บทที่ 1 ครั้งแรก

"หนูลิตานี่น่ารักสมคำร่ำลือเลยนะคะคุณลินดา มองมุมไหนก็สวยไปหมดเลย ถูกใจฉันจริงๆ"

เสียงของคุณหญิงวารินเอ่ยชมเด็กสาวตรงหน้าด้วยรอยยิ้มกว้าง แววตาเต็มไปด้วยความเอ็นดูและถูกชะตาอย่างปิดไม่มิด

"คุณพี่วารินก็ชมเกินไปค่ะ ยัยลิตาก็แค่เด็กธรรมดาๆคนหนึ่งเท่านั้นแหละค่ะ"

คุณลินดาผู้เป็นแม่ของลิตาเอ่ยตอบอย่างถ่อมตัว แต่ก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มภูมิใจในตัวลูกสาว

"ไม่เกินไปหรอกครับคุณลินดา ผมเองก็เห็นด้วยกับคุณรินนะ หนูลิตาดูเป็นเด็กเรียบร้อย เชื่อฟังผู้ใหญ่ แบบนี้สิถึงจะเหมาะมาเป็นสะใภ้บ้านเรา"

คุณบวรพ่อของกรีนเอ่ยเสริมขึ้นมาอีกคน ก่อนจะหันไปทางเพื่อนสนิทอย่างคุณนิวัตณ์พ่อของลิตา

"จริงไหมนิวัตณ์"

"ฮะๆ ถ้าพวกคุณมองว่าดี ผมก็ดีใจครับ ยัยลิตาเป็นเด็กดีจริงๆนั่นแหละ ไม่เคยทำเรื่องให้พ่อแม่ต้องปวดหัวเลยสักครั้ง" คุณนิวัตณ์หัวเราะรับอย่างอารมณ์ดี

ท่ามกลางบทสนทนาของผู้ใหญ่ที่เต็มไปด้วยความชื่นมื่น บรรยากาศบนโต๊ะอาหารในห้องวีไอพีของภัตตาคารหรูดูจะอบอวลไปด้วยความสุขของการเตรียมงานมงคล ทว่ากลับมีชายหนุ่มคนหนึ่งที่นั่งนิ่งเงียบมาตั้งแต่ต้น

กรีนนั่งหลังตรง ใบหน้าหล่อเหลาเรียบเฉย ไม่ได้แสดงอารมณ์ยินดีหรือเบื่อหน่ายออกมาให้เห็น เขารับฟังบทสนทนาเหล่านั้นอย่างเงียบๆ สายตาคมจดจ่ออยู่กับอาหารตรงหน้าเป็นส่วนใหญ่

ฝั่งตรงข้ามของเขาคือ ลิตา เด็กสาววัยสิบเก้าปีที่นั่งยิ้มบางๆอย่างรักษามารยาท

เธอสวมชุดเดรสสีอ่อนดูน่ารักสมวัย กิริยามารยาทงดงามสมกับเป็นลูกคุณหนูที่ถูกอบรมมาอย่างดี เธอไม่พูดแทรกผู้ใหญ่ และคอยตอบคำถามอย่างฉะฉานเมื่อถูกถาม

แม้กรีนจะดูนิ่งขรึม แต่เขาก็ไม่ได้ละเลยมารยาทบนโต๊ะอาหาร เขาเอื้อมมือไปจับช้อนกลาง ก่อนจะตักเนื้อปลาชิ้นโตที่ก้างถูกเลาะออกอย่างดีไปวางลงบนจานของเด็กสาวฝั่งตรงข้าม

"ทานสิครับ"

เสียงทุ้มเอ่ยขึ้นเรียบๆสั้นๆ.ลิตาชะงักไปเล็กน้อย เธอเงยหน้าขึ้นสบตากับดวงตาคมกริบของอีกฝ่าย ก่อนจะระบายยิ้มออกมา

"ขอบคุณค่ะพี่กรีน"

"แหม ตากรีนนี่ก็ดูแลน้องดีเหมือนกันนะเนี่ย เห็นนิ่งๆนึกว่าจะเกร็งจนทำตัวไม่ถูกซะแล้ว" คุณลินดาเอ่ยแซวว่าที่ลูกเขย

กรีนเพียงแค่พยักหน้ารับคำชมนั้นบางๆ ไม่ได้ตอบอะไรกลับไป เขาทำไปเพราะมันคือมารยาทที่ควรทำในฐานะสุภาพบุรุษ และในฐานะคนที่กำลังจะกลายมาเป็นคู่หมั้น

"แล้วนี่หนูลิตาเรียนคณะอะไรลูก? ป้าจำได้ว่าปีนี้เราเข้าปีหนึ่งแล้วใช่ไหม?" คุณวารินหันไปถามว่าที่ลูกสะใภ้ด้วยความสนใจ ลิตาขยับตัวเล็กน้อย เตรียมจะตอบคำถาม

"ลิตาสอบติด..."

"อ๋อ ยัยลิตาสอบติดคณะบริหารครับคุณวาริน" เป็นคุณนิวัตณ์ที่ชิงตอบขึ้นมาด้วยความภาคภูมิใจ

"สอบติดที่มหาวิทยาลัยเดียวกับตากรีนนั่นแหละครับ พอดีเลย... น้าฝากตากรีนช่วยดูแลน้องด้วยนะ เราเป็นพี่ แล้วก็กำลังจะเป็นคู่หมั้นน้อง มีอะไรก็ช่วยแนะนำน้องหน่อย"

ประโยคหลังคุณนิวัตณ์หันไปบอกกับชายหนุ่มที่นั่งหน้านิ่ง

"ดีเลยค่ะ! บังเอิญอะไรขนาดนี้เนี่ย" คุณวารินปรบมือเข้าหากันอย่างชอบใจ

"อยู่มอเดียวกันแบบนี้น่าจะดูแลน้องได้สะดวกเลยใช่ไหมตากรีน?"

"ครับแม่" กรีนตอบรับสั้นๆตามความเคยชิน

"เอาล่ะๆ ในเมื่อคุยกันถูกคอแบบนี้ ผู้ใหญ่ก็เบาใจ" คุณบวรยิ้มกว้าง

"งั้นตากรีน พาน้องออกไปเดินเล่นข้างนอกหน่อยไป ตรงดาดฟ้าของร้านอาหารนี่วิวสวยมากนะ พาหนูลิตาไปดูวิวสิ พ่อกับแม่ๆจะได้คุยรายละเอียดเรื่องงานหมั้นกันต่อ เด็กๆมานั่งฟังผู้ใหญ่คุยเรื่องตัวเลขเรื่องฤกษ์ยามเดี๋ยวจะเบื่อเปล่าๆ"

"นั่นสิลูก ไปเดินเล่นกันเถอะ ป้าฝากน้องด้วยนะตากรีน" คุณวารินสนับสนุนทันที

กรีนลอบถอนหายใจในใจนิดๆ แต่ใบหน้าก็ยังคงความเรียบเฉยเอาไว้ เขารู้ดีว่านี่คือการเปิดโอกาสให้เขากับลิตาได้ทำความรู้จักกันตามลำพัง ชายหนุ่มลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ก่อนจะผายมือไปทางประตู

"เชิญครับ"

ลิตาหันไปมองหน้าพ่อกับแม่ของเธอ เมื่อเห็นทั้งสองพยักหน้าอนุญาต ร่างบางจึงลุกขึ้นยืนและเดินตามร่างสูงของกรีนออกไปจากห้องอาหาร

เมื่อเดินออกมาจากห้องแอร์เย็นฉ่ำ บรรยากาศด้านนอกของดาดฟ้าชั้นบนสุดก็ปะทะเข้ากับใบหน้า ลมเย็นๆยามค่ำคืนพัดมาเบาๆช่วยให้ความรู้สึกอึดอัดที่ก่อตัวขึ้นในห้องเมื่อครู่จางหายไปได้บ้าง

พื้นที่ดาดฟ้าถูกตกแต่งอย่างสวยงามด้วยสวนหย่อมเล็กๆและแสงไฟสลัวๆ มองออกไปเห็นวิวตึกสูงยามค่ำคืนที่เต็มไปด้วยแสงสีตระการตา

กรีนเดินนำมาหยุดอยู่ที่ระเบียงกระจกใส เขาล้วงมือเข้าในกระเป๋ากางเกง ทอดสายตามองออกไปเบื้องหน้าอย่างเงียบๆ

ลิตาเดินตามมาหยุดยืนอยู่ข้างๆ เธอไม่ได้มีท่าทีประหม่าหรืออึดอัดกับความเงียบที่โรยตัวลงมา เด็กสาวเพียงแค่ทอดสายตามองวิวเมืองอย่างตื่นตาตื่นใจ ท่าทางของเธอดูใสซื่อและเป็นธรรมชาติจนกรีนที่ลอบมองอยู่ต้องยอมรับในใจว่าเธอไม่ได้ดูเสแสร้งเลยสักนิด

เขาถอนหายใจออกมาเบาๆก่อนจะตัดสินใจทำลายความเงียบ เพื่อทำความเข้าใจให้ตรงกันตั้งแต่เนิ่นๆ

"รู้ใช่ไหมว่าการหมั้นครั้งนี้ เราทำตามหน้าที่ของคนเป็นลูกลูก"

น้ำเสียงของกรีนราบเรียบ ไม่ได้มีความอ่อนโยน แต่ก็ไม่ได้แข็งกร้าว เขาเพียงแค่พูดความจริงที่ทั้งคู่ต่างก็รู้ดี

ลิตาละสายตาจากวิวเมือง หันมามองเสี้ยวหน้าด้านข้างของชายหนุ่ม เธอไม่ได้มีท่าทีตกใจหรือเสียใจกับคำพูดตรงไปตรงมานั้น เด็กสาวยิ้มบางๆก่อนจะตอบกลับด้วยน้ำเสียงใสซื่อ

"ทราบค่ะ คุณแม่บอกลิตาแล้วว่าคุณป้าวารินกำลังป่วย ท่านอยากเห็นเราสองคนหมั้นกัน" ลิตาเว้นจังหวะไปนิดหนึ่ง ดวงตากลมโตสบเข้ากับดวงตาคมอย่างจริงใจ

"ลิตาเองก็ไม่ชอบขัดใจคุณแม่เหมือนกันค่ะ ในเมื่อผู้ใหญ่เห็นว่าดี ลิตาก็พร้อมจะทำตาม"

คำตอบที่แสนจะเรียบง่ายและไร้เดียงสานั้น ทำให้กรีนต้องหันมามองหน้าเธอเต็มๆ เขาประเมินเด็กสาวตรงหน้าอีกครั้ง เธอไม่มีท่าทีเรียกร้อง ไม่มีแววตาคาดหวังความรักแบบนิยายโรแมนติก และไม่ได้ทำตัวงี่เง่าเหมือนผู้หญิงหลายคนที่เขาเคยเจอ

เธอแค่รับรู้หน้าที่ของตัวเอง และพร้อมจะทำมันให้ดีที่สุด

"คุยง่ายแบบนี้ก็ดี" กรีนพยักหน้าช้าๆความรู้สึกหนักอึ้งในใจเบาบางลงไปมาก

"รู้ใช่ไหมว่าพี่ไม่ได้เริ่มจากการรักเธอ เราไม่ได้รักกัน"

"ลิตาทราบค่ะ ลิตาเองก็เพิ่งเคยเจอพี่กรีนเป็นครั้งแรกวันนี้ จะให้รักเลยมันก็คงเป็นไปไม่ได้หรอกค่ะ" เธอหัวเราะเบาๆ

"ถึงพี่จะไม่ได้รัก" กรีนพูดต่อ น้ำเสียงจริงจังขึ้น

"แต่พี่ก็ไม่ได้ใจร้าย ในเมื่อเราตกลงหมั้นกันแล้ว พี่ก็จะดูแลเธอตามหน้าที่คู่หมั้นอย่างดีที่สุด"

ลิตาตั้งใจฟังอย่างเงียบๆ

"พี่ขอทำข้อตกลงไว้ตรงนี้เลยนะลิตา ในเมื่อเรามีสถานะเป็นคู่หมั้นกัน พี่จะไม่ปิดบังอะไรเธอ พี่จะไม่มีคนอื่น ไม่ยุ่งกับผู้หญิงคนไหนอีก ทั้งต่อหน้าและลับหลัง เพื่อรักษาส่วนรวมและให้เกียรติเธอ ในทางกลับกันพี่ก็หวังว่าเธอจะทำแบบเดียวกัน".เด็กสาวพยักหน้ารับอย่างแข็งขัน

"แน่นอนค่ะ ลิตาเข้าใจ พี่กรีนไม่ต้องห่วงนะคะ ลิตาไม่ทำเรื่องวุ่นวายให้พี่กรีนต้องปวดหัวแน่นอนค่ะ"

"ดี" กรีนตอบรับสั้นๆรู้สึกพอใจกับทัศนคติของว่าที่คู่หมั้น

"ถ้าคุยกันรู้เรื่องแบบนี้ เราก็คงอยู่ด้วยกันได้ไม่ยาก"

"อยู่ด้วยกัน?" ลิตาทวนคำอย่งุนงงเล็กน้อยกับประโยคนั้น

"เดี๋ยวผู้ใหญ่ก็คงหาทางให้เราย้ายไปอยู่คอนโดเดียวกัน หรือไม่ก็ไปมาหาสู่กันทุกวันนั่นแหละ เตรียมตัวไว้ได้เลย" กรีนพูดอย่างรู้ทันความคิดของผู้เป็นแม่

"พรุ่งนี้เธอเริ่มเรียนวันแรกใช่ไหม?"

"เอ่อ ใช่ค่ะ" ลิตาพยักหน้า

"เดี๋ยวพี่ไปรับ" คำพูดที่สวนมาทันควันทำเอาลิตาเบิกตากว้างขึ้นเล็กน้อย

"คะ? ไม่เป็นไรค่ะพี่กรีน พรุ่งนี้ลิตาให้คนขับรถที่บ้านไปส่งได้ค่ะ พี่กรีนไม่ต้องลำบากหรอก"

"ไม่ได้ลำบาก มันเป็นทางผ่านอยู่แล้ว" กรีนตอบเสียงเรียบ แต่เจือไปด้วยความเผด็จการนิดๆ

"และอีกอย่างมันเป็นหน้าที่"

"แต่ว่า..."

"บอกว่าจะไปรับ ก็คือไปรับ" ชายหนุ่มตัดบท เขามองลึกเข้าไปในดวงตากลมโตของเธอ

"คู่หมั้นกัน เรียนที่เดียวกัน ถ้าวันแรกของการเปิดเทอม ปล่อยให้คู่หมั้นนั่งรถมาเอง แม่พี่รู้เข้าคงโดนบ่นหูชา เข้าใจใช่ไหม?"

ลิตากระพริบตาปริบๆมองใบหน้าหล่อเหลาที่ยังคงความนิ่งสนิท แต่กลับมีเหตุผลที่เธอเถียงไม่ออกซ่อนอยู่ เธอเม้มปากเล็กน้อย ก่อนจะตัดสินใจพยักหน้ายอมแพ้

"เข้าใจแล้วค่ะ งั้นพรุ่งนี้รบกวนพี่กรีนด้วยนะคะ"

"อืม ก้าวโมงเช้าเจอกันที่หน้าบ้านเธอ พี่จะไปรับให้ตรงเวลา"

"ค่ะ พี่กรีน" ลิตายิ้มรับในที่สุด

กรีนหันกลับไปมองวิวด้านหน้าอีกครั้ง ลมเย็นๆยังคงพัดมาอย่างต่อเนื่อง ชายหนุ่มล้วงมือไว้ในกระเป๋ากางเกงเหมือนเดิม ท่าทางดูผ่อนคลายขึ้นกว่าตอนที่อยู่ในห้องอาหารมากนัก

การหมั้นที่เกิดจากการคลุมถุงชนเพื่อความสบายใจของมารดาที่กำลังป่วย ตอนแรกเขากังวลว่ามันจะเป็นภาระที่น่ารำคาญใจ แต่พอได้มาคุยกับลิตาตรงๆแบบนี้ เขากลับรู้สึกว่ามันไม่ได้แย่อย่างที่คิด

เด็กสาวข้างๆเขาเป็นคนมีเหตุผล คุยง่าย และรู้ขอบเขตของตัวเองดี หากจะต้องใช้ชีวิตในฐานะคู่หมั้นกันไปสักระยะหนึ่ง ก็คงไม่ได้เลวร้ายอะไรหรอกมั้ง

บทถัดไป