บทที่ 2 หน้าที่
รถคันหรูเคลื่อนตัวเข้ามาจอดเทียบที่หน้าคฤหาสน์หลังใหญ่ตระกูลนิรัตพงษ์ในเวลาแปดโมงเช้าตรงเป๊ะตามที่ได้นัดหมายเอาไว้
กรีนดับเครื่องยนต์ก่อนจะเปิดประตูรถก้าวลงมาด้วยท่วงท่าสง่างาม วันนี้เขาสวมเสื้อยืดสีดำและช็อปสีเลืือดหมูตามประสาเด็กวิศวะ ร่างสูงเดินอ้อมมาที่หน้าประตูบ้านก็พบกับภาพที่ทำให้เขาต้องหยุดมองเล็กน้อย
ลิตาในชุดนักศึกษาหญิงปีหนึ่งที่ดูถูกระเบียบเรียบร้อยตั้งแต่หัวจรดเท้า กำลังยืนส่งยิ้มหวานให้กับผู้เป็นแม่
คุณลินดากำลังยกมือขึ้นลูบผมลูกสาวสุดที่รักอย่างแสนรักและทะนุถนอม โดยมีคุณนิวัตณ์ผู้เป็นพ่อยืนส่งยิ้มกว้างอยู่ข้างๆเป็นภาพครอบครัวที่ดูอบอุ่นจนคนที่มองอยู่รู้สึกได้
เมื่อเห็นว่ารถของว่าที่คู่หมั้นลูกสาวมาจอดรอแล้ว ผู้ใหญ่ทั้งสองก็หันมามอง กรีนจึงรีบก้าวเข้าไปหาพร้อมกับยกมือไหว้ทักทายตามมารยาททันที
"สวัสดีครับคุณน้าลินดา สวัสดีครับคุณน้านิวัตณ์" ชายหนุ่มเอ่ยทักทายด้วยน้ำเสียงนอบน้อม แตกต่างจากความนิ่งขรึมเวลาอยู่กับเพื่อน
"อ้าว ตากรีน มาตรงเวลาเป๊ะเลยนะลูก ทานข้าวเช้ามาหรือยังล่ะเนี่ย เข้ามาทานด้วยกันก่อนไหม" คุณลินดารับไหว้ก่อนจะเอ่ยถามด้วยความเอ็นดู
"เรียบร้อยแล้วครับคุณน้า ขอบคุณมากครับ" กรีนตอบกลับอย่างสุภาพ ก่อนจะปรายตามองไปยังเด็กสาวที่ยืนอยู่ข้างๆ ลิตายกมือไหว้พ่อกับแม่ของเธอ
"ลิตาไปเรียนก่อนนะคะคุณพ่อ คุณแม่"
"ตั้งใจเรียนนะลูกสาวพ่อ วันแรกมีอะไรก็ปรึกษาพี่เขานะ" คุณนิวัตณ์ลูบหัวลูกสาวเบาๆก่อนจะหันมาทางร่างสูงขิงกรีน
"น้าฝากน้องด้วยนะตากรีน"
"ครับคุณน้า ผมจะดูแลน้องให้ครับ" กรีนรับคำหนักแน่น
ชายหนุ่มเดินนำลิตามาที่รถ ก่อนจะเอื้อมมือไปเปิดประตูรถให้เธออย่างเป็นธรรมชาติ ลิตาชะงักไปนิดหนึ่งกับความสุภาพบุรุษของเขา เธอเงยหน้าขึ้นสบตากับเขาก่อนจะส่งยิ้มบางๆให้
"ขอบคุณค่ะพี่กรีน"
เด็กสาวก้าวขึ้นไปนั่งบนเบาะหนังราคาแพงอย่างระมัดระวัง กรีนปิดประตูให้เธอ ก่อนจะเดินอ้อมกลับมาฝั่งคนขับแล้วสอดตัวเข้ามานั่งประจำที่ สตาร์ทรถและขับเคลื่อนออกไปจากรั้วคฤหาสน์อย่างนุ่มนวล
ภายในห้องรถตกอยู่ในความเงียบ มีเพียงเสียงเพลงบรรเลงคลาสสิกที่เปิดคลอเบาๆกรีนจับพวงมาลัยด้วยมือเดียว สายตามองตรงไปที่ถนนหน้าบ้าน ก่อนจะตัดสินใจทำลายความเงียบขึ้นมา
"ทานมื้อเช้ามาเรียบร้อยแล้วใช่ไหม" น้ำเสียงทุ้มเอ่ยถามเรียบๆไม่ได้หันไปมองคนข้างๆ
"เรียบร้อยแล้วค่ะ คุณแม่ให้แม่บ้านตั้งโต๊ะตั้งแต่เจ็ดโมงเช้าแล้ว" ลิตาตอบกลับด้วยน้ำเสียงสดใส
"แล้วพี่กรีนล่ะคะ ทานมาเรียบร้อยแล้วจริงๆใช่ไหมคะ หรือว่าตอบคุณแม่ลิตาไปตามมารยาท"
กรีนเลิกคิ้วเล็กน้อย หันมามองคนช่างสังเกตแวบหนึ่งก่อนจะหันกลับไปมองถนน
"ทานแล้ว แม่พี่บังคับให้ทานก่อนออกจากบ้านเหมือนกันนั่นแหละ" ลิตาหัวเราะออกมาเบาๆ
"คุณป้าคงกลัวพี่กรีนจะปวดท้องมั้งคะ"
"คงงั้นมั้ง" เขารับคำสั้นๆก่อนจะเปลี่ยนเรื่อง
"วันนี้เรียนตึกไหน เดี๋ยวพี่ขับไปส่งให้ถึงที่หน้าคณะเลย"
พอได้ยินแบบนั้น ลิตาก็รีบหันขวับมามองหน้าเขาพร้อมกับส่ายมือปฏิเสธเป็นพัลวัน
"ไม่เป็นไรค่ะพี่กรีน! พี่กรีนส่งลิตาแค่หน้ามอ หรือตรงที่จอดรถของคณะพี่กรีนก็ได้นะคะ ลิตาเดินไปตึกเรียนเองได้ค่ะ ไม่อยากให้พี่กรีนต้องลำบากขับรถวนไปวนมา คณะบริหารกับวิศวะอยู่คนละฝั่งกันเลยนะคะ"
ลิตาพูดด้วยความเกรงใจ เธอศึกษาแผนที่ของมหาวิทยาลัยมาบ้างแล้ว รู้ดีว่าคณะของเธอกับคณะของเขานั้นไม่ได้อยู่ใกล้กันเลย การที่เขาต้องขับรถไปส่งเธอแล้ววนกลับมาคณะตัวเองในช่วงเวลาเร่งด่วนแบบนี้ มันเสียเวลามาก
กรีนถอนหายใจออกมาเบาๆ มือหนาหมุนพวงมาลัยเลี้ยวรถเข้าสู่ถนนเส้นหลัก ก่อนจะตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงไปด้วยความเด็ดขาด
"พี่บอกแล้วไงว่าไม่ได้ลำบาก"
"แต่ว่า..."
"ไม่มีแต่ลิตา" กรีนพูดแทรกขึ้นมา
"พี่รับปากพ่อกับแม่เธอเอาไว้แล้วว่าจะดูแล พี่ก็ต้องทำให้ได้ตามที่พูด อีกอย่างมันเป็นหน้าที่ของคู่หมั้น พี่ไม่ได้ฝืนใจทำอะไร ไม่ต้องคิดมากหรอก"
คำว่าหน้าที่ที่หลุดออกมาจากปากของเขา ทำให้ลิตาชะงักไปเล็กน้อย เธอเม้มริมฝีปากเข้าหากัน ก่อนจะพยักหน้ายอมรับอย่างว่าง่าย
"เข้าใจแล้วค่ะ ถ้าอย่างนั้นก็รบกวนพี่กรีนด้วยนะคะ"
"อืม ดีมาก คุยง่ายๆแบบนี้แหละดีแล้ว" กรีนพยักหน้าอย่างพอใจที่อีกฝ่ายไม่ดื้อดึง
บทสนทนาจบลงแค่นั้น แต่บรรยากาศในรถกลับไม่ได้ดูอึดอัดเหมือนในตอนแรก ลิตานั่งมองวิวสองข้างทางไปเรื่อยเปื่อย ในขณะที่กรีนก็ทำหน้าที่เป็นคนขับรถที่ดี ขับรถด้วยความนุ่มนวลและปลอดภัย จนกระทั่งรถคันหรูเลี้ยวเข้ามาในเขตของมหาวิทยาลัยชื่อดัง
เขาขับรถตรงไปยังโซนของคณะบริหารธุรกิจตามที่ได้บอกเอาไว้ เมื่อรถมาจอดเทียบที่หน้าตึกคณะซึ่งเต็มไปด้วยนักศึกษาปีหนึ่งที่มารวมตัวกันในวันแรก ลิตาก็เตรียมตัวจะปลดเข็มขัดนิรภัยเพื่อลงจากรถ
"เดี๋ยว"
เสียงทุ้มรั้งเอาไว้ ทำให้มือเล็กที่กำลังจับสายเข็มขัดต้องชะงัก ลิตาหันไปมองหน้าเขาด้วยความงุนงง
"คะ?" กรีนแบมือออกมาตรงหน้าเธอ
"ขอโทรศัพท์เธอหน่อย"
ลิตากะพริบตาปริบๆอย่างไม่เข้าใจ แต่ก็ยอมล้วงหยิบสมาร์ทโฟนเครื่องบางในกระเป๋าสะพายส่งให้เขาอย่างว่าง่าย กรีนรับมาปลดล็อคหน้าจอ
เขากดเข้าไปที่แอปพลิเคชั่นสำหรับใช้ติดต่อ ก่อนจะหยิบโทรศัพท์ของตัวเองขึ้นมาเปิดคิวอาร์โค้ดแล้วใช้โทรศัพท์ของเธอสแกน
ติ๊ง!
เสียงแจ้งเตือนการเพิ่มเพื่อนดังขึ้นเบาๆ กรีนจัดการกดส่งสติ๊กเกอร์จากเครื่องของเธอมาที่เครื่องของเขาเป็นอันเสร็จสิ้นขั้นตอน ก่อนจะส่งโทรศัพท์คืนให้เด็กสาวที่นั่งมองตาแป๋วอยู่
"พี่เมมเบอร์โทรศัพท์ แล้วก็แอดไลน์พี่ไว้ให้แล้วนะ" เขาสั่งเสียงเรียบ
"วันนี้เลิกเรียนกี่โมง?"
"เอ่อ... น่าจะประมาณบ่ายสามโมงตรงค่ะ" ลิตาตอบพลางรับโทรศัพท์คืนมาดูหน้าจอที่มีช่องแชทของคนตรงหน้าเด้งขึ้นมา
"โอเค เลิกเรียนแล้วก็ทักไลน์มาบอก หรือถ้ามีอะไรฉุกเฉินก็โทรมาเบอร์นี้ได้เลย เดี๋ยวพี่มารับ"
"รับทราบค่ะพี่กรีน" ลิตาพยักหน้ารับพร้อมกับรอยยิ้มบางๆ
"ขอบคุณที่มาส่งนะคะ พี่กรีนก็ตั้งใจเรียนนะคะ ไปก่อนค่ะ"
ลิตายกมือไหว้เขาอย่างนอบน้อม ก่อนจะเปิดประตูรถแล้วก้าวลงไป กรีนมองตามแผ่นหลังเล็กที่เดินปะปนเข้าไปในกลุ่มเพื่อนนักศึกษาจนลับสายตา ก่อนที่เขาจะถอนหายใจออกมาเบาๆ แล้วเข้าเกียร์ขับรถออกไปมุ่งหน้าสู่คณะของตัวเอง
บรรยากาศที่ลานเกียร์ของคณะวิศวกรรมศาสตร์เต็มไปด้วยความคึกคักของเหล่านักศึกษา กรีนเดินล้วงกระเป๋ากางเกงตรงไปยังโต๊ะประจำที่กลุ่มเพื่อนสนิทของเขามักจะมานั่งรวมตัวกันเป็นประจำ
ทันทีที่เขาวางกระเป๋าเป้ลงบนโต๊ะ เสียงทักทายปนแซวก็ดังขึ้นมาทันที
"โอ้โห แดดร่มลมตกเว้ยพวกเรา! วันนี้ไอ้กรีนมันไม่ได้ขับรถมาคณะตัวเองตรงๆว่ะ แต่แวะเลี้ยวไปส่งสาวที่คณะบริหารก่อน ไม่ธรรมดานะเนี่ย!"
เยลเพื่อนสนิทหน้าเป็นเอ่ยแซวขึ้นมาด้วยน้ำเสียงกวนประสาทตามสไตล์คนขี้เล่น เยลเป็นผู้ชายที่ดูเข้าถึงง่าย เฟรนด์ลี่ และมีรอยยิ้มประดับใบหน้าเสมอ แต่ใครจะรู้ว่าลึกๆแล้วหมอนี่เป็นคนขี้หวงและระแวงหนักมากโดยเฉพาะกับแซนคนคุยที่เจ้าตัวหวงนักหวงหนา
กรีนส่ายหัวไปมาอย่างเอือมระอา ก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งฝั่งตรงข้ามกับเยล
"มึงนี่หูตาไวตลอดเลยนะไอ้เยล ว่างมากหรือไงถึงได้ไปสอดส่องเรื่องของกูเนี่ย"
"แหม ระดับกูแล้ว เครือข่ายสายสืบกูมีทั่วทั้งมอนั่นแหละโว้ย" เยลยักคิ้วหลิ่วตาให้
"สรุปยังไงวะ สาวบริหารคนนั้นใคร? ปกติกูไม่เคยเห็นมึงจะสนใจผู้หญิงคนไหนเลยนี่หว่า"
"นั่นดิ"
เสียงเข้มๆของเรดดังแทรกขึ้นมา เรดเป็นเพื่อนสนิทอีกคนในกลุ่ม ร่างสูงใหญ่ นั่งกอดอกด้วยมาดนิ่งขรึม ท่าทางดุดันและแววตาที่คมกริบของเรดมักจะทำให้คนรอบข้างรู้สึกเกรงกลัวเสมอ แต่สำหรับเพื่อนสนิทอย่างกรีนและเยล พวกเขารู้ดีว่าลึกๆแล้วเรดเป็นคนรักเพื่อนมากแค่ไหน
"คู่หมั้นที่แม่มึงหาให้เหรอวะ?" เรดถามเข้าเป้าอย่างตรงไปตรงมา กรีนพยักหน้ารับเบาๆ
"อืม"
"ฮะ!? เอาจริงดิ!" เยลเบิกตากว้างร้องเสียงหลง
"นี่มึงยอมหมั้นจริงๆ ฃเหรอวะไอ้กรีน กูนึกว่ามึงแค่เออออไปตามน้ำให้แม่มึงสบายใจซะอีก!"
"ก็ไม่ได้ขัดอะไร แม่กูกำลังป่วย ท่านอยากเห็นกูเป็นฝั่งเป็นฝา กูขัดใจท่านลงที่ไหนล่ะ" กรีนตอบเสียงเรียบ พลางหยิบขวดน้ำขึ้นมาเปิดดื่ม
เรดที่นั่งฟังอยู่นานแค่นหัวเราะออกมาในลำคอ แววตาดุดันนั้นฉายแววไม่เห็นด้วยอย่างชัดเจน
"มึงนี่มันอ่อนว่ะไอ้กรีน"
กรีนชะงักขวดน้ำที่กำลังจะจ่อปาก หันไปมองหน้าเพื่อนรักที่กำลังส่งสายตาตำหนิมาให้
"ถ้าเป็นกูนะ กูไม่มีทางยอมให้ใครมาบังคับหรอก ชีวิตกู กูเลือกเองได้ จะมาจับคลุมถุงชนบ้าบออะไรยุคนี้แล้ว ไร้สาระฉิบหาย"
เรดพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่นและจริงจัง เขาย้ำคิดย้ำทำในเรื่องของอิสระมาเสมอ ใครจะมาบังคับกะเกณฑ์ชีวิตเขาไม่ได้เด็ดขาด
"มึงบอกว่ามึงไม่ยอมให้ใครมาบังคับเนี่ยนะไอ้เรด?" เยลที่นั่งฟังอยู่เลิกคิ้วขึ้นก่อนจะยิ้มกวนๆ
"แล้วไอ้เรื่องที่มึงต้องไปรับผิดชอบล่ะวะ นั่นไม่เรียกว่าโดนบังคับหรือไง?"
คำถามจี้ใจดำของเยลทำเอาบรรยากาศรอบโต๊ะเย็นยะเยือกขึ้นมาทันที เรดตวัดสายตาดุดันไปมองเพื่อนขี้เล่น แววตาแข็งกร้าวขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด
กรีนส่ายหน้าเบาๆไม่อยากให้เพื่อนสองคนต้องมาเถียงกันเพราะเรื่องของเขา ชายหนุ่มจึงพูดแทรกขึ้นมาเพื่อตัดบท
"พอๆพวกมึงหยุดเถียงกันได้แล้ว" กรีนถอนหายใจยาว
"กูไม่ใช่มึงไงไอ้เรด กูมีเหตุผลของกู มึงก็มีเหตุผลของมึง บริบทครอบครัวเรามันต่างกัน แม่กูขอร้องมาแบบนั้น กูเป็นลูก กูก็ต้องทำให้ท่านสบายใจที่สุด"
"แล้วมึงจะทนอยู่กับคนที่มึงไม่ได้รักไปได้ตลอดรอดฝั่งเหรอวะ?" เรดถามย้ำ แววตายังคงเต็มไปด้วยความไม่เข้าใจ
"กูก็ไม่ได้บอกนี่ว่าจะทน" กรีนตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่หนักแน่น
"กูกับน้องเขาคุยกันรู้เรื่องแล้ว ทำข้อตกลงกันชัดเจนว่านี่คือหน้าที่ เราไม่ได้เริ่มจากการรักกัน แต่เราก็ตกลงกันว่าจะดูแลกันตามสมควร ไม่สร้างความเดือดร้อนให้กัน" เยลพยักหน้าหงึกหงัก
"อืม ฟังดูมีเหตุผล แล้วสรุปว่าน้องเขาเป็นคนยังไงวะ? สวยป่ะ? นิสัยงี่เง่าเอาแต่ใจเหมือนพวกคุณหนูไฮโซทั่วไปหรือเปล่า?"
ภาพของเด็กสาวในชุดนักศึกษาที่นั่งมองวิวข้างทางอย่างเงียบๆและพยักหน้ารับฟังคำสั่งของเขาอย่างว่าง่าย ผุดขึ้นมาในหัวของกรีน จนเขาเผลอเผยรอยยิ้มบางๆที่มุมปากโดยไม่รู้ตัว ก่อนจะตอบคำถามของเพื่อนสนิท
"ก็... ไม่ได้แย่อะไร"
"โห มีอมยิ้มด้วยเว้ยเฮ้ย! ไม่ได้แย่แปลว่าน่ารักชัวร์!" เยลชี้หน้ากรีนอย่างจับผิด
"ไหนมึงบอกว่าแค่ทำตามหน้าที่ไงวะ อาการมึงมันฟ้องนะเพื่อน"
"มึงนี่ก็ชอบจับผิดกูจังเลยไอ้เยล" กรีนปัดมือเพื่อนออกอย่างรำคาญใจ แต่ลึกๆก็แอบสะดุ้งกับคำทักท้วงนั้น
"กูหมายถึงนิสัยเว้ย น้องเขาเป็นเด็กเรียบร้อย คุยง่าย ไม่โวยวาย ไม่เรียกร้องอะไรที่มันเกินขอบเขต กูบอกอะไรก็ฟัง รู้จักหน้าที่ของตัวเองดี อยู่ด้วยแล้วไม่น่ารำคาญ ก็แค่นั้น"
"เออๆกูจะคอยดูแล้วกัน ว่าไอ้คนที่บอกว่าคุยง่าย ไม่น่ารำคาญเนี่ย จะทำหน้าซึนแบบนี้ไปได้นานแค่ไหน" เยลหัวเราะร่วน
"มึงก็รอดูไปเถอะ" กรีนตอบกลับอย่างไม่ใส่ใจ ก่อนจะหยิบชีทเรียนขึ้นมาเปิดดู
"แล้วนี่พวกอาจารย์จะเข้าสอนกี่โมงวะ กูขี้เกียจนั่งฟังพวกมึงพล่ามละ"
"เออๆเปลี่ยนเรื่องเก่งนะมึง ไปๆ ขึ้นตึกกันได้แล้ว"
ทั้งสามลุกขึ้นยืนพร้อมกัน ก่อนจะเดินกอดคอกันขึ้นตึกเรียนไป ท่ามกลางเสียงหยอกล้อและเสียงบ่นของเรดที่ยังคงไม่สบอารมณ์กับเรื่องราวความรักรอบตัว
กรีนก้มลงมองโทรศัพท์ในมือของตัวเองอีกครั้ง หน้าจอแชทไลน์ที่ยังว่างเปล่าไม่มีข้อความใดๆส่งมา ทำให้เขาเผลอคิดไปถึงเจ้าของเบอร์ที่
เพิ่งเมมเอาไว้เมื่อเช้า
'หวังว่าวันแรกของการเรียนบริหาร... คงจะไม่ทำให้เธอต้องปวดหัวมากเกินไปนะ ลิตา'
กรีนคิดในใจเงียบๆก่อนจะเก็บโทรศัพท์ลงกระเป๋ากางเกงแล้วก้าวเดินตามเพื่อนๆไป
