บทที่ 4 นางฟ้าปีกหัก

มิเกลหัวเสียเดินทางกลับบ้าน เธอกลายเป็นนางฟ้าปีกหักลากกระเป๋าเดินทางกำลังจะเข้าคอนโด ก็มีผู้ชายคนหนึ่งมาดักหน้าเธอไว้หน้าตาท่าทางไม่น่าไว้ใจสักเท่าไหร่

กำลังคิดอะไรเพลินๆ ถึงโชคชะตาที่เล่นตลก เธอแน่ใจว่าเธอไปแก้ปีชงมาแล้วตั้งหลายวัดยังเอาไม่อยู่อีกหรือ

เจ้ากรรมนายเวรยังไม่ให้อภัยเธออีกเหรอ

“แก้วตา...แก้วตาหยุดก่อน”

มิเกลที่กำลังลากกระเป๋าเดินทางหันรีหันขวาง เมื่อได้ยินเสียงของชายหนุ่มตรงหน้า เสียงห้าวของนิรุจน์เรียกความสนใจจากคนแถวนั้นเป็นตาเดียว ต่างกวาดตามองหาร่างของหญิงสาวที่มีนามว่าแก้วตาว่าจะมีหน้าตาเป็นเช่นไร

“แก้วตา” นิรุจน์เรียกอีก

ใครนะชื่อแก้วตาแต่ที่นี่เธอคือมิเกลไม่ได้ชื่อแก้วตาซักหน่อย อย่าไปสนใจเลยมันไม่ใช่เรื่องของเธอ ใบหน้าสวยแสนเย่อหยิ่งคอตั้งตรงลากกระเป๋าเดินทางเพื่อขึ้นห้องพัก

ทางด้านนิรุจน์ที่เหยียบคันเร่งออกจากเมืองกาญจน์แบบเร่งด่วน เมื่อได้รับสายจากแพรวาว่าแก้วตาได้เดินทางกลับมาแล้ว

เขากึ่งเดินกึ่งวิ่งมาทางหญิงสาวที่ออร่าความสวยเปล่งประกายมาแต่ไกล ร่างแบบบางสูงโปร่งในชุดธรรมดาไม่ใช่ชุดแอร์โฮสเตส ผมยาวมันขลับถูกรวบไว้ที่ด้านหลัง ใบหน้ารูปไข่ที่แต่งแต้มด้วยความปราณีตแต่มองยังไงเธอก็ยังดูซีดเซียวอยู่ดี อาจเป็นเพราะความอ่อนเพลียจากการเดินทางก็ได้นิรุจน์คิดแบบนั้น

ที่สำคัญลักยิ้มสองข้ามแก้มทำให้เธอดูน่ารักจนบาดใจ

มิเกลลากกระเป๋าเดินทางในท่วงท่าไม่รีบไม่ร้อนใดๆ ยังคงไม่สนใจสิ่งรอบตัวเช่นเดิมเธอ ไม่มีเวลาสนใจใครทั้งนั้นตอนนี้ขอโฟกัสแค่เรื่องตัวเองก็พอ

ทางด้านนิรุจน์เมื่อเขาเรียกชื่อเธอแล้วเธอไม่สน ร่างสูงของนิรุจน์จึงไปดักหน้าไว้กางแขนไม่ให้เธอไป ดึงแว่นกันแดดออกดวงตาคมกริบสีสนิมเปียกน้ำมองเธอด้วยท่าทางเอาเรื่อง

ก็หน้าตาแบบนี้คือแก้วตาไม่ใช่เหรอ

สายตานิรุจน์จับจ้องไปแก้วตา รู้สึกว่าเธอทำไมถึงได้หยิ่งจังนะแม่คนสวย

สายตาของแก้วตาก็จับจ้องไปที่นิรุจน์

“นี่มันคนหรือว่ายักษ์กันแน่ มายืนแยกเขี้ยวน่าเกลียดจริงๆ”

มิเกลสบตากับดวงตาคู่นั้นที่ถือวิสาสะมาดักหน้าเธอ คนตัวสูงรูปร่างบึกบึนใบหน้าคมจมูกโด่งรับกับริมฝีปากหยักได้รูป เขาหล่อล่ำบึ่กผิวสีน้ำตาลทองดูแล้วเร้าใจเป็นบ้า กล้ามขาของเขาก็ดูแข็งแรงน่ามองจนไม่อยากจะละสายตาได้

สรุปว่าเธอไม่เข็ดผู้ชายใช่ไหม...

ยัยมิเกล...

แต่เธอมั่นใจว่าผู้ชายหน้าตาแบบนี้เธอไม่เคยรู้จักแน่ๆ มั่นใจว่าเทสเธอดีแบบร้อยเปอร์เซ็นต์

“แก้วตาเธอชื่อแก้วตาไม่ใช่เหรอ”

“โน้ว"

ในที่สุดนิรุจน์ก็บรรลุเป้าหมายเสียที หลังจากรอโทรศัพท์จากแพรวาอยู่หลายวัน ปกติเขาจะไม่พกโทรศัพท์เวลาทำงาน แต่วันสองวันมานี้เขาแทบจะสิงเข้าไปกับโทรศัพท์อยู่แล้ว

เขาเรียกชื่อผู้หญิงสวยๆตรงหน้าอีกครั้ง เริ่มหงุดหงิดเพราะอากาศที่ร้อนอย่างกับเตาอบ 

“แก้วตา”

มิเกลทำเมินกวักมือเรียกรปภ.ให้ไล่คนแปลกหน้าไปให้ไกลหูไกลตา ลักษณะเหมือนพวกมิจฉาชีพก็ไม่ปาน

“พี่รปภ.คะช่วยด้วยค่ะ”

ได้ผล... พี่รปภ.เดินอาดๆออกจากออฟฟิศรปภ.ตู้เล็กๆที่เปิดแอร์เย็นฉ่ำ ในมือกำกระบองมาด้วยตรงดิ่งมาหาเธอคุณแอร์โฮสเตสคนสวยประจำคอนโด

“มีอะไรให้ผมรับใช้ครับคุณมิเกล ให้ผมโทรแจ้งตำรวจไหมครับ”

นิรุจน์หน้าถอดสีเธอจะจับเขาส่งตำรวจเชียวหรือ

“หยุด หยุดก่อนผมมาดี คุณแม่ดวงแก้วส่งผมมา”

ชายหนุ่มรีบยกมือห้ามแล้วหยิบจดหมายจากกระเป๋าเสื้อส่งให้หญิงสาว

“คุณแม่ดวงแก้วจดหมายของคุณแม่ดวงแก้ว เธอคงไม่ลืมแม่ดวงแก้วใช่ไหม”

“คุณป้าดวงแก้ว”

นั่นสิ เธอลืมป้าดวงแก้วญาติเพียงคนเดียวของเธอไปได้อย่างไร ฟังจากสำเนียงเหน่อๆแล้วก็น่าจะใช่คนเมืองกาญจน์ มิเกลหยิบจดหมายมาจากมือเขา

เมื่อผู้ชายตรงหน้าไม่ใช่คนร้ายเธอรีบเปิดอ่านทุกตัวอักษร

ทางด้านรปภ.ที่เห็นว่าทั้งสองน่าจะคุยกันด้วยดี ผู้ชายตรงหน้าไม่ใช่มิจฉาชีพจึงขอตัวกลับไปในออฟฟิศของเขาตามเดิม

“ถ้าไม่มีอะไรแล้ว ผมขอตัวก่อนนะครับคุณมิเกล”

“ค่ะ ขอบคุณค่ะรปภ.”

มิเกลอ่านจดหมายตั้งแต่ต้นจนจบรู้สึกว่าตนเองแย่มากถึงมากที่สุด ตาเธอแดงด้วยความเศร้าน้ำตารื้นแบบไม่รู้ตัวยิ่งอ่านเธอก็ยิ่งรู้สึกผิด ขนาดว่าสองปีแล้วที่เธอไม่ได้ไปเยี่ยมคุณป้าที่เลี้ยงเธอมาจนโต คุณป้าก็ยังคิดถึงเธอเป็นคนแรก

คุณป้าดวงแก้วยังให้เธอไปรับมรดกที่สร้างขึ้นเองกับมืออีกต่างหาก ถ้าเธอไม่ไปคุณป้าจะยกให้ไอ้เด็กขี้ก้างคนนั้น

“ไอ้ก้างรุจน์”

เรื่องอะไรเธอจะยอมล่ะ...

“ไง...คุณจะเอาไงคุณมิเกล”

“จะให้ผมเรียกว่าคุณมิเกลหรือคุณแก้วตาดี”

เขาบูลลี่ชื่อเธอเหรอ...

เจ้าของริมฝีปากบางอยากจะลากคนตรงหน้ามาด่านัก ทำไมเขาช่างยียวนกวนประสาทขนาดนี้ และเธอยังเห็นมุมปากยิ้มเยาะใส่เธอด้วย

“เรียกแก้วตา มิเกลไว้ให้เพื่อนฉันเรียก”

นิรุจน์เท้าสะเอว “คุณจะเอายังไงผมร้อน”

มิเกลหรือแก้วตาต้องใช้ความอดทนและความยับยั้งชั่งใจสูง ที่จะไม่เล่นงิ้วในตอนกลางวันแสกๆแบบนี้ เม้มริมฝีปากของตนเองไว้จนจะห้อเลือดกัดฟันกรอด

“รอฉันเดี๋ยวขอขึ้นไปเก็บเสื้อผ้าก่อน”

ก็ได้... เธอจะใช้ช่วงเวลาพักงานหนึ่งเดือน ไปดูแลป้าแท้ๆ เพียงคนเดียวที่เหลืออยู่ก็ได้ ส่วนมรดกป่าไม้สักถ้าคุณป้าเสียชีวิตไปแล้วเธอก็ไม่อยู่ที่นั่นหรอก จะขายให้หมดแล้วใช้ชีวิตหรูหราที่กรุงเทพดีกว่าเป็นไหนๆ

จากนั้นรถโฟร์วีลสี่ประตูก็มุ่งหน้าไร่ทรัพย์สักทองจังหวัดกาญจนบุรี

นิรุจน์ลอบมองกระเป๋าเดินทางใบใหญ่สองใบที่เบาะหลัง และเหลือบมองผู้โดยสารที่เอาแต่นิ่งเงียบไม่พูดอะไรสักคำ

นอกจากบอกว่าหิวกับจะเข้าห้องน้ำ ก็เอาแต่นั่งเงียบเอาหน้าแนบไปกับกระจกเหม่อลอยตลอดทางเหมือนคนสิ้นหวัง

“นี่...แก้วตา”

ไม่หัน

“แก้วตา”

“อะไร้...จะเรียกทำไม”

เออ...ได้ยินเสียงตวาดดีกว่านั่งซึมกระทือเป็นไหนๆ คิ้วเข้มเลิกขึ้นขณะเหยียบคันเร่งฝ่าความมืดสองข้างทางมีไฟทางบ้างบางจุดที่เป็นทางแยก

“ทำไมเรียกแก้วตาถึงไม่ได้ยิน ผมเรียกคุณตั้งหลายครั้งแล้ว”

“ไม่ชินฉันชื่อมิเกลไม่ใช่แก้วตา”

“อ้อเหรอ...อยู่บ้านนอกเป็นแก้วตาพอเข้ากรุงเป็นมิเกล”

“ใช่...แล้วจะทำไม”

“ก็ไม่ทำไมหรอก จะชื่ออะไรก็เรื่องของคุณ”

“คุณเป็นแอร์ไม่ใช่เหรอ แล้วนี่ขนเสื้อผ้าไปขนาดนี้บริษัทเขาไม่ไล่คุณออกเหรอ”

“ฉันลาพักร้อนพอดี ตั้งแต่ทำงานไม่เคยลาหยุดเลยป่วยก็ไม่เคยป่วย บริษัทเขาเลยให้หยุดได้นานหน่อย”

คิ้วเข้มเลิกสูงไม่อยากเชื่อสิ่งที่เธอพูดสักเท่าไหร่ แต่ก็ไม่อยากพูดมาก

“นายคือเด็กขี้ก้างที่ป้าฉันเก็บมาเลี้ยงใช่ไหม”

“นิรุจน์ เรียกพี่รุจน์”

“ขี้ก้างพุงโลก้นปอด”

รอยยิ้มผุดขึ้นที่มุมปากของหญิงสาว ความทรงจำในวัยเด็กกลับคืนมาเด็กชายตัวผอมถึงแม้ว่าเขาจะแก่กว่าเธอไม่กี่เดือน ผอมแห้งแคระแกรนชอบขลุกอยู่แต่ในครัวและเข้าสวนเล่นปลากัดในขวดแก้วใส

ตอนเด็กเขาคือลูกไล่เธอ

“ขี้ก้างเอ้ย”

แต่ตอนนี้เขาตัวใหญ่อย่างกะยักษ์...

คิ้วเข้มเลิกขึ้นปรายตามองหญิงสาวที่คิดอะไรอยู่คนเดียว ผู้หญิงคนนี้น่ะเหรอที่จะมาเป็นเมียเขา

แล้วเธอรู้ตัวหรือเปล่าถึงได้นั่งเงียบเป็นเป่าสากแบบนี้

หรือว่าจะรู้แล้วคุณแม่ดวงแก้วน่าจะบอกแล้วล่ะมั้ง คงเห็นว่าเขาหล่อเลยรีบเก็บเสื้อผ้ามาตั้งสองใบ

บทก่อนหน้า
บทถัดไป