บทที่ 1 เมียลับ ๆ ของพ่อครูกำแหง บทที่ 1

ฟู่ว~

เสียงพ่นควันบุหรี่ดังลอดออกจากริมฝีปากของพ่อครูกำแหง กลิ่นเครื่องหอมปะปนกลิ่นยาเส้นตลบอบอวลไปทั่วห้องนอนไม้

แสงตะเกียงเจ้าพายุส่องให้เห็นใบหน้าของพ่อครูในวัยสี่สิบสามปี แม้อายุล่วงเลยเข้าเลขสี่ แต่เขากลับดูไม่แก่ชราแม้แต่น้อย ด้วยใบหน้าคมเข้ม จมูกโด่ง ริมฝีปากได้รูปพอดีไม่หนาไม่บาง ท่อนบนเปลือยเปล่าเผยผิวแทนกำยำและรอยสักยันต์อยู่ทั่วเรือนร่างทำให้ดูองอาจขึ้นเป็นเท่าตัว

ยามนี้นุ่งเพียงโสร่งผืนเดียว นั่งเอนหลังพิงหมอนสามเหลี่ยมผ้าฝ้าย ริมฝีปากคาบบุหรี่ มืออีกข้างถือคัมภีร์พระเวทไว้ พลางใช้สายตาไล่อ่านตัวหนังสืออย่างใจเย็น ทว่าในใจกลับร้อนรุ่มไปหมด

เวลาล่วงเลยเข้ายามเที่ยงคืน ผู้เป็นเจ้าของบ้านยังข่มตาหลับไม่ลง เพราะกำลังเฝ้ารอใครบางคนอยู่

เพราะไม่รู้ว่าอีกฝ่ายหายไปไหน ถึงได้ร้อนใจอยู่เช่นนี้

“กลับมาเมื่อไหร่พ่อจะลงโทษให้หลาบจำ” พ่อครูกำแหงบ่นพึมพำ ในสมองตอนนี้ไม่มีเนื้อหาตำราที่อ่านแม้แต่น้อย กลับคิดถึงหน้าของคนดื้อรั้นที่ทำเอาเขาอยู่ไม่สุข คนคนนั้นที่เฝ้ารอ ไม่ใช่ใครที่ไหน หากแต่เป็นเมีย

“พ่อจ๋า แม่กลับมาแล้วจ้ะ” พลันใดก็ปรากฏร่างของเจ้ากุมารทองตัวจ้อยที่พ่อครูเลี้ยงเอาไว้ รีบรายงานทันทีว่าผู้เป็นแม่กลับมาแล้ว หลังจากที่อีกฝ่ายแอบหนีเที่ยวซุกซนยามที่พ่อครูยุ่งอยู่ในสำนัก

รายงานเสร็จ ร่างของกุมารทองตัวจ้อยก็หายไป

ไม่ถึงสิบนาที ก็ได้ยินเสียงฝีเท้าของคนเดินเข้ามาบริเวณด้านข้างตัวบ้านพร้อมเสียงของแข็งที่กระทบผนังไม้สัก ไม่ต้องมองกำแหงก็พอเดาได้ว่าอีกฝ่ายกำลังปีนบันไดไม้ไผ่ขึ้นมาทางหน้าต่าง

แอ๊ด~

บานหน้าต่างถูกเปิดออกอย่างช้า ๆ ทั้ง ๆ ที่ตั้งใจเปิดอย่างเบามือ แต่ก็มีเสียงเล็ดลอดออกมา ซอมพอที่กำลังก้าวปีนผ่านบันไดเข้ามาในห้องก็ต้องตกใจสะดุ้งตัวโหยง เมื่อเห็นร่างของคนที่คุ้นเคยกำลังนั่งจ้องเขาอยู่บนตั่งไม้

“พะ..พ่อครู”

มือหนาปิดตำราพระเวทเสียงดังจนได้ยินเสียงวางปึก สายตาจ้องมองผู้ที่ได้ชื่อว่าเมียเรียบเฉย แต่สำหรับคนที่ถูกจ้อง เขารู้สึกเหมือนตัวเองกำลังจะโดนประหารชีวิตอยู่ตรงนั้น

พ่อครูกำแหงย่างกายเข้าไปใกล้จนซอมพอหน้าเสียยิ่งกว่าเดิม

“อะ! ไม่นะ!” ซอมพอตกใจจนบันไดไม้ไผ่เริ่มเอนไปด้านหลัง มือคว้าหาที่จับแต่ไม่ทัน ร่างทั้งร่างหงายหลัง พลันใดข้อมือเรียวก็ถูกกระชาก

“จะ..จะตกแล้ว!” ในวินาทีนั้นร่างของซอมพอถูกดึงเข้ามาในห้องได้อย่างปลอดภัย เพราะแรงดึงที่มากจนเกินไปทำให้ใบหน้านวลชนกับแผงอกแกร่งเข้าอย่างจัง

“อยากตกลงไปคอหักตายหรือไง” กำแหงเอ่ยด้วยน้ำเสียงดุ ๆ เมื่อเห็นร่างเล็กยืนด้วยท่าทีที่มั่นคงขึ้น เขาจึงหันหลังเดินกลับมานั่งที่ตั่งไม้ตัวเดิม

“ขะ..ขอโทษจ้ะ” แทนที่จะเป็นคำขอบคุณ แต่ร่างเล็กกลับเลือกที่จะขอโทษ ด้วยความหวาดกลัวผัวรัก ซอมพอไม่ได้เดินเข้าไปใกล้อีกฝ่าย ร่างเล็กนั่งคุกเข่าลงกับพื้นราวกับเด็กที่มีความผิดกำลังรอถูกลงโทษ

“นี่มันกี่โมงกี่ยาม กูสั่งมึงแล้วใช่ไหมว่าไม่ให้ออกไปข้างนอก” กำแหงว่าอย่างไม่พอใจ แววตาที่มองมาไม่ใช่ความห่วงใยอย่างเดียว หากยังเจืออารมณ์ที่คุกรุ่นด้วยความโกรธ

โกรธที่อีกฝ่ายไม่เชื่อฟัง

ตั้งแต่ที่เป็นผัวเมียกันมาสามเดือน สิ่งที่กำแหงขอซอมพอมาตลอดคือห้ามออกไปไหน ให้อยู่แต่ในบ้าน ห้ามให้ใครเห็น คิดมาตลอดว่าอีกฝ่ายจะยอมทำตามแต่โดยดี แต่นั่นกลายเป็นว่าเขาคิดผิด ซอมพอไม่คิดจะอยู่ใต้อาณัติเข้าแม้แต่น้อย

“…” เจ้าตัวหลบตามองพื้นไม้ น้ำตารื้นคลอ มือบางกำชายเสื้อแน่น ไม่ได้รู้สึกผิดแต่อย่างไร หากแต่กลัวที่อีกฝ่ายดุ

“ซอมพอ”

“จะเที่ยงคืนแล้วจ้ะ” ซอมพอตอบเสียงเบา กลัวจนแทบไม่กล้าสบสายตา

“แล้ววันนี้มึงไปไหนมา ตอบ แล้วอย่าคิดที่จะโกหกกู”

“ปะไปบ่อนมาจ้ะ” คำสารภาพถูกเค้นออกมาจากริมฝีปากสั่นระริก ก่อนจะหลุบตาลงต่ำอีกครั้งเหมือนเด็กที่รู้ว่าตัวเองทำผิดใหญ่หลวง

ซอมพอรู้ดีว่าสถานที่ที่ตัวเองไปไม่ใช่สถานที่ดี แต่จะทำไงได้ล่ะ ก็เขาเบื่อ จะให้ไปเที่ยวตลาดรึ วัดรึ ก็ไปมาหมดแล้ว ครั้นจะให้อยู่แต่บ้านโดนจำกัดไม่ต่างจากนักโทษ ใครจะไปอยากอยู่กัน

“งามหน้าฉิบหาย”

“ก็ซอมพอเบื่อนี่จ๊ะ ให้อยู่แต่บ้าน ซอมพอไม่ใช่เด็กแล้วนะ” ซอมพอเงยหน้าเถียงอย่างไม่ลดละ แววตาที่เคยสั่นไหวกลับมีประกายดื้อดึงปนท้าทาย มันไม่ใช่แค่คำบ่น แต่มันคือเสียงอัดอั้นจากหัวใจที่ถูกขังไว้นานเกินไป ก็พ่อครูไม่ให้เขาออกไปไหนเลยนี่หน่า

“ซอมพอ!” เสียงตวาดก้องสะท้อนในเรือนเงียบงัน

“ก็จริงนี่จ๊ะ! เป็นเมียนะไม่ใช่นักโทษ” คำต่อล้อต่อเถียงของซอมพอทำให้กำแหงเลือดขึ้นหน้า เส้นเลือดตรงขมับเต้นตุบ ๆ

ไม่รู้ว่าไปเอาความกล้ามาจากไหน เป็นเมียแท้ ๆ แต่กล้าเถียงผัวฉอด ๆ ใช้ไม่ได้

“มึงนี่มันเถียงคำไม่ตกฟาก!”

สิ้นคำกำแหงก็เดินเข้าไปใกล้ร่างเล็ก มือบีบคางจนใบหน้าเหยแกด้วยความเจ็บ สายตาคมมองสำรวจดวงหน้าอีกฝ่าย หากซอมพอไม่เถียงเก่งคงน่ามองไม่น้อย

ดวงหน้าอ่อนโยนของเด็กหนุ่มวัยยี่สิบปี นวลละม่อม ดวงตากลมโต ปากนิด จมูกหน่อย ดูน่ารักน่าเอ็นดูไม่น้อย แต่ริมฝีปากที่เถียงฉอด ๆ นี่สิ น่าหาอะไรมายัดให้มันหุบปาก

ไม่ใช่แค่คิด แต่กำแหงกลับบีบคางซอมพอแน่นกว่าเดิม นิ้วโป้งเกลี่ยริมฝีปากบางจนบวมแดง

“ซอมพอเจ็บนะ!” มือเล็กเรียวจับแขนอีกฝ่ายแน่น ทว่าทั้งจับทั้งทุบ อีกฝ่ายก็ไม่คิดจะปล่อยเขาแม้แต่น้อย

“ฮึก เจ็บ”

พรึ่บ!

“พี่แหง!” ไม่มีแล้วคำว่าพ่อครู มีเพียงสรรพนามที่เรียกชื่อ กำแหงชื่อนี้ฟังแล้วกำแหงสมชื่อ เมื่อเจ้าตัวปลดโสร่งที่นุ่งอยู่จนมันร่วงลงกับพื้น เผยให้เห็นต้นขาที่เต็มไปด้วยมัดกล้าม ตามขาอ่อนก็มีรอยสักยันต์เมตตามหานิยมสลักอยู่

“พะพี่จะทำอะไร”

“ลงโทษคนปากดีไง” ไม่ว่าเปล่า มือข้างที่ว่างคว้าเอาความเป็นชายของตัวเอง ตบไปที่ริมฝีปากบางจนเกิดเสียงลามก

ปั่บ ปั่บ ปั่บ

เสียงเอ็นเนื้อกระทบปากยามที่เขาใช้มันตีเพื่อสั่งสอน สองสายตาสบเข้าหา หนึ่งแววตามองด้วยความกระสัน อีกหนึ่งแววตาจ้องกลับด้วยความตกใจ นัยน์ตาสั่นระริก ไม่คิดว่าพ่อครูที่เข้มครึมมาตลอดจะทำกับเขาเช่นนี้

“อ้าปาก!” กำแหงสั่งเสียงแข็ง มือบีบแก้มซอมพอจนยอมเปิดปาก ก่อนที่เขาจะเด้งสะโพกเอาความเป็นชายยัดเข้าปากอีกฝ่าย ทว่ามันยังไม่ได้เข้าไปลึก ก็ตกใจผงะเพราะได้ยินเสียงเรียก

“อ่ออู ออมออ..เอ็บอะ!”

เฮือก!

กำแหงได้สติ หายใจเข้าเฮือกใหญ่ สติกลับมาอยู่ปัจจุบัน เมื่อกี้แค่จินตนาการคิดไปเองสินะ ที่ซอมพอเรียกเขาว่าพี่นั่นก็คงคิดไปเองเช่นกัน

‘เฮ้อไอ้แหง มึงนี่นะ’

กำแหงบ่นตัวเองในใจ ก่อนจะปล่อยมือจากคางซอมพอ เขาเดินมาที่ประตูหน้าห้อง ก่อนจะหันกลับไปมองอีกฝ่ายด้วยสายตาที่ยากจะคาดเดา

“วันนี้มึงไม่เชื่อฟังกู ก็อย่าหวังว่ากูจะปล่อยมึงไป”

สิ้นคำกำแหงก็ล็อกประตูห้องจากด้านนอก ขังให้ซอมพออยู่ในห้องของตัวเอง

“คนที่ทำผิดก็ต้องถูกลงโทษ”

ปัง ปัง ปัง

ซอมพอทุบประตูห้องจากทางด้านในพร้อมกับตะโกนเสียงดังลั่นหวังให้กำแหงปล่อยเขา

“ฮึก ปล่อยซอมพอนะ ทำไมต้องขังซอมพอด้วย” ซอมพอตัดพ้อพลางทุบประตูห้องระรัว แต่อีกฝั่งของประตูกลับเงียบสนิท

กำแหงเดินจากไปแล้ว ไม่ฟังเสียงเขาแม้แต่น้อย

“ฮึก คนใจร้าย!”

บทถัดไป