถึงแก้วตาด้วย ถึงเวลาอันสมควรแล้วที่นิรุจน์จะต้องทำหลังจากนางตามใจให้ไปทำงานในเมืองมาสองปี
“แม่มีเรื่องจะขอร้องให้ทำซักหนึ่งเรื่องนะลูก”
“รุจน์อาจจะคิดว่าแม่ทวงบุญคุณเห็นแก่ตัว แต่แม่มองไม่เห็นใครที่รักษาไร่นี้ได้นอกจากรุจน์”
นิรุจน์สบตากับดวงแก้วที่เขาเรียกว่าแม่จนติดปาก แม้ไม่รู้ว่าคุณแม่ดวงแก้วจะให้ทำอะไรเขาก็ยินดีทำให้ไม่มีข้อแม้
“รุจน์แต่งงานกับหนูแก้วได้ไหม ดูแลไร่ของเราดูแลไร่ให้แม่รุจน์ทำได้ไหม”
มันเป็นคำถามที่หนักอึ้งคำว่าแต่งงานยังไม่เคยมีในสมองเขาสักนิด นี่เขากำลังจะเป็นหลานเขยของคุณแม่ไปแล้วเหรอเนี่ย
“คุณแม่ว่าไงนะครับ ผมต้องแต่งงานกับแก้วตาเหรอครับ”
“ใช่...หนูแก้วหลานแม่อายุเท่ากันกับรุจน์น่าจะเข้ากันได้ เคยเล่นด้วยกันตอนเด็กด้วยใช่ไหมหนูแก้วเขาบอกว่ายังไม่มีคนรักนะ”
นิรุจน์เป็นวิศวกรบริษัทญี่ปุ่น เรียนจบแล้วอยากยืนด้วยลำแข้งของตนเอง ซื้อรถยนต์ด้วยเงินที่ได้มาจากน้ำพักน้ำแรงไม่คิดขอเงินจากดวงแก้วแม้สักบาท
นิรุจน์ทำงานอยู่ในตัวเมืองกาญจนบุรี เสาร์อาทิตย์หรือวันหยุดนักขัตฤกษ์ถึงจะกลับไร่ซักที
ที่ผ่านมาแม่ดวงแก้วนั้นแข็งแรงมากเป็นผู้หญิงเก่งและแกร่ง มีหัวหน้าคนงานที่ไว้ใจได้คอยช่วยงาน ดังนั้นงานในไร่เขาจึงไม่ค่อยได้เข้าไปช่วยมากนัก
เพราะเขาคือคนนอกคนที่คุณแม่เก็บมาเลี้ยง
ร่างสูงนั่งอยู่ข้างเตียงของคุณแม่ดวงแก้ว รอจนกว่าคุณแม่จะหลับถึงจะกลับห้องของตนเอง
“แต่งงานกับยัยแก้วตาอย่างนั้นเหรอ”
ภาพความทรงจำเมื่อตอนยังเด็กกลับคืนมา เด็กหญิงผมเปียที่สมบูรณ์ด้วยทุกสิ่งใช้ไม้ไล่ตีเขาแกล้งเขากดขี่สารพักำลังจะกลายมาเป็นเมียเขาในอีกไม่นาน
ชายหนุ่มดึงผ้าห่มผืนบาง ห่มให้คุณแม่ดวงแก้วด้วยความรักและเทิดทูน
“ได้ครับคุณแม่ผมจะทำให้คุณแม่ครับ”
นิรุจน์เห็นว่าดวงแก้วหลับแล้วจึงออกมาจากห้องนอนของดวงแก้ว แล้วเดินกลับห้องพักของตนเองห้องนอนที่เล็กที่สุดของบ้านนี้เพราะความเจียมตัว
ที่ห้องนอน นิรุจน์ยืนอยู่ที่ริมหน้าต่างมองออกไปตามแนวป่า ที่ดวงแก้วปลูกไม้สักทองไว้เนื้อที่กว่าพันไร่ มันช่างกว้างใหญ่ไพศาลจนเขารู้สึกหนักอึ้งทั้งสองไหล่หนา คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันด้วยความยุ่งเหยิง
“ไร่ทรัพย์สักทอง”
“เราจะแต่งงานมีเมียจริงๆเหรอวะ”
“แก้วตา”
เขาเคยได้ยินคุณแม่ดวงแก้วพูดว่าเธอเป็นแอร์โฮสเตส พักอยู่ที่กรุงเทพมหานครมันไม่ยากที่จะไปแต่การหาตัวเธอนี่สิ คุณแม่ดวงแก้วจะรู้ไหมว่าการตามหาตัวยัยแก้วตามันยากแค่ไหน
