บทที่ 1 #คัทตัดรัก :: INTRO [100%]

คัทตัดรัก

INTRO

‘เราเลิกกันเถอะ’

‘ทำไม?’

‘ยังจะถามอีกเหรอว่าเพราะอะไร... กลับไปคิดทบทวนดีๆ นะคัท ว่าที่ผ่านมาเคยเชื่อใจนินหรือเปล่า’

‘...’

‘ไม่มีผู้หญิงคนไหนทนได้หรอกนะกับคำถามที่ว่าเธอนอนกับคนอื่นใช่ไหม? แล้วถ้านินถามคัทกลับบ้างล่ะ จะรู้สึกยังไง’

‘คัทไม่เคยทำแบบนั้น’

‘ใช่ คัทไม่เคยทำ แล้วคัทถามนินแบบนั้นทำไม’

‘...’

‘นินรักคัท แต่นินจะไม่ทนให้คำพูดแย่ๆ ของคัทมาดูถูกนินเด็ดขาด ตลอดเวลาที่คบกันมา นินไม่เคยนอกใจคัท’

‘ก็ตอบมาแค่นี้ ทำไมจะต้องเลิก’

‘ไม่ใช่แค่นี้คัท นินอยากให้คัททบทวนในสิ่งที่ตัวเองเป็นอยู่ตอนนี้โดยเฉพาะคำพูดที่ตรงไปตรงมา’

‘นิน’

‘ลาก่อน’

ติ๊ดๆ

เฮือก!

ผมสะดุ้งสุดตัวเมื่อได้ยินเสียงนาฬิกาหัวเตียงปลุกในเวลาที่กำหนดเอาไว้ ร่างกายชาเหน็บไปทั้งตัว เหงื่อไหลท่วมกายจนต้องค่อยๆ ลุกขึ้นยันตัวเองจากเตียงนอน นิ้วมือทั้งห้าสางเส้นผมสีดำสนิทขึ้นไป ก่อนจะลุกขึ้นหยิบผ้าขนหนูหัวเตียงพาดไหล่ตรงไปยังห้องน้ำ จับจ้องใบหน้าตัวเองภายใต้กระจกเงาใหญ่ ดวงตาคมตวัดเฉียงตามกรอบเรียวหน้า ทรงผมไถข้างตามแฟชั่นแต่ไม่ได้ไถออกไปมากจนน่าเกลียด สองมือรองน้ำจากก๊อกที่เปิดขึ้นก่อนจะหวักสาดเข้าที่ใบหน้าหลายต่อหลายครั้งจนรู้สึกดีขึ้น “ฝันแบบนี้อีกแล้ว”

พึมพำออกมากับเหตุการณ์ความฝันที่ผ่านมานานนับหลายปี แต่ทว่าผมกลับไม่เคยที่จะลืมมันได้เลยสักนิด กลับตอกย้ำให้จดจำใบหน้าสวยที่ไร้ความรู้สึก น้ำตาของเธอที่ไหลอาบแก้มยามที่บอกเลิกรากันในวันที่ผมไม่รู้ตัว มันช็อคและคิดอะไรไม่ออกว่าตัวเองทำอะไรลงไปกับเธอบ้าง จนเธอจากผมไปและทิ้งผมไว้กับความโดดเดี่ยวและสิ้นหวัง

เมื่อให้น้ำชำระร่างกายจนเย็นทั้งตัวและหัวใจ ผมจึงสวมเสื้อเชิ้ตสีขาวกับกางเกงยีนขาดๆ ทรงกระบอกเดินลงบันไดบ้านเพื่อตรงไปยังห้องศิลปะของตัวเอง “ตื่นแล้วเหรอคะคุณคัท?”

แม่บ้านที่ผมจ้างแบบไปกลับถามด้วยสีหน้ายิ้มแย้มขณะกำลังถูพื้นบ้านอยู่ “ครับ”

“ถ้างั้นป้าจะไปทำข้าวต้มกุ้งให้นะคะ รอสักครู่ค่ะ” พยักหน้ารับจึงเดินเลี่ยงไปยังห้องดังกล่าว ผมปลีกตัวออกมาจากบ้านหลังใหญ่ที่มีพ่อกับแม่อยู่ เพื่อจะได้รับอิสระมากขึ้นด้วยการมาอยู่บ้านหลังเล็กสองชั้นซึ่งพื้นที่แถวนี้สงบเหมาะกับจิตกรติสท์แตกอย่างผมก็ว่าได้ ผมไม่ชอบสถานที่ที่มีคนเยอะ ไม่ชอบวุ่นวายกับใคร ชอบที่จะอยู่กับบ้านเพราะเป็นเซฟโซนที่ดี โดยเฉพาะการได้วาดภาพ

ผมชอบกลิ่นกระดาษ กลิ่นสี และกลิ่นของชาหอมๆ เวลาได้ทำงานที่ตัวเองชอบพร้อมด้วยการเปิดเพลงคลอเบาๆ กระดาษสีขาวตรงหน้าวางเปล่าเหมือนกับจิตใจของผมที่กำลังว้าวุ่นกับความฝันที่ทำร้ายผมมานานนับหลายปี พลางกวาดสายตามองไปยังถ้วยรางวัลและโล่มากมายวางเรียงกันบนชั้นที่แทบจะไม่มีที่วางบนนั้นสลักชื่อของ ‘คิรบดินทร์ โรจน์รุ่งเกรียงไกร’ จิตกรอิสระผู้มากฝีมืออายุเพียงยี่สิบหกปีแต่ทว่ากลับประสบความสำเร็จในการวาดภาพและการเป็นจิตกรอิสระที่เปิดนิทรรศการของตัวเองได้อย่างน้อยปีละสองครั้ง และล่าสุดผมเพิ่งเปิดนิทรรศการของตัวเองไปรวบรวมงานทั้งหมดและของนักเรียนที่ผมเปิดคลาสสอนพิเศษเพื่อถ่ายทอดความรู้ ความสามารถของตัวเองให้คนที่ชื่นชอบในศิลปะได้ปลดปล่อยจิตวิญญาณของตัวเองออกมา

เพียงแค่ไม่กี่นาทีกระดาษขาวตรงหน้ากลับมีสีสันมากมายกระจัดกระจายอยู่ แม้จะเป็นการปาดสีที่ดูมั่วในสายตาคนอื่น แต่สำหรับจิตรกรแล้วมันคือการดึงความรู้สึกที่ก่อขึ้นออกมาลงในกระดาษทั้งหมด สีที่ใช้เป็นสีน้ำเงินและขาวปะปนกันจนกลายเป็นท้องฟ้าแต่ทว่ากลับมีความมืดมนซ่อนอยู่

“นิน คัทขอโทษ” อยากจะพูดคำนี้ให้เธอได้ฟัง แต่มันกลับสายไปแล้วทุกอย่าง หลายปีที่ผ่านมาผมพยายามลืมเรื่องราวของนินออกไปจากหัวสมอง แต่มันกลับไม่มีวันนั้นเลยที่จะลืมเธอไปได้ เราสองคนคบหากันตั้งแต่สมัยเรียนมหาลัยคบหากันมานานสี่ปี จนถึงวันที่ผมเริ่มหมกตัวอยู่กับศิลปะ กลายเป็นคนที่เข้าสังคมยากขึ้น พูดน้อย รักความเป็นส่วนตัวจนลืมใส่ใจเธอ สำคัญเลยคือคำพูดของผมที่ทำให้เธอเจ็บปวดจนต้องเลิกรากันไป ทุกวันนี้ผมไม่สามารถหยุดความคิดของตัวเองได้ มักจะคิดและพูดในสิ่งที่ตัวเองมั่นใจ แต่ไม่เคยรู้ว่ามันอาจจะทำให้คนที่ได้ฟังเจ็บปวดไปกับความคิดความอ่านที่ตรงไปตรงมาของผม

“ทานเยอะๆ นะคะคุณคัท ช่วงนี้ป้าเห็นคุณคัทกำลังง่วนกับการหานางแบบมาวาดรูปใช่ไหมคะ?”

“ครับ” ตักข้าวต้มกุ้งเข้าปากและสบตากับป้าสมที่เป็นแม่บ้าน ป้าสมมาทำงานให้ผมได้หลายปีเอาจริงป้าสมไม่ค่อยวุ่นวายกับผมสักเท่าไหร่นอกซะจากพูดคุยเวลาพบเจอหรือทำงานเสร็จก็มาร่ำลาเป็นปกติ

“ถ้าคุณคัทหาไม่ได้ ป้าสมยอมเปลือยกายให้คุณคัทวาดภาพดีไหมคะ?” แทบจะสำลักข้าวต้มกุ้งที่กลืนลงคอก่อนจะมองป้าสมที่ยกมือปิดปากตัวเองอย่างขำขัน “ป้าล้อเล่นน่ะค่ะ ร่างกายป้าเหี่ยวย่นไปหมดแล้ว คุณคัทคงไม่อยากวาด”

“ทำไมจะไม่อยากวาดครับ” ยกน้ำขึ้นดื่มตามด้วยทิชชูเช็ดไปตามเรียวปาก “งานศิลปะของผม ไม่จำแนกว่าจะอายุมากหรือน้อย”

“...”

“ถ้าป้าสมสนใจ ผมยินดีครับ” เพราะผมเป็นคนคิดแบบตรงไปตรงมา บางคำอาจจะทำให้คนฟังดีหรือไม่ดีอันนี้ผมไม่รู้เลย แต่พอได้เห็นสีหน้าป้าสมที่ฉีกยิ้มกว้างก็พาให้รู้สึกดีที่คำพูดของตัวเองไม่ได้ทำร้ายใครให้เจ็บปวด

“คุณคัทเป็นคนดีจริงๆ นะคะ”

“ครับ?”

“รักษาน้ำใจคนแก่อย่างป้าด้วย” ป้าสมยิ้มให้ผมก่อนจะเก็บถ้วยข้าวต้มตรงหน้าและจัดการทำงานบ้านต่อ ผมมองนาฬิกาที่ข้อมือจึงหยิบกุญแจรถบิ๊กไบค์คันโปรดเพื่อขับไปหาไอ้โจ้เพื่อนสนิทอีกคนที่ร้านกาแฟกึ่งเบเกอรี่ เพื่อนคนนี้รู้จักกันตอนที่ผมเริ่มจบมหาลัยใหม่ๆ และมันเป็นคนขอซื้อภาพวาดผมในบอร์ดที่วางขายเพื่อเอาไปดึงดูดภายในร้านที่ออกแนวอาร์ตแนววินเทจ ผมกับไอ้โจ้เป็นเพื่อนกันได้เพราะนิสัยมักจะคล้ายกัน ที่คล้ายกันคือติสท์แตกและโลกส่วนตัวสูงมาก

“ไงมึง” ไอ้โจ้โบกมือทักทายผมขณะกำลังง่วนอยู่ตรงเคาน์เตอร์ ผมจึงเดินไปนั่งเก้าอี้ตัวสูงตรงหน้ามันและมองไปรอบๆ ร้านซึ่งตอนนี้มีนักศึกษามานั่งชิลอ่านหนังสือ ดื่มกาแฟ กินเค้กกันยามเช้าก่อนจะเข้าเรียน “มาแต่เช้า”

“ตื่นตั้งแต่ตีสี่”

“ตื่นมาทำห่าไรวะ?” มันถามพลางเดินเอาถาดแก้วชาเขียวปั่นสองแก้วไปเสิร์ฟให้กับลูกค้าสาวที่นั่งทำตาปริบๆ ใส่ นอกจากจะติสท์แตกพอๆ กับผม ไอ้โจ้ยังมีใบหน้าหล่อคมมีเสน่ห์ สาวหลงหัวปรักหัวปรำแต่มันกลับไม่สนใจใครเพราะความเป็นคนโลกส่วนตัวสูงตัวพ่อ

“ฝันไม่ดี” พูดเสร็จจึงเท้าคางมองภาพวาดตรงกำแพงที่เป็นฝีมือผม ไอ้โจ้ขอซื้อด้วยราคาที่สูงแต่สำหรับเพื่อนผมจึงให้ราคาที่เป็นกันเองแต่มันก็ไม่ยอม ผมเลยตามใจมันด้วยการเรียกค่าวาดแบบแพงหูฉีก ซึ่งมันก็ต่อว่าผมแต่ก็ซื้อมาติดที่ร้านอยู่ดี

“เรื่อง?” เมื่อไม่มีลูกค้าไอ้โจ้จึงดึงเก้าอี้ทรงสูงมานั่งไขว่ห้างกอดอก “หรือจะเป็นเรื่องนิน”

“อือ” พยักหน้ารับเพราะไอ้โจ้เองก็รับรู้เรื่องนี้มาตลอด และมันก็คอยอยู่ปลอบใจผมในวันที่เลิกรากับนินแบบไม่ทันตั้งตัวด้วยซ้ำ “กลับมาฝันได้”

“มึงคงฝังใจเรื่องนิน กูรู้มึงรักนินมาก” ไอ้โจ้ถอนหายใจก่อนจะชี้นิ้วมาที่ผม “แต่ปากมึงมันหมาอะ พูดอะไรออกไปตรงเกิน”

“กูคิดแบบไหนก็พูดไปแบบนั้น”

“แต่บางคำพูดของมึง มันทำร้ายคนอื่นไงเช่นนิน” ชักสีหน้าใส่ไอ้โจ้ที่ยักไหล่ไหว “หรือไม่จริง มีอย่างที่ไหนไปถามแฟนตัวเองแบบนั้น ทั้งที่มึงไม่มีเวลาให้เขาด้วยซ้ำ ยังเสือกระแวง”

“เปล่า”

“แล้วตอนนั้นมึงคิดอะไรอยู่ถึงถามล่ะ” ไอ้โจ้จี้ตูดผมจนถอนหายใจเสยผมขึ้นอย่างหงุดหงิด

“เลิกพูด” ตอบออกไปคำเดียวไอ้โจ้ก็พยักหน้าเข้าใจ ผมกับมันถึงได้คบกันได้นานไงเพราะนิสัยคล้ายกันแบบที่สุด

“ว่าแต่มึงหานางแบบได้ยัง?” ส่ายหน้าไปมาเพราะผมมีแพลนจะต้องวาดรูปเปลือยของผู้หญิงเพื่อจะจัดแสดงในนิทรรศการครั้งต่อไป ปกติผมจะไม่ค่อยนำภาพคนที่วาดไปจัดแสดง แต่อยากให้งานมีความเปลี่ยนแปลงบ้างจึงต้องหานางแบบเปลือยมา แต่ทว่าหาเท่าไหร่ก็ยังไม่ได้เพราะผมได้ชื่อว่าเป็นจิตรกรเรื่องมาก “ก็มีมาสมัครมึงก็ไม่เอา”

“ไม่ใช่ว่าคนที่มาไม่ดีนะ” ผมตอบออกไปเมื่อนึกไปถึงสาวสวยหลายคนที่มาสมัคร “แต่ละคนไม่มีความเป็นธรรมชาติ”

“หมายถึง?”

“บางคนทำนม ทำหน้าจนแข็งไปหมด มันไม่เมกเซ้นส์”

“อ๋อ เดี๋ยวกูช่วยหา”

“ขอดีๆ งานนี้ใช้เวลานาน หาได้เร็วก็จะได้เสร็จเร็วขึ้น” งานวาดภาพเปลือยนอกจากจะใช้เวลานานหลายเดือนแล้ว ยังต้องใช้สมาธิมากด้วย ผมจึงตั้งใจกับผลงานชิ้นนี้มาก ในส่วนภาพเปลือยที่เคยวาดไปก่อนหน้านั้นผมไม่สามารถนำมาจัดแสดงได้เพราะบางท่านก็ขอซื้อภาพตัวเองกลับไป ดังนั้นภาพที่อยู่ที่บ้านจึงไม่สามารถเอามาใช้เพราะบางภาพผมวาดตั้งแต่สมัยเรียนด้วยซ้ำไป

“แต่สาวๆ พวกนั้นอยากมาสมัครก็เพราะอยากแก้ผ้าให้มึงดูนะ”

“แล้ว?”

“ไม่... หวั่นไหว” เวลาวาดภาพเปลือยจะต้องถามกันแบบนี้เสมอว่า ‘มึงไม่หวั่นไหว’ หรือ ‘ไม่เกิดอารมณ์บ้างเหรอ?’ ผมก็ขี้เกียจจะอธิบายนะว่าต่อให้แก้ผ้าหรือไม่แก้ผ้า ถ้าผมคิดว่าทำงาน บนร่างผู้หญิงตรงหน้าคือสิ่งที่พระเจ้าสร้างขึ้น เราควรมองให้เป็นศิลปะ ผมไม่ได้ลามกจกเปรตถึงขนาดจะเกิดอารมณ์ทุกครั้งที่เห็นผู้หญิงนะ

“ทำไมต้องหวั่นไหว?” ตอบออกไปอย่างหงุดหงิด “ไร้สาระ ทุกอย่างที่ทำคืองาน ศิลปะคือหัวใจของกู... ต่อให้ผู้หญิงตรงหน้าจะเปลือยต่อหน้าเป็นสิบคน กูก็ไม่รู้สึกหวั่นไหว”

“ตายด้าน” ไอ้โจ้ยกยิ้มมุมปากก่อนจะเท้าคางมาตรงหน้าผม “ที่ไม่สน กูว่ายังคงคิดถึงนิน”

“...”

“มึงยังรักนินอยู่ ดูก็รู้” มันผลักศีรษะผมก่อนจะเดินไปหาลูกค้าซึ่งเรียกเก็บเงิน ผมถอนหายใจพลางนึกถึงใบหน้าสวยของนินผู้หญิงคนเดียวที่ผมรักและคบหากันมานาน เธอเป็นผู้หญิงคนเดียวที่ทำให้ผมรู้จักกับคำว่ารักเลยก็ว่าได้

วันนี้ผมมานั่งรอไอ้โจ้หลังจากที่เมื่อคืนมันโทรมาบอกผมว่าได้นางแบบมาให้แล้ว มันหามาให้ผมเร็วมากจนไม่น่าไว้ใจเลย กลัวจะไปหาเด็กๆ มาให้ผมถูกตำรวจจับเล่นนี่สิ ระหว่างนั่งรอมันซึ่งวันนี้คนเยอะ ผมจึงใช้เวลาที่อยู่หลังร้านมันวาดภาพที่ทิ้งไว้แต่ไม่ได้มาวาดต่อ เป็นภาพร่างดินสอแจกันดอกไม้ที่ผมใช้เวลาแค่วันเดียวก็เสร็จ แต่เนื่องจากเพราะไม่มีอารมณ์วาดภาพดินสอจึงทำได้เพียงปล่อยทิ้งไว้ “มาแล้ว”

“อือ นางแบบอายุน้อยไม่เอานะ”

“เออกูรู้” ไอ้โจ้นั่งลงบนโซฟาก่อนจะมองผมที่ผละใบหน้าจากกระดาษตรงหน้า “น้องอายุยี่สิบเอ็ด เรียนมหาลัยปีสี่”

“แล้ว?”

“น้องเป็นเพื่อนกับไอ้เหมย เห็นไอ้เหมยมันบอกว่าน้องกำลังหาเงินน่ะ ก็เลยเสนอไป”

“แล้วเหมยรู้ได้ไง?” ผมขมวดคิ้วทันทีที่เมื่อน้องสาวแท้ๆ ของไอ้โจ้รู้ว่าผมกำลังหานางแบบอยู่

“กูถามไอ้เหมยเองล่ะ เอาเป็นว่าลองดูก็ไม่เสียหาย” เพราะไอ้โจ้เป็นคนหาให้ผมจึงพยักหน้ารับ “กูให้ที่อยู่น้องเขาไปแล้ว คงจะไปพรุ่งนี้สายๆ มึงจำไอ้เหมยได้ใช่ปะ?”

“อือ” น้องสาวไอ้โจ้ที่ออกแนวนิ่งขรึม ผมเคยเจอกับน้องสาวมันซึ่งเป็นผู้หญิงที่เข้าถึงยากคนหนึ่งก็ว่าได้แถมยังชื่นชอบศิลปะวาดภาพด้วย ไอ้โจ้เคยเอาภาพผมไปโชว์ให้เหมยดู เด็กคนนั้นก็ดูจะชื่นชอบและติดตามผลงานของผมมาตลอด แต่ก็ไม่กล้าจะสนิทสนมกับผมด้วยเพราะตัวเองก็เข้าหาคนไม่เก่ง

แต่ขอให้นางแบบคนนี้เป็นคนสุดท้ายที่ผมจะหาเถอะ... งานจะได้เสร็จก่อนจัดนิทรรศการที่วางแพลนไว้

เช้าวันรุ่งขึ้นได้เวลานัดผมจึงตื่นเช้าแต่โดยปกติก็ตื่นแบบนี้เสมอ ผมสั่งป้าสมให้ต้อนรับเหมยน้องสาวไอ้โจ้ด้วย เพราะผมจะอยู่ในห้องศิลปะของตัวเอง สิ่งที่ผมสั่งป้าสมไว้คือการพานางแบบไปเปลี่ยนชุดโดยแก้ผ้าเปลือยให้หมด แต่ทว่าผมให้ผ้าแพรสีขาวไม่บางมากให้เธอปกปิดเรือนร่างรอผมที่ห้อง เมื่อออกจากห้องศิลปะก็ปะทะเข้ากับร่างบอบบางของหญิงสาวคนหนึ่งที่คุ้นตา ใบหน้าเฉยชาขลับกับผมสีดำยาวซึ่งรวบมวยไว้กลางศีรษะ เธอแต่งตัวด้วยชุดเอี๊ยมยีนกางเกงขายาวพร้อมกับเสื้อยืดสีดำ “สวัสดีค่ะพี่คัท”

“อือ” พยักหน้ารับก่อนจะมองเลยหลังเหมย “ไหนนางแบบ”

“เปลี่ยนชุดอยู่ค่ะ” ถ้าคิดว่าผมพูดน้อย บอกเลยว่าเหมยน้องไอ้โจ้ยิ่งกว่าผมนะ

“ให้เพื่อนไปรอพี่ในห้อง เดี๋ยวมา” เหมยพยักหน้ารับผมจึงเดินสวนเธอขึ้นไปบนห้องเพราะลืมหยิบมือถือลงมา ถ้าผมจะลงมือวาดภาพจะต้องฟังเพลงโปรดด้วย มาถึงหน้าห้องก็เห็นเหมยนั่งรออยู่ที่เก้าอี้แล้ว เธอกอดอกและชี้นิ้วเข้าไปด้านใน

“เพื่อนเหมยพร้อมแล้ว แต่พี่คัท...” มือที่กำลังจะผลักประตูเข้าไปชะงักจึงหันไปสบตากับเธอ “งานนี้ขอให้เพื่อนเหมยได้นะ อย่างน้อยก็สำคัญมาก”

“เพื่อนร้อนเงิน?” เลิกคิ้วขึ้นแต่เหมยกลับส่ายหน้าไปมา

“อย่างน้อยถ้ามาเป็นแบบให้พี่คัท อาจจะทำให้เพื่อนเหมยไม่ต้องกลับบ้านเร็ว” ไม่เข้าใจกับคำพูดของเธอ แต่ผมก็จะไม่ทำอย่างที่เธอขอ ถ้าหากเพื่อนของเธอไม่ได้สมบูรณ์แบบอย่างที่ผมต้องการจะให้เป็น

ผมเปิดประตูห้องเข้ามาเห็นร่างบอบบางนั่งอยู่บนโต๊ะตัวยาวกำลังหันหลังให้อยู่ จึงเดินไปหยุดที่หน้าขาตั้งกระดาษและดินสอในมือ อย่างน้อยการสำรวจเรือนร่างก็ต้องร่างมันขึ้นมาก่อน จะได้รู้กันว่าภายใต้แผ่นหลังขาวเนียนและเส้นผมสีดำตรงยาวกลางหลังเธอจะมีรูปร่างตรงตามที่ผมต้องการหรือเปล่า “หันมาทางฉัน”

สั่งเสียงเข้มและก้มหน้าเปิดเพลง Beautiful-Bazzi ซึ่งเป็นเพลงโปรดของผม จากนั้นวางมือถือลงบนโต๊ะและเงยหน้ามองนางแบบตรงหน้า...

ภาพตรงหน้าทำให้ผมถึงกับชะงักดินสอที่กำลังจะวาด ใบหน้าสวยซึ่งหาที่ติไม่ได้แม้แต่นิดกำลังจับจ้องผมด้วยสีหน้าเรียบนิ่งแต่ทว่าแก้มทั้งสองก็ขึ้นรอยแดงนิดหน่อย ดวงตากลมโตของเธอราวกับมนต์สะกด ริมฝีปากชมพูนูนกัดเข้าหากัน พูดให้ถูกคือผู้หญิงตรงหน้าเธอมีความสมบูรณ์แบบบนเครื่องหน้ามาก และมันช่างเป็น... ธรรมชาติราวกับสิ่งนี้คือพระเจ้าตั้งใจปั้นมันขึ้นมาด้วยความรักและความใส่ใจ

สายตาของผมผละจากใบหน้าเธอไล่ลงมาถึงลำคอ ไหล่ หน้าอกที่เอ่อล้นออกมาเป็นก้อนสวยงาม แม้จะมีผ้าแพรสีขาวปกปิดจุดลับทั้งสองไว้ตามด้วยท่อนแขนของเธอที่พาดปิดมันไม่ให้ผมเห็น จึงเลื่อนมาถึงหน้าท้องแบนราบ เอวขอดรับกับสะโพกผายและเรียวขายาว ผมถึงได้เลื่อนสายตาไปมองสบตากับเธออีกครั้ง

Hey

Beautiful, beautiful, beautiful, beautiful angel

Love your imperfections every angle

Tomorrow comes and goes before you know

So I just had to let you know

จู่ๆ ท่อนเพลงที่ฟังอยู่ก็ทำให้ผมสะดุดและดึงสติของตัวเองกลับมา ไม่... เธอเป็นนางฟ้าแสนสวยที่มีความสมบูรณ์แบบ ไม่ใช่แบบในเนื้อเพลงที่ผมจะหลงใหลในความไม่สมบูรณ์แบบ

แต่เธอคนนี้... เป็นนางฟ้าที่สมบูรณ์แบบตรงตามที่ผมต้องการ

“คือ...” แม้แต่น้ำเสียงที่เปล่งออกมายังใสจนผมวางดินสอลง ไม่ได้! ไม่มีสมาธิแล้ว “ต้องเอาผ้าออกไหมคะ?”

“ไม่ต้อง” ตอบออกไปเพราะตอนนี้ผมไม่มีสมาธิที่จะมองเรือนร่างเต็มๆ ของเธอ สมองมันกำลังเตลิดไปหมด ให้ตายเหอะ! นี่เป็นครั้งแรกเลยก็ว่าได้ที่รู้สึกว่านางแบบตรงหน้าทำให้ผมหวั่นไหวกับเรือนร่างที่แม้จะยังไม่เห็นแบบเต็มๆ

“แล้วฉันจะได้งานหรือเปล่าคะ?”

“เธอ” แม้จะรู้ว่าเธอสวยจนหาที่ติไม่ได้ แต่ผมก็ยังสงสัยอยู่ดี “ทำมาหรือเปล่า”

“คะ” เธอขมวดคิ้วและดึงผ้าแพรสีขาวคลุมตัว “ทำ? หมายถึง...”

“ใช่” ราวกับไม่ต้องต่อความยาวสาวความยืด เธอก็เบิกตากว้างและมองผมด้วยสีหน้าไม่พอใจ

“ฉันไม่ได้ทำอะไรกับร่างกายหรือใบหน้าตัวเองค่ะ” ตะคอกจนผมยืนเท้าเอวจับจ้องคนตัวเล็กที่ลงจากโต๊ะมายืนตรงหน้า ยิ่งใกล้... ยิ่งสวย ไร้ที่ติจริงๆ “ทุกอย่างบนร่างกายฉัน มันธรรมชาติทุกอย่าง”

“...”

“จะไม่ให้ผ่านก็ไม่เห็นจะต้องมาถามกันแบบนี้เลย” ว่าจบก็เดินสวนผมไป

“เดี๋ยว” เรียกรั้งเธอไว้ก่อนจะเดินไปหยิบนามบัตรของตัวเองมายื่นให้ ใบหน้าสวยที่อยู่ในระดับหน้าอกผมเงยสบตาแต่ก็รับนามบัตรผมไปถือไว้

“คัท คิรบดินทร์ โรจน์รุ่งเกรียงไกร”

“ถ้าพร้อมตอนไหนโทรหาฉัน”

“แสดงว่าฉัน...” เธอชี้นิ้วเข้าหาตัวเองพร้อมรอยยิ้มที่ฉีกกว้าง “ผ่านเหรอคะ?”

“อือ”

“ขอบคุณนะคะคุณคัท” เธอดีใจจนเนื้อเต้น แต่ผมก็มีเรื่องสงสัยหลายอย่างเหมือนกันว่าทำไมเธอถึงยอมมาเป็นนางแบบเปลือยให้ผมวาด สิ่งที่เหมยพูดก็แปลกๆ รูปร่าง ใบหน้า ผิวพรรณเธอดูเป็นลูกคุณหนูด้วยซ้ำ ไม่น่าจะเดือดร้อนเรื่องเงินอะไรขนาดนั้น

ได้แต่เก็บความสงสัยเอาไว้ แต่เหนือสิ่งอื่นใด... ผู้หญิงคนนี้ดึงดูดผมมากซะจนไปไม่เป็นเลย

“อาจาย์คิดว่าผมเหมาะสมเหรอครับ?”

“เหมาะสิ คิดว่าช่วยๆ อาจารย์หน่อยแล้วกัน ตอนนี้อาจารย์จรัญญาลาคลอดและพักฟื้น อีกอย่างอาจารย์ก็เสนอชื่อศิษย์เก่าอย่างคัทไป ในคณะศิลปกรรมศาสตร์ก็ลงความเห็นว่าคัทน่ะเหมาะสม”

“ผมไม่เคยสอนนักศึกษาปีสี่มาก่อนนะครับ มัน...”

“คัทน่ะประสบความสำเร็จมากๆ เลยนะทั้งเปิดคลาสสอนวาดภาพ ไหนจะเปิดนิทรรศการ คนใหญ่คนโตจ้างวาดภาพอีก ผลงานของคัทไม่ธรรมดาเลย อย่างน้อยก็ช่วยมาถ่ายทอดความรู้ความสามารถให้รุ่นน้องหน่อยแล้วกัน”

“...”

“อาจารย์มั่นใจว่าคัทจะเป็นอาจารย์ฝึกสอนที่ดีได้ เอาน่ามีเงินเดือนให้นะ”

“ผมไม่ได้คิดเรื่องนั้นหรอกครับ ให้สอนฟรีผมก็ทำให้ได้ แต่ที่ผมกังวลคือผมเหมาะสมที่จะเป็นอาจารย์ฝึกสอนหรือเปล่าก็เท่านั้น”

“เหมาะสิ อาจารย์ในคณะเรามั่นใจว่าคัททำได้” ผมมองสบตากับอาจารย์ที่ปรึกษาคืออาจารย์พงษ์เทพในคณะศิลปกรรมศาสตร์ สาขาวิชาจิตรกรรมที่ผมเคยจบมาจากที่นี่เมื่อหลายปีที่ผ่านมา เพราะมีอาจารย์สอนวาดภาพต้องลาไปคลอดลูกจึงหาอาจารย์ที่จะมาสอนแทนไม่ได้ อาจารย์พงษ์เทพเล็งเห็นว่าผมเหมาะสมทุกอย่างจึงได้ติดต่อให้มามหาวิทยาลัยเพื่อพูดคุยเรื่องการเป็นอาจารย์ฝึกสอนชั่วคราวจนกว่าอาจารย์จรัญญาจะกลับมา ผมคิดว่าตัวเองจะทำหน้าที่นี้ได้ดีในฐานะอาจารย์สอนวาดรูป เพราะทักษะของผมไม่เหมือนใครและไม่มีใครเหมือน เมื่อได้รับความไว้วางใจจึงยกมือไหว้อาจารย์พลางคลี่ยิ้มให้นิดหน่อย

“ผมตกลงก็ได้ครับ แต่แค่เทอมเดียวใช่ไหมครับ?”

“ก็คงแบบนั้น ถ้าอาจารย์จรัญญาพร้อมมาสอนนะ” เหมือนเอาตัวเองมาติดบ่วงในรั้วมหาลัยอีกครั้ง ความจริงผมชอบความสันโดษมากกว่าการมาสอนที่มหาลัย มันวุ่นวายและไหนจะต้องรับมือกับนักศึกษาสาวต่างคณะอีกล่ะ ในคณะผมมั่นใจว่ารุ่นน้องผมไม่มีเรื่องแบบนี้แน่ เพราะมาสายนี้ไม่ทุกคนที่จะติสท์แตกและแบบสายไม่สนใจเลยก็มี

“ถ้าอย่างนั้นผมคงต้องเตรียมตัว”

“อาทิตย์หน้ามหาลัยก็เปิดแล้ว หวังว่าคัทจะทำหน้าที่นี้ได้ดีนะ” ผมพยักหน้ารับก่อนจะเดินออกจากคณะตัวเองไปยังรถมอเตอร์ไซค์บิ๊กไบค์ หันไปมองป้ายชื่อคณะก็ถอนหายใจออกมาพลางยกมือเสยผมขึ้นไป

“ดีกว่าอยู่ว่างๆ แล้วกัน”

คิดแบบนี้คือปลอบใจตัวเองชัดๆ เลยคัท... ความเกรงใจที่ไม่สามารถปฏิเสธได้ แม้จะต้องเสียโลกของตัวเองไปส่วนหนึ่งแต่ก็คิดในแง่ดีคือได้ถ่ายทอดความรู้ของตัวเองให้รุ่นต่อไปก็แล้วกัน

บทถัดไป