บทที่ 1 ที่ประจำของกัปตัน

“กรี๊ดดด! หมดแก้ว! หมดแก้ว!”

เสียงแผดร้องประสานกันระเบิดดังแข่งกับจังหวะเบสหนักหน่วงที่อัดกระแทกออกมาจากลำโพงราคาเหยียบเจ็ดหลัก

แก้วช็อตถูกยกขึ้นพร้อมกันทั้งโซนเกาะครัวหินอ่อน ก่อนจะมีใครสักคนล้มลงไปนั่งหัวเราะร่วนบนพื้นกระเบื้องเงาวับทันทีที่เหล้าดีกรีแรงบาดคอไหลลงสู่กระเพาะ

ไฟนีออนสีม่วงสลัวสาดตัดกับแสงสีของเมืองหลวงนอกกระจกบานยักษ์ ทำให้เพนต์เฮาส์หรูทั้งชั้นดูราวกับเปิดลานประลองมาเพื่อให้ใครสักคนตกเป็นผู้แพ้ในค่ำคืนนี้

ควีนชะงักฝีเท้าอยู่ตรงธรณีประตูเพียงแค่เสี้ยววินาที

เธอกวาดสายตามองภาพความวุ่นวายตรงหน้า ทันใดนั้นผู้ชายคนหนึ่งในกลุ่มปาร์ตี้ก็หันมาเห็นเข้าพอดี เขาเบิกตากว้างก่อนจะกึ่งเดินกึ่งเซเข้ามาทักทายด้วยท่าทีตื่นเต้น

“อ้าว! น้องควีน ดาวนิเทศ... เพิ่งมาถึงเหรอครับ ดื่มอะไรหน่อยไหม” เขายื่นแก้วค็อกเทลสีสวยใส่น้ำแข็งมาให้ถึงมือ

ควีนรับแก้วคริสตัลใบนั้นมาถือไว้ ส่งยิ้มบางเบาตามฉบับตัวแม่

“ขอบคุณค่ะ”

มายด์ที่เพิ่งเดินตามเข้ามาติดๆ รีบคว้าแขนเพื่อนสนิทหมับ ก่อนจะตะเบ็งเสียงฝ่าความอึกทึกของปาร์ตี้ให้ได้ยินกันสองคน

“มึง! เห็นผู้ชายตัวสูงๆ ที่ยืนอยู่ตรงกลางวงโต๊ะนั่นไหม นั่นเวกัส กัปตันบาสตัวจริงเสียงจริงเลยนะเว้ย!”

แทนที่ควีนจะตื่นเต้นตามเพื่อน เธอกลับทำเพียงปรายตามองไปทางกลุ่มคนพวกนั้น ก่อนจะดึงสายตากลับมาอย่างรวดเร็วโดยไม่ยอมให้ใครจับสังเกตได้ว่าเธอสนใจเจ้าของห้องแห่งนี้

และเอาเข้าจริง... ควีนก็ไม่ได้ต้องการให้มายด์มาคอยชี้เป้าหรอก เพราะสายตาของคนค่อนห้องล้วนไหลไปกระจุกรวมอยู่ที่เจ้าของแผ่นหลังกว้างในชุดเสื้อเชิ้ตพับแขนลวกๆ คนนั้นโดยอัตโนมัติอยู่แล้ว

เขาสูงตระหง่าน ยืนล้วงกระเป๋ากลางวงล้อมอย่างคนคุ้นชินกับการเป็นจุดศูนย์กลางของจักรวาล แก้วคริสตัลในมือใหญ่ยังไม่ทันจะพร่องดี ก็มีผู้หญิงหน้าตาจิ้มลิ้มเสนอตัวยื่นขวดเหล้าขวดใหม่มาให้ถึงที่

ควีนเบือนหน้าหนี เมินความฮอตของเขาไปในทันที

เธอไม่หยุดทักทายใครเพิ่ม ไม่ฉีกยิ้มใส่กล้องมือถือเครื่องไหน ร่างเพรียวระหงในชุดเดรสสายเดี่ยวสีดำสนิทเพียงแค่เดินเบี่ยงไหล่หลบผู้คน ถือแก้วค็อกเทลติดมือแหวกว่ายผ่านแสงไฟสลัว ตรงดิ่งไปยังโซฟาหนังสีดำตัวใหญ่ที่ตั้งอยู่ริมกระจกมุมในสุด

โซฟาที่ว่างเปล่า... เพราะไม่มีใครหน้าไหนในงานกล้าเฉียดเข้าไปนั่งนานๆ

แล้วเธอก็ทิ้งตัวลงนั่ง ไขว่ห้างอย่างสง่างาม วางกระเป๋าแบรนด์เนมใบจิ๋วไว้ข้างกายด้วยท่าทีสบายๆ ราวกับว่าที่นี่ไม่ใช่บ้านคนอื่น

มายด์ยังคงยืนอึ้งค้างอยู่กับที่ไปสองวินาทีเต็มๆ ก่อนจะรีบทรุดตัวลงนั่งเบียดติดเพื่อนสนิท แล้วเบือนหน้าหนีไปทางวงเหล้าด้วยความหวาดระแวง

“แกเลือกที่นั่งตัวสุดท้ายที่ควรจะเลือกเลยนะควีน”

“ก็มันว่าง” ควีนตอบสั้นๆ ไม่แยแส

มือเรียวยกขึ้นทัดปอยผมที่ตกลงมาเคลียข้างแก้มไว้ทัดหู ยกแก้วค็อกเทลในมือขึ้นจิบช้าๆ โดยไม่คิดจะปรายตามองไปทางกลุ่มของเวกัสอีกเป็นครั้งที่สอง

“ใครจะมานั่งก็เรื่องของเขา”

ฝั่งเคาน์เตอร์ครัวหินอ่อน เวกัสกำลังรู้สึกรำคาญใจถึงขีดสุด

ผู้หญิงสองคนข้างกายกำลังพยายามพูดแข่งกันจนเสียงแหลมๆ นั้นตีกันมั่วไปหมด มือของใครคนหนึ่งยังถือวิสาสะวางทาบลงบนท่อนแขนของเขาโดยไม่จำเป็น

กัปตันหนุ่มแค่นหัวเราะในลำคอให้พอเป็นพิธี ก่อนจะหมุนแก้ววิสกี้ในมือเล่นหนึ่งรอบแล้วหันหน้าหนีความน่าเบื่อหน่ายนี้

แล้วสายตาคมกริบของเขาก็ปะทะเข้ากับโซฟาตัวนั้น

‘ที่นั่งประจำ’ ของเขากำลังถูกจับจองโดยผู้หญิงหน้าแปลกที่เขาไม่เคยมองเห็นมาก่อน

เธอนั่งไขว่ห้างอวดเรียวขาขาวผ่อง แผ่นหลังบอบบางพิงกระจกบานใส แสงไฟส้มจากตึกระฟ้าด้านนอกสาดส่องเข้ามาตกกระทบเส้นกรอบหน้าของเธอ ทำให้ใบหน้าสวยเฉี่ยวดูคมและเย่อหยิ่งจองหองโดยที่ไม่ต้องพยายามทำอะไรเพิ่มเลยสักนิด

และสิ่งที่แย่ยิ่งกว่าความสวยเตะตา... คือแววตาคู่สวยเมื่อครู่นี้

เธอเดินถือแก้วผ่านหน้าเขาไปได้หน้าตาเฉย โดยไม่แม้แต่จะแกล้งเหลือบตามองเขาเลยแม้แต่มิลลิเมตรเดียว

สัญชาตญาณดิบเถื่อนที่คุ้นเคยกับการไล่ล่าบาสเกตบอลในสนาม และไล่ต้อนคนขวางทาง จึงขยับทำงานก่อนที่สมองจะสั่งห้าม

เวกัสกระแทกแก้ววิสกี้ลงบนเคาน์เตอร์บาร์ดัง คลิก

ขายาวก้าวอาดๆ ตัดฝ่าความวุ่นวายของฝูงชนไปอย่างเงียบเชียบ โดยไม่แม้แต่จะหันไปตอบรับเสียงหวานๆ ของบรรดาสาวๆ ที่ร้องเรียกชื่อเขากระจองอแงตามหลัง

ภู รองกัปตันทีมที่ยืนสังเกตการณ์อยู่ พยายามยื่นแขนออกมาหวังจะกันเพื่อนไว้พอเป็นพิธี แต่ก็จำต้องชักมือกลับแทบไม่ทันเมื่อเห็นทิศทางที่กัปตันจอมเถื่อนกำลังมุ่งหน้าไป

มายด์เบิกตากว้างเมื่อเห็นเงาสูงตระหง่านกำลังคืบคลานเข้ามาใกล้ เธอถลึงตาใส่เพื่อนสนิทรัวๆ ทว่าควีนกลับยังคงนั่งนิ่งไม่ยอมลุก

เธอเพียงแค่เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย... ราวกับกำลังนั่งรอให้โลกทั้งใบพุ่งเข้ามาชนเธอเอง

เขาหยุดยืนตระหง่านอยู่ตรงพนักโซฟาตัวใหญ่ ก่อนจะท้าวแขนแข็งแรงลงไปค้ำยันข้างศีรษะทุยสวยของเธอ โดยไม่ยอมก้มศีรษะต่ำลงไปกว่าระยะที่จำเป็น

“ตรงนี้... มีชื่อเจ้าของ” น้ำเสียงทุ้มต่ำติดจะแหบพร่าเอ่ยขึ้นเรียบๆ

ควีนค่อยๆ แหงนหน้าขึ้นช้าๆ กวาดสายตาพิจารณาผู้ชายตรงหน้าตั้งแต่ปลายรองเท้าหนังไล่ขึ้นมาจนถึงปลายคางสาก ก่อนจะเหยียดยิ้มบางเบา... บางเสียจนแทบไม่อาจเรียกว่ารอยยิ้ม

“ก็เห็นว่าไม่มีป้ายแปะไว้นี่คะ”

“ป้ายน่ะ... มันอยู่ที่คนทั้งห้องนี้ไม่มีใครกล้ามานั่งต่างหาก”

“งั้นคนทั้งห้องก็คงขี้อายมั้งคะ”

เธอกระดิกปลายเท้า สลับขาไขว่ห้างใหม่ให้ดูชัดเจนขึ้นอีกนิด ประหนึ่งจงใจท้าทาย

“แต่เผอิญว่า... ฉันไม่”

เวกัสแค่นเสียงหัวเราะทุ้มต่ำในลำคอ เสียงนั้นแหบพร่าจากฤทธิ์แอลกอฮอล์และจากความขบขันที่ไม่เต็มใจ

เขาเอื้อมมือไปคว้าขวดเตกีลาราคาแพงหูฉี่ที่วางทิ้งไว้ริมโต๊ะกระจก นำมาตั้งกระแทกลงตรงกลางระหว่างเธอกับเขาเสียงดัง โครก ก่อนจะใช้มือเพียงข้างเดียวบิดหมุนฝาขวดออกโดยไม่คิดจะขออนุญาตใคร

“ลุก” เขาออกคำสั่งสั้นๆ

“ไม่” เธอสวนกลับทันควัน

“หรือมึงคิดว่ากูกำลังขอร้อง?” สรรพนามเริ่มเปลี่ยนไปตามระดับความหงุดหงิด

“ก็นายเพิ่งขอไปแล้วไง” ควีนพยักพเยิดคางไปที่ขวดเหล้าตรงหน้า “และนายก็ได้คำตอบชัดเจนไปแล้วด้วย”

มายด์กระแอมไอเบาๆ ก่อนจะค่อยๆ กระดึบถอยกรูดไปจนสุดขอบโซฟา เพราะบรรยากาศรอบตัวเริ่มอึดอัดและอันตรายเกินกว่าที่จะนั่งเป็นผู้ชมชั้นดีได้อีกต่อไป

คนรอบวงเหล้าเริ่มหันมามองความตึงเครียดที่มุมห้องกันบ้างแล้ว บางคนล้วงหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเตรียมตัว แต่ยังไม่มีใครใจกล้าพอจะกดเปิดแฟลชถ่ายรูป

เวกัสปรายตาสังเกตเห็นปฏิกิริยาเหล่านั้น แล้วมุมปากหยักก็ยิ่งกระตุกยิ้มลึกขึ้น เพราะเขาไม่ได้ตั้งใจจะทำให้มุมนี้เงียบสงบตั้งแต่แรกอยู่แล้ว

เขาตั้งใจ... จะบีบให้ผู้หญิงอวดดีคนนี้ยอมจำนนต่างหาก

“เกมหนึ่งตา” เขาเอ่ยท้าทาย น้ำเสียงกดต่ำกว่าจังหวะเพลงที่ดังก้อง “ชนะ... กูลุกให้เอง แพ้... มึงย้ายก้นออกไปซะ”

ควีนปรายตามองขวดเตกีลา สลับกับมองรอยยิ้มร้ายกาจนั้นอีกครั้ง

ก่อนที่มือเรียวสวยจะเอื้อมไปหยิบแก้วช็อตใบจิ๋วสองใบจากถาดข้างโซฟา นำมาวางเรียงเคียงคู่กัน ปลายนิ้วที่เคลือบสีเล็บเข้มกรีดกรายอย่างใจเย็น

“ขอเพิ่มกติกาได้ไหม”

“โลภ” เขาดักคอ

“ไม่ได้โลภ” เธอจัดการรินเหล้าสีใสลงในแก้วช็อตของตัวเองจนปริ่มแทบล้น “แค่ไม่ชอบเล่นตามกติกาที่นายเอาเปรียบตั้งขึ้นมาคนเดียวต่างหาก”

เวกัสเลิกคิ้ว ยอมเอียงขวดเตกีลารินเหล้าลงแก้วตัวเองบ้างโดยไม่ปริปากเถียง

เพราะคำท้าทายแสนอวดดีนั้น... มันทำให้เลือดในกายของเขาสูบฉีดพลุ่งพล่านและเต้นแรงยิ่งกว่าตอนที่ถูกท้าดวลบนคอร์ทบาสเกตบอลเสียอีก

ทั้งคู่ยกแก้วขึ้นชนกันเสียงดัง แต๊ก ท่ามกลางเสียงเบสหนักๆ ที่สั่นสะเทือนพื้นห้อง ก่อนจะแหงนหน้ากระดกเหล้าบาดคอรวดเดียวจนหมดแก้วพร้อมกัน

ควีนกระแทกแก้วลงบนโต๊ะเป็นคนแรก สีหน้าไม่ได้เปลี่ยนไปจากเดิมแม้แต่น้อย มีเพียงเสียงพ่นลมหายใจออกยาวๆ หนึ่งครั้ง

ขณะที่เวกัสเดาะลิ้นดัง จิ๊ ยกคิ้วขึ้นข้างหนึ่งเป็นเชิงชื่นชมโดยไม่ยอมเอื้อนเอ่ยคำชมออกมาสักคำ

รอบที่สอง... ควีนเป็นฝ่ายรินเหล้าเอง

รอบที่สาม... เวกัสกระแทกขวดเทเหล้าแรงขึ้นจนกระฉอก

รอบที่สี่... มายด์เริ่มกระตุกแขนเพื่อนด้วยความห่วงใย แต่กลับถูกสะบัดออกอย่างไม่ไยดี

พอเข้าสู่รอบที่ห้า... พวงแก้มใสของควีนเริ่มซับสีเลือดฝาดระเรื่อ ทว่าแววตาคู่สวยยังคงแข็งกร้าวและนิ่งสนิท

ส่วนเวกัสที่น่าจะคุ้นชินกับฤทธิ์แอลกอฮอล์มากกว่า กลับเป็นฝ่ายพลาดจังหวะ วางแก้วช็อตลงบนโต๊ะเร็วกว่าเธอไปเพียงหนึ่งวินาที... ซึ่งแน่นอนว่าสายตาเฉียบคมของควีนจับสังเกตได้ทันที

“นายแพ้”

“ยังไม่ได้เริ่มนับเลย” เขาเถียงข้างๆ คูๆ

“นับแล้ว” ควีนเหยียดยิ้มกว้าง กว้างกว่าตอนที่เดินก้าวเข้ามาในห้องนี้เสียอีก “มือนายสั่น”

เวกัสก้มลงมองปลายนิ้วสากของตัวเองที่สั่นระริกน้อยๆ ก่อนจะยอมหลุดเสียงหัวเราะหึออกมาสั้นๆ

เพราะการดันทุรังปฏิเสธตอนนี้ คงจะดูน่าสมเพชและน่าเกลียดกว่าการยอมรับความพ่ายแพ้ต่อหน้าคนทั้งห้อง

เขาเอนหลังพิง ยอมปล่อยมือที่ค้ำยันพนักโซฟาออก ก่อนจะยกขวดเตกีลาขึ้นมาทำท่าจะส่งให้เธอราวกับผู้แพ้ที่ยอมจำนนตามกติกา ทว่า... แทนที่เขาจะถอยห่างออกไป

เขากลับโน้มใบหน้าหล่อเหลาลงมาใกล้... ใกล้เสียจนลมหายใจร้อนผ่าวที่เจือปนด้วยกลิ่นเตกีลาเป่ารดลงบนใบหูบางของเธอ

คนรอบข้างยังคงส่งเสียงฮือฮา ยังคงกรี๊ดกร๊าด และส่งเสียงเชียร์ให้รินเหล้าเพิ่ม

ไม่มีใครในบริเวณนั้นได้ยินประโยคถัดมา... นอกจากควีน

“ลุก…” เขากระซิบช้าๆ เสียงทุ้มต่ำแหบพร่าลอดไรฟัน “หรือจะให้กู... อุ้มลง”

แต่ควีนกลับไม่สะทกสะท้านและไม่ยอมขยับหนี

เธอเพียงแค่เอี้ยวใบหน้าหันเข้าไปหาเขาอีกนิด... นิดเดียวจนปลายผมดัดลอนของเธอเกือบจะปัดไล้ปลายคางสากของเขา ก่อนจะตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ราวกับว่าเธอยังคงนั่งสง่างามเป็นราชินีอยู่ในอาณาจักรของตัวเอง

“นายเพิ่งแพ้เกมไปนะเวกัส” เธอปรายตามองริมฝีปากหยัก “อย่าเพิ่งรีบมาทำตัวกร่าง... เป็นเจ้าของห้องแถวนี้เลย”

เวกัสกระตุกยิ้ม เขาไม่แปลกใจที่เธอเรียกชื่อ เพราะใคร ๆ ย่อมรู้จักเขา และรอยยิ้มนั้นไม่ได้ดูสุภาพ... มันไม่ใช่รอยยิ้มของคนที่ตั้งใจจะยอมปล่อยโซฟาตัวโปรดตัวนี้ คืนให้ผู้หญิงอวดดีคนไหนง่ายๆ อย่างแน่นอน

บทถัดไป