บทที่ 3 เข้ากรุงตามหาแก้วตา
หลังกลับจากคอนโดของพสุ มิเกลไม่มีเวลาร้องไห้ฟูมฟายมากนัก ตบตีหญิงชั่วชายโฉดสองคนนั้นแล้วก็ต้องพักผ่อน จัดกระเป๋าเดินทางเพื่อเตรียมตัวเดินทางอีกครั้ง
เธอนอนมองดาวในคืนอันเงียบเหงาส่องแสงระยิบระยับเต็มท้องฟ้า คิดทบทวนว่าเธอทำผิดอะไรไม่ดีตรงไหนพี่พสุถึงไม่รัก
ผู้ชายที่อบอุ่นและอยู่ข้างๆเธอมาตลอด กลับกลายเป็นคนที่ทำร้ายจิตใจเธออย่างแสนสาหัสได้อย่างไร
ทำไมเธอถึงรู้สึกโดดเดี่ยวแบบนี้นะ
คิดไปคิดมาเธอก็รักตัวเองมากขึ้นโอบกอดตัวเองให้แน่นมากขึ้น
“ไม่ตายก็หาเอาใหม่เถอะ”
“เธอสวยเธอมีดี”
สามวันหลังจากนั้น นิรุจน์ขอใช้วันลาพักผ่อน ลางานเพื่อไปทำธุระให้กับคุณแม่ดวงแก้วตามที่ได้รับมอบหมาย
เขายัดจดหมายใส่ไว้ในกระเป๋าเสื้อแล้วติดกระดุมกันเหนียว
ก่อนที่แสงอรุณจะโผล่ขึ้นเหนือขอบฟ้า นิรุจน์ออกเดินทางจากเมืองกาญจน์มุ่งหน้าสู่กรุงเทพมหานคร เขาต้องเผื่อเวลารถติดและตามหาชื่อคอนโดที่ว่า ขับตามจีพีเอชในโทรศัพท์มือถือ
เมืองหลวงเมืองฟ้าอมรช่างดูสับสนวุ่นวาย แย่งกันกินแย่งกันใช้แย่งกันแม้กระทั่งพื้นที่บนท้องถนนผู้คนเดินไปเดินมาขวักไขว่
กว่าที่เขาจะสามารถหาตึกสูงรูปร่างทันสมัยได้ก็กินเวลาเกือบเที่ยงวัน และกว่าจะหาที่จอดรถได้ก็แสนจะยากลำบาก ตอนนี้เขาหิวจนแสบท้องกวาดสายตาไปรอบๆก็เห็นมีแต่ร้านอาหารราคาแพง
นิรุจน์พับแขนเสื้อไว้ที่ศอกแบบลวกๆ หยิบหมวกแก็ปมาสวมป้องกันแสงแดดแล้วออกเดินหาอะไรกินประทังความหิว
“แถวนี้เขาไม่ขายไก่โย่งไก่ย่าง ส้มตงส้มตำกันหรือไงวะเนี่ยเปรี้ยวปากชิบ”
ยิ่งเดินหาเขาก็ยิ่งไม่เจอร้านส้มตำแม้แต่ร้านเดียว ร้านส้มตำหายากเขาไม่กินแล้วก็ได้
นิรุจน์จึงเดินหาร้านข้าวไม่ไกลจากคอนโดของหญิงสาวมากนัก ระหว่างรออาหารจึงหยิบโทรศัพท์มือถือโทรหาแก้วตาแต่ว่าเธอปิดเครื่องติดต่อไม่ได้ เขาจึงโทรหาหญิงสาวที่ชื่อแพรวาที่คุณแม่ดวงแก้วบอกว่าเธอคือเพื่อนสนิทของแก้วตา
เมื่อแพรวารับสายเขาไม่ลืมที่จะแนะนำตัว
นิรุจน์ (สวัสดีครับคุณแพรวาใช่ไหมครับ ผมนิรุจน์จากกาญจน์ไร่ทรัพย์สักทองครับ)
ด้านแพรวาที่ยังมีอาการบาดเจ็บ หน้าตาเขียวคล้ำจำเป็นต้องลางานหลายวันจนกว่ารอยช้ำจะหายไป นอนพักรักษาตัวอยู่ที่คอนโดของพสุ ส่วนพสุไปทำงานเธอจึงนอนอยู่ที่นี่คนเดียว
เห็นเป็นเบอร์แปลกโทรเข้ามาหลายครั้งไม่คิดจะรับ แต่แอพพลิเคชั่นที่เธอติดตั้งไว้ไม่ได้บอกว่ามาจากมิจฉาชีพจึงเสี่ยงดวงรับสายกล้าๆกลัวๆ
แพรวา (ค่ะ...จากไร่คุณป้าดวงแก้วใช่ไหมคะ)
นิรุจน์ (ใช่ครับ คุณสะดวกคุยไหมครับ ผมขอเวลานิดเดียวถามเรื่องคุณแก้วตาหน่อยครับ)
แพรวาสะดุดเสียงทุ้มนุ่มของปลายสายที่มันบอกว่าเขาเป็นคนสุภาพ ถามหาแก้วตาเพื่อนเธอหรือว่ามิเกลนั่นเอง ทั้งที่ยังโกรธยังเคืองอีกฝ่ายไม่น้อยแต่เธอก็อยากรู้ว่าชายหนุ่มถามถึงมิเกลทำไม ตอนนี้เธอพูดไม่ค่อยถนัดเพราะแผลแตกข้างกระพุ้งแก้มที่ยังไม่หายดี
แพรวา (มีอะไรคะ ถามถึงเกลเอ้ยแก้วตาทำไมคะ?)
นิรุจน์ (ผมอยากพบคุณแก้วตาตอนนี้มีธุระสำคัญจากไร่ คุณพอจะติดต่อคุณแก้วตาได้ไหมครับ)
ถึงแม้จะอยู่คนละสายการบินแต่การข่าวของแพรวานั้นถือว่าแน่นมาก ทุกการเคลื่อนไหวของเพื่อนตารางบินเธอรู้ทั้งหมดเพราะมิเกลเคยเอาให้เธอดู
แพรวา (เกล เอ่อ...แก้วตาเขาน่าจะบินอยู่ค่ะคงติดต่อตอนนี้ไม่ได้เสียใจด้วยนะคะ)
นิรุจน์ได้ฟังถึงกับถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ แสดงว่าวันนี้ที่เขามากรุงเทพคงจะเสียเที่ยวสินะ เขาไม่น่าเสี่ยงมาเลยเพราะติดต่อเธอไม่ได้ตั้งแต่เมื่อวานแล้ว
นิรุจน์ (คุณพอจะมีวิธีติดต่อคุณแก้วตาได้ไหมครับ หมายถึงให้เธอโทรมาหาผมตามเบอร์นี้ คุณป้าดวงแก้วมีธุระสำคัญจริงๆครับ)
เสียงเขาดูร้อนรน
แพรวา (ตอนนี้บินอยู่คงโทรไม่ได้ค่ะ เอาเป็นว่าถ้าแก้วเขากลับมาเมื่อไหร่ฉันจะโทรหาแล้วกันนะคะ)
นิรุจน์ (ขอบคุณครับ)
ชายหนุ่มวางสายไปแล้วแพรวาได้แต่ครุ่นคิดในใจ เท่าที่เธอคบกับมิเกลมาจำได้ว่าสองปีแล้ว ตั้งแต่เพื่อนเธอเป็นแอร์ก็ไม่เคยกลับไปกาญจน์อีกเลย
เที่ยวบินชั้น BusinessClass Flight Bangkok Abudabi และยิงยาวต่อไปที่อัมสเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์ดินแดนแห่งความโรแมนติก
ขณะที่เครื่องบินแอร์บัส A350 บินอยู่เหนือน่านฟ้าของเมืองดูไบ เธอที่ปากบอกว่าเข้มแข็งและคิดว่าไหวกับทุกสถานการณ์ แต่เอาเข้าจริงความเจ็บปวดกำลังโจมตีเธออย่างหนักจนเพื่อนแอร์จับสังเกตได้
ในสายการบินนี้เธอมีบัดดี้เป็นแอร์ชาวฟิลิปปินส์ชื่อไทน่า ทั้งสองอายุเท่ากันเคยบินด้วยกันบ่อยจนคุ้นเคย
ไทน่า: "มิเกลวันนี้ยูเป็นอะไรหรือเปล่า"
แก้วตาหันไปสบตากับเพื่อนแอร์ฝืนยิ้ม เธอคงจิตตกเรื่องพี่พสุกับแพรวาจนอาการออกสินะเธอนี่ไม่ไหวเลยจริงๆ
แก้วตา: "ปะ...เปล่า ไม่เป็นอะไร"
ไทน่า: "ยิ้มยูไม่เหมือนเดิมนะมีอะไรหรือเปล่า"
ไทน่าก็ช่างสังเกตเนาะ...
ตอนนี้มิเกลเหมือนคนขี้ระแวงแม้ว่าไทน่าจะดีกับเธอแค่ไหน มิเกลก็ไม่อาจเล่าเรื่องส่วนตัวให้ใครฟังได้ ถึงแม้ตอนนี้เธออยากมีใครสักคนรับฟังและปลอบโยนก็ตาม
นึกย้อนไปถึงแพรวาเพื่อนที่เธอรักมาก เพราะเรียนมาด้วยกันสนิทกันตั้งปีหนึ่งจนถึงปีสี่ ไปไหนเราไปด้วยกันเหมือนคู่แฝดที่ตัวติดกันตลอดเวลา
แม้กระทั่งจะมาเป็นแอร์ ทั้งสองยังไปเรียนคอร์สอบรมกับโค้ชพี่แหม่มด้วยกัน จับมือกันเป็นแอร์ได้ทั้งคู่
แก้วตา: "ไม่เป็นอะไรจริงๆ ขอบคุณนะคะ"
เธอคงได้แต่ยิ้มเจื่อนบีบมือเพื่อนแอร์เบาๆ
การสนทนาของทั้งคู่จบลงแค่นั้น เมื่อผู้โดยสารกดปุ่มเรียก มิเกลจึงเดินไปหาผู้โดยสารสอบถามว่าต้องการอะไร
มาดามท่านหนึ่งเป็นฝรั่งวัยกลางคนท่าทางดูดีทีเดียว ขอน้ำส้มเธอจึงเสิร์ฟน้ำส้มให้กับมาดามท่านนั้น จังหวะที่เธอวางแก้วน้ำบนโต๊ะเครื่องบินกระตุกเล็กน้อย แล้วเหตุการณ์ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้นคือน้ำส้มแก้วนั้นหกใส่กระเป๋าแบรนด์เนมของมาดาม
และเธอก็ขอโทษขอโพยซอรี่ไม่รู้กี่ครั้งแต่มาดามก็เอาแต่พูดว่า
“Oh My God”
“You Know how much is it worth?”
(คุณรู้ไหมว่ามันราคาเท่าไร?)
“God”
(พระเจ้าช่วย)
และเธอเห็นว่าชาแนลของมาดามเลอะก็หยิบกระดาษทิชชู่มาเช็ดให้ ทั้งไทน่าและหัวหน้างานก็เข้ามาช่วยกันยกใหญ่ พยายามอธิบายว่ามันเป็นอุบัติเหตุมาดามก็ไม่ฟัง
“Don't touch”
(อย่าจับ)
และแน่นอนคนรวยต้องโวยวายใหญ่โตเกินเบอร์ และเกินไปมากทั้งๆที่ไม่ใช่ความผิดของเธอสักนิด และนอกจากจะไม่รับการขอโทษจากเธอแล้วมาดามยังทำให้อาชีพแอร์ของเธอมัวหมองอีก
“Give me Complaint From”
(เอาใบร้องเรียนมาให้ฉัน)
“Right now”
(เดี๋ยวนี้)
ในที่สุดเธอก็โดนใบคอมเพลนจนได้ มีเพื่อนแอร์เคยบอกว่าเที่ยวบินชั้น First Classหรือว่าEconomics Class น่ารักกว่าBusiness Classท่าจะจริง
สรุปว่าเธอโดนลงโทษให้พักงานเป็นเวลาหนึ่งเดือน แม้ว่าหัวหน้าจะช่วยพูดอย่างไร มาดามก็ไม่ฟังจะเอาเรื่องเธออย่างเดียว
ถึงแม้ว่ามันดูไม่สมเหตุสมผลแต่เธอก็โดน ไม่รู้ว่าช่วงนี้เธอดวงตกหรือว่าราหูย้ายกันแน่ถึงได้เคาระห์ซ้ำกรรมซัดแบบนี้
แฟนก็โดนเพื่อนแย่งงานก็มีปัญหาอีก
“นี่มันเรื่องบ้าๆอะไรกันเนี่ย ซวยซ้ำซวยซ้อน”
