บทที่ 6 เมียลับ ๆ ของพ่อครูกำแหง บทที่ 6

ย่างเข้าช่วงสายที่สำนัก ซอมพอจับไม้กวาดปัดกวาดลานกว้างอย่างเงียบเชียบ จัดของให้เข้าที่ ล้างขันน้ำ เรียงข้าวของ ดอกไม้ ธูปเทียนให้เป็นระเบียบไม่เกะกะตา เขาทำทุกอย่างด้วยลำพัง เพราะวันนี้บรรดาลูกศิษย์ของกำแหงต่างออกไปทำธุระให้สำนัก เหลือเพียงเขาคนเดียวที่ยังอยู่ที่นี่

จนกระทั่งชาวบ้านเริ่มทยอยพากันขึ้นมาที่สำนัก ซอมพอจึงถอยไปนั่งอยู่ข้างเสาไกล ๆ เพื่อไม่ให้เกะกะใคร อีกทั้งกำแหงเองก็เคยกำชับไว้แล้วว่า อย่าให้ชาวบ้านซักไซ้ถึงความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขา หากมีใครถามก็ให้ตอบไปเพียงว่าเป็นลูกศิษย์

คำคำนั้นเคยทำให้หัวใจซอมพอเจ็บปวดอยู่ไม่น้อยในวันแรกที่ได้ยิน แต่ตอนนี้เขาไม่สนแล้ว เพราะซอมพอเชื่อว่า ตื๊อเท่านั้นที่ครองโลก!

“พ่อครู! พ่อครู!” เสียงร้องตะโกนของชาวบ้านดังลั่นขึ้นจากหน้าสำนัก ชายฉกรรจน์ร่างหนึ่งวิ่งอุ้มเด็กอายุประมาณหกขวบขึ้นมาบนสำนัก ตามมาด้วยหญิงวัยกลางคนที่ซอมพอแล้วคิดว่าเธอน่าจะเป็นแม่ของเด็กคนนั้น

“เกิดเรื่องแล้วจ้ะ ไอ้จ้อยมันเป็นอะไรไปก็ไม่รู้”

“ให้กูดูหน่อย” กำแหงลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว เขาไปช้อนอุ้มเด็กชายต่อจากพ่อ แล้ววางลงบนพื้นชานไม้

“อ่อก..ปล่อย ปล่อยกู!” เสียงเด็กชายดิ้นรนร้องดังลั่น ร่างทั้งร่างสั่นกระตุก แต่แววตาแข็งกร้าว คำพูดและน้ำเสียงเป็นเสียงของหญิงชรา

“ไอ้จ้อยมันโดนผีเข้า” กำแหงบอกหลังจากที่เห็นวิญญาณของหญิงแก่ที่เป็นครึ่งคนครึ่งลิงซ้อนทับกับใบหน้าของเด็กชาย

หลังจากที่ผู้เป็นพ่อและแม่ได้ยินก็หน้าซีดด้วยความตกใจ

ไม่รู้ว่าลูกชายของเธอไปทำอีท่าไหนถึงได้โดนผีเข้าแบบนี้ เมื่อเช้าก็ยังเล่นดี ๆ อยู่เลย

“พ่อครู ช่วยไอ้จ้อยลูกฉันด้วยนะจ๊ะ” แม่ของเด็กคุกเข่าท มือสั่นจับชายผ้าซิ่นแน่น อยากเข้าไปกอดลูกชายแต่ก็ทำไม่ได้

“เออ แต่ไอ้จ้อยมันจะเจ็บตัวหน่อย” กำแหงกล่าวตรงไปตรงมาไม่อ้อมค้อม วิธีที่จะไล่ผีร้ายสำหรับเขานั้นมันมีแต่วิธีที่จะทำให้คนเจ็บปวด เพราะผีที่สิงร่างเด็กอยู่ตรงนั้นมันไม่ใช่ผีธรรมดาที่แค่จะให้กินน้ำมนต์แล้วออก

“อึก มีวิธีที่ไม่ต้องเจ็บตัวไหมพ่อครู” ผู้เป็นแม่ถามเสียงสั่น ยิ่งได้ยินใจก็แทบจะขาดรอน ๆ

“มี แต่ไม่ใช่กับผีกละยักษ์” คำพูดนั้นทำเอาคนทั้งวงเงียบกริบ ทุกคนรู้ดีว่าผีกละคืออะไร มันคือผีร้ายที่เกิดจากคนมีของที่เลี้ยงดูมันแล้วเลี้ยงไม่ดี มันจึงออกทำร้ายและกัดกินคนที่มันสิงร่างหรือเลี้ยงมัน

ทว่าผีที่อยู่ในตัวของเด็ก มันไม่ใช่ผีที่สืบทอดกันมาจากฝั่งแม่ แต่น่าจะเป็นผีที่คนอื่นเลี้ยงแล้วเลี้ยงมันไม่ดีมันถึงได้ไล่สิงคนนั้นคนนี้ไปทั่ว

“อย่ามาจับกู!” เสียงขู่หลุดจากปากเด็ก ราวกับไม่ใช่เสียงของเด็กตัวเล็ก มันได้ยินคำพูดของกำแหงทุกคำ แต่ก็ไม่มีท่าทีหวาดกลัว กลับกันมันกลับโมโหยิ่งกว่าเดิม

“ทุเรศฉิบหายมาเข้าเด็ก” กำแหงสบถอย่างเดือดดาล ดวงตาคมกริบวาวโรจน์ เขาเดินไปหยิบงาช้างสีขาวขนาดเท่ากำมือมาจากพานหน้าปะรำ

ร่างสูงนั่งชันเข้าหนึ่งข้าง จ้องมองผีกละตัวนั้นอย่างไม่เกรงกลัว

“กูจะกินมัน มันไม่เคารพกู มันฉี่รดหัวกู!”

“มันยังเด็ก ปล่อยมันไปซะ ถ้ามึงไม่อยากเจ็บตัว” กำแหงขู่กลับอย่างไม่เกรงกลัว

เป็นผีไม่อยู่ส่วนผี คิดจะมาระรานคน อุบาทฉิบหาย

“ไม่ กูไม่ปล่อย”

“ได้ งั้นก็ได้”

สิ้นคำกำแหงเหยียดยิ้มมุมปาก พยักหน้าให้พ่อของเด็ก หลังจากนั้นทั้งพ่อเด็กและชาวบ้านที่อยู่แถวนั้นก็เข้ามากดร่างเล็กตรึงทั้งขาและแขน

ปลายงาช้างปลุกเสกปักลงบนกล้ามเนื้อน่องเล็ก ก่อนจะลากมันไปตามเรียวขา

“อะ..อ้ากกกก” ร่างเด็กชายสะบัดแรง ร้องโหยหวนอย่างกับถูกคมหอกทิ่มแทง ยามที่ปลายงาช้างไล่ตามส่วนของร่างกาย ภายในของเด็กก็มีก้อนเนื้อคล้ายตะครัวแล่นไปมาตามที่ปลายงาทิ่มแทงมัน

“อะ..มันวิ่งมาตรงนี้แล้วพ่อครู” ชาวบ้านร้องลั่นถอยกรูด

ก้อนเนื้อนั้นย้ายจากน่องซ้ายไปน่องขวา ย้ายขึ้นมาตามแขนขาราวกับหลบหนี มันหนีงาช้างอย่างรวดเร็วด้วยความกลัว

ริมฝีปากของกำแหงบริกรรมคาขับไล่ผีอย่างต่อเนื่อง จนความเร็วของมือที่จับงาช้างไล่ทันก้อนเนื้อนนั้น เขายกงาช้างออกก่อนจะปักมันลงก้อนเนื้อนั้นอย่างจัง

กึก

“อ้ากกก” เสียงร้องแหลมผ่าอากาศ ก้อนเนื้อนั้นขึ้นไปกลางอก ก่อนที่สีหน้าของเด็กชายจะเริ่มเปลี่ยนไป พะอืดพะอมใกล้จะอาเจียนอยู่รอมร่อ

“อ่อก อ่อก” เด็กชายดิ้นกระตุก หายใจไม่เป็นจังหวะ

“เอาน้ำมนต์กับหม้อมา” กำแหงหันไปสั่งเสียงดัง ทว่าเขาลืมไปว่าวันนี้ลูกศิษย์ที่คอยช่วยหยิบจับไม่อยู่ จึงหันไปเรียกชื่อของคนตัวเล็กที่ยืนอยู่ไม่ไกล

“ซอมพอ!”

“จ้ะ ๆ” ซอมพอที่กำลังอึ้งกับสิ่งที่เห็นสะดุ้งสุดตัวรีบรับคำ วิ่งไปหยิบของที่สั่งโดยไม่ชักช้า ครู่เดียวเขาก็กลับมาหาพ่อครูพร้อมกับหม้อดินเผาและน้ำมนต์

กำแหงรับไปก่อนจะเอาหม้อจ่อที่หน้าเด็กชาย น้ำมนต์ในกระบอกไม้ไผ่รดราดศีรษะเด็กชายไปพร้อม ๆ กัน

“อ่อก..อึก” เด็กชายตัวสั่นสะอึก แทบจะอ้วกออกมาอยู่รอมร่อ

“อ้วกออกมาไอ้จ้อย!”

“อุ๊ แหวะ” สิ้นคำของเหลวสีดำคล้ำไหลทะลักออกมา กลิ่นคาวคลุ้งไปทั่ว ซอมพอที่กำลังจะเอื้อมมือไปช่วยจับหม้อก็โดนดุ กำแหงห้ามคนตัวเล็กได้ทัน

“มึงอย่าจับ! ส่วนพวกมึงมาพยุงลูกมึงได้ละ” ประโยคแรกกำแหงพูดกับซอมพอ ก่อนจะหันมาพูดกับพ่อแม่เด็กชาย

“กูจะเอามันไปเผา” กำแหงพูดเสียงแข็งดวงตาแข็งกร้าว มืออีกข้างหยิบสายสิญจน์กับผ้ายันต์มามัดปิดปากหม้อ ก่อนจะลุกขึ้นเตรียมลงจากสำนัก

“เอาน้ำมนต์นี่ไปกิน เจ็ดวัน ถ้าหมดค่อยมาเอาใหม่” กำแหงยื่นกระบอกน้ำมนต์ให้ผู้เป็นพ่อ แล้วหันกลับไปหยิบหม้อขึ้นอุ้มไว้กับอก ตั้งใจจะเอามันไปเผาทำลายให้สิ้นซาก

แท้จริงแล้ว หม้อดินเผาไม่อาจทำลายสิ่งที่อยู่ข้างในได้ แต่ด้วยเปลวอัคคีและยันต์เท้าเวสสุวรรณที่ใช้ปราบผีร้าย เขาจึงเลือกขังมันไว้ในหม้อแล้วจัดการพร้อมกันทีเดียว ดีกว่าเอาไปจำเริญน้ำ หากมีใครมาเจอเข้าแล้วหยิบไป นั่นต่างหากถึงจะกลายเป็นเคราะห์ใหญ่เข้าใส่คนบริสุทธิ์

“ให้ซอมพอไปช่วยนะจ๊ะ” ซอมพอเอ่ยอย่างเป็นห่วง ขยับเหมือนจะเดินตามไป แต่กำแหงยกมือห้ามไว้

“ไม่ต้อง เดี๋ยวมึงจะโดนมันเข้า” น้ำเสียงนั้นแม้จะฟังดูแข็งกระด้าง แต่กลับเต็มไปด้วยความห่วงใยจนหัวใจของคนฟังสั่นไหว ไม่คิดเลยว่าอีกฝ่ายจะเป็นห่วงเขาถึงเพียงนี้

ซอมพอยืนนิ่ง มองแผ่นหลังกำแหงที่กำลังก้าวหายไป ใจเต้นไม่เป็นจังหวะ เพราะคุณงามความดีของอีกฝ่ายทำให้เขาอดที่จะชื่นชมไม่ได้ ต่อให้ปากร้ายยังไง กำแหงก็ยังคงเป็นคนที่ดีและมีน้ำใจเสมอ

‘แล้วแบบนี้ จะให้ไม่ชอบได้ยังไงกัน’

บทก่อนหน้า
บทถัดไป