บทที่ 5 ไร่ทรัพย์สักทอง

นิรุจน์จอดรถที่เรือนไทยหลังใหญ่ ด้านล่างต่อเติมเป็นปูนส่วนด้านบนเป็นไม้สักทองเหลืองอร่าม ซึ่งบ้านหลังนี้ใช้เป็นที่พำนักของเจ้าของไร่

กว่าจะเดินมาถึงก็เป็นเวลาเกือบจะเที่ยงคืนเข้าไปแล้ว นิรุจน์ยกขาออกจากคันเร่งดับเครื่องยนต์ ปรายตามองไปที่เพื่อนร่วมเดินทางที่หลับตั้งแต่อยู่นครปฐมจนถึงทองผาภูมิเธอก็ยังไม่ตื่น

เขาจึงเรียก “แก้ว คุณแก้วตาถึงแล้ว”

แก้วตาตื่นจากหลับพราะเสียงเรียกแสบแก้วหูของคนขับ ที่ไม่มีมารยาทเอาเสียเลยเพราะเธอมีประสาทสัมผัสที่ดี ตอนเป็นแอร์เคยอดนอนมากกว่านี้ด้วยซ้ำแค่เรียกเบาๆก็ได้ยินแล้ว

เธอค้อนเขาเพราะเสียงเรียกที่ข้างหูทำเอาเธอสะดุ้งจนตัวโยน

“รู้แล้วแก้วหูแทบแตก หนังสือสมบัติผู้ดีน่ะหัดเอามาอ่านมั่งนะเถื่อนจริงๆ”

“ตามใจคุณจะนอนในรถก็ตามใจ”

เขาไม่อยากจะสนคนเอาแต่ใจ วันนี้ขับรถไปกลับกรุงเทพฯทองผาภูมิรวมๆแล้วเกือบแปดชั่วโมง มิน่าล่ะเขาถึงได้ทั้งเมื่อยทั้งเพลียยังไม่พร้อมจะเอาสมบัติผู้ดีมาใช้ตอนนี้หรอก

นิรุจน์ลงรถแล้วเปิดประตูรถที่ด้านหลังยกกระเป๋าเดินทางทั้งสองใบลงจากรถ ส่วนแม่แอร์โฮสเตสกลับยืนเฉยไม่คิดจะมีน้ำใจช่วยกันสักนิดทั้งๆที่เป็นของๆตัวเองแท้ๆ

“นี่...แม่คุ๊น ไม่คิดจะช่วยกันเลยหรือไง”

“นายยกน่ะดีแล้วตัวใหญ่อย่างกับยักษ์”

เธอไม่อยากจะใส่ใจคนพูดมาก แก้วตามองไปรอบๆบ้านเรือนไทยที่เปิดไฟสว่างไสว ตัวบ้านเรือนไทยไม้สักทั้งหลังยกพื้นสูงต่อเติมที่ด้านล่างเพื่อพักผ่อน สังเกตได้จากโซฟาและเก้าอี้ปรับนอนตั้งไว้อย่างละชุด

เธอจากที่นี่ไปหลายปีแต่ทุกอย่างยังคงเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน เพราะเก้าอี้ปรับนอนตัวนั้นเธอเคยชอบนอนอ่านหนังสืออยู่เป็นประจำตั้งแต่ยังเด็ก

แก้วตาห่อไหล่เพราะอากาศเย็น กลางคืนของที่นี่หนาวจนเธอต้องกอดอกตนเองให้ความอบอุ่น มองไปบนบ้านก็เงียบเอามากๆ นึกในใจว่าดึกขนาดนี้คุณป้าคงหลับไปแล้วแน่ๆ

กำลังคิดอะไรเพลินๆก็ต้องสะดุ้ง เพราะเสียงของเขาที่มันไม่ชวนฟังสักนิด

“ขึ้นบ้านสิทำอย่างกับไม่เคยมาไปได้”

“นายก็ขึ้นไปก่อนสิฉันจะเดินตาม”

นิรุจน์ไม่ว่าอะไร บันไดสิบกว่าขั้นกับน้ำหนักของกระเป๋าใบใหญ่ทำเอาคนตัวสูงถึงกับเหงื่อตก

เมื่อขึ้นไปถึงบนบ้านนิรุจน์เคาะที่ประตูหน้าบ้านสามครั้ง ไม่นานก็ได้ยินเสียงดึงกลอนจากด้านในแล้วประตูก็เปิดออกโดยคนรับใช้ของที่นี่

“มาถึงแล้วเหรอคะคุณรุจน์”

“คุณแก้วตา”

เธอไม่รู้ว่าแม่บ้านรู้จักเธอได้อย่างไร เพราะเป็นคนมาใหม่เธอไม่เคยรู้จักแต่ก็พยักหน้ารับด้วยดี

“ค่ะ แก้วตาเองค่ะ”

“คุณท่านหลับแล้ว พี่ใจจะพาไปที่ห้องนอนนะคะมาเหนื่อยๆจะได้พักผ่อน”

แก้วตาเดินตามคนตัวโตที่ถือกระเป๋าเดินทางของเธอนำหน้าไปก่อน ส่วนเธอก็ได้แต่เดินตามและสำรวจเครื่องเรือนที่สวยและคงคุณค่าของไม้สักทองดังเดิม และแล้วพี่ใจก็หยุดที่หน้าห้องใหญ่

“ถึงแล้วค่ะห้องคุณแก้วตา คุณท่านให้พี่ใจจัดห้องให้ใหม่ค่ะ”

“นึกว่าจะให้แก้วนอนห้องเดิมเสียอีกนะคะ”

“คุณท่านบอกว่าห้องนี้ใหญ่กว่าห้องเดิม จะได้ไม่อึดอัดใช่ไหมคะคุณรุจน์”

นิรุจน์หน้าร้อนผ่าวเพราะเข้าใจความหมายที่แอบซ่อนไว้ดี เพียงแต่หญิงสาวไม่ทันสังเกตและคงไม่เข้าใจ เขาผลักบานประตูห้องนอนให้เปิดออกแล้วเข้าห้องไปก่อนเป็นคนแรก

“ห้องนี้ห้องคุณ”

เขาวางกระเป๋าเดินทางไว้ให้เธอหน้าตู้เสื้อผ้าใบใหญ่ ปรายตามองหญิงสาวที่นั่งหน้าซีดอยู่ปลายเตียงแล้วผละจากไป

แม่บ้านวัยสามสิบต้นๆ เห็นใจนายหญิงคนใหม่ที่เพิ่งมาถึงคงจะยังไม่คุ้นเคยกับสถานที่ เห็นว่าเคยอยู่บ้านนี้ตอนเด็กแล้วไปเรียนที่กรุงเทพฯตอนเรียนปริญญาตรี จบแล้วก็ทำงานต่อที่นั่นไม่ค่อยได้กลับมา

“ให้พี่ใจนอนเป็นเพื่อนไหมคะ”

“ไม่เป็นไรค่ะแก้วนอนได้”

เช้าวันรุ่งขึ้น จากความมืดเปลี่ยนเป็นความสว่างพร้อมกับเสียงไก่ขันปลุกในตอนเช้า อากาศที่นี่ดีจนเธอไม่อยากลุกจากที่นอนเลยด้วยซ้ำ

“คุณแก้วตาคะตื่นหรือยังคะ”

เสียงไก่ก็ขันแบบนอนสต็อปจนนึกโมโห ถ้าเป็นนาฬิกาปลุกเธอแค่กดมันก็เงียบ แต่นี่มันโก่งคอมานานแล้วยังไม่มีทีท่าว่าจะหยุดแล้วจะยังมีคนมาปลุกเธออีก ความเคยชินที่เคยอยู่คนเดียวทำเธออารมณ์เสีย

“จะปลุกทำไมกันนักกันหนาเนี่ย”

“ตื่นแล้ว แต่ขอนอนอีกหน่อยนะ”

“ตื่นแล้วก็ลุกเถอะค่ะคุณแก้วตา คุณท่านรอทานข้าวเช้าอยู่ค่ะ”

“ก็ได้ลุกก็ได้”

“จะกินข้าวแล้วเหรอ ที่จริงกินซักเก้าโมงเช้าก็ได้มั้ง”

แก้วตาขออ้อยอิ่งอีกหน่อย ทอดสายตาออกไปนอกหน้าต่างผ่านกระจกใสเห็นท้องฟ้าก้อนเมฆและภูเขาที่ไม่ได้เห็นมานาน ที่นี่ทั้งสงบและร่มรื่นถ้าได้นอนเล่นซักครึ่งวันน่าจะดีแต่กลับถูกขัดจังหวะ

“น่าเบื่อจริงๆ”

“ฉันอยากอยู่กรุงเทพ”

มองเวลาที่ข้างฝาแล้วต้องตัดใจสลัดผ้าห่มออกจากตัว พบว่าเตียงที่เธอนอนมันใหญ่มากสำหรับเธอเพียงคนเดียว

“นอนสบายจังแฮะ”

แก้วตาอาบน้ำแต่งตัวใหม่ หยิบชุดเดรสสั้นแค่เข่าเปิดแผ่นหลังมาสวมใส่แต่งหน้าอ่อนๆดูน่ารัก ผมยาวตรงปล่อยสยายทั่วแผ่นหลัง เปิดประตูออกไปก็พบพี่ใจที่ยืนรออยู่

“ไปค่ะ พี่ใจจะพาไปหาคุณท่านค่ะ”

แก้วตายิ้มให้ “ค่ะไปค่ะ”

เธอเดินตามหลังแม่บ้าน สำรวจเรือนหลังนี้พบว่าถูกต่อเติมใหม่จนแปลกตาจากเดิมมาก ห้องนอนมีทั้งหมดสามห้องนอนเป็นห้องนอนใหญ่ของเธอ ถัดไปเป็นห้องนอนเล็กกว่านิดเดียวขนาบซ้ายขวา ถัดไปเป็นห้องโถงรับแขกที่เธอเดินผ่านมาเมื่อคืน เพราะจำตู้ใส่เครื่องลายครามของเก่าในตู้ได้

แก้วตามองห้องนอนที่เดินผ่านมาแต่ละห้อง ให้นึกสงสัยว่าคุณป้าจะนอนห้องไหนจะนอนห้องเดิมหรือเปล่า และตายักษ์คนนั้นล่ะนอนห้องไหนกันแน่คงไม่ได้นอนห้องติดกับเธอหรอกมั้ง

เมื่อไปถึงห้องรับแขก เธอก็พบกับคุณป้าดวงแก้วนั่งอยู่ในรถเข็นมองมาทางเธอ ข้างกันเป็นตายักษ์ที่นั่งสำรวมอยู่ใกล้ๆ

“คุณป้าคะ”

เสียงหวานเรียกผู้เป็นป้าก่อนจะนั่งลงตรงหน้าแล้วก้มกราบแทบเท้า

“หนูแก้ว แก้วตา”

ดวงแก้วน้ำตารื้นเต็มสองตาลูบผมนุ่มด้วยความรักใคร่ โอบไหล่แบบบางที่เธอเลี้ยงจนเติบใหญ่เป็นสาวสะพรั่งเต็มตัวสวยจนเกือบจำแทบไม่ได้ ที่ผ่านมานางรับรู้เพียงว่าแก้วตาเป็นแอร์โฮสเตสบนเครื่องบินแค่นั้น

“ป้าคิดถึงหลานถึงให้รุจน์เขาไปตาม แค่ได้เห็นหน้าหลานป้าก็ตายตาหลับแล้ว”

ส่วนแก้วตาได้ฟังที่คุณป้าพูด ก็นึกโทษตัวเองที่หลงลืมคุณป้าไปได้อย่างไรกอดตอบหญิงชราแนบแน่น สองคนกอดกันอยู่สักพักจึงคลายออก

“พูดอะไรคะ คุณป้าต้องอยู่กับแก้วไปอีกนานๆค่ะ”

ประโยคสุดท้ายของแก้วตาทำเอาผู้เป็นป้ายิ้มทั้งน้ำตา ก่อนหน้านี้กินไม่ได้นอนไม่หลับมาหลายวัน เมื่อนิรุจน์แจ้งว่ายังติดต่อกับแก้วตาไม่ได้

“เมื่อคืนนอนหลับดีไหมหนูแก้ว”

“หลับดีค่ะ เกล เอ้ยแก้วยังไม่อยากตื่นเลยค่ะ”

“บ้านนอกก็แบบนี้แหละไก่มันขันปลุกคน”

“จริงด้วยค่ะ มีไก่มาโก่งคอตรงห้องแก้ว หนวกหูจังค่ะน่าจับเอาไปทำต้มยำไก่บ้านจังค่ะ”

“ให้มันขันไปเถอะลูก อย่าไปถือสามันเลย”

“เปล่าค่ะหนูล้อเล่น”

นิรุจน์แอบขำ ปรายตามองลูกคุณหนูที่อยากนอนตื่นสาย ให้ตะวันแยงก้นแต่ต้องตื่นเพราะไก่ของเขา เป็นเขาเองที่อุ้มไอ้โต้งให้ไปยืนโก่งคอหน้าต่างห้องเธอ

“คนบ้านนอกเขาตื่นเช้าต้องเข้าสวนเข้าไร่ ไม่ใช่คนกรุงเทพฯนอนตื่นสายขี้เกียจสันหลังยาว”

เธอค้อนให้เขากล้าดียังไงมาว่าเธอขี้เกียจ ตายักษ์คงไม่รู้ว่าคนกรุงต้องตื่นแต่เช้าเพื่อฝ่ารถติดมันทรมานขนาดไหน

วันหยุดก็ควรนอนสิถึงจะถูก

“พูดมากน่ารำคาญ”

“ชิ...”

ดวงแก้วลูบแผ่นหลังของแก้วตาอย่างรักใคร่แล้วปรายตาไปที่นิรุจน์ รู้สึกชื่นใจที่จะมีคนรุ่นหลังมาสานต่อกิจการไร่ของนาง

“คุณท่านคะสำรับตั้งเสร็จแล้วค่ะ” พี่ใจรีบมารายงาน

“ไป ไปกินข้าวกันลูก”

นิรุจน์ที่คุ้นเคยกับการดูแลผู้สูงวัยเป็นอย่างดี รีบลุกขึ้นแล้วเข็นรถของดวงแก้วไปที่ห้องอาหารโดยมีแก้วตาเดินขนาบข้างไปพร้อมกัน

“จะกินได้หรือเปล่าก็ไม่รู้อาหารบ้านๆ ไม่มี break fast แฮมไข่ดาวเหมือนในโรงแรมนะ” ชายหนุ่มเหน็บแนม

ที่จริงเธอก็ไม่ใช่คนเรื่องมากขนาดนั้น แต่ไม่อยากต่อปากต่อคำกับผู้ชายคนนี้ จึงสงบปากสงบคำไม่อยากให้คุณป้าไม่สบายใจ ได้แต่ตวัดสายตาอาฆาตไปให้ตายักษ์

จวบจนเมื่ออาหารเช้าผ่านไปเธอทำหน้าที่หลานที่ดีป้อนยาให้กับคุณป้า นั่งย่อยอาหารอยู่สักพักก็มีแขกมาเยี่ยมบ้านตั้งแต่เช้า เป็นชายวัยกลางคนรูปร่างท้วมนิดๆไม่สูงมาก เขาหิ้วกระเป๋าหนังสีดำติดมือมาด้วยพร้อมกับข้าราชการอีกคน

“สวัสดีครับคุณดวงแก้ว”

“ทนายศักดิ์มาซักทีนะคะ อิฉันรอตั้งนาน”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป