บทที่ 5 เมียลับ ๆ ของพ่อครูกำแหง บทที่ 5
แฮก แฮก
เสียงหอบหายใจดังระรัว ซอมพอกับบุญมีวิ่งมาตลอดทาง
ถึงปากทางเข้าหมู่บ้านในเวลาสองทุ่มกว่า เหงื่อท่วมหน้าเหมือนเพิ่งรอดจากความตาย ถัดไปไม่กี่ก้าวก็เป็นบ่อนประจำที่ซอมพอมาบ่อยจนคนแถวนั้นจำหน้าได้หมด
“แม่” บุญมีจับแขนแน่น หอบหายใจตาม ถึงจะเป็นกุมารทองแต่ก็เหนื่อยเหมือนกันนะ!
“ฮะ” ซอมพอตอบทั้งที่หัวใจยังเต้นตุบ ๆ
เหนื่อย เหนื่อยเป็นบ้า แถมตอนนี้ยังตกใจไม่หายเลย
“หนูว่าผีพี่คนนั้นคุ้น ๆ แต่จำไม่ได้ว่าใคร อุ๊บ” ซอมพอรีบยกมือปิดปากบุญมีทันที เขาไม่อยากจะนึกถึงผีตัวนั้น หากมันโผ่ขึ้นมาอีกจะทำยังไง
“อย่าพูดถึงสิ” ซอมพอกระซิบลนลาน
“อื้อ ๆ” บุญมีพยักหน้าแรง ๆ ทั้งที่โดนปิดปากอยู่
ก่อนจะจูงมือบุญมีมายังซอยลึกลับแห่งหนึ่ง โดยไม่รู้เลยว่าตลอดทางที่มา กำแหงแอบตามเขามาอยู่ไม่ไกล
“ซอมพอมาแล้วรึ” นักเลงคุมบ่อนโบกมืออย่างคุ้นเคย พร้อมผงกหัวให้ตามมาเหมือนเจอแขกประจำ
อีกฝ่ายพาซอมพอเดินไปยังประตูหน้าบนที่เป็นอาคารเก่าแก่สามชั้น ตอนแรกซอมพอก็ไม่รู้หรอกว่าที่นี่เป็นบ่อน แต่เคยหลงเข้ามาหนึ่งครั้งก็ติดใจจนมาเป็นประจำ
“ทางนี้มา ๆ” นักเลงคุมบ่อนโบกมือให้ซอมพอไปยังประตูหน้าอีกครั้งแต่ซอมพอไม่เดินเข้าประตูหน้า เขาหักมุมเลี้ยวเข้าประตูหลังแทนทันทีเพราะมีความเชื่อฝังหัวว่าประตูหน้าบ่อนมีผีอัปรีย์เฝ้าอยู่ถ้าลอดเข้าไปจะซวยแน่นอน
เดินเข้ามาในบ่อนแล้วก็เต็มไปด้วยโต๊ะกลมหลายโต๊ะที่ตอนนี้มีคนมากมายกำลังตั้งวงอยู่ บ้างเล่นไพ่ บ้างเล่นไฮโล
“วันนี้ซอมพอไม่ได้เอาเงินมา พนันเป็นอย่างอื่นได้ไหมจ๊ะ” ซอมพอพูดเสียงอ่อยแต่ตาเป็นประกายเจ้าเล่ห์
“หึ มีของดีเหรอวะเอ็งวันนี้ ไหน เอามาดูสิ” นักเลงคุยยียวน รอให้ซอมพอเอาอะไรออกมา
ปึ้ง
เสียงถุงผ้ากระแทกโต๊ะดังสนั่น ก่อนที่ซอมพอจะค่อย ๆ หยิบของขลังออกมาวางทีละชิ้น ปลัดขิก ตะกรุด เศียรพ่อแก่ เรียงรายเต็มหน้าโต๊ะเหมือนตั้งแผงโชว์
“ซอมพอ! บ่อนกูฉิบหายหมดแล้ว!” นักเลงร้องลั่น ถอยหลังหนึ่งก้าวราวกับของพวกนั้นจะระเบิดใส่หน้าเขา
บ่อนหรือโรงกาสิโนมักจะมีของไม่ดีอยู่เต็มไปหมด โดยที่เจ้าของมีความเชื่อกันว่าหากเอาของมงคลเข้ามาจะมีทั้งให้คุณและโทษ เข้าประตูหน้าไม่เป็นไรสำหรับพวกเขาที่เป็นเจ้าของบ่อน แต่ถ้าเข้าทางประตูข้างหรือหลังนี่สิ ผีร้ายของอัปรีย์พวกนั้นก็ข่มเอาไว้ไม่ได้ จะกลายเป็นว่าทางบ่อนจะซวยแทน
“แหะ ๆ” ซอมพอยิ้มกลบเกลื่อนทันทีเหมือนทำผิดแล้วทำเนียน
“นี่มึงไปขโมยของพ่อครูมารึ” นักเลงถามด้วยน้ำเสียงตกใจ ทุกคนรู้และเข้าใจว่าซอมพอเป็นลูกศิษย์ของพ่อครูกำแหง และพวกมันก็รู้จักพ่อครูดีเรียกได้ว่าเกรงใจ ยามที่เอาของดีก็มาเอากับพ่อครูนั่นแหละ
“เปล่านะ!” ซอมพอส่ายหน้าแรงจนดูน่าเหลือเชื่อ ฝ่ายนักเลงคุมบ่อนจากสีหน้าตกใจก็แสดงออกว่าตกใจยิ่งกว่าเดิม แถมยังซีดเผือดราวกับเห็นผี
ทันใดนั้นเสียงเข้มที่คุ้นเคยดังขึ้นจากด้านหลัง ทำเอาอากาศเย็นวาบขึ้นมาทันที
“เจอแล้วหัวขโมย”
ซอมพอหน้าซีดเผือดเหมือนเห็นผีอีกรอบ ไหล่สั่นยิก ๆ แล้วค่อย ๆ หันไปตามเสียง
“พะพ่อครู” ซอมพอแทบลมจับที่ผัวรักมาอยู่ตรงนี้ ทั้ง ๆ ที่พ่อครูไม่เคยย่างกรายมาสถานที่แบบนี้เลย!
พ่อครูกำแหงยืนกอดอกอยู่ในเงามืด สายตานิ่งสนิทจนทั้งบ่อนเงียบกริบ เหมือนทุกคนพร้อมใจกันกลั้นหายใจ
ซอมพอหลับตาปี๋ คิดว่าพ่อครูจะลากคอเขาออกไปแน่ แต่ผิดคาด กำแหงกลับยัดถุงเงินหนัก ๆ ใส่มือเขาจนเกือบหล่น
“นี่เงิน เล่นต่อสิ” คำพูดของอีกฝ่ายทำเอาซอมพอตกใจไม่น้อย
‘ให้เงินเนี่ยนะ คิดอะไรของเขาอยู่’ ซอมพอทำหน้าฉงนอย่างไม่รู้ตัวที่อยู่ ๆ ผัวที่ห้ามไม่ให้เขาออกบ้านมาตลอดกลับให้เงินเล่นไพ่เนี่ยนะ บ้าไปแล้ว
“พ่อครูมาบ่อนฉันแบบนี้ ฉันก็เจ๊งนะสิ” นักเลงคุมบ่อนพูดหน้าเจื่อน กลัวเหลือเกินว่าพ่อครูที่มีของดีมากมายจะทำบ่อนเจ๊ง
แหงล่ะ สถานที่แบบนี้ต้อนรับทุกคนยกเว้นคนมีของ
“ไม่ต้องห่วง กูไม่ได้มาเล่น แค่มาหาเด็ก”
คำว่าเด็กทำเอาซอมพอขนลุกขนชัน หากเป็นเวลาปกติคงจะดีใจอยู่หรอก แต่เวลานี้กลับรู้สึกว่ามันน่ากลัวขึ้นมาชอบกล เพราะไม่รู้ว่าพ่อครูคิดจะทำอะไร
“เล่นไป กูจะยืนดูอยู่ตรงนี้ แต่ถ้ามึงเสีย กูเอามึงตายแน่”
“...” ซอมพอกลืนน้ำลายดังเอื๊อก ใจเต้นแรงกว่าเดิม กำแหงถอยออกไปห้าก้าว เขายืนผิงผนังมองแผ่นหลังของซอมพอที่รายล้อมด้วยชายฉกรรจน์มากหน้าหลายตาที่มาเล่นพนัน
“แจกเลย!” ซอมพอบอกเสียงดัง ในใจฮึกเหิม วันนี้จะขาดทุนไม่ได้เพราะพ่อครูขู่เอาไว้
‘ฮือออ ไม่รู้ว่าแพ้จะโดนอะไรบ้าง’
เสียงไพ่กระแทกโต๊ะแปะแปะ ทุกคนมองมือซอมพอเป็นตาเดียว ซอมพอกวาดไพ่อย่างเร็ว ก่อนที่ไพ่ใบแรกจะถูกจั่ววางลงบนกอง ตาไล่ตัวเลขทีละใบก่อนยิ้มมุมปาก
ไพ่ที่ซอมพอเล่นนั้นคือผสมสิบ ไพ่ที่เล่นเรียง คนก่อนหน้าจั่วไพ่แล้ววางลงจนถึงตาเขา เขาหยิบไพ่ขึ้นมาอย่างมั่นใจ ก่อนจะวางมันทันทีเมื่อเลขที่อีกฝ่ายแจกมามันเข้าเป้าเรียงมาอย่างสวยงาม
เกมนี้ใครเรียงก่อนก็ชนะ
“กิน” มือเรียวตบไพ่ลงฟึ่บ ทั้งโต๊ะชะงัก คนข้าง ๆ อ้าปากค้าง เพราะซอมพอเก็บกินเรียบแบบรวดเร็ว ทั้ง ๆ ที่ยังจั่วไพ่ได้ไม่ครบวง
อีกตาหนึ่ง ซอมพอหยิบไพ่ขึ้นมาดูเพียงเสี้ยววินาที ใบหน้าเหมือนไม่ได้คิดอะไร แต่ดวงตาวาววับ
ตั้บ ไพ่ลงกับโต๊ะเสียงดัง ซอมพอยิ้มออกมาอย่างเจ้าเล่ห์
“กิน”
“วันนี้เอ็งมีของดีหรือไงซอมพอ” นักเลงคุมบ่อนถามอย่างเหลือเชื่อ ซอมพอไม่ตอบ คนตัวเล็กเพียงกระตุกคิ้วใส่อย่างอารมณ์ดี
ไม่รู้ว่าวันนี้โชคดีหรือเพราะพ่อครูมาด้วยกันแน่ เปิดมาสองตาก็กินเรียบแล้ว
ก่อนที่ตาต่อไปจะเริ่มขึ้น ซอมพอเป็นฝ่ายชนะเขาเป็นคนแจกไพ่ ไม่วายต้องควักเงินเป็นค่าต๋งให้คนคุมบ่อนเป็นค่าธรรมเนียม บุญมีบินวนเหนือหัวซอมพออย่างดี๊ด๊า ชี้ไปไพ่ของอีกคน
“แม่ น้าคนนี้จะทิ้งแปด แม่เอาเลยนะ”
ไม่มีใครเห็นกุมารทองเลยสักคน แต่พ่อครูกำแหงเห็นเต็มสองตา จนต้องกระแอมดุ ๆ เพื่อตักเตือน
“อะแฮ่ม!”
บุญมีสะดุ้งตัวลอย ก่อนหน้านี้เจ้ากุมารทองตัวน้อยไม่ได้ช่วยซอมพอ แต่ตานี้แม่ของเขาไพ่ไม่ขึ้นมือจนเอ่ยปากช่วย
ซอมพอวางไพ่ต่อแบบไม่ลังเล ไหลลื่นเหมือนรู้ไพ่ล่วงหน้า
“กิน!”
ซอมพอเก็บเงินใส่มืออย่างชำนาญแบบคนชนะมานับไม่ถ้วน เขาเดินมาหากำแหง คนตัวเล็กยิ้มแก้มปริ เพราะไม่เสียเลยสักตา แถมโกยกำไรมาหนักเต็มถุง โดยที่ของขลังทั้งหมดพ่อครูกลับเป็นคนถือให้เหมือนขนของให้เมีย
“คิก ๆ เห็นไหมจ๊ะว่าหนูไม่แพ้” ซอมพอยักคิ้วใส่อย่างเจ้าเล่ห์ สรรพนามที่ใช้เรียกตัวเองเปลี่ยนไปเพราะอารมณ์ดี
โป๊ก!
พ่อครูเขกหัวดังโป๊กด้วยความมันเขี้ยวจนคนที่อยู่แถวนั้นหันมามองเป็นตาเดียว แต่พวกเขาก็ไม่ได้สนใจ
“โอ๊ย เขกหัวซอมพอทำไมเนี่ย” ซอมพอจับหัว ทำหน้าบูดแต่ยิ้มอยู่
“เป็นเด็กเป็นเล็กหัดขโมยของ”
ซอมพอรีบเดินแซง หันตัวมาคุยกับกำแหงพร้อมกับทำตาใสปิ๊ง
“ขโมยของไม่ได้ งั้นขโมยหัวใจพ่อครูแทนได้ไหมจ๊ะ”
กำแหงชะงัก แล้วตอบหน้าตาเฉยเหมือนไม่คิดอะไร ทั้ง ๆ ที่ข้างในใจมันเต้นสั่นเบา ๆ
“ได้สิ”
ตึก ตึก ตึก
หัวใจซอมพอเต้นดังลั่นจนใบหน้าแดงขึ้นมาทันทีที่ได้ยินคำตอบ แต่สีหน้าของเขาแสดงออกจนเกินไปจนกำแหงอยากจะแกล้งเล่น
“แต่รอมึงเลิกเล่นไพ่ให้ได้ก่อนนะ” กำแหงพูดออกไปแบบนั้น เขาไม่ชอบคนที่เล่นพนันแต่ก็ไม่ได้ต่อต้าน เพราะลูกศิษย์เขาก็มีบ้างที่เป็นพวกผีพนัน แต่กับเมียนี่คงไม่ได้
วันนี้ที่ตามมาไม่ใช่ว่าตามใจ แต่แค่อยากเห็นว่าซอมพอในมุมอื่น ซึ่งมันก็ไม่ได้แย่อะไร อีกฝ่ายดูมีความสุขจนเขาห้ามไม่ลง
ซอมพออ้าปากค้างทันทีหลังจากได้ยินคำพูดของอีกฝ่าย
ให้เลิกเล่นไพ่เนี่ยนะ!
“ฮะหุ้ย คนบ้า! มันเลือกยากนะ”
พ่อครูไม่พูดอะไรต่อ รีบเดินนำไม่วายมองซอมพอผ่านไหล่ด้วยสายตาเบื่อหน่ายแต่ก็ปนเอ็นดู
“หมดคำจะพูดเลยกู”
