บทที่ 2 ของเดิมพัน

ณ โรงพยาบาลคณะแพทย์

โถงทางเดินของโรงพยาบาลสว่างสะอาด

กลิ่นแอลกอฮอล์เจือจางลอยปะปนกับกลิ่นยาฆ่าเชื้อ เสียงฝีเท้าของแพทย์ พยาบาล และนักศึกษาแพทย์ดังสลับกับเสียงล้อเตียงคนไข้ที่เข็นผ่านไปมา ปราชญ์สะพายกระเป๋าเอกสารไว้บนไหล่ เสื้อกาวน์สีขาวพาดแขนอย่างเรียบร้อย

ก้าวเดินด้วยจังหวะนิ่ง สุขุม จนใครที่เดินสวนทางต่างก็หันมามอง

“พี่ลูก้า สวัสดีค่ะ” นักศึกษาปี 3 คนหนึ่งเอ่ยทักทายเขา

“อรุณสวัสดิ์ครับพี่หมอ” นักศึกษาชายปี 1 ที่เดินผ่านมาเป็นคนที่ 2 ก็ทักทายเขาเช่นกัน

“พี่ปราชญ์ วันนี้เข้าเวรใช่ไหมครับ” รุ่นน้องอีกคนที่เดินสวนเขาก็ทักทายเขา เขาพยักหน้ารับทุกเสียงทักทาย ยิ้มบางๆ ตามมารยาทที่เคยชิน

กำลังจะเลี้ยวเข้าทางเดินฝั่งอายุรกรรม โทรศัพท์ในกระเป๋าเสื้อกาวน์ก็สั่นขึ้น เขาหยิบขึ้นมาดูหน้าจอ

ขุนเขาหรือขุนเพื่อนสนิทในกลุ่มของเขาที่มีอยู่ไม่กี่คน ปราชญ์ชะงักนิดหนึ่งก่อนจะกดรับสาย

“ว่าไงขุน” เสียงปลายสายหัวเราะเบาๆ ทันที

“โห พี่หมอรับสายไวผิดปกติ หรือวันนี้อารมณ์ดีเป็นพิเศษครับ” ปราชญ์เหลือบตามองพยาบาลที่เดินผ่าน ก่อนจะเดินหลบไปยืนตรงมุมเงียบใกล้หน้าต่าง

“มีอะไรก็พูดมา อย่าอ้อม”

“โห ดุเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนเลยนะ” ขุนเขาหัวเราะ

“ก็แค่อยากชวนเพื่อนไปพักผ่อนบ้างอะไรบ้าง”

“พูดมาเลยดีกว่าว่าจะลากฉันไปไหน”

“ศุกร์นี้ไปกินเหล้ากันไหมวะ” เสียงปลายสายพูดตรงขึ้น

“แกหายหัวไปจากวงเพื่อนนานเกินไปแล้วนะลูก้า” ปราชญ์นิ่งไปครู่หนึ่ง สายตาหันออกไปมองวิวตึกโรงพยาบาลสูงตระหง่าน

“ฉันมีเวร”

“เวรทุกสัปดาห์!” ขุนเขารีบแย้งทันที

“นี่แกเป็นคนหรือเป็นหุ่นยนต์วะ ตั้งแต่ปีหนึ่งจนปีหก ไม่เคยเห็นแกหลุดจากตารางชีวิตเลย” ปราชญ์เผลอยิ้มมุมปาก

“แล้วมันผิดตรงไหน”

“มันไม่ผิดหรอก แต่มันน่าเป็นห่วง” คำพูดนั้นทำให้ปราชญ์นิ่งไปเล็กน้อย ขุนเขาพูดต่อเสียงเบาลง

“แกไม่ต้องเก่งตลอดเวลาก็ได้นะลูก้า แกเป็นคน ไม่ใช่เครื่องจักร” ปราชญ์หลับตาแผ่วๆ เหมือนคำพูดนั้นไปแตะบางอย่างในใจ

“แล้วจะให้ไปที่ไหน” เขาถามกลับในที่สุด ปลายสายเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหัวเราะอย่างพอใจ

“เฮ้ย! นี่คือมีลุ้นใช่ไหม”

“ฉันยังไม่ได้ตกลง”

“โอเคๆ ฟังนะ วันศุกร์นี้ ร้านเดิม แก๊งเดิม ไม่มีคนแปลกหน้า มีแค่เพื่อนๆ ที่รู้จักแกจริงๆ” ปราชญ์เงียบเหมือนกำลังชั่งใจ เสียงของขุนเขารีบเสริมทันที

“แค่ไม่กี่ชั่วโมงก็ได้เว้ย ไม่ต้องดื่มหนัก แค่มานั่งคุย มานั่งหัวเราะ เหมือนเมื่อก่อน” คำพูดของขุนเขา ทำให้ภาพหลายอย่างผุดขึ้นในหัว เสียงหัวเราะ ความสบายใจ การไม่ต้องแบกรับความคาดหวังใดๆ ปราชญ์ถอนหายใจเบาๆ

“ก็ได้” ปลายสายเงียบไปหนึ่งวินาที ก่อนจะระเบิดเสียงดีใจออกมา

“เฮ้ย! จริงดิ! พูดแล้วนะ ห้ามเบี้ยว!” ปราชญ์ส่ายหัวกับความเว่อร์ของเพื่อน

“ถ้ามีเคสด่วน ฉันอาจต้องไป”

“โอเค เข้าใจหมอครับ แต่แค่นี้ก็ดีมากแล้ว” ปราชญ์กำลังจะวางสาย แต่ขุนเขาพูดแทรกขึ้นมาก่อน

“ลูก้า”

“อะไรอีก”

“ดีใจนะเว้ย ที่แกยังเลือกเพื่อนอยู่บ้าง”

“อืม” เขากดวางสาย แล้วเก็บโทรศัพท์กลับเข้ากระเป๋าเสื้อกาวน์ ยืนมองเงาสะท้อนของตัวเองบนกระจกหน้าต่าง ก่อนจะพึมพำเบาๆ กับตัวเอง

“สักครั้ง คงไม่เป็นไรหรอกมั้ง” แล้วเขาก็ก้าวเท้าเดินต่อ กลับเข้าสู่โลกของความรับผิดชอบอีกครั้ง โดยไม่รู้เลยว่าคืนวันศุกร์นี้ จะเป็นจุดเปลี่ยนบางอย่างในชีวิตของเขาอย่างแท้จริง

คืนวันศุกร์

เสียงเพลงในร้านดังคลอไปกับแสงไฟสลัวหลากสี บรรยากาศอบอวลด้วยเสียงหัวเราะ กลิ่นแอลกอฮอล์ และความคึกคักของคืนวันเสาร์

โต๊ะมุมหนึ่งของร้าน ชายหนุ่มสี่คนกำลังนั่งล้อมวงกันอยู่ ลูก้า ภาม กาย ขุนเขา

“เฮ้ย แกนี่มาได้จริงๆ ด้วยว่ะ” กายยกแก้วขึ้นยิ้ม “นึกว่าจะโดนเวรลากกลับไปก่อนซะอีก” ปราชญ์ยกแก้วชนเบาๆ

“ไม่มีใครมาลากกูได้หรอก ถ้าคิดจะมา” ภามหัวเราะ

“โห พี่หมอเริ่มเปรี้ยวแล้วนะเนี่ย” ขุนเขานั่งเอนหลังพิงโซฟา มองเพื่อนทั้งสามด้วยสายตาพอใจ

“เห็นไหมล่ะ กูบอกแล้วว่า ถ้าลากมันออกมาจากโรงพยาบาลได้ โลกมันจะสดใสขึ้นทันที” ปราชญ์ส่ายหัว

“เว่อร์” แต่ถึงจะพูดแบบนั้น เขาก็รู้ตัวดีว่าตัวเองรู้สึกผ่อนคลายกว่าที่คิด และแล้วสายตาก็สะดุดกับใครบางคน ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่ สายตาของทั้งสี่คนเริ่มเหลือบไปที่โต๊ะฝั่งตรงข้าม หญิงสาวคนหนึ่งนั่งอยู่ตรงนั้น เดรสสีครีมเรียบๆ ผมยาวปล่อยสลวย ใบหน้าหวานนิ่ง ดวงตาดูสงบ แตกต่างจากความวุ่นวายรอบตัว เพื่อนๆ ของเธอลุกออกไปเต้นกันหมดแล้ว เหลือเพียงเธอที่นั่งดื่มเงียบๆ อยู่คนเดียว

“เฮ้ย” กายกระซิบ

“มองคนนั้นดิ” ภามเหลือบตามอง แล้วก็ชะงักไปเล็กน้อย

“น่ารักว่ะ” ขุนเขายิ้มมุมปาก

“ไม่ใช่น่ารักธรรมดานะ นั่นมันน่ามองจนละสายตาไม่ได้เลยต่างหาก” ปราชญ์ไม่ได้พูดอะไร แต่สายตาของเขาก็เผลอมองไปทางเธอบ่อยกว่าที่ตั้งใจ หญิงสาวคนนั้นดูนิ่ง ไม่พยายามเรียกร้องความสนใจ แต่กลับดึงดูดอย่างประหลาด ขุนเขาหันมามองหน้าเพื่อนทั้งโต๊ะ ก่อนจะยิ้มเหมือนคิดอะไรสนุกได้

“เฮ้ย… เล่นเกมกันไหมวะ” กายเลิกคิ้ว

“เกมอะไรของมึงอีก” ขุนเขาพยักพเยิดไปทางหญิงสาว

“เห็นโต๊ะนั้นไหม” ภามยิ้ม

“อย่าบอกนะว่า”

“ใช่” ขุนเขายิ้มกว้าง

“ใครจีบเธอติดก่อน คนนั้นชนะ” ปราชญ์ขมวดคิ้วทันที

“ไร้สาระ” แต่ขุนเขายังไม่หยุด

“และรางวัลคือ” เขาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา เปิดรูปตั๋วในเครื่อง

“ตั๋วเครื่องบินไปอังกฤษ ไปดูฟุตบอลนัดใหญ่ที่แกอยากไปดูตั้งแต่ปีหนึ่ง” ปราชญ์ชะงัก กายถึงกับอ้าปาก

“เฮ้ย ของจริงดิ!” ภามหัวเราะ

“เกมนี้โคตรไม่แฟร์ ถ้ารางวัลขนาดนี้” ปราชญ์ส่ายหน้า

“อย่าเอาผู้หญิงมาเป็นของเดิมพัน” ขุนเขามองเพื่อนนิ่งขึ้น ก่อนจะพูดเสียงจริงจังกว่าเดิม

“ไม่ได้มองว่าเป็นของเดิมพันเว้ย แค่อยากให้แกออกไปใช้ชีวิตบ้าง” ปราชญ์นิ่งไป กายรีบเสริม

“เอาน่า ถือว่าเล่นสนุกๆ ไม่ได้ทำร้ายใครสักหน่อย” ภามพยักหน้า

“ถ้าเธอไม่สนใจ ก็จบ” ปราชญ์ถอนหายใจยาว ก่อนจะพูดเสียงเรียบ

“ก็ได้” ขุนเขายิ้มทันที

“โอเค เกมเริ่ม!” พวกเขาเริ่มเดินเข้าไปทีละคน ภามเป็นคนแรก เข้าไปยิ้มหล่อ พูดจานุ่มนวล แต่กลับมาแบบเกาหัวแกรก

“เธอบอกว่าขออยู่เงียบๆ ดีกว่า”

กายเป็นคนที่สอง มั่นใจยิ่งกว่าเดิมแต่กลับแพ้ยับ

“เธอบอกว่าฉันพูดมากเกินไป”

ขุนเขาเป็นคนที่สาม ด้วยความเจ้าคารมระดับตัวพ่อ แต่คราวนี้ กลับไม่ได้ผล

“เธอบอกว่า ไม่ชอบคนเจ้าชู้” ทั้งสามคนนั่งลงพร้อมกัน หันมามองปราชญ์เป็นตาเดียว ขุนเขายิ้ม

“ตาพระเอกแล้วครับคุณหมอ” ปราชญ์หลับตาแผ่วๆ ก่อนจะลุกขึ้นยืน และเมื่อเขาเดินเข้าไปหาเธอ ปราชญ์เดินไปหยุดตรงหน้าโต๊ะนั้น หญิงสาวเงยหน้าขึ้นมอง ดวงตาของเธอชะงักไปทันที ไม่ใช่เพราะตกใจ แต่เพราะ…

“หน้าเหมือน…” เธอเผลอพึมพำออกมา ปราชญ์เลิกคิ้วเล็กน้อย

“เหมือนใครเหรอครับ” เธอหลุดยิ้มเขิน

“พระเอกซีรีส์จีนที่ฉันชอบ…” คำตอบของเธอ

ทำให้ปราชญ์เผลอยิ้มออกมาจริงๆ เป็นครั้งแรกของคืนนี้ ไม่ใช่รอยยิ้มสุภาพแต่เป็นรอยยิ้มที่มาจากข้างใน

“งั้นผมคงต้องขอบคุณเขาแล้วล่ะครับ” เขาพูดเบาๆ “ที่ทำให้ผมมีโอกาสได้นั่งคุยกับคุณ”

หัวใจของเกล้าแก้ว เต้นแรงขึ้นโดย

ไม่รู้ตัว

และในวินาทีนั้นเอง ทั้งคู่ไม่รู้เลยว่าเกมเดิมพันเล็กๆ ของเพื่อน กำลังจะกลายเป็นจุดเริ่มต้นของความรู้สึกที่จริงจังเกินกว่าที่ใครคาดคิดไว้

บทก่อนหน้า
บทถัดไป