บทที่ 4 เมียลับ ๆ ของพ่อครูกำแหง บทที่ 4
เวลาสองทุ่มกว่า ซอมพอนอนอยู่บนเตียงในห้องของตัวเอง แขนข้างหนึ่งก่ายหน้าผาก สีหน้าขบคิดอย่างเคร่งเครียด ความอึดอัดสะสมทั้งวันถาโถมเข้ามาจนเขาเบื่อ
เบื่อจนแทบจะทุบประตูออกไปข้างนอกให้รู้แล้วรู้รอด
เบื่อที่ต้องนั่ง ๆ นอน ๆ อยู่แต่ในห้องเหมือนถูกกักขังไม่ให้เห็นโลกภายนอก
บุญมี กุมารทองตัวน้อย เห็นแม่ของตัวเองนอนก่ายหน้าผากก็รีบคลานมาวางแก้มนุ่มของตัวเองสองข้างวางลงบนแขนซอมพออย่างออดอ้อน ดวงตากลมใสเต็มไปด้วยความห่วงใย
“แม่งอนพ่อเหรอจ๊ะ” เสียงเด็กน้อยอ่อนหวานจนซอมพอต้องหลุดยิ้มออกมานิดหนึ่ง
“ฮึ ไม่งอนหรอก” ซอมพอตอบเสียงเบา แต่ในใจเต็มไปด้วยความคิดปั่นป่วน เขาคิดมาตลอดทั้งวันและคิดจนตกแล้วด้วยซ้ำ ว่าเขาจะไม่งอนพ่อครูอีก งอนไป น้อยใจไป สุดท้ายคนที่ถูกทรมานใจไม่ใช่ใครเลยนอกจากตัวเขาเอง
คิดน้อยใจไปก็ไม่ได้ทำให้พ่อครูหันกลับมาใส่ใจเขามากขึ้น สู้ใช้เวลาไปคิดหาวิธีเอาคืนให้สาสมดีกว่า
ซอมพอลืมตามองเพดาน นัยน์ตาวาบวับอย่างเจ้าเล่ห์ราวกับมีแผนซ่อนอยู่ในหัว พ่อครูรักอะไรมากที่สุด เขานี่แหละจะพรากมันไปในแบบที่พ่อครูไม่ทันตั้งตัวเลยล่ะ
“นี่บุญมี”
“จ๊ะ” กุมารทองตัวน้อยขานรับ ริมฝีปากน้อยจูบหอมซอมพอย้ำ ๆ อย่างออดอ้อน
“อยากเล่นอะไรสนุก ๆ ไหม”
“ฮู้วววว” บุญมีตาลุกวาวหลังจากที่ได้ยินคำว่าสนุก กุมารทองตัวน้อยชอบเล่นสนุก และยิ่งอยู่กับซอมพอเขายิ่งได้เล่นอะไรใหม่ ๆ ทุกวัน ตอนนี้ที่ได้ยินก็ใจฟู อยากรู้นักว่าแม่จะพาทำอะไร
“เอาไหม ๆ”
“เอาจ้ะ” บุญมีตอบรับอย่างตื่นเต้น พยักหน้าหงึกหงักจนหัวแทบจะหลุดจากบ่า หารู้ไม่ว่าสิ่งที่รอตนอยู่นั้นไม่ใช่เรื่องสนุกอย่างที่คิด
ซอมพอจูงมือกุมารทองตัวน้อยเข้าห้องเก็บของของพ่อครู
ห้องแคบ ๆ เต็มไปด้วยของขลัง ทั้งปลัดขิก ตะกรุด เศียรพ่อแก่ วางอัดแน่นจนเหมือนกำลังจ้องพวกเขาอยู่
ซอมพอเปิดตู้ไม้เก่าแล้วเริ่มคว้าของขลังยัดใส่ห่อผ้าอย่างคล่องมือ ราวกับเคยทำมาก่อนหลายครั้ง
“แม่ จะดีเหรอจ๊ะ” บุญมีเกาะแขนพูดกระซิบแต่ตาเป็นประกายลุ้นกลัวว่าพ่อจะมาเห็นไหม แต่ลึก ๆ ในใจก็แอบตื่นเต้น เพราะบุญมีไม่เคยดื้อกับพ่อมาก่อน
“ดีสิ! แบบนี้แหละดีแล้ว” ซอมพอหัวเราะเบา ๆ อย่างคนรู้ทัน
“แต่ถ้าพ่อรู้หนูโดนดุแน่เลย” กุมารทองตัวน้อยหน้าเจื่อน นึกภาพพ่อครูดุจนขนลุก
“ปล่อยให้เขาดุไปสิ เขาแก่แล้ว” ซอมพอสะบัดมือไม่สนใจเหมือนเรื่องนี้เป็นแค่เกมสนุก บุญมีทำตาปริบ ๆ แต่ก็ยื่นมือช่วยยัดของลงถุงอย่างว่าง่าย ก่อนที่ทั้งห้องหับจะเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ
“คิก ๆ”
ซอมพอจูงมือบุญมีเดินลัดซอยเดิมเหมือนทุกวัน อีกมือหอบห่อผ้าแน่น ส่วนบุญมีก็ยกตะเกียงนำทางอย่างภูมิใจ ทางที่จะไปต้องผ่านทุ่งนาโล่ง ๆ กับทุ่งต้นตาลที่ตั้งตระหง่านเรียงเป็นแถว ปกติเวลานี้ไม่เคยน่ากลัว แต่คืนนี้บรรยากาศกลับเงียบผิดปกติ ลมพัดเย็นจนเสียวสันหลัง
“แม่ หนูกลัว” บุญมีเกาะแขนแน่น เสียงสั่นนิด ๆ กุมารทองตัวน้อยกำลังรู้สึกว่ามีอะไรตามหลังพวกเขาอยู่ หากเป็นผีเขาคงไม่กลัว แต่กลิ่นอายนี้มันเหมือนกลิ่นอายพ่อไม่มีผิด แต่พอหันไปมองด้านหลังก็ไม่มีใคร
“กลัวอะไรบุญมี” ซอมพอถามทั้งที่ตัวเองก็เริ่มรู้สึกขนลุก
“แถวนี้ผีเยอะ” บุญมีกระซิบเบา ๆ กลัวว่าสิ่งที่ตนพูดถึงจะโผล่มาได้ยินเข้า
“ผีเผลอที่ไหน” ซอมพอทำเสียงดังกลบความกลัว ทว่าพลันใดนั้นสิ่งที่ตัวเองระแวงก็เกิดขึ้น
พรึ่บ
หญิงสาวในชุดนอนสีขาวปรากฏตรงหน้าห่างไม่ถึงเมตร ยืนบังท่ามกลางแสงตะเกียงสลัว ๆ เธอยิ้มให้แต่เป็นรอยยิ้มที่ทำให้ขากระตุกทันที ยิ้มสยดสยอง
“กรี๊ดดดดดด” ซอมพอโผกอดบุญมีแน่นแทบหักคอกุมารทองน้อย ถึงจะคุ้นกับผี แต่โผล่มาใกล้ขนาดนี้ใครมันจะไม่ตกใจบ้าง
“แค่ก ๆ แม่ หนูหายใจไม่ออก” บุญมีสำลัก ได้แต่ตีแขนเบา ๆ ขอให้คลายกอด
“แฮ่!” ผีสาวแลบลิ้นปลิ้นตาเข้าใกล้ทีละนิด ยิ่งซอมพอตกใจ เธอก็ยิ่งขยับเข้ามาเหมือนตั้งใจแกล้ง
บุญมีทำท่าจะใช้ฤทธิ์ แต่ขยับไม่ได้เลยเพราะโดนซอมพอกอดแน่น
“อย่าเข้ามานะ!” ซอมพอถือของขลังในถุงเข้าไปใกล้ แต่ผีตนนั้นก็ไม่มีท่าทีหวาดกลัว
“คิก กูไม่กลัวหรอก” ผีสาวหัวเราะเบา ๆ เหมือนอ่านทะลุว่าพกอะไรมาเต็มถุง
“บุญมีไปกันเถอะ!”
ซอมพอคว้ากุมารทองตัวน้อยแล้ววิ่งไม่คิดชีวิต ของขลังเต็มถุงดังตุ้บ ๆ ตามจังหวะแรงกระแทก แต่ดูจากท่าทางของผีมันไม่กลัวสักอย่างเดียว
ทั้งสองวิ่งลิ้นห้อยโดยไม่รู้เลยว่ามีคนยืนกอดอกมองอยู่จากมุมมืด ใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มเจ้าเล่ห์
“ให้ตามไปไหมจ๊ะพ่อครู” ผีสาวหันไปถามเสียงหวาน แต่ดวงตายังปลิ้นอยู่
“ไม่ต้อง กูแค่จะสั่งสอนเมียไม่รักดีนิดหน่อย”
“บอกไม่ให้ออกไปไหน แต่ก็หาเรื่องจนได้!”
