บทที่ 7 คนที่ไม่รู้จักกัน

แสงแดดยามเช้าสาดลอดผ่านม่านบางทอดตัวลงบนผ้าปูเตียงสีขาวอย่างแผ่วเบา เกล้าแก้วขยับตัวเล็กน้อย ก่อนจะค่อยๆ ลืมตาขึ้นมาอย่างงุนงง หัวใจเต้นแรงทันทีที่สติเริ่มกลับมา ภาพของเมื่อคืนค่อยๆ ไหลย้อนกลับเข้ามา รอยยิ้ม เสียงหัวเราะ ความใกล้ชิดและการตัดสินใจที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่เธอ ตกอยู่ภายใต้การครอบงำของฤทธิ์แอลกอฮอล์

“ตายแล้ว” เธอพึมพำกับตัวเองเบาๆ ความรู้สึกร้อนวูบวาบแล่นขึ้นมาที่ใบหน้า ความอายที่ถาโถมเข้ามาแทนที่ความมึนเมา เกล้าแก้วค่อยๆ หันหน้าไปทางด้านข้าง

และในวินาทีนั้นหัวใจก็เต้นแรงขึ้นอีกเท่าตัว

ปราชญ์ยังคงหลับอยู่ ใบหน้าสงบนิ่ง ลมหายใจสม่ำเสมอ ต่างจากภาพลักษณ์สุขุมในคืนก่อน ตอนนี้เขาดูอ่อนโยนและไกลเกินเอื้อมอย่างประหลาด เธอมองเขาอยู่เพียงไม่กี่วินาที แต่ก็ยาวนานพอจะทำให้ใจสั่น

“ฉันทำอะไรลงไปเนี่ย” ความคิดนั้นดังชัดในหัว เกล้าแก้วรีบลุกขึ้นจากเตียงอย่างเงียบที่สุด กลัวแม้กระทั่งเสียงผ้าปูจะปลุกเขาให้ตื่น เธอกวาดตามองหาข้าวของ หยิบเสื้อผ้าขึ้นมาใส่ด้วยมือที่ยังสั่นเล็กน้อย ทุกการเคลื่อนไหวเต็มไปด้วยความรีบเร่ง และความรู้สึกผิดที่อธิบายไม่ได้

ก่อนจะออกจากห้องเธอชะงัก หันกลับไปมองชายที่ยังหลับอยู่บนเตียงอีกครั้ง ดวงตาอ่อนลงเพียงเสี้ยววินาที เหมือนอยากพูดอะไรสักอย่าง แต่สุดท้ายก็เลือกเก็บมันไว้ในใจ

เกล้าแก้วหยิบกระเป๋าเปิดประตูออกไป และปิดมันลงอย่างแผ่วเบา เสียงประตูนั้นไม่ได้ดังพอจะปลุกใคร แต่กลับดังชัดในหัวใจของเธอเอง

เธอเดินออกจากโรงแรมหรู พร้อมกับความรู้สึกว่างเปล่าปนเขินอาย และคำถามมากมายที่ยังไม่มีคำตอบ โดยไม่รู้เลยว่าการจากไปอย่างเงียบๆ ของเธอ กำลังจะกลายเป็นจุดเริ่มต้นของความปั่นป่วนในหัวใจของใครอีกคนหนึ่ง

แสงเช้าส่องผ่านม่านเข้ามาอย่างไม่ปรานี

มันสว่างเกินไป สำหรับร่างกายที่ยังไม่พร้อมตื่น

ปราชญ์ขยับตัว ลืมตาขึ้นช้าๆ ความง่วงยังคงคลุมอยู่ แต่สติกลับมาเร็วกว่าที่คิด แขนข้างหนึ่งที่เคยมีน้ำหนักอุ่นๆ พิงอยู่กลับพบเพียงความว่างเปล่า เขาหันหน้าไปมองข้างเตียง ผ้าปูเรียบตึง มีรอยหยดเลือดเป็นวงๆ อยู่ที่ภาพปู ไม่มีใครนอนอยู่ตรงนั้นแล้ว หัวใจของเขากระตุกวูบ เพราะไม่คิดว่าเธอจะทำแบบนี้

ปราชญ์ลุกขึ้นนั่ง กวาดตามองไปรอบห้อง เสื้อผ้าของเธอหายไป กระเป๋าก็เช่นกัน ทุกอย่างเรียบร้อย และจบลงอย่างเงียบๆ

เขาเอนหลังพิงหัวเตียงถอนหายใจยาว ไม่มีแม้แต่ความรู้สึกถูกทิ้ง มีเพียงความเข้าใจแบบที่เจ็บนิดๆ

“เธอคงไม่อยากให้มันยุ่งยาก” เขาพึมพำกับตัวเองเบาๆ เขาไม่รู้อะไรเกี่ยวกับตัวเธอเลย นอกจากชื่อที่เขาได้ยินจากปากเธอเมื่อคืน เกล้าแก้วชื่อที่ฟังดูอ่อนโยน แต่การตัดสินใจกลับเด็ดขาดกว่าที่คิด

ปราชญ์ไม่ได้คิดว่าเธอหนี ไม่ได้คิดว่าเธอเสียใจ เขาเลือกจะเชื่อว่าเธอแค่ไม่ต้องการให้เรื่องมันวุ่นวายไปกว่านี้ และที่สำคัญเธอคงไม่ต้องการความรับผิดชอบจากเขา เรื่องของเขาและเธอมันเกิดเพราะความเมา เพราะฉะนั้นทุกอย่างมันจบแบบนี้ก็ดีแล้ว

“แบบนี้ก็ดีแล้ว” เขาบอกตัวเองอีกครั้งเหมือนย้ำ ชีวิตของเขายุ่งพออยู่แล้ว แพทย์ปีหก ลูกชายคนโตของปริ้น ปวรนันท์ ความคาดหวัง หน้าที่ และอนาคตที่ถูกขีดเส้นไว้ชัดเจน เธอไม่จำเป็นต้องเข้ามาอยู่ในสมการนั้น

ปราชญ์ลุกขึ้น เดินไปเปิดม่าน มองเมืองยามสายที่กำลังตื่น โลกยังหมุนต่อ ไม่มีอะไรเปลี่ยน เหมือนคืนที่ผ่านมาไม่เคยเกิดขึ้น เขาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา นิ่งมองหน้าจอสักพัก ก่อนจะวางมันลงโดยไม่ทำอะไร ไม่มีอะไรให้ตามหา ไม่มีอะไรให้ยื้อ เขาเลือกจะเก็บเรื่องนั้นไว้เป็นเพียงความทรงจำหนึ่ง ที่ผ่านเข้ามาในช่วงเวลาที่หัวใจอ่อนล้า และถ้าเธอเลือกแบบนั้นจริงๆ เขาก็จะเคารพมัน เพราะบางความสัมพันธ์ ไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่ออยู่ต่อ แค่เพื่อทำให้เรารู้สึกว่าครั้งหนึ่งมันเคยเกิดขึ้น

โรงพยาบาลเอกชนกลางเมืองในเช้าวันธรรมดา

เต็มไปด้วยความเร่งรีบ เสียงรองเท้า เสียงล้อเตียง และเสียงประกาศเรียกชื่อผู้ป่วย เกล้าแก้วยืนอยู่หน้าห้องพยาบาล ในชุดนักศึกษาพยาบาลปีสี่ ผมถูกรวบเรียบร้อย ใบหน้าสดใสตามหน้าที่ แต่หัวใจกลับเต้นไม่เป็นจังหวะตั้งแต่ก้าวเข้ามาในตึก

เธอกำลังจะหันไปหยิบแฟ้มจากชั้น แต่เพียงแค่เหลือบตาขึ้นมาโดยบังเอิญ โลกทั้งใบก็หยุดลงตรงหน้า ชายในเสื้อกาวน์สีขาว ป้ายชื่อ Extern คล้องอยู่ที่อก รูปร่างสูงโปร่ง ใบหน้าคุ้นเคยเกินกว่าจะเป็นแค่ใครสักคน เขาคือปราชญ์ เขายืนอยู่ตรงนั้น หัวใจของเกล้าแก้วสั่นขึ้นมาทันที มือที่จับแฟ้มแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว ลมหายใจสะดุด ภาพความทรงจำคืนนั้นพุ่งเข้ามาโดยไม่ขออนุญาต เธอเห็นเขา และในวินาทีนั้นเธอมั่นใจว่าเขาก็เห็นเธอ

สายตาของปราชญ์หยุดอยู่ที่เธอเพียงเสี้ยววินาที แต่มันทำให้หัวใจเขาเต้นแรงจนต้องข่มไว้ เป็นไปไม่ได้…ความคิดแรกแล่นเข้ามา ก่อนจะตามด้วยความตกใจที่เขาซ่อนเก่งเกินไป ในใจของเขาทุกอย่างพังทลายลงไปตั้งแต่วันนั้น

ไปพร้อมการจากไปอย่างเงียบงันในเช้าวันนั้น ทั้งหมดกลับมายืนอยู่ตรงหน้าเขา ในสถานที่ที่ไม่ควรจะเจอเธอเลยสักนิด

หัวใจเขาเต้นแรง แรงจนต้องบังคับตัวเองให้เดินต่อ ปราชญ์ขยับตัวเดินผ่านเธอไป สายตาไม่หยุดทัก ไม่แม้แต่จะชะลอ เหมือนคนแปลกหน้า เหมือนเธอไม่เคยมีตัวตนในชีวิตเขามาก่อน

แต่มือของเขากำหมัดแน่นจนปลายนิ้วชา อย่ามอง อย่าทำให้มันยุ่งยาก เธอเลือกแบบนั้นแล้วเขาบอกตัวเองซ้ำๆ เหมือนเป็นคำสั่ง

เกล้าแก้วยืนแข็งอยู่ตรงนั้น รู้สึกเหมือนอากาศรอบตัวบางลงอย่างฉับพลัน เขา…ไม่ทัก ไม่แม้แต่จะมองเธออีกครั้ง ความรู้สึกเย็นวาบไหลผ่านหัวใจ ไม่ใช่โกรธ ไม่ใช่เสียใจ แต่เป็นความอายและความเจ็บที่ค่อยๆ แทรกซึมเข้าไปในหัวใจ เขาคงลืมแล้ว หรือไม่ก็ไม่อยากจำ เธอหลบสายตาลงเม้มริมฝีปากแน่น พยายามรักษาสีหน้าของพยาบาลฝึกงานเอาไว้ให้ได้ ทั้งที่หัวใจกำลังสั่น

ปราชญ์เดินไปหยุดที่หน้าลิฟต์ เงาสะท้อนในกระจกเผยให้เห็นสีหน้าที่นิ่งเกินไป เขาไม่ได้หันกลับไป แต่รู้ดีว่าเธอยังยืนอยู่ตรงนั้น และรู้ดีว่าการเมินเฉยของเขา อาจทำร้ายเธอมากกว่าคำพูดใดๆ

มันก็ดีแล้ว เขาคิดทั้งที่ใจไม่ได้เชื่อแบบนั้นเลย ลิฟต์ปิดลงตัดภาพเธอออกจากสายตา แต่ไม่อาจตัดออกจากความรู้สึกได้

ส่วนเกล้าแก้ว ยืนมองประตูลิฟต์ที่ปิดสนิทนิ่งอยู่นานกว่าที่ควร เธอสูดลมหายใจลึก ก่อนจะบอกตัวเองเบาๆ

“เขาไม่ได้อยากรู้จักเราอีกแล้ว” ความจริงที่แสนเจ็บปวด แต่มันจำเป็น เพื่อให้เธอเดินต่อไปได้

ในโรงพยาบาลเดียวกัน

ช่วงบ่ายเสียงเรียกเคสฉุกเฉินดังขึ้นกลางโถงชั้นผู้ป่วย พยาบาลหลายคนขยับตัวทันที

“เคสผู้ป่วยชาย อายุห้าสิบแปด เจ็บหน้าอกเฉียบพลัน ส่งเข้าห้องตรวจด่วนค่ะ” เกล้าแก้วสะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะรีบคว้าแฟ้ม ตั้งสติและเดินตามทีมเข้าไปอย่างรวดเร็ว เธอหยุดชะงักเพียงเสี้ยววินาที เมื่อเห็นคนที่ยืนอยู่ปลายเตียง เสื้อกาวน์สีขาวสีหน้าสงบ น้ำเสียงนิ่งและชัดเจน ปราชญ์กำลังทำให้หัวใจของเธอเต้นแรง แต่สีหน้ายังคงเรียบ ไม่มีใครควรรู้ว่าทั้งสองคนเคยมีอะไรต่อกันมาก่อน

“คุณพยาบาล เตรียมอุปกรณ์ตรวจคลื่นหัวใจครับ” เสียงของเขาเป็นทางการ ไม่มีแม้แต่หางตาที่จะมองมาทางเธอ เกล้าแก้วพยักหน้า

“ค่ะ คุณหมอ” คำพูดที่ดูห่างเหินอย่างชัดเจนทำให้หัวใจเธอหวิววูบ ทั้งที่เป็นคำธรรมดาที่ใช้ทุกวัน

เธอทำงานตามขั้นตอนอย่างเคร่งครัด ส่งอุปกรณ์วัดสัญญาณชีพ จดบันทึกทุกการเคลื่อนไหวเป๊ะไม่มีผิดพลาด เพราะเธอไม่อยากให้เขาเห็นว่าเธอหวั่นไหวแค่ไหน

ปราชญ์รับอุปกรณ์จากมือเธอ โดยไม่ให้ถูกเนื้อต้องตัวเธอ ไม่สบตา เหมือนมือคู่นั้นเป็นเพียงมือของพยาบาลคนหนึ่ง

แต่ในใจเขามันไม่ง่ายขนาดนั้น กลิ่นอ่อนๆ ที่คุ้นเคย เสียงลมหายใจใกล้ตัว ระยะห่างที่แคบเกินไปสำหรับคนที่พยายามลืม เขาต้องกัดฟันบังคับตัวเองให้จดจ่ออยู่กับตัวเลขบนหน้าจอ ไม่ใช่ใบหน้าของเธอ เธอทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

ก็ดีแล้ว...เขาบอกตัวเอง ทั้งที่ใจไม่ได้สงบตามนั้นเลย

“ค่าออกซิเจนปกติค่ะ” เกล้าแก้วรายงานเสียงนิ่ง

“ครับ” ปราชญ์ตอบสั้นๆ สายตายังอยู่ที่ผู้ป่วย ไม่มีคำถาม ทุกอย่างเป็นทางการจนเจ็บ

เคสผ่านไปอย่างราบรื่น ผู้ป่วยถูกส่งต่อไปยังหอผู้ป่วยวิกฤต เมื่อทุกอย่างเสร็จสิ้น ปราชญ์ก็ถอดถุงมือหันไปสั่งงานต่อทันที

“เคสนี้เฝ้าระวังอาการแน่นหน้าอก ถ้ามีอะไรผิดปกติ แจ้งผมทันทีครับ” เขาพูดกับทีมไม่ใช่กับเธอโดยตรง เกล้าแก้วพยักหน้า

“รับทราบค่ะ” เสียงของเธอเรียบท่าทางสงบ

แต่ข้างในเหมือนมีอะไรบางอย่างบีบแน่นอยู่ในอก

เขาเดินออกไป ผ่านเธอไป เหมือนเช้าแรกที่เจอกัน ไม่ทัก เกล้าแก้วยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะก้มหน้าลงมองแฟ้มในมือ เราเลือกแบบนี้เองก็ต้องรับให้ได้ เธอสูดลมหายใจลึกตั้งสติ แล้วเดินกลับไปทำหน้าที่ของตัวเองต่อ

ในโรงพยาบาลเดียวกัน ในเคสเดียวกัน คนสองคนที่รู้จักกันดีที่สุด กลับต้

องทำเหมือนเป็นแค่คนแปลกหน้าที่ทำงานร่วมกัน และนั่นเจ็บยิ่งกว่าการไม่เจอกันเลยเสียอีก

บทก่อนหน้า
บทถัดไป