บทที่ 3 เมียลับ ๆ ของพ่อครูกำแหง บทที่ 3
ยามย่ำรุ่ง เวลาตีห้า กำแหงตื่นขึ้นมาเพื่อมาสวดมนต์เช้าที่ปะรำพิธี แต่ก่อนจะไปสวดมนต์ เขากลับเดินไปที่ห้องนอนของซอมพอ ไข้เปิดประตูห้องนอนของซอมพอที่เขาขังอีกฝ่ายไว้เมื่อคืน
แอ๊ด~
เสียงประตูดังขึ้นเบา ๆ เพราะกลัวว่าจะทำให้คนที่ตนคิดว่าหลับสะดุ้งตื่น แต่ผิดคาด ซอมพอไม่ได้หลับ คนตัวเล็กรออยู่ตั้งแต่เมื่อคืนว่าเมื่อไหร่พ่อครูจะมาเปิดประตูให้ รอจนเช้าถึงจะได้เป็นอิสระ
แต่ทันทีที่ได้เห็นหน้าอีกฝ่าย ซอมพอก็ต้องกลั้นน้ำตาเอาไว้ เพราะเขาเสียใจและน้อยใจไปทั้งใจ เขาเดินออกมาจากห้องด้วยสีหน้าอิดโรยจากการร้องไห้มาทั้งคืน
คนตัวเล็กเดินผ่านออกไป ไม่มองหน้ากำแหงแม้แต่น้อย เพราะยังน้อยใจอยู่ ทำเอาคนที่ตั้งใจมาไขประตูให้หน้าเสีย
“ดื้อฉิบหาย” กำแหงบ่นตามหลังเมื่อเห็นท่าทีของอีกฝ่าย
แม่ง ไม่รู้ว่าเป็นเมียหรือลูกกันแน่ ดื้อด้านห
“ได้ยินนะ!” ซอมพอตวาดกลับ แต่ไม่ได้หันมามอง คนตัวเล็กเดินกระฟัดกระเฟียดไปยังห้องน้ำด้วยความหัวเสียปนน้อยใจ
“…” กำแหงพูดไม่ออก สู้ไม่เถียงจะดีกว่า
ไม่แน่ถ้าซอมพอดื้อรั้นให้น้อยลง เขาอาจเอ็นดูก็ได้ แต่นี่กระไร น่าตีเสียจริง
ในห้องน้ำ ทางฝ่ายของซอมพอ คนตัวเล็กตักน้ำในขันขึ้นมาอาบน้ำไปบ่นไปอย่างไม่สะทกสะท้านกับอากาศหนาวเย็น ในใจร้อนรุ่มไปหมด ยังคงน้อยใจไม่หาย
‘นิสัยเสีย ขังคนอื่นทั้งคืนไม่พอ ยังมาว่ากันอีก’
ซอมพอใช้เวลาอาบน้ำไม่ถึงสิบนาที เขาประแป้งจนหอมฟุ้ง เปลี่ยนเสื้อผ้าใหม่เอี่ยม ตั้งใจจะไปช่วยแม่ดาวทำกับข้าวในครัว และไปช่วยงานในส่วนของสำนักต่อ
สามเดือนที่อยู่บ้านของกำแหงมา ชีวิตของซอมพอไม่พ้นอยู่แต่ในบ้าน ไม่ทำงานบ้านก็ช่วยงานในสำนัก จากที่ทำงานบ้านไม่เป็น จนตอนนี้ทำเป็นแทบจะทุกอย่างแล้ว นอกจากนั้นก็กินแล้วก็นอน เป็นอย่างนี้ทุกวัน แต่เขาก็ไม่ใช่คนที่จะอยู่แบบนี้ไปได้ตลอด เวลาเบื่อก็แอบหนีไปเที่ยวซุกซนบ้าง ยามที่มีโอกาส แต่เมื่อวานดันพลาดท่าให้โดนจับได้นี่สิ
หากถามว่าเข็ดไหม ตอบเลยว่าไม่!
ทั้งชีวิตที่เหลืออยู่ตอนนี้ ซอมพอจะไม่ให้ใครมาบงการอีกแล้ว!
ขณะที่ซอมพอกำลังเดินไปยังชานบ้าน เสียงเรียกเสียงหนึ่งก็ดังมาจากห้องครัวที่อยู่ถัดจากตัวเรือน เป็นเสียงของแม่ดาว แม่ของกำแหง
“ซอมพอ ตื่นแล้วเหรอลูก”
เสียงหญิงชราดังมาจากในครัว ก่อนใบหน้าเหี่ยวย่นจะชะโงกออกมาจากหน้าต่าง เธอยิ้มให้ซอมพออย่างอ่อนโยน ทำเอาหัวใจดวงน้อย ๆ อบอุ่นขึ้นมา
ซอมพออยู่กับพ่อมาตั้งแต่ยังเล็ก เขาไม่เคยรู้จักคำว่าแม่ ไม่เคยมีใครให้เรียกว่าแม่จริง ๆ ครั้นเมื่อได้รับความอบอุ่นจากแม่ดาว หัวใจที่ว่างเปล่ามานานก็เหมือนจะถูกเติมเต็ม ทำให้เขารู้สึกว่าที่นี่เป็นบ้าน
“จ้ะแม่” ซอมพอขานรับ
“งั้นลงมาช่วยแม่ทำกับข้าวหน่อยนะลูก”
“ได้จ้ะแม่” สิ้นคำรับ ซอมพอก็รีบลงไปหาแม่ดาวในทันที
คงมีแต่แม่ดาวคนเดียวนั่นแหละที่เมตตาเขาจริง ๆ ส่วนคนนั้น ไม่ต้องเอ่ยถึง ต่อให้เรียกว่าเมีย เขาก็ไม่เคยถูกปฏิบัติเหมือนเมียเลยสักครั้งเดียว
ครัวที่เห็นตรงหน้าเป็นเหมือนกระท่อมหลังใหญ่สไตล์บ้าน ๆ ภายในเป็นครัวไม้ธรรมดาที่ตั้งเตาอั้งโล่วางบนกองอิฐ มีตั่งไม้ยาวสำหรับวางเครื่องครัวและวัตถุดิบทำกับข้าว
แม่ดาวกำลังตำน้ำพริกอยู่ตรงมุมครัว สากกระทบครกคล่องแคล่วอย่างชำนาญ ซอมพอจึงเดินเข้าไปนั่งลงบนตั่งไม้ข้าง ๆ ช่วยหยิบจับของเล็ก ๆ น้อย ๆ เท่าที่พอทำได้
“วันนี้แม่ทำอะไรกินเหรอจ๊ะ”
“แม่ว่าจะตำน้ำพริกหนุ่มกับไข่ต้มน่ะลูก”
“ย่างปลาด้วยดีไหมจ๊ะแม่” ซอมพอถามเพราะเมื่อวานเขาเห็นแม่ดาวซื้อปลามาจากตลาด จึงคิดเมนูออก
“จ้ะ งั้นแม่ฝากด้วยนะ ซอมพอจำที่แม่เคยสอนได้ใช่หรือเปล่า”
“ได้จ้ะ”
ซอมพอลุกจากตั่งไม้ เดินไปหยิบตะแกรงกับมีดเล่มเก่าที่แขวนอยู่ข้างฝาไม้ เดินไปล้างปลา ค่อย ๆ ควักไส้ออกจนหมด แม้จะทำอย่างไม่ถนัดนัก ปลาที่แล่ออกมาไม่สวยงามอย่างที่ควรจะเป็น ทว่าเนื้อปลาก็สะอาดเรียบร้อยดี ถึงมือจะไม่ชำนาญ แต่ก็เต็มไปด้วยความตั้งใจ
กลิ่นควันจากเตาอั้งโล่ลอยอบอวลอยู่ในครัว เสียงไม้แห้งแตกดังเปรี๊ยะ ๆ เป็นจังหวะช้า ๆ เขานั่งยองลงข้างเตา ค่อย ๆ จัดปลาลงตะแกรงอย่างระมัดระวัง แสงไฟจากถ่านสีแดงเรื่อสะท้อนบนผิวปลามันวาว
กลิ่นหอมของปลาย่างลอยมาตามสายลม กำแหงที่เพิ่งเสร็จจากการสวดมนต์ก็ลงมาที่ครัวตามปกติเฉกเช่นทุกวัน หากแต่วันนี้ซอมพอไม่ได้คิดจะมาเอาอกเอาใจเขาเหมือนเคย
เจ้าตัวยกสำรับมาวางบนโต๊ะม้าไม้หน้าครัวอย่างเงียบ ๆ ไม่คิดจะทัก ไม่คิดจะมองหน้าอีกฝ่ายสักนิด
“วันนี้ย่างปลาเหรอแม่ หอมน่ากินเชียว”
“อืม ฝีมือซอมพอเขานะ” แม่ดาวเอ่ยด้วยน้ำเสียงชื่นชม ราวกับอาหารตรงหน้าไม่ใช่เพียงปลาย่างธรรมดา หากเป็นฝีมือของลูกสะใภ้ที่น่าภาคภูมิใจนัก
กำแหงเงียบไปเล็กน้อย ส่วนซอมพอยังคงก้มหน้าจัดของบนโต๊ะ ไม่พูด ไม่สบตา
ไม่ยักรู้ด้วยว่าทำกับข้าวเป็น มันจะสักแค่ไหนกันเชียว
“มานั่งกินข้าวสิลูก” แม่ดาวเอ่ยชวนด้วยรอยยิ้ม ซอมพอจึงนั่งลงข้าง ๆ แม่ดาว คนตัวเล็กลงมือกินข้าวอย่างเงียบเชียบ ไม่คิดแม้แต่จะชายตามองกำแหง เพราะยังน้อยใจ
“น่ากินนะลูก” แม่ดาวเอ่ยอวด พลางตักปลาใส่จานให้กับกำแหง
“จะกินได้เรอะ” คำพูดของกำแหงทำเอาซอมพอชะงัก คีบข้าวค้างอยู่กลางอากาศ ก่อนจะเงยหน้ามองอีกฝ่ายด้วยแววตาเคืองขุ่น
“พ่อครูไม่กินก็ไม่เป็นไรจ้ะแม่” ซอมพอสวนกลับอย่างน้อยใจ ตั้งใจทำให้กิน ไม่กินก็ไม่ต้องกิน
“เดี๋ยวหนูเอาไปให้ไอ้ขาวกินเอง”
สิ้นคำ คนตัวเล็กก็ยกจานปลาย่างลุกจากโต๊ะเดินจากไปทันที ทิ้งไว้เพียงคนที่กำลังจะเอื้อมมือไปหยิบ กลับต้องชะงักค้าง มองตามแผ่นหลังนั้นด้วยสายตาละห้อยอย่างไม่ทันตั้งตัว
“ไอ้ขาวมันไม่แดกหรอก!”
เพราะซอมพอตั้งท่างอนเขามาตลอด ความอดทนของกำแหงจึงขาดผึงจนต้องตะโกนไล่ตามหลังออกไปด้วยความเหลืออด
“ระวังก้างติดคอหมาตายห่า!”
ซอมพอทำเป็นหูทวนลม เทจานปลาย่างให้ไอ้ขาว หมาที่บ้านเลี้ยงไว้กินอย่างไม่ไยดี ราวกับตั้งใจให้ใครบางคนเห็นเต็มตา แม่ดาวได้แต่ส่ายหน้าเบา ๆ
ไม่รู้ว่าเมื่อใดลูกชายกับลูกสะใภ้จะยอมเปิดใจลงรอยกันเสียที
พอให้ข้าวไอ้ขาวเสร็จ ซอมพอก็เดินกลับมาล้างจานตามลำพัง ไม่ยอมมองหน้ากำแหงแม้แต่น้อย ได้แต่เก็บซ่อนความน้อยใจทั้งหมดไว้ในใจ
‘ถ้าไม่อยากกินนัก วันหลังก็จะไม่ทำให้กินอีกแล้ว’
