บทที่ 1 ตระกูลปวรนันท์

คฤหาสน์ปวรนันท์ ตั้งตระหง่านอยู่ใจกลางเมือง

ไม่ใช่คฤหาสน์ที่โอ่อ่าด้วยทองคำหรือความฟุ่มเฟือยไร้รสนิยม แต่เป็นบ้านที่สวยสงบ หรูหรา และอบอุ่นแบบที่ใครก็มองออกว่าคนในบ้านนี้รักกันจริงๆ

สนามหญ้าหน้าบ้านเขียวขจี.ต้นไม้ใหญ่ให้ร่มเงา

เสียงหัวเราะของคนในครอบครัวดังลอดออกมาจากตัวบ้านทุกเช้า

บนโต๊ะอาหารยาวในห้องทานข้าว ชายวัยกลางคนหน้าตาสุขุม ใส่เสื้อเชิ้ตสีเรียบ กำลังนั่งอ่านข่าวจากไอแพดเขาคือ ปริ้น ปวรนันท์ นักธุรกิจระดับประเทศ ผู้ที่ชื่อของเขาปรากฏอยู่ในทุกหน้าหนังสือธุรกิจ ข้างกันนั้นคือหญิงสาวหน้าหวาน รอยยิ้มละมุน ดวงตาเต็มไปด้วยความอ่อนโยน ปิ่นมุก ปวรนันท์ผู้เป็นภรรยา และเป็นหัวใจของบ้านหลังนี้

“ลูก้า วันนี้เข้าโรงพยาบาลเช้าอีกไหมลูก” ปิ่นมุกถามด้วยน้ำเสียงห่วงใย

ชายหนุ่มคนโตเงยหน้าจากโทรศัพท์

ใบหน้าหล่อคม นิ่ง สุภาพ และแววตาแบบคนที่โตเกินวัย

ปราชญ์ ปวรนันท์ หรือชื่อเล่นที่ทุกคนเรียกจนติดปาก…

ลูก้า

“ครับแม่ วันนี้มีเคสเช้ากับอาจารย์” เสียงของเขานุ่ม สุขุม สมกับเป็นนักศึกษาแพทย์ปี 6 ที่ใกล้จะก้าวออกไปเป็นหมอเต็มตัว ยังไม่ทันที่ปิ่นมุกจะตอบ เสียงอีกสองเสียงก็ดังขึ้นพร้อมกัน

“โห พี่ลูก้าอีกแล้วอะ คนอะไรขยันเกินมนุษย์”

ชายหนุ่มผมยุ่งนิดๆ ใส่เสื้อยืดเรียบแต่ดูดีนั่งพิงเก้าอี้อย่างสบายอารมณ์ เขาคือ ลาเต้ ปริญ ปวรนันท์ นักศึกษาวิศวกรรมปี 4 คนกลางของบ้าน

“ถ้าผมเป็นคนไข้พี่ ผมน่าจะกลัวตายก่อนถึงมือหมอ เพราะพี่หน้าโหดเกิน” เสียงแซวจากน้องเล็กที่กำลังง่วนกับไอแพดวาดแบบบ้าน

เลโก้ ปราณ ปวรนันท์ นักศึกษาสถาปัตย์ปี 2

น้องชายคนเล็ก ผู้มีโลกส่วนตัวสูง แต่ปากร้ายพอตัว ปราชญ์ถอนหายใจเบาๆ

“พวกนายสองคน เลิกกัดฉันตั้งแต่เช้าได้ไหม” แต่ถึงจะพูดแบบนั้น มุมปากของเขาก็ยังยกขึ้นเล็กน้อยเสมอ

ปริ้นวางไอแพดลง มองภาพตรงหน้าด้วยสายตานิ่งๆ แต่ใครที่รู้จักเขาดีพอจะรู้ว่านี่คือความสุขที่สุดในชีวิตของชายที่ผ่านโลกธุรกิจมาอย่างโชกโชน

“ตั้งใจเรียนกันให้ดี” เขาพูดเรียบๆ

“พวกแกคือสิ่งที่พ่อภูมิใจที่สุด” คำพูดนั้นทำให้ทั้งโต๊ะเงียบลงไปชั่วครู่ ก่อนที่ปริญจะยิ้มกว้าง

ปราณจะยกคิ้วแบบเขินๆ และปราชญ์ก้มหน้าลงนิดหนึ่ง

"เอาล่ะเด็กๆ เดี๋ยวแม่ไปทำอาหารให้ทานก่อน" ปิ่นมุกเอ่ยออกมาได้รอยยิ้มนี่เป็นความสุขที่เธอมีทุกเช้า

"ไม่เด็กแล้วนะครับ" ปราณเอ่ยออกมาในขณะที่พี่ชายทั้งสองคนก็พยักหน้าเห็นด้วยกับสิ่งที่ปราณพูด ส่วนปิ่นมุกได้แต่ส่ายหน้าแล้วก็ยิ้มน้อยๆ เดินไปที่ครัว เพื่อจะเตรียมอาหารให้ทุกคนรับประทานในเช้านี้

แสงแดดยามเช้าส่องผ่านกระจกบานใหญ่ของคฤหาสน์กลางเมือง กลิ่นอาหารเช้าลอยอบอวลไปทั่วชั้นล่าง เสียงจานชามกระทบกันเบาๆ

และเสียงหัวเราะที่ดังขึ้นเป็นระยะ ทำให้บ้านหลังนี้ไม่เคยเงียบเหงาเลยแม้แต่วันเดียว

ในห้องครัว

ปิ่นมุก ยืนอยู่หน้าเตา ใส่ผ้ากันเปื้อนลายดอกไม้

มือกำลังตอกไข่ทำไข่คนอย่างตั้งใจ แม้จะมีแม่บ้านคอยดูแลทุกอย่างก็ตาม

“แม่ครับ ถ้าแม่ยังทำอาหารเองทุกเช้าแบบนี้ แม่บ้านตกงานแน่นอนนะครับ” เสียงทุ้มนุ่มดังขึ้นจากด้านหลัง เจ้าของเสียงคือชายหนุ่มร่างสูงในเสื้อเชิ้ตสีขาวสะอาด ปราชญ์นั่นเอง ปิ่นมุกหันมายิ้มให้ลูกชายคนโต

“แม่อยากทำให้ลูกกินเองนี่นา อีกหน่อยลูกก็จะยุ่งกว่าเดิมแล้ว” ปราชญ์ยิ้มบางๆ ก่อนจะเดินเข้าไปกอดแม่จากด้านหลังอย่างอ่อนโยน ภาพนั้นทำให้ใครเห็นก็อดยิ้มตามไม่ได้ ยังไม่ทันจะซึ้งไปมากกว่านั้น เสียงโวยวายก็ดังลั่นขึ้น

“เฮ้ย! เลโก้! นายแย่งเสื้อฮู้ดฉันไปอีกแล้วนะ!”

ปริญเดินลงบันไดมาด้วยสีหน้าไม่พอใจ หลังจากเขาลืมเสื้อฮู้ดแล้วขึ้นไปหยิบเสื้อฮูด ในขณะที่ปราณเดินตามหลังมา พร้อมใส่เสื้อฮู้ดตัวเดียวกันแบบหน้าตาเฉย

“ของมันอยู่บนโซฟา ใครหยิบได้ก่อนก็ของคนนั้น” เลโก้ตอบเสียงเรียบ

“นายมันเด็กขี้โกง!”

“พี่มันแก่สายตาช้าเอง”

“เลโก้!” เสียงปิ่นมุกดังขึ้นทันที เด็กหนุ่มคนเล็กยอมหยุดเถียงอย่างว่าง่าย

“ครับแม่…” ปริญรีบเสริมทันที

“เห็นไหม แม่ดุ นายก็ยอมแต่กับแม่อะ” ปราณหันมามอง

“แล้วพี่ไม่ยอม?”

“พี่ไม่ยอมเฉพาะกับพ่อนะ” พอดีกับที่ชายวัยกลางคนในชุดสูทเรียบหรูเดินเข้ามาในห้องทานข้าวพอดี แววตานิ่ง สุขุม และมีอำนาจโดยธรรมชาติ นี่แค่พ่อเพิ่งขึ้นไปเปลี่ยนชุดเตรียมไปทำงานสงครามระหว่างลูกชายก็ได้เริ่มต้นขึ้น ปริญชะงักทันทีแล้วรีบยิ้มหวานอย่างรู้หน้าที่

“ไม่มีอะไรหรอกครับพ่อแค่ล้อกันเล่น” ปราณหัวเราะในลำคอเบาๆ

“เมื่อกี้ยังปากดีอยู่เลย”

“เงียบไปเลย!” ปริ้นมองภาพตรงหน้าด้วยสายตานิ่งๆ แต่ถ้าใครสังเกตดีพอ จะเห็นรอยยิ้มบางๆ ที่มุมปากของเขา

“บ้านนี้เสียงดังตั้งแต่เช้าเหมือนเดิม” เขาพูดเรียบๆ ปิ่นมุกยกจานอาหารมาวางบนโต๊ะ

“ก็มันมีลูกชายตั้งสามคน คุณจะให้เงียบเหมือนบ้านตัวอย่างได้ยังไง” ปริญทิ้งตัวนั่งลงข้างพ่อทันที

“นั่นสิครับ บ้านเราต้องมีผมเป็นสีสัน” ปริ้นเหลือบตามอง

“สีสันหรือปวดหัว?” ปราณหลุดขำ

“อันนี้เห็นด้วยกับพ่อครับ”

“เฮ้ย! นายเข้าข้างพ่อเพื่อจะเอาตัวรอดตลอดเลยนะ!” ปราชญ์ส่ายหัวเบาๆ กับความวุ่นวายของน้องชายทั้งสอง ก่อนจะเอื้อมมือไปตักอาหารให้ปราณโดยอัตโนมัติ

“กินดีๆ จะได้มีแรงทำงานส่งอาจารย์” ปราณชะงักนิดหนึ่งก่อนจะพูดเบาๆ

“…ขอบคุณครับพี่”

ปริญรีบเอาหน้าเข้ามา “แล้วผมล่ะครับ คุณหมอ ผมก็ทำโปรเจกต์หนักเหมือนกันนะ”

ปราชญ์มอง

“แกกินเองเป็นไหม”

“โห โหดร้ายกับน้องกลางมาก” ปิ่นมุกหัวเราะออกมาอย่างเอ็นดู

“พวกเราสามคนเนี่ยนะ อยู่ด้วยกันทีไร บ้านไม่มีวันสงบ” ปริ้นมองลูกชายทั้งสามคน สายตาแข็งกร้าวในโลกธุรกิจ กลับอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัดเมื่ออยู่ตรงนี้

“แต่พ่อชอบ” สิ่งที่หลุดออกมาจากปากของปริ้นทำให้ทั้งโต๊ะเงียบไปชั่วครู่ ปริญยิ้ม ปราณก้มหน้ากลบความเขิน ปราชญ์ยิ้มบางๆ อย่างเข้าใจ นี่แหละบ้านของพวกเขา บ้านที่เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ อบอุ่นจนใครๆ ก็อิจฉา

เมื่อมื้ออาหารเช้าที่แสนจะพร้อมหน้าจบลง รถสปอร์ตสีดำเงาวับค่อยๆ เคลื่อนออกจากประตูเหล็กสูงของคฤหาสน์ปวรนันท์อย่างนุ่มนวล

ยามรักษาความปลอดภัยโค้งให้ตามระเบียบ

เมืองยามเช้าเริ่มคึกคัก แสงแดดสะท้อนกระจกตึกสูงสองข้างทาง เสียงรถ เสียงผู้คน และจังหวะชีวิตเร่งรีบ แตกต่างจากความสงบในบ้านเมื่อครู่โดยสิ้นเชิง ภายในรถ ปราชญ์นั่งนิ่ง มือหนึ่งจับพวงมาลัย อีกมือวางบนเกียร์อย่างเคยชิน ใบหน้าหล่อคมยังคงเรียบนิ่ง แต่แววตากลับเต็มไปด้วยบางสิ่งที่ซับซ้อนกว่านั้น

เขาไม่ใช่แค่ลูกชายของตระกูลดังในมหาวิทยาลัยเอกชนที่แพงที่สุดแห่งนี้

ชื่อของปราชญ์ ปวรนันท์ ยังถูกพูดถึงแทบทุกวัน

“นั่นไง รุ่นพี่แพทย์ปีหก หล่อมากเลย…”

“คนนี้แหละ ลูกชายเจ้าของกลุ่มธุรกิจปวรนันท์”

“ได้ยินว่าคะแนนท็อปทุกปีเลยนะ”

“นิสัยดีด้วย ไม่เคยวางตัวหยิ่งเลย” คำพูดเหล่านั้นเป็นทั้งคำชมและความกดดันที่ถูกส่งมาที่เขาโดยตรง ความคาดหวังที่ถูกโยนมา การเปรียบเทียบที่ไม่มีวันสิ้นสุด มันหนักจนบางครั้งเขารู้สึกเหนื่อย

ไฟแดงตรงสี่แยกทำให้รถต้องหยุดนิ่ง ปราชญ์มองเงาตัวเองในกระจกหน้ารถ ชายหนุ่มในนั้นดูสมบูรณ์แบบเหลือเกิน แต่ไม่มีใครรู้ว่าเมื่อคืนเขานอนไม่ถึงสามชั่วโมง เพราะต้องอ่านเคส เตรียมพรีเซนต์ และทบทวนเนื้อหาที่ไม่มีวันจบ

โทรศัพท์บนคอนโซลรถสั่นขึ้นเบาๆ

ปริญ : ถึงแล้วบอกด้วยนะเว้ยพี่หมอ เย็นนี้อย่าหนีเวรนะ แม่บอกให้กลับมากินข้าวพร้อมหน้ากัน

ปราชญ์เผลอยิ้มมุมปาก พิมพ์ตอบกลับสั้นๆ

ปราชญ์ : รู้แล้ว

เพียงข้อความสั้นๆ แต่ทำให้ความอึดอัดในใจคลายลงเล็กน้อย เมื่อสัญญาณไฟเขียวปรากฏขึ้น รถค่อยๆ เคลื่อนตัวต่อ ตึกของมหาวิทยาลัยเอกชนชื่อดังปรากฏตรงหน้า สวยงาม สง่างาม และเปี่ยมไปด้วยภาพลักษณ์ของชนชั้นนำ

เมื่อรถของเขาเลี้ยวเข้าไป สายตาหลายคู่ก็หันมามองโดยอัตโนมัติไม่ใช่เพราะรถหรู แต่เพราะเป็นเขา บางคนกระซิบ บางคนแอบหยิบมือถือขึ้นมาถ่าย หลายคนแค่ยืนมองเงียบๆ ด้วยสายตาชื่นชม ปราชญ์เคยชินกับมันแล้ว แต่ไม่เคยชินจริงๆ สักครั้ง

เขาจอดรถในที่ประจำ เปิดประตูลงมา สายลมอ่อนๆ พัดผ่านปลายผมสีเข้ม เสื้อเชิ้ตขาวสะอาดกับเสื้อกาวน์ที่พาดแขนไว้ ยิ่งทำให้ภาพลักษณ์ของเขาดูเหมือนหลุดออกมาจากนิยายรัก

“พี่ลูก้า!” เสียงใสๆ ของรุ่นน้องดังขึ้นจากด้านหลัง เขาหันไปตามเสียง รอยยิ้มสุภาพประจำตัวปรากฏขึ้นทันที

“อรุณสวัสดิ์ครับ” แค่รอยยิ้มเดียว ก็ทำให้หัวใจของใครหลายคนสั่นไหว แต่ไม่มีใครรู้เลยว่า

ภายใต้รอยยิ้มนั้น เขากำลังแบกรับความรู้สึกมากมายแค่ไหน ลูกของปริ้น ปวรนันท์ ต้องเก่ง

ต้องสมบูรณ์แบบและไม่มีวันพลาด เสียงนั้นไม่ใช่เสียงของพ่อ แต่เป็นเสียงในหัวของเขาเอง

เสียงที่ฝังอยู่มานานจนแยกไม่ออกแล้วว่ามันเป็นความคาดหวังของใครกันแน่ ปราชญ์สูดลมหายใจลึกๆ ก่อนจะก้าวเท้าเดินเข้าไปในตึกเรียน

บทถัดไป