บทที่ 9 สนามแข่งที่ยังไม่มีผู้ชนะ
วอร์ดศัลยกรรมในช่วงบ่ายเต็มไปด้วยเสียงเครื่องมือ เสียงรองเท้ากระทบพื้น และบรรยากาศตึงเครียดตามแบบฉบับโรงพยาบาลใหญ่ เกล้าแก้วยืนอยู่ข้างเตียงคนไข้ กำลังรายงานอาการตามหน้าที่นักศึกษาพยาบาลฝึกงาน น้ำเสียงนิ่งเป็นทางการ เธอไม่กล้ามองหน้าเขานานเกินไป ปราชญ์ยืนอยู่อีกฝั่งของเตียงในชุดเสื้อกาวน์สีขาว ป้ายชื่อ extern สะท้อนแสงจางๆ ใบหน้าเรียบเฉย ท่าทางสุขุมเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา เหมือนไม่มีอะไรเคยเกิดขึ้นระหว่างเขากับเธอ
“คนไข้ยังมีอาการปวดแผลระดับหกค่ะ Vital signs ปกติดี ไม่มีไข้”
“ให้ปรับยาแก้ปวดเป็นตัวเดิมก่อน” เขาพูดแทรกขึ้นมาเสียงแข็งกว่าปกติ เกล้าแก้วชะงักไปเสี้ยววินาที เงยหน้าขึ้นมองเขาโดยไม่รู้ตัว ปราชญ์เองก็เหมือนเพิ่งรู้สึก สายตาเขาหลบลงทันทีกรามตึงนิดหนึ่ง
“ขอโทษ รายงานต่อได้” คำว่าขอโทษหลุดออกมาจากปากเขา ทำให้เกล้าแก้วรู้สึกแปลก เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมา เขาแทบไม่เคยพูดอะไรกับเธอเกินความจำเป็น ไม่เคยแสดงอารมณ์ ไม่เคยเผลอแต่เมื่อกี้เขาหงุดหงิดเกินไปเลยพลาด
หลังจากออกจากเตียงคนไข้ ทีมแพทย์เคลื่อนย้ายไปอีกเตียง เกล้าแก้วกำลังจะเดินตาม แต่เสียงของปราชญ์ดังขึ้นด้านหลัง
“เดี๋ยว” น้ำเสียงนั้นไม่ใช่ของหมอที่เรียกพยาบาล แต่เป็นเสียงที่ใกล้ชิดกว่านั้นมาก เธอหยุดหัวใจเต้นแรงโดยไม่ตั้งใจ
“รายงานเมื่อกี้...” เขาเว้นจังหวะ เหมือนกำลังเลือกคำ “คุณพูดเร็วไปหน่อย”
เกล้าแก้วเงยหน้าขึ้นมองเขาอีกครั้ง คราวนี้ไม่ใช่เพราะเผลอแต่เพราะต้องการคำยืนยันว่าตัวเองไม่ได้คิดไปเอง และเธอเห็นมัน สายตาที่พยายามนิ่ง แต่ลึกลงไปมีคลื่นบางอย่างไหวอยู่ แววตาที่ไม่เฉยชาอย่างที่เขาแสดง
“ค่ะ…ขอบคุณค่ะ” เธอตอบเบาๆ ยิ้มบางๆ ตามมารยาทแต่ในใจกลับร้อนวูบ ปราชญ์พยักหน้าหันกลับไปทันที เหมือนรู้ตัวว่าตัวเองพูดมากเกินไปแล้ว แต่ก่อนที่เขาจะก้าวออกไป เกล้าแก้วสังเกตเห็นมือของเขากำแฟ้มแน่นกว่าปกติ ไหล่เกร็ง จังหวะเดินเร็วผิดกับจังหวะเดิม เขาไม่ได้เฉยเมย เขาแค่พยายามฝืนเท่านั้นเอง และในตอนนี้ เกล้าแก้วก็รู้ สิ่งที่เธอคิดมาตลอดว่า
เขาไม่รู้สึกอะไรมันไม่จริงเลยสักนิด เขาแค่เก็บมันเก่ง เก่งพอๆ กับที่เธอเริ่มมองออกแล้วว่า
หัวใจของหมอ extern ปราชญ์ ไม่ได้สงบนิ่งอย่างที่เขาพยายามทำให้ทุกคนเชื่อ
ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา เกล้าแก้วเริ่มมองปราชญ์ไม่เหมือนเดิม ไม่ใช่มองแบบผู้หญิงที่หลงใหลเขา แต่เป็นการมองแบบคนที่พยายามจับพิรุธ
เธอสังเกตว่า ทุกครั้งที่หมอคีตะเข้ามาคุยกับเธอ
ปราชญ์มักจะเข้ามาอยู่ใกล้ๆ ไม่แสดงออกตรงๆ แต่เขาจะยืนอยู่ตรงนั้น สายตานิ่งท่าทางสงบ เหมือนหมอที่กำลังโฟกัสงาน แต่เกล้าแก้วรู้แล้วว่าความนิ่งนั้นไม่ใช่ความว่างเปล่าที่ไม่คิดอะไร
วันหนึ่งหมอคีตะยื่นขวดน้ำให้เธอ ยิ้มอ่อนๆ ตามแบบของเขา
“พักหน่อยก็ได้นะ วันนี้คุณดูเหนื่อย” เกล้าแก้วกำลังจะรับ แต่เสียงอีกเสียงหนึ่งก็ดังขึ้น
“เดี๋ยวผมจัดเวรต่อให้ คุณไปพักก่อน” ปราชญ์พูดน้ำเสียงราบเรียบ เหมือนเป็นคำสั่งงานทั่วไป
ทั้งที่มันไม่ใช่หน้าที่ของเขาเลย หมอคีตะชะงักไปนิดหนึ่งเลิกคิ้วอย่างแปลกใจ แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรต่อ เกล้าแก้วรับรู้ได้ทันทีหัวใจเต้นแรงอย่างไม่รู้สาเหตุ ไม่ใช่เพราะเขาช่วย แต่เพราะเขารีบช่วย เร็วกว่าที่คนไม่รู้สึกอะไรควรจะเป็น
เธอเดินออกมาที่มุมพักพยาบาลแล้วนั่งลง พยายามสงบสติอารมณ์ตัวเอง คิดไปเองหรือเปล่าเขาอาจจะแค่จริงจังกับงาน เธอบอกตัวเองแบบนั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่ภาพมันไม่ยอมเลือน สีหน้าของปราชญ์เวลาหมอคีตะยืนใกล้เธอ น้ำเสียงที่แข็งขึ้นโดยไม่รู้ตัว สายตาที่ไม่เคยมองเธอโดยตรง แต่ก็ไม่เคยมองผ่านเธอไปได้จริงๆเขาได้ไม่เฉยชากับเธอ เขาแค่พยายามจะเฉย
และยิ่งพยายามมันยิ่งชัด
เกล้าแก้วกำมือแน่นบนตัก ริมฝีปากเม้มเข้าหากันเบาๆ ความรู้สึกบางอย่างค่อยๆ ก่อตัว ไม่ใช่ความมั่นใจแต่เป็นการยอมรับ ยอมรับว่าผู้ชายคนนั้น คนที่ทำเหมือนไม่รู้จักเธอ คนที่ไม่เคยทัก
เขากำลังหึงเธออยู่จริงๆ และที่เจ็บปวดที่สุดคือ เขาเลือกจะเก็บมันไว้คนเดียว เหมือนคืนที่เธอตื่นมาแล้วไม่เจอเขา เหมือนวันที่เขาเจอเธออีกครั้งแต่ทำเหมือนคนแปลกหน้า
เกล้าแก้วหลับตาลง หัวใจหน่วงอย่างบอกไม่ถูก
ถ้าเขาไม่ได้เฉย แล้วทำไมเขาถึงทำเหมือนฉันไม่สำคัญล่ะ คำถามนั้นวนอยู่ในหัว ไม่มีคำตอบ มีแค่ความจริงข้อเดียวที่ชัดขึ้นเรื่อยๆ เขารู้สึกหึง และเขากำลังทรมานตัวเอง พอๆ กับที่เธอกำลังสับสนอยู่ตอนนี้
ตั้งแต่วันที่เกล้าแก้วแน่ใจแล้วว่า ความเฉยชาของปราชญ์เป็นเพียงเปลือก สิ่งที่อยู่ข้างในไม่ใช่ความว่างเปล่า เธอก็เริ่มเปลี่ยนบางอย่างเพื่อทดสอบว่าความคิดของเธอเป็นจริงหรือไม่เธอใกล้หมอคีตะมากขึ้น พอให้คนที่มองอยู่อย่างเขาเห็น เธอหัวเราะกับมุกของเขานานขึ้น ยืนคุยในระยะที่ไม่จำเป็นต้องใกล้ขนาดนั้น รับกาแฟจากเขา รับคำชวนไปทานข้าวกลางวัน
ทั้งหมดนั้นอยู่ในสายตาของปราชญ์ เขาไม่พูด ไม่ห้าม แต่สิ่งที่เขาควบคุมไม่ได้ คือสีหน้าของตัวเอง กรามที่ตึงขึ้นทุกครั้งที่เห็นเธอยิ้มให้หมอคีตะ สายตาที่เผลอมองตาม น้ำเสียงที่สั้นลงโดยไม่รู้ตัว จนวันหนึ่งมันชัดเกินจะซ่อน
ในวอร์ดช่วงเย็น
หมอคีตะยืนอธิบายเคสให้เกล้าแก้วฟัง เขาโน้มตัวเข้ามาใกล้ ชี้แฟ้มในมือเธอ
“ตรงนี้เธอจำไว้นะ ถ้าเจอเคสแบบนี้อีก” ยังไม่ทันพูดจบ ปราชญ์ก็เดินเข้ามา ยืนคั่นระหว่างทั้งสองอย่างชัดเจน
“เคสนี้ผมรับต่อเอง” เสียงเขานิ่งเย็น หมอคีตะเงยหน้ามอง สายตาฉายแววประหลาดใจ
“อ้อ…ได้ครับ” เขายิ้มบางๆ ก่อนจะหันไปมองเกล้าแก้ว
“งั้นเดี๋ยวเราคุยต่อทีหลัง” เกล้าแก้วพยักหน้า แต่ก่อนจะก้าวออกไป เธอรู้สึกได้ถึงแรงตึงเครียดที่อยู่ใกล้ตัว จากคนที่ยืนข้างเธอ
ปราชญ์ไม่มองเธอ แต่ไหล่เขาแข็ง ลมหายใจหนักขึ้นเล็กน้อย พอหมอคีตะเดินห่างออกไป ความเงียบก็กดทับอยู่ตรงนั้น
“คุณควรโฟกัสงานมากกว่านี้ ไม่ใช่ทำตัวร่านไปวันๆ" ปราชญ์พูดในที่สุด เกล้าแก้วหันไปมองเขา
แววตาสงบนิ่ง แต่หัวใจเต้นแรง เพราะอาการตอนนี้ของเขา มันเหมือนคนหึงหวงอย่างร้ายกาจ
“ฉันทำงานตามหน้าที่ค่ะ” คำตอบสุภาพ
เรียบ แต่แฝงนัยบางอย่าง เรียวปากบางแอบยิ้มออกมาด้วยความพึงพอใจ
ปราชญ์ขบฟันแน่น เหมือนโดนแทงตรงจุด หมอคีตะยืนอยู่ไม่ไกล เขามองภาพนั้นเงียบๆ มองการยืนที่ใกล้เกินไปของปราชญ์ มองสายตาที่ปราชญ์เผลอส่งให้เกล้าแก้ว มองท่าทางที่ไม่ใช่ของคนเฉยชา เขาไม่พูดแต่เข้าใจ เข้าใจว่าผู้ชายตรงหน้ากำลังหึง และหึงหนักกว่าที่ยอมรับ แต่ในเมื่อเกล้าแก้วยังไม่เลือกยังไม่ปฏิเสธ ยังไม่ถอยห่างจากเขา หมอคีตะก็ไม่มีเหตุผลอะไรจะเป็นฝ่ายถอย
เขายิ้มบางๆ เหมือนคนที่รู้ว่ากำลังอยู่กลางสนามแข่ง และเกมนี้ยังไม่มีผู้ชนะ ในขณะที่ปราชญ์ยืนอยู่ตรงนั้น รู้สึกได้ชัดเจนว่าเขากำลังเสียการควบคุมตัวเองทีละนิด เพราะผู้หญิงคนเดียว ที่เขาบอกตัวเองว่าไม่มีสิทธิ์รู้สึก
เช้าวันใหม่
ทุกอย่างดูเหมือนเดิม บรรยากาศเร่งรีบตามปกติ แต่สำหรับเกล้าแก้ว วันนี้เธอตั้งใจจะไม่ถอย ในเมื่อเธออยากรู้เธอก็ต้องพิสูจน์ให้ชัด บีบให้เขาแสดงความรู้สึกของเขาออกมาให้ได้
เธอเดินเข้าวอร์ดพร้อมหมอคีตะ คุยเรื่องเคสระหว่างทาง น้ำเสียงเป็นกันเอง หัวเราะเบาๆ กับคำพูดของเขา
“เมื่อคืนอ่านแฟ้มเคสนี้หรือยัง” หมอคีตะถาม
“อ่านแล้วค่ะ แต่ยังไม่แน่ใจเรื่องแผนการรักษา”
“งั้นเดี๋ยวผมอธิบายให้ฟังอีกที” เขาพูดพร้อมหยุดเดินยืนใกล้เธอ ใกล้กว่าที่จำเป็นเล็กน้อยและเกล้าแก้วไม่ขยับหนี เพราะสายตาของเธอเหลือบไปเห็นเงาสะท้อนจากกระจกฝั่งตรงข้าม
ปราชญ์ยืนอยู่ตรงนั้น ในเสื้อกาวน์สีขาว มือกอดแฟ้มสีหน้าเรียบเฉย แต่เธอรู้แล้วว่านั่นไม่ใช่ความเฉย เพราะเขาไม่ได้ละสายตาไปไหนเลย
ตลอดช่วงเช้าเกล้าแก้วทำเหมือนเดิม รับคำแนะนำจากหมอคีตะ เดินเคียงข้างถามคำถาม ทั้งหมดอยู่ในกรอบงาน ไม่มีอะไรผิด ไม่มีอะไรให้ตำหนิ แต่ปราชญ์รู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างข่วนอยู่ในใจตลอดเวลา เขาพยายามโฟกัสคนไข้ พยายามอ่านผลแล็บ แต่ทุกครั้งที่เธอหัวเราะหรือหันไปพูดกับหมอคีตะ หัวใจเขาจะกระตุกวูบเหมือนเสียจังหวะ จนในที่สุดเขาก็พลาด
ระหว่างการประชุมทีม เกล้าแก้วรายงานเคส
หมอคีตะยืนข้างเธอช่วยเสริมข้อมูล
“ตรงนี้คุณสรุปได้ดีแล้ว” หมอคีตะพูดน้ำเสียงชื่นชม ก่อนที่ใครจะพูดอะไรต่อ ปราชญ์ก็เอ่ยขึ้น
“แต่ยังขาดรายละเอียดเรื่องความเสี่ยงหลังผ่าตัด” เสียงเขาดังแข็งกว่าปกติ ทุกสายตาหันมามอง เกล้าแก้วชะงักเงยหน้ามองเขา
“ค่ะ…ฉันจะเพิ่มเติมค่ะ” ปราชญ์ไม่ได้พูดต่อ แต่แววตาที่มองเธอ มันไม่ใช่สายตาของ extern ที่กำลังสอนงาน มันคือสายตาของคนที่ทนไม่ไหว หมอคีตะมองภาพนั้นเงียบๆ คราวนี้เขาแน่ใจว่าความตึงเครียดระหว่างสองคนนั้นไม่ใช่เรื่องงาน มันคือเรื่องหัวใจ
หลังประชุม
หมอคีตะเดินเข้ามาใกล้เกล้าแก้วแล้วพูดเบาๆ
“คุณรู้ใช่ไหม ว่าเขามีท่าทางไม่ปกติ” เกล้าแก้วไม่ได้ตอบทันที แต่ริมฝีปากเธอเม้มเข้าหากัน แววตาสั่นไหวเล็กน้อย ใช่ เธอรู้และที่สำคัญกว่านั้นคือเธอรู้ว่าเธอกำลังยั่วเขาได้ผล แต่เธอทำแค่เพียงเลือกที่จะเงียบและไม่ตอบออกไป
ปราชญ์เริ่มพลาด เริ่มแสดงออก เริ่มไม่สามารถซ่อนความรู้สึกไว้ใต้คำว่าเฉยชาได้เหมือนเดิม
เกล้าแก้วสูดลมหายใจลึก หัวใจเต้นแรงทั้งตื่นเต้นและหวั่นไหว เธอไม่ได้ต้องการชัยชนะ ไม่ได้ต้องการให้ใครแพ้ เธอแค่ต้องการให้เขายอมรับความจริงกับตัวเอง และดูเหมือนว่าความสำเร็จนั้น กำลังขยับเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อยๆ
