บทที่ 2 เมียลับ ๆ ของพ่อครูกำแหง บทที่ 2

ตึง ตึง ตึง

ซอมพอรีบวิ่งไปเปิดหน้าต่างแต่ละบาน แต่กลับกลายเป็นว่าทุกบานหน้าต่างกลับถูกล็อก เขาไม่รู้ว่ามันถูกล็อกได้ยังไง ทั้ง ๆ ที่เมื่อกี้ยังปีนเข้ามาได้อยู่เลย

ทางฝั่งของกำแหงหลังจากที่ออกจากห้องของซอมพอไปนั่น เขาจึงร่ายคาถาล็อกกลอนประตูหน้าต่างสนิท หวังไม่ให้อีกฝ่ายได้หนีไปไหน

ร่างเล็กทรุดตัวนั่งกอดเข่ากับพื้นไม้กระดานในห้อง กอดเข่าแน่นด้วยความเสียใจปนน้อยใจ

“ฮึก ซอมพอเป็นเมียนะไม่ใช่นักโทษ”

ซอมพอร้องไห้ออกมาเงียบ ๆ น้ำเสียงสะอึกสะอื้นดังอยู่ในลำคอยากจะกลั้น น้ำตาไหลรินลงมาอาบแก้มไม่ขาดสาย นึกเสียใจที่ผัวรักขังเอาไว้ราวกับเขาไม่ใช่เมีย

นับเป็นเวลาสามเดือนที่ซอมพอมาอยู่ที่นี่ในฐานะเมีย แต่ในความเป็นจริงความสัมพันธ์ของพวกเขาไม่เคยเป็นเช่นนั้น ไม่มีพิธีแต่ง ไม่มีการประกาศให้ใครรับรู้ นอกจากคนในบ้าน

หากไม่ใช่เพราะบุญคุณค้ำคอ อีกฝ่ายคงไม่ยอมรับเขาในสถานะนี้ และถึงจะถูกเรียกว่าเมีย กำแหงก็ไม่เคยแตะต้องเขา ไม่เคยเอ่ยถึงเขาให้ใครได้ยิน เหตุผลเดียวที่ซอมพอจะคิดออกคือพ่อครูคงอายที่มีเมียเป็นผู้ชาย

“ถ้าอายนักจะเอาเรามาเป็นเมียทำไมฮะ!” ซอมพอทั้งตะโกนทั้งร้องไห้ นิ้วมือหยิกต้นขาตัวเองแน่นราวกับจะกลบความเจ็บในใจ ยิ่งน้ำตาไหลก็ยิ่งคิดถึงพ่อ หากท่านยังอยู่ เขาคงไม่ถูกปฏิบัติอย่างนี้

ซอมพอร้องไห้ออกมาอย่างหนัก จนไม่ทันสังเกตเลยว่ากำลังมีร่างเล็กจ้อยของกุมารทองน้อยอย่างบุญมีนั่งมองเขาด้วยแววตาสงสารอยู่บนขอบหน้าต่าง ร่ายมนต์ไม่ให้ซอมพอมองเห็นตน

กุมารทองตัวน้อยแทบจะร้องไห้ออกมาอยู่รอมร่อ เพราะไม่รู้จะปลอบแม่ยังไง

“ฮึก ซอมพอคิดถึงพ่อจัง”

ย้อนไปเมื่อสามเดือนก่อน

หมู่บ้านดงโตนด สำนักพ่อครูบุญเลิศ เสียงร่ำไห้ดังสะท้อนไปทั่วเรือน ทั้งซอมพอ ลูกชายเพียงคนเดียวและบรรดาศิษย์ที่มารวมตัวต่างร้องไห้สะอึกสะอื้นด้วยหัวใจที่กำลังจะสูญเสียคนสำคัญที่สุดในชีวิต

ในห้องนอน บนเตียงไม้ มีร่างของชายชราร่างหนึ่งผิวซีด เส้นผมหงอกนอนหายใจรวยรินอยู่ ข้างกายนั้นคือซอมพอ ผู้เป็นลูกไม่ยอมลุกไปไหนแม้เพียงก้าวเดียว ซอมพออยู่ดูใจพ่อทั้งคืน

“ซอมพอ” พ่อครูที่นอนอยู่บนตั่งไม้ เอ่ยเรียกลูกชายเพียงคนเดียวเสียงแหบพร่าอย่างไร้เรี่ยวแรง

“ฮึก จ้ะพ่อ” ซอมพอขานรับ มือเอื้อมไปจับมือที่แห้งเหี่ยวของพ่อที่ยื่นซองจดหมายด้วยอาการสั่นเทาให้

“หากพ่อไม่อยู่แล้ว เอ็งเอาจดหมายนี่ไปอยู่กับกำแหงนะลูก”

“ทำไม ฮึก ฉันต้องไปด้วยจ๊ะ” ซอมพอถามทั้งน้ำตา เขารู้ดีว่าคนที่พ่อเอ่ยถึงคือใคร กำแหง ศิษย์เอกของพ่อ ผู้ถูกเลี้ยงดูมาตั้งแต่ยังเล็ก

แต่ในเวลานี้เขาอยู่ที่อื่น และในยามที่พ่อกำลังจะหมดลมหายใจเงาของกำแหงก็ยังไม่ปรากฏ

ทำไมเขาต้องไปอยู่กับคนพรรค์นั้นด้วย

“อยู่ที่นี่ ไม่มีใครดูแลเอ็งได้ ไปอยู่กับกำแหงเถอะนะ” พ่อครูบุญเลิศเอ่ยด้วยแรงเท่าที่มี พูดไปหอบเหนื่อยไปจนคนมองเจ็บไปทั้งใจ ซอมพอกัดริมฝีปากแน่น กลั้นสะอื้นก่อนพยักหน้ารับเพราะไม่อยากให้พ่อเป็นห่วง เขาเป็นเพียงลูกหลง จึงไม่อาจได้อยู่กับพ่อนานเหมือนใครอื่น ยี่สิบปีเท่านั้น ตั้งแต่วันแรกที่เขาลืมตาดูโลก

“จ้ะพ่อ”

พ่อครูหันไปมองศิษย์ทุกคนที่คุกเข่าอยู่เบื้องหน้า ลูกศิษย์นับสิบกว่าคนยกมือไหว้รอรับคำของพ่อครู แม้จะไม่ใช่ศิษย์เอกอย่างกำแหง แต่ทุกคนก็ล้วนได้รับความรักและความรู้จากพ่อครูไม่แพ้กัน

“ส่วนพวกเอ็ง หากข้าไม่อยู่แล้ว ของดีที่ข้ามีก็เอากันไปเถอะ ข้ายกให้”

“ขอบคุณขอรับ พ่อครู”

ดวงตาที่หม่นมัวย้ายกลับมาหาลูกชายอีกครั้ง ก่อนจะหมดแรง

“ซอมพอ พ่อ รัก ลูกนะ” สิ้นคำนั้น ลมหายใจสุดท้ายก็ดับลงต่อหน้าทุกคน ซอมพอทรุดลงกอดร่างไร้วิญญาณไว้แน่น ร้องไห้จนแทบขาดใจ อ้อมแขนที่เคยโอบเขาไว้ บัดนี้เย็นชืดและไร้แรงตอบสนอง

ตั้งแต่วินาทีนั้น โลกของซอมพอก็ไม่เหลือใครอีกต่อไป

หลังงานศพผ่านไปไม่กี่วัน บ้านหลังเล็กในหมู่บ้านดงโตนดก็เงียบราวกับบ้านร้าง ไม่มีเสียงพ่อครู ไม่มีมืออบอุ่นคอยลูบหัว มีเพียงซอมพอกับความว่างเปล่า ความเหงา ความเศร้าเสียใจที่กัดกินหัวใจอยู่ทุกวัน

ซอมพอในวัยยี่สิบปีถูกส่งไปอยู่กับลุงแท้ ๆ ญาติเพียงคนเดียวที่เหลืออยู่ แต่ความหวังที่จะมีใครสักคนคอยโอบอุ้ม กลับกลายเป็นความอึดอัดตั้งแต่ก้าวแรกที่เดินเข้าไป ซอมพอไม่รู้จักงานหนัก ไม่เคยหุงหาอาหาร ไม่รู้จักแม้แต่การก่อไฟ เขาเติบโตมาในมือของพ่อที่ตามใจและดูแลทุกอย่างให้

“เลี้ยงมาให้เป็นคุณหนูหรือไงวะ ทำอะไรไม่เป็นสักอย่าง!” ลุงมักทุบโต๊ะตวาดใส่ทุกครั้งที่ซอมพอทำอะไรไม่ได้ดังใจ

ยิ่งวันเวลาผ่านไป สายตาที่มองมาก็ยิ่งเต็มไปด้วยความรังเกียจ ซอมพอเริ่มรู้ตัวว่าที่นี่ไม่ต้อนรับเขา

แล้ววันหนึ่ง ลุงก็ปล่อยคำพูดที่เปลี่ยนทั้งชีวิตของเขาไปตลอดกาล

“กูไม่เลี้ยงมึงต่อแล้ว” น้ำเสียงนั้นเด็ดขาด ไม่เหลือเยื่อใยใด ๆ

ซอมพอถูกผู้เป็นลุงแท้ ๆ พาลงใต้มายังจังหวัดแห่งหนึ่ง เขาถูกพามาทิ้งไว้เหมือนไม่ใช่คน ราวกับเป็นหมูเป็นหมา

ที่ที่ลุงพามาคือบ้านไม้สักหลังใหญ่หลังหนึ่ง หน้าบ้านมีแผ่นไม้แกะสลักแผ่นใหญ่แผ่นหนึ่งสลักว่า สำนักพ่อครูกำแหง

เมื่อพ่อครูกำแหงเห็นหน้าลุงบุญน้อย พี่ชายของพ่อครูบุญเลิศพร้อมกับซอมพอก็ถึงกับชะงัก

“ไอ้บุญเลิศมันตายแล้ว กูพามันมาส่งไว้ตามที่พ่อมันสั่งเสียในจดหมาย” ลุงพูดเสียงห้วน ปัดความรับผิดชอบต่อผู้เป็นหลานแท้ ๆ

ซอมพอยื่นจดหมายให้อีกฝ่ายทั้งน้ำตา ชายหนุ่มรับจดหมายไว้ด้วยมือสั่น ก่อนจะเปิดอ่านกลางเรือน

“กำแหงเอ๋ย ถ้าข้าไม่อยู่แล้ว ซอมพอไม่มีใครจริง ๆ ข้าขอฝากชีวิตลูกไว้กับเอ็ง ถือว่าเป็นเคราะห์บุญที่ข้าเคยมีต่อเอ็ง หากเอ็งจะเมตตา รับมันเป็นเมียก็ขอให้ดูแลมันให้ดี อย่าได้เห็นมันเป็นแค่ชายจึงรังเกียจมัน”

กำแหงยืนนิ่งเหมือนถูกฟ้าผ่า อาจารย์จากไปแล้ว และตนคือศิษย์อกตัญญูที่ไม่รู้เรื่องแม้แต่งานศพ หัวใจหน่วงหนักราวมีหินถ่วง บุญคุณทั้งหมดที่เคยได้รับถาโถมกลับมาพร้อมคำขอสุดท้าย

“กูไม่รู้ว่าอาจารย์ป่วย”

ซอมพอมองอีกฝ่ายพึมพำทั้งที่ไม่ได้ยินว่าพูดอะไร กำแหงร้องไห้ออกมาเงียบ ๆ ก่อนจะพยักหน้า สุดท้ายเขาก็รับซอมพอไว้

ไม่ใช่เพราะรัก แต่เพราะหนี้บุญคุณที่ไม่มีวันใช้หมด ไม่มีงานแต่ง ไม่มีคำป่าวประกาศ ซอมพอเข้ามาในฐานะเมียที่ไม่มีใครรับรู้นอกจากคนในบ้านหลังนี้

“ต่อไปนี้มึงอยู่ที่นี่ในสถานะเมียของกู” เพียงคำพูดเดียวทำให้หัวใจคนฟังสั่นไหว ซอมพอโผเข้ากอดอีกฝ่ายแน่นพร้อมกับร้องไห้ออกมาเงียบ ๆ แต่อีกฝ่ายกลับยืนนิ่งเฉย ไม่มีสักสัมผัสที่ส่งถึงเขา กำแหงเย็นชา เงียบขรึม และรักษาระยะห่าง ไม่แตะต้องซอมพอ

ซอมพอผละอ้อมกอดออกจากกำแหง เขายืนเช็ดน้ำตาเงียบ ๆ

แม่ดาว แม่ของกำแหง ที่ซอมพอไม่รู้ว่าเธอมาตั้งแต่เมื่อไหร่ก็เข้ามาโอบกอดเขาหด้วยหัวใจเมตตา

“มาอยู่กับแม่นะลูก แม่จะเป็นครอบครัวให้หนูเอง” มือเหี่ยวย่นลูบหัวซอมพอเบา ๆ ราวกับจะชดเชยความอบอุ่นทั้งหมดที่เขาสูญเสีย ซอมพอพยักหน้า หางตาชำเลืองมองกำแหงที่ยืนอยู่ข้าง ๆ อีกฝ่ายไม่มองเขาแม้แต่น้อย

แม้จะรู้ว่าคนตรงหน้าเย็นชา แม้จะรู้ว่าเขาไม่ได้ต้องการ แต่ซอมพอก็ยอมอยู่เพราะในหัวใจเล็ก ๆ ของเขา กำแหงคือผู้ชายคนเดียวในโลกที่พ่อฝากไว้ และเขาก็แอบชอบอีกฝ่ายมาตั้งนานแล้ว ตั้งแต่ที่อีกฝ่ายยังอยู่กับพ่อของเขา อาจดูแก่แดด แต่หัวใจของซอมพอมีกำแหงมาตลอด แม้ว่าอีกฝ่ายจะทิ้งเขา

ปัจจุบันหลังจากที่กำแหงล็อกห้องของซอมพอไว้ เขาก็กลับมาที่ห้องนอนของตัวเอง กายสูงนอนเอนกายพิงหัวเตียงด้วยสีหน้าเรียบเฉย

ในหัวคิดไม่ตกว่าที่ตนขังซอมพอไว้อยู่ในห้องนั่นเป็นเรื่องที่ไม่สมควรทำ แต่อีกใจกลับค้าน หากไม่ทำแบบนั้นคงเกิดอันตรายขึ้นกับซอมพอ

ฟรึ่บ!

บุญมีหายตัวแวบเข้ามาในห้องนอนของพ่อครูกำแหง มือเล็กป้อม ๆ เขย่าแขนผู้เป็นพ่อเบา ๆ อย่างขอร้อง

“พ่อ แม่ร้องไห้หนักมากเลย พ่อไม่คิดจะปล่อยแม่หน่อยเหรอจ๊ะ”

กำแหงที่นอนอยู่บนตั่งไม้หันหน้ามองไปยังนอกหน้าต่างด้วยสายตาที่เด็ดเดี่ยว ก่อนจะพูดประโยคหนึ่งออกมาด้วยน้ำเสียงที่เด็ดขาด

“มันอยากร้องก็ให้มันร้องไป ร้องให้ตายยังไงกูก็ไม่ปล่อย”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป