บทที่ 8 ไม่รู้ตัว
บรรยากาศในวอร์ดช่วงสายเริ่มผ่อนคลายลง
เสียงเครื่องมือแพทย์ดังสม่ำเสมอ กลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อยังคงคละคลุ้งเหมือนทุกวัน เกล้าแก้วกำลังจัดแฟ้มประวัติผู้ป่วยอยู่ที่เคาน์เตอร์สีหน้าสงบ เหมือนเธอไม่เคยรู้สึกอะไรเป็นพิเศษกับใครในที่แห่งนี้ จนกระทั่งเสียงหนึ่งดังขึ้นข้างหลัง
“วันนี้ยุ่งไหมครับ น้องแก้ว” เธอหันไปตามเสียง และพบกับรอยยิ้มอบอุ่นของหมอคีตะ แพทย์ประจำวอร์ดอายุราวสามสิบต้นๆ บุคลิกสุภาพ พูดจาดี เป็นที่ชื่นชอบของทั้งคนไข้และเจ้าหน้าที่
“ก็… พอสมควรค่ะหมอ” เธอตอบยิ้มบางๆ หมอคีตะหัวเราะเบาๆ
“งั้นตอนพักกลางวัน ถ้าไม่ติดอะไร ไปกินข้าวด้วยกันไหมครับ ผมเลี้ยง” คำชวนที่ไม่ได้กดดัน เป็นธรรมชาติราวกับชวนกันเป็นปกติ เกล้าแก้วชะงักไปเพียงเสี้ยววินาที ก่อนที่สายตาของเธอจะเหลือบไปอีกมุมหนึ่งของวอร์ด ปราชญ์ยืนอยู่ตรงนั้นกำลังดูผลแลปในแฟ้ม ท่าทางนิ่งเหมือนทุกอย่างรอบตัวไม่เกี่ยวข้องกับเขาเลย เหมือนเขาไม่ได้สนใจเธอแม้แต่น้อย หัวใจของเกล้าแก้วกระตุกวูบ ความรู้สึกเจ็บเล็กๆ แล่นขึ้นมาโดยไม่ทันตั้งตัว เขาเมินเฉยเราได้ขนาดนี้ งั้นเราก็ไม่จำเป็นต้องแคร์เขาเหมือนกัน ความคิดนั้นผลักดันให้เธอเงยหน้าขึ้น ยิ้มให้หมอคีตะมากกว่าปกติเล็กน้อย
“ได้ค่ะหมอ” เสียงเธอนุ่ม ไม่เพียงแต่เสียงนุ่มเท่านั้น รอยยิ้มยังถูกส่งไปให้กับหมอคีตะ
“เดี๋ยวแก้วจัดงานตรงนี้เสร็จก่อนนะคะ” หมอคีตะดูพอใจ
“ตกลงครับ งั้นเที่ยงนี้เจอกันนะ” เขาหันหลังเดินจากไป โดยไม่รู้เลยว่าประโยคนั้นไปกระทบหัวใจของใครอีกคนอย่างจัง
ปราชญ์ยังคงยืนอยู่ที่เดิม มือจับแฟ้มแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว เขาได้ยินทุกคำ ได้เห็นรอยยิ้ม ได้เห็นสายตาของเธอที่ไม่เคยหันมาทางเขาแบบนั้นเลย อกข้างซ้ายรู้สึกแปลบ หายใจติดขัดเพียงเสี้ยววินาที แต่สีหน้ายังคงนิ่งสนิท เธอก็แค่ใช้ชีวิตของเธอมันไม่เกี่ยวกับเขา เขาบอกตัวเอง
ทั้งที่ใจเริ่มไม่เชื่อ
ตลอดช่วงเช้าปราชญ์ทำงานตามหน้าที่ สั่งเคส
ตรวจคนไข้ ตอบคำถามอาจารย์แพทย์ทุกอย่างปกติ ยกเว้นสายตาที่เผลอมองไปทางเธอบ่อยกว่าที่ควร เกล้าแก้วหัวเราะเบาๆ ตอนหมอคีตะเข้ามาคุย ก้มหน้ารับแก้วกาแฟที่อีกฝ่ายเอามาให้ พูดคุยอย่างเป็นกันเอง ภาพเหล่านั้นไม่ได้ผิด แต่กลับทำให้ลูก้ารู้สึกหงุดหงิดอย่างไร้เหตุผล ทำไมต้องยิ้มแบบนั้น ทำไมต้องดูสนิทกันขนาดนั้น เขาไม่ควรถามและไม่มีสิทธิ์จะถาม
ปราชญ์เดินผ่านโต๊ะพยาบาล หยุดยืนใกล้เกล้าแก้วโดยไม่ได้ตั้งใจ
“เคสเตียงห้า ถ้ามีอะไรผิดปกติ แจ้งผมทันทีนะครับ” เขาพูดเสียงเรียบเป็นทางการ เกล้าแก้วเงยหน้าขึ้นสบตาเขาเพียงเสี้ยววินาที ก่อนจะก้มลงอีกครั้ง
“ค่ะ คุณหมอ” คำตอบที่ดูห่างเหินนั้น ชัดเจนว่าเธอกำลังขีดเส้น ปราชญ์รู้สึกเหมือนโดนตอกย้ำอะไรบางอย่างในใจ แต่ก็ไม่พูดอะไรต่อ เพียงพยักหน้าแล้วเดินจากไป ในใจเขาเริ่มปั่นป่วน หึง…แต่ไม่อาจยอมรับ ไม่อาจแสดงออก และไม่อาจเรียกร้อง เพราะเขาเป็นคนเลือกทำเป็นไม่รู้จักเธอก่อน และตอนนี้เขากำลังเป็นฝ่ายเจ็บเอง
ช่วงบ่ายในวอร์ดเงียบลงกว่าปกติ
แสงแดดส่องผ่านกระจกยาวตามแนวทางเดิน
เงาคนเคลื่อนไหวช้าๆ สลับกับเสียงเครื่องวัดชีพจรที่ดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอ เกล้าแก้วกำลังยืนรายงานอาการผู้ป่วยให้หมอคีตะ ท่าทางสุภาพเป็นทางการ แต่บรรยากาศระหว่างทั้งคู่ดูผ่อนคลายกว่าที่ควรในสายตาคนอื่น
“ผลแลปตัวนี้ออกแล้วนะครับ เดี๋ยวผมขอดูหน่อย” หมอคีตะยิ้มรับแฟ้มจากมือเธอ ปลายนิ้วแตะกันเพียงชั่ววินาทีไม่ตั้งใจ แต่เพียงพอให้ใครบางคนที่ยืนอยู่ไม่ไกลเห็นทั้งหมด เขากลับก้าวเข้ามาโดยไม่รู้ตัว เสียงรองเท้ากระทบพื้นดังชัดขึ้นกว่าปกติ
“ผลแลปเคสนี้ผมดูแล้วครับ” เสียงเขาทุ้มต่ำ แต่แฝงความตึงที่ปิดไม่มิด หมอคีตะเงยหน้าขึ้นชะงักเล็กน้อย ก่อนจะพยักหน้าอย่างเป็นมิตร
“อ๋อ งั้นดีเลยครับ เดี๋ยวผม...”
“ถ้าจะปรับแผนรักษา ต้องแจ้งอาจารย์ก่อนนะครับ” ปราชญ์พูดแทรก น้ำเสียงแข็งขึ้นโดยไม่ตั้งใจ เกล้าแก้วชะงักหัวใจเต้นแรง รับรู้ได้ทันทีว่าบรรยากาศเปลี่ยนไป หมอคีตะเลิกคิ้วเล็กน้อยไม่ได้โกรธแต่แปลกใจ
“แน่นอนครับ ผมทราบขั้นตอนดีอยู่แล้ว” คำตอบนั้นสุภาพ แต่ทำให้ปราชญ์รู้สึกเหมือนถูกท้าทายโดยไม่ตั้งใจ
“ผมหมายถึง...” ปราชญ์จะพูดต่อ แต่คำพูดติดอยู่ที่คอ เขาหยุดเงียบไปเพียงวินาทีเดียว ยาวนานพอให้สติที่เขาฝึกฝนมาตลอดหลายปีทำงาน นี่ไม่ใช่ที่แสดงความรู้สึก นี่คือโรงพยาบาล และเขาไม่มีสิทธิ์อะไรเลย ปราชญ์สูดลมหายใจเข้าลึก ไหล่ที่เกร็งค่อยๆ คลายลง สีหน้ากลับมาเรียบสงบดังเดิม
“ขอโทษครับหมอคีตะ” เขาพูดเสียงนิ่งจริงใจ “เมื่อกี้ผมพูดแรงไปหน่อย พอดีผมรีบเคสถัดไป” หมอคีตะมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะยิ้มบางๆ ไม่ถือสา
“ไม่เป็นไรครับ เข้าใจได้ งานมันเร่ง” บรรยากาศตึงๆ คลายลง เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ยกเว้นในหัวใจของทั้งสามคน ปราชญ์พยักหน้า ขยับถอยออก ก่อนจะหันหลังเดินจากไปอย่างรวดเร็ว มือกำแน่นอยู่ข้างลำตัว เพื่อกดความรู้สึกที่ยังไม่สงบ เกล้าแก้วมองแผ่นหลังของเขาหัวใจสั่นไหวอย่างห้ามไม่ได้
เมื่อครู่เขาหึงหรือเปล่า หรือเธอแค่คิดไปเอง หมอคีตะหันมามองเธอน้ำเสียงอ่อนลง
“อย่าไปคิดมากนะครับ หมอลูก้าเขาเป็นคนจริงจังเรื่องงาน” เกล้าแก้วยิ้มรับ
“ค่ะ” แต่ในใจเธอรู้ดีว่าความตึงนั้น ไม่ใช่แค่เรื่องงาน และปราชญ์เองแม้จะเดินจากมาแล้ว ก็รู้ชัดไม่แพ้กันว่าเขาอาจควบคุมสีหน้าได้ ควบคุมคำพูดได้ แต่หัวใจเริ่มไม่อยู่ในคำสั่งอีกต่อไป
ปราชญ์หยุดยืนอยู่ตรงระเบียงปลายทางเดิน
ลมจากช่องหน้าต่างพัดเข้ามาเย็นจัด แต่ไม่อาจทำให้อุณหภูมิในอกเขาลดลงได้เลย เขาวางมือบนราวเหล็ก นิ้วเรียวยาวกำแน่น สันกรามตึงโดยไม่รู้ตัว
เมื่อกี้ภาพเดิมย้อนกลับมาอย่างไม่ปรานี รอยยิ้มของหมอคีตะ น้ำเสียงสุภาพ ความใกล้ชิด มือที่รับแฟ้มจากมือเธอแค่เรื่องงาน สิ่งที่ไม่ควรมีผลกับเขาเลยสักนิด แต่เขากลับควบคุมตัวเองไม่ได้ ปราชญ์หลับตาลงช้าๆ สูดลมหายใจเข้าลึก พยายามตั้งสติแบบที่หมอควรทำ เธอไม่ใช่อะไรของนาย เธอเป็นแค่คนที่บังเอิญผ่านมาในชีวิต
เขาบอกตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า เหมือนท่องบทเรียนที่จำเป็นต้องเชื่อ แต่หัวใจไม่เชื่อฟัง ความรู้สึกนั้นแล่นขึ้นมาจากอก อึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก เขาไม่ชอบที่ใครมองเธอนานเกินไป ไม่ชอบที่เธอยิ้มให้คนอื่นแบบนั้น ไม่ชอบที่เธอดูมีความสุขโดยไม่มีเขาอยู่ตรงนั้น ปราชญ์ขบฟันแน่น หัวเราะออกมาเบาๆ อย่างสมเพชตัวเอง
“หึงงั้นเหรอ” เสียงเขาแหบพร่าเหมือนยอมรับความพ่ายแพ้ คำนี้ไม่ควรอยู่ในชีวิตเขาเลย ไม่ควรเกิดกับผู้หญิงที่เขาไม่มีสิทธิ์เรียกร้องอะไร เธอเป็นคนเลือกจากไปไม่ทิ้งช่องทางติดต่อ เหมือนบอกเขาทางอ้อมว่าอย่าเข้ามาในชีวิตฉันอีก และเขาก็ยอมรับมัน แต่ทำไมแค่เห็นผู้ชายคนอื่นยืนข้างเธอ หัวใจเขากลับปั่นป่วนเหมือนคนไร้สติ
ปราชญ์เงยหน้ามองเพดาน กระพริบตาช้าๆ กลั้นความรู้สึกบางอย่างที่เอ่อขึ้นมาจนแสบตา นายไม่มีสิทธิ์ เขาย้ำกับตัวเองอีกครั้ง ไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะหึง แต่ในความเงียบนั้นเขารู้ดีว่าต่อให้ไม่มีสิทธิ์ ต่อให้พยายามปฏิเสธแค่ไหนเขาก็หึงเธอจริงๆ
และที่น่ากลัวที่สุดคือ เขาไม่ได้หึงเพราะอยากครอบครอง เขาหึงเพราะกลัวเสียเธอไปอีกครั้ง ทั้งที่ไม่เคยได้เธอมาเลยด้วยซ้ำ ปราชญ์หลับตาลง ปล่อยให้ความจริงนั้นทับถมอยู่ในอก ก่อนจะดึงสีหน้าเรียบเฉยกลับมาอีกครั้ง หมอ extern ปราชญ์ต้องไม่รู้สึก แม้หัวใจจะเริ่มไม่เชื่อฟังแล้วก็ตาม
1472
