บทที่ 3 ที่เงียบๆ
แสงไฟสีอุ่นในร้านสลัวลงเล็กน้อย เสียงเพลงเปลี่ยนเป็นจังหวะช้าลง เหมือนตั้งใจให้บรรยากาศทั้งร้านค่อยๆ ผ่อนคลายตามแอลกอฮอล์ในแก้ว เกล้าแก้ววางแก้วลงเบาๆ ก่อนจะเงยหน้ามองชายหนุ่มตรงหน้า ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่ บทสนทนาของพวกเขาก็ลื่นไหลอย่างเป็นธรรมชาติ
“คุณเรียนแพทย์ปีหกจริงๆ เหรอคะ” เธอถามด้วยน้ำเสียงสนใจ
“ดูไม่เหมือนคนใกล้เรียนจบเลย ยังดูเหมือนเฟรชชี่อยู่เลย” ปราชญ์ยิ้มมุมปาก
“ส่วนคุณก็ดูไม่เหมือนคนที่ชอบมาผับเท่าไหร่เหมือนกัน” เกล้าแก้วหัวเราะเบาๆ
“ก็ไม่ค่อยมาเหมือนกันค่ะ มากับเพื่อนเฉยๆ” คำตอบนี้เพื่อรักษาภาพพจน์เท่านั้น ความจริงแล้วเธอมาบ่อย แต่ไม่ได้มาเพื่อตกผู้ชาย มาเพื่อคลายเครียดจากการเรียนอันหนักหน่วงเท่านั้น
“แล้วเรียนคณะอะไรครับ”
“พยาบาล ปีสี่ค่ะ” สายตาของปราชญ์เปลี่ยนไปนิดหนึ่ง ไม่ใช่แค่สนใจแต่เป็นความรู้สึกแบบเข้าใจ
“เหนื่อยไหมครับ” เขาถามเสียงเบาลง “คณะนี้ ใช้ความอดทนสูงมาก” เกล้าแก้วชะงักเล็กน้อย ก่อนจะยิ้มบางๆ
“เหนื่อยค่ะ แต่ก็อยากทำ” แค่ประโยคสั้นๆ กลับทำให้ปราชญ์มองเธอต่างออกไปจากเดิม ไม่ใช่แค่สวย แต่เป็นความสวยที่มาพร้อมความตั้งใจ ความอ่อนโยน และความอดทนในแบบที่คนเรียนสายแพทย์เท่านั้นจะเข้าใจ
บทสนทนาดำเนินต่อไปเรื่อยๆ เรื่องเวร เรื่องคนไข้ เรื่องชีวิตในมหาวิทยาลัย เรื่องฝันในอนาคต เสียงหัวเราะของเกล้าแก้วดังขึ้นบ่อยขึ้น แก้มเริ่มมีสีระเรื่อ สายตาเริ่มหวานลงโดยไม่รู้ตัว ในใจของเธอยอมรับตรงๆ ว่า เธอชอบหน้าตาเขามาก ยิ่งได้คุยยิ่งเหมือนพระเอกซีรีย์จีนที่เธอชอบ เธอชอบสายตานิ่งๆ น้ำเสียงนุ่มๆ
และความสุภาพที่ไม่ได้เสแสร้ง
ส่วนปราชญ์เองก็ยอมรับกับตัวเองเงียบๆ ว่า ผู้หญิงตรงหน้าสวยแบบสบายตา และยิ่งคุยยิ่งรู้สึกอยากคุยต่อ
บนฟลอร์เต้น เพื่อนของเกล้าแก้วยังคงสนุกสุดเหวี่ยง ไม่มีใครสังเกตเลยว่าเพื่อนตัวเองไม่ได้อยู่คนเดียวนานแล้ว
อีกมุมหนึ่งของร้าน
โต๊ะของปราชญ์ ภาม กาย และขุนเขา นั่งมองภาพตรงหน้าด้วยความรู้สึกเดียวกันโดยไม่ต้องพูด แพ้แบบหมดรูป
“แม่ง” กายถอนหายใจ
“มันไม่ต้องพยายามอะไรเลยว่ะ” ภามพยักหน้า
“แค่นั่งเฉยๆ ผู้หญิงก็ยิ้มให้ทั้งคืนแล้ว” ขุนเขามองเพื่อนสนิทของตัวเอง
แววตานั้น ไม่ใช่สายตาของคนเล่นเกมเดิมพันอีกต่อไป แต่มันเป็นสายตาของคนที่เริ่มรู้สึกจริง เมื่อความเมาทำให้ใจกล้าขึ้น เวลาผ่านไปอีกพักใหญ่ แก้วบนโต๊ะเพิ่มจำนวนขึ้น โลกของ ทั้งสองคนเริ่มหมุนช้าลง แต่หัวใจกลับเต้นแรงขึ้น เกล้าแก้วเอนหลังพิงโซฟาเบาๆ หัวเราะกับมุกของปราชญ์อย่างไม่ระวังตัว ต่างจากตอนแรกที่ยังเก็บท่าที ปราชญ์มองเธอก่อนจะพูดออกมาช้าๆ
“คุณเมาแล้วนะครับ”
“นิดเดียว…” เธอยิ้ม
“คุณก็เหมือนกัน” เขาหัวเราะเบาๆ ก่อนจะเงียบไปครู่หนึ่ง เหมือนกำลังคิดอะไรบางอย่าง แล้วในที่สุด ก็เอ่ยออกมา
“ถ้าผมชวนคุณ ไปนั่งต่อที่ที่เงียบกว่านี้ คุณจะโอเคไหมครับ” เกล้าแก้วเงยหน้ามองเขา สบตากันตรงๆ
“ที่ไหนเหรอคะ”
“โรงแรมใกล้ๆ นี้” เสียงของเขานุ่มและตรงไปตรงมา
“เป็นโรงแรมห้าดาว นั่งคุยได้สบายกว่าในนี้” หัวใจของเธอเต้นแรง รู้ดีว่ามันคือการก้าวไปอีกขั้นหนึ่ง ไม่รู้ว่าจะนั่งคุยหรือนอนคุย แต่ทำไมเธอถึงรู้สึกว่าอยากไปกับเขา ในสายตาของเขาไม่มีความน่ากลัวมีแต่ความนิ่งและจริงใจ เธอนิ่งไปไม่กี่วินาทีก่อนจะพยักหน้าเบาๆ
“…ได้ค่ะ” แล้วทั้งสองก็ลุกขึ้นไปด้วยกัน
ปราชญ์หยิบกระเป๋าสตางค์ จัดการจ่ายค่าเครื่องดื่ม ก่อนจะหันมามองเธอ
“ไปกันเถอะครับ” เกล้าแก้วลุกขึ้นยืนตาม หัวใจเต้นแรงกว่าตอนอยู่บนฟลอร์เต้นเสียอีก ทั้งสองเดินออกจากร้านเคียงข้างกัน ผ่านสายตาของเพื่อนๆ เขาไป ส่วนเพื่อนๆของเธอยังสนุกกับการเต้นไม่รู้เลยว่าเกล้าแก้วกำลังจะออกไปจากผับ
ประตูผับปิดลงด้านหลัง เหลือเพียงความเงียบของถนนยามค่ำคืน และจุดเริ่มต้นของเรื่องราวบางอย่าง ที่ไม่มีใครรู้เลยว่าจะพาไปไกลแค่ไหน
รถสปอร์ตสีดำเคลื่อนตัวออกจากหน้าผับอย่างนุ่มนวล เสียงเพลงเบาๆ ดังคลออยู่ในรถ แทนที่เสียงอึกทึกเมื่อครู่ ภายในรถบรรยากาศเงียบกว่าที่ควรจะเป็นแต่กลับไม่อึดอัด เกล้าแก้วนั่งอยู่เบาะข้างคนขับ พิงศีรษะกับพนักเบาๆ แก้มยังขึ้นสีระเรื่อจากแอลกอฮอล์ ดวงตาพร่าเล็กน้อยแต่เป็นประกาย ปราชญ์มองถนนตรงหน้า พยายามตั้งสมาธิให้ดี แม้หัวจะเบาๆ ไม่ต่างจากเธอ
“คุณขับรถตอนเมาแบบนี้ ไม่อันตรายเหรอคะ” เสียงของเธอเบา แต่ใกล้กว่าปกติ เขาหันไปมองเธอแวบหนึ่ง
“ผมไม่ได้เมาขนาดนั้นครับ แค่รู้สึกมึนๆ” เกล้าแก้วยิ้ม
“โกหกไม่เก่งเลยนะคะ” คำพูดของเธอทำให้ปราชญ์หลุดหัวเราะเบาๆ เสียงหัวเราะที่ต่างจากตอนอยู่กับเพื่อน มันอ่อนกว่า และจริงใจกว่า
“แล้วคุณล่ะครับ” เขาถามกลับ
“เมาไหม” เธอเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย สบตาเขาตรงๆ ใกล้กว่าที่ควรจะเป็น
“นิดเดียวค่ะ…” แล้วก็พูดต่อเบาๆ เหมือนสารภาพ “แต่น่าจะเมาเพราะบรรยากาศมากกว่า”
ปราชญ์ชะงักไปเสี้ยววินาที ก่อนจะหันกลับไปมองถนน หัวใจเต้นแรงขึ้นอย่างควบคุมไม่ได้ ความใกล้ที่ไม่ได้ตั้งใจ รถติดไฟแดง ทั้งคันหยุดนิ่ง ความเงียบเข้ามาแทนที่เสียงเครื่องยนต์ เกล้าแก้วขยับตัวเล็กน้อย แขนของเธอเผลอไปแตะกับแขนของเขา แค่สัมผัสเบาๆ แต่เหมือนไฟฟ้าวิ่งผ่าน เธอชะงัก เขาก็ชะงัก แต่ไม่มีใครดึงแขนหนีทันที มีเพียงความเงียบและจังหวะหัวใจที่ดังขึ้นเรื่อยๆ เกล้าแก้วเป็นฝ่ายหลบสายตาก่อน หัวเราะกลบเกลื่อนเบาๆ
“รถคุณ กลิ่นหอมดีนะคะ” ปราชญ์ยิ้มมุมปาก
“คุณกำลังเปลี่ยนเรื่องใช่ไหมครับ” เธอหันมามองเขาตาเป็นประกาย
“คุณจับได้อีกแล้วนะ” เขาหัวเราะเบาๆ ก่อนจะพูดเสียงนุ่ม
“เพราะคุณอ่านง่ายกว่าที่คิด” คำตอบทำให้เกล้าแก้วนิ่งไป ก่อนจะพูดออกมาช้าๆ
“แต่คุณอ่านยากมากเลยนะคะ” ปราชญ์เหลือบตามองเธอ
“เหรอครับ”
“ค่ะ” เธอพยักหน้าเบาๆ “ตอนแรกคิดว่าคุณเย็นชา แต่พอคุยไปเรื่อยๆ มันไม่ใช่เลย”
ไฟแดงเปลี่ยนเป็นไฟเขียว รถค่อยๆ เคลื่อนต่อ แต่บทสนทนาในรถ กลับหยุดนิ่งไปชั่วขณะ เพราะต่างคนต่างรู้ดีว่าคำพูดนั้นมีความหมายมากกว่าที่พูดออกมา พวกเขาเมาจนใจเริ่มพูดแทนเหตุผล เกล้าแก้วเอนศีรษะพิงกระจก เสียงเธอเบาลงอ่อนลง
“คุณรู้ไหม…” เธอพูดเหมือนคิดดังๆ
“ฉันไม่เคยขึ้นรถผู้ชายที่เพิ่งเจอกันคืนแรกแบบนี้เลยนะ” ปราชญ์ขมวดคิ้วเล็กน้อย
“แล้วทำไมวันนี้ถึงขึ้นล่ะครับ” เธอหันมามองเขา
ยิ้มบางๆ สายตาซื่อตรงเกินกว่าจะโกหก
“ไม่รู้เหมือนกันค่ะ แค่รู้สึกว่ากำลังมากับพระเอกซีรีย์ที่ชอบ” คำตอบของเธอทำให้มือของปราชญ์ที่จับพวงมาลัยแน่นขึ้นเล็กน้อย ไม่ใช่เพราะกังวล แต่เพราะรู้สึกบางอย่างที่ไม่คุ้นเคยกำลังก่อตัวขึ้นในใจ เขาหันไปมองเธออีกครั้ง คราวนี้สายตาอ่อนลงชัดเจน
“คุณไว้ใจผมเกินไปนะครับเกล้าแก้ว” เธอหัวเราะเบาๆ
“ไม่เกินไปหรอกค่ะ ฉันเชื่อในสัญชาตญาณของตัวเอง” ทั้งคู่เงียบไปอีกครั้ง แต่ความเงียบคราวนี้กลับเต็มไปด้วยความรู้สึกที่พูดออกมาไม่หมด รถยังคงแล่นไปข้างหน้า ไฟถนนทอดยาว เงาของทั้งสองคนสะท้อนบนกระจกหน้ารถ ใกล้กันกว่าที่คิด ใกล้เหมือ
นหัวใจที่กำลังค่อยๆ ขยับเข้าหากันโดยไม่รู้ตัว และโรงแรมห้าดาวที่ปลายทางก็กำลังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ
