บทนำ
บท 1
คัทตัดรัก
INTRO
‘เราเลิกกันเถอะ’
‘ทำไม?’
‘ยังจะถามอีกเหรอว่าเพราะอะไร... กลับไปคิดทบทวนดีๆ นะคัท ว่าที่ผ่านมาเคยเชื่อใจนินหรือเปล่า’
‘...’
‘ไม่มีผู้หญิงคนไหนทนได้หรอกนะกับคำถามที่ว่าเธอนอนกับคนอื่นใช่ไหม? แล้วถ้านินถามคัทกลับบ้างล่ะ จะรู้สึกยังไง’
‘คัทไม่เคยทำแบบนั้น’
‘ใช่ คัทไม่เคยทำ แล้วคัทถามนินแบบนั้นทำไม’
‘...’
‘นินรักคัท แต่นินจะไม่ทนให้คำพูดแย่ๆ ของคัทมาดูถูกนินเด็ดขาด ตลอดเวลาที่คบกันมา นินไม่เคยนอกใจคัท’
‘ก็ตอบมาแค่นี้ ทำไมจะต้องเลิก’
‘ไม่ใช่แค่นี้คัท นินอยากให้คัททบทวนในสิ่งที่ตัวเองเป็นอยู่ตอนนี้โดยเฉพาะคำพูดที่ตรงไปตรงมา’
‘นิน’
‘ลาก่อน’
ติ๊ดๆ
เฮือก!
ผมสะดุ้งสุดตัวเมื่อได้ยินเสียงนาฬิกาหัวเตียงปลุกในเวลาที่กำหนดเอาไว้ ร่างกายชาเหน็บไปทั้งตัว เหงื่อไหลท่วมกายจนต้องค่อยๆ ลุกขึ้นยันตัวเองจากเตียงนอน นิ้วมือทั้งห้าสางเส้นผมสีดำสนิทขึ้นไป ก่อนจะลุกขึ้นหยิบผ้าขนหนูหัวเตียงพาดไหล่ตรงไปยังห้องน้ำ จับจ้องใบหน้าตัวเองภายใต้กระจกเงาใหญ่ ดวงตาคมตวัดเฉียงตามกรอบเรียวหน้า ทรงผมไถข้างตามแฟชั่นแต่ไม่ได้ไถออกไปมากจนน่าเกลียด สองมือรองน้ำจากก๊อกที่เปิดขึ้นก่อนจะหวักสาดเข้าที่ใบหน้าหลายต่อหลายครั้งจนรู้สึกดีขึ้น “ฝันแบบนี้อีกแล้ว”
พึมพำออกมากับเหตุการณ์ความฝันที่ผ่านมานานนับหลายปี แต่ทว่าผมกลับไม่เคยที่จะลืมมันได้เลยสักนิด กลับตอกย้ำให้จดจำใบหน้าสวยที่ไร้ความรู้สึก น้ำตาของเธอที่ไหลอาบแก้มยามที่บอกเลิกรากันในวันที่ผมไม่รู้ตัว มันช็อคและคิดอะไรไม่ออกว่าตัวเองทำอะไรลงไปกับเธอบ้าง จนเธอจากผมไปและทิ้งผมไว้กับความโดดเดี่ยวและสิ้นหวัง
เมื่อให้น้ำชำระร่างกายจนเย็นทั้งตัวและหัวใจ ผมจึงสวมเสื้อเชิ้ตสีขาวกับกางเกงยีนขาดๆ ทรงกระบอกเดินลงบันไดบ้านเพื่อตรงไปยังห้องศิลปะของตัวเอง “ตื่นแล้วเหรอคะคุณคัท?”
แม่บ้านที่ผมจ้างแบบไปกลับถามด้วยสีหน้ายิ้มแย้มขณะกำลังถูพื้นบ้านอยู่ “ครับ”
“ถ้างั้นป้าจะไปทำข้าวต้มกุ้งให้นะคะ รอสักครู่ค่ะ” พยักหน้ารับจึงเดินเลี่ยงไปยังห้องดังกล่าว ผมปลีกตัวออกมาจากบ้านหลังใหญ่ที่มีพ่อกับแม่อยู่ เพื่อจะได้รับอิสระมากขึ้นด้วยการมาอยู่บ้านหลังเล็กสองชั้นซึ่งพื้นที่แถวนี้สงบเหมาะกับจิตกรติสท์แตกอย่างผมก็ว่าได้ ผมไม่ชอบสถานที่ที่มีคนเยอะ ไม่ชอบวุ่นวายกับใคร ชอบที่จะอยู่กับบ้านเพราะเป็นเซฟโซนที่ดี โดยเฉพาะการได้วาดภาพ
ผมชอบกลิ่นกระดาษ กลิ่นสี และกลิ่นของชาหอมๆ เวลาได้ทำงานที่ตัวเองชอบพร้อมด้วยการเปิดเพลงคลอเบาๆ กระดาษสีขาวตรงหน้าวางเปล่าเหมือนกับจิตใจของผมที่กำลังว้าวุ่นกับความฝันที่ทำร้ายผมมานานนับหลายปี พลางกวาดสายตามองไปยังถ้วยรางวัลและโล่มากมายวางเรียงกันบนชั้นที่แทบจะไม่มีที่วางบนนั้นสลักชื่อของ ‘คิรบดินทร์ โรจน์รุ่งเกรียงไกร’ จิตกรอิสระผู้มากฝีมืออายุเพียงยี่สิบหกปีแต่ทว่ากลับประสบความสำเร็จในการวาดภาพและการเป็นจิตกรอิสระที่เปิดนิทรรศการของตัวเองได้อย่างน้อยปีละสองครั้ง และล่าสุดผมเพิ่งเปิดนิทรรศการของตัวเองไปรวบรวมงานทั้งหมดและของนักเรียนที่ผมเปิดคลาสสอนพิเศษเพื่อถ่ายทอดความรู้ ความสามารถของตัวเองให้คนที่ชื่นชอบในศิลปะได้ปลดปล่อยจิตวิญญาณของตัวเองออกมา
เพียงแค่ไม่กี่นาทีกระดาษขาวตรงหน้ากลับมีสีสันมากมายกระจัดกระจายอยู่ แม้จะเป็นการปาดสีที่ดูมั่วในสายตาคนอื่น แต่สำหรับจิตรกรแล้วมันคือการดึงความรู้สึกที่ก่อขึ้นออกมาลงในกระดาษทั้งหมด สีที่ใช้เป็นสีน้ำเงินและขาวปะปนกันจนกลายเป็นท้องฟ้าแต่ทว่ากลับมีความมืดมนซ่อนอยู่
“นิน คัทขอโทษ” อยากจะพูดคำนี้ให้เธอได้ฟัง แต่มันกลับสายไปแล้วทุกอย่าง หลายปีที่ผ่านมาผมพยายามลืมเรื่องราวของนินออกไปจากหัวสมอง แต่มันกลับไม่มีวันนั้นเลยที่จะลืมเธอไปได้ เราสองคนคบหากันตั้งแต่สมัยเรียนมหาลัยคบหากันมานานสี่ปี จนถึงวันที่ผมเริ่มหมกตัวอยู่กับศิลปะ กลายเป็นคนที่เข้าสังคมยากขึ้น พูดน้อย รักความเป็นส่วนตัวจนลืมใส่ใจเธอ สำคัญเลยคือคำพูดของผมที่ทำให้เธอเจ็บปวดจนต้องเลิกรากันไป ทุกวันนี้ผมไม่สามารถหยุดความคิดของตัวเองได้ มักจะคิดและพูดในสิ่งที่ตัวเองมั่นใจ แต่ไม่เคยรู้ว่ามันอาจจะทำให้คนที่ได้ฟังเจ็บปวดไปกับความคิดความอ่านที่ตรงไปตรงมาของผม
“ทานเยอะๆ นะคะคุณคัท ช่วงนี้ป้าเห็นคุณคัทกำลังง่วนกับการหานางแบบมาวาดรูปใช่ไหมคะ?”
“ครับ” ตักข้าวต้มกุ้งเข้าปากและสบตากับป้าสมที่เป็นแม่บ้าน ป้าสมมาทำงานให้ผมได้หลายปีเอาจริงป้าสมไม่ค่อยวุ่นวายกับผมสักเท่าไหร่นอกซะจากพูดคุยเวลาพบเจอหรือทำงานเสร็จก็มาร่ำลาเป็นปกติ
“ถ้าคุณคัทหาไม่ได้ ป้าสมยอมเปลือยกายให้คุณคัทวาดภาพดีไหมคะ?” แทบจะสำลักข้าวต้มกุ้งที่กลืนลงคอก่อนจะมองป้าสมที่ยกมือปิดปากตัวเองอย่างขำขัน “ป้าล้อเล่นน่ะค่ะ ร่างกายป้าเหี่ยวย่นไปหมดแล้ว คุณคัทคงไม่อยากวาด”
“ทำไมจะไม่อยากวาดครับ” ยกน้ำขึ้นดื่มตามด้วยทิชชูเช็ดไปตามเรียวปาก “งานศิลปะของผม ไม่จำแนกว่าจะอายุมากหรือน้อย”
“...”
“ถ้าป้าสมสนใจ ผมยินดีครับ” เพราะผมเป็นคนคิดแบบตรงไปตรงมา บางคำอาจจะทำให้คนฟังดีหรือไม่ดีอันนี้ผมไม่รู้เลย แต่พอได้เห็นสีหน้าป้าสมที่ฉีกยิ้มกว้างก็พาให้รู้สึกดีที่คำพูดของตัวเองไม่ได้ทำร้ายใครให้เจ็บปวด
“คุณคัทเป็นคนดีจริงๆ นะคะ”
“ครับ?”
“รักษาน้ำใจคนแก่อย่างป้าด้วย” ป้าสมยิ้มให้ผมก่อนจะเก็บถ้วยข้าวต้มตรงหน้าและจัดการทำงานบ้านต่อ ผมมองนาฬิกาที่ข้อมือจึงหยิบกุญแจรถบิ๊กไบค์คันโปรดเพื่อขับไปหาไอ้โจ้เพื่อนสนิทอีกคนที่ร้านกาแฟกึ่งเบเกอรี่ เพื่อนคนนี้รู้จักกันตอนที่ผมเริ่มจบมหาลัยใหม่ๆ และมันเป็นคนขอซื้อภาพวาดผมในบอร์ดที่วางขายเพื่อเอาไปดึงดูดภายในร้านที่ออกแนวอาร์ตแนววินเทจ ผมกับไอ้โจ้เป็นเพื่อนกันได้เพราะนิสัยมักจะคล้ายกัน ที่คล้ายกันคือติสท์แตกและโลกส่วนตัวสูงมาก
“ไงมึง” ไอ้โจ้โบกมือทักทายผมขณะกำลังง่วนอยู่ตรงเคาน์เตอร์ ผมจึงเดินไปนั่งเก้าอี้ตัวสูงตรงหน้ามันและมองไปรอบๆ ร้านซึ่งตอนนี้มีนักศึกษามานั่งชิลอ่านหนังสือ ดื่มกาแฟ กินเค้กกันยามเช้าก่อนจะเข้าเรียน “มาแต่เช้า”
“ตื่นตั้งแต่ตีสี่”
“ตื่นมาทำห่าไรวะ?” มันถามพลางเดินเอาถาดแก้วชาเขียวปั่นสองแก้วไปเสิร์ฟให้กับลูกค้าสาวที่นั่งทำตาปริบๆ ใส่ นอกจากจะติสท์แตกพอๆ กับผม ไอ้โจ้ยังมีใบหน้าหล่อคมมีเสน่ห์ สาวหลงหัวปรักหัวปรำแต่มันกลับไม่สนใจใครเพราะความเป็นคนโลกส่วนตัวสูงตัวพ่อ
“ฝันไม่ดี” พูดเสร็จจึงเท้าคางมองภาพวาดตรงกำแพงที่เป็นฝีมือผม ไอ้โจ้ขอซื้อด้วยราคาที่สูงแต่สำหรับเพื่อนผมจึงให้ราคาที่เป็นกันเองแต่มันก็ไม่ยอม ผมเลยตามใจมันด้วยการเรียกค่าวาดแบบแพงหูฉีก ซึ่งมันก็ต่อว่าผมแต่ก็ซื้อมาติดที่ร้านอยู่ดี
“เรื่อง?” เมื่อไม่มีลูกค้าไอ้โจ้จึงดึงเก้าอี้ทรงสูงมานั่งไขว่ห้างกอดอก “หรือจะเป็นเรื่องนิน”
“อือ” พยักหน้ารับเพราะไอ้โจ้เองก็รับรู้เรื่องนี้มาตลอด และมันก็คอยอยู่ปลอบใจผมในวันที่เลิกรากับนินแบบไม่ทันตั้งตัวด้วยซ้ำ “กลับมาฝันได้”
“มึงคงฝังใจเรื่องนิน กูรู้มึงรักนินมาก” ไอ้โจ้ถอนหายใจก่อนจะชี้นิ้วมาที่ผม “แต่ปากมึงมันหมาอะ พูดอะไรออกไปตรงเกิน”
“กูคิดแบบไหนก็พูดไปแบบนั้น”
“แต่บางคำพูดของมึง มันทำร้ายคนอื่นไงเช่นนิน” ชักสีหน้าใส่ไอ้โจ้ที่ยักไหล่ไหว “หรือไม่จริง มีอย่างที่ไหนไปถามแฟนตัวเองแบบนั้น ทั้งที่มึงไม่มีเวลาให้เขาด้วยซ้ำ ยังเสือกระแวง”
“เปล่า”
“แล้วตอนนั้นมึงคิดอะไรอยู่ถึงถามล่ะ” ไอ้โจ้จี้ตูดผมจนถอนหายใจเสยผมขึ้นอย่างหงุดหงิด
“เลิกพูด” ตอบออกไปคำเดียวไอ้โจ้ก็พยักหน้าเข้าใจ ผมกับมันถึงได้คบกันได้นานไงเพราะนิสัยคล้ายกันแบบที่สุด
“ว่าแต่มึงหานางแบบได้ยัง?” ส่ายหน้าไปมาเพราะผมมีแพลนจะต้องวาดรูปเปลือยของผู้หญิงเพื่อจะจัดแสดงในนิทรรศการครั้งต่อไป ปกติผมจะไม่ค่อยนำภาพคนที่วาดไปจัดแสดง แต่อยากให้งานมีความเปลี่ยนแปลงบ้างจึงต้องหานางแบบเปลือยมา แต่ทว่าหาเท่าไหร่ก็ยังไม่ได้เพราะผมได้ชื่อว่าเป็นจิตรกรเรื่องมาก “ก็มีมาสมัครมึงก็ไม่เอา”
“ไม่ใช่ว่าคนที่มาไม่ดีนะ” ผมตอบออกไปเมื่อนึกไปถึงสาวสวยหลายคนที่มาสมัคร “แต่ละคนไม่มีความเป็นธรรมชาติ”
“หมายถึง?”
“บางคนทำนม ทำหน้าจนแข็งไปหมด มันไม่เมกเซ้นส์”
“อ๋อ เดี๋ยวกูช่วยหา”
“ขอดีๆ งานนี้ใช้เวลานาน หาได้เร็วก็จะได้เสร็จเร็วขึ้น” งานวาดภาพเปลือยนอกจากจะใช้เวลานานหลายเดือนแล้ว ยังต้องใช้สมาธิมากด้วย ผมจึงตั้งใจกับผลงานชิ้นนี้มาก ในส่วนภาพเปลือยที่เคยวาดไปก่อนหน้านั้นผมไม่สามารถนำมาจัดแสดงได้เพราะบางท่านก็ขอซื้อภาพตัวเองกลับไป ดังนั้นภาพที่อยู่ที่บ้านจึงไม่สามารถเอามาใช้เพราะบางภาพผมวาดตั้งแต่สมัยเรียนด้วยซ้ำไป
“แต่สาวๆ พวกนั้นอยากมาสมัครก็เพราะอยากแก้ผ้าให้มึงดูนะ”
“แล้ว?”
“ไม่... หวั่นไหว” เวลาวาดภาพเปลือยจะต้องถามกันแบบนี้เสมอว่า ‘มึงไม่หวั่นไหว’ หรือ ‘ไม่เกิดอารมณ์บ้างเหรอ?’ ผมก็ขี้เกียจจะอธิบายนะว่าต่อให้แก้ผ้าหรือไม่แก้ผ้า ถ้าผมคิดว่าทำงาน บนร่างผู้หญิงตรงหน้าคือสิ่งที่พระเจ้าสร้างขึ้น เราควรมองให้เป็นศิลปะ ผมไม่ได้ลามกจกเปรตถึงขนาดจะเกิดอารมณ์ทุกครั้งที่เห็นผู้หญิงนะ
“ทำไมต้องหวั่นไหว?” ตอบออกไปอย่างหงุดหงิด “ไร้สาระ ทุกอย่างที่ทำคืองาน ศิลปะคือหัวใจของกู... ต่อให้ผู้หญิงตรงหน้าจะเปลือยต่อหน้าเป็นสิบคน กูก็ไม่รู้สึกหวั่นไหว”
“ตายด้าน” ไอ้โจ้ยกยิ้มมุมปากก่อนจะเท้าคางมาตรงหน้าผม “ที่ไม่สน กูว่ายังคงคิดถึงนิน”
“...”
“มึงยังรักนินอยู่ ดูก็รู้” มันผลักศีรษะผมก่อนจะเดินไปหาลูกค้าซึ่งเรียกเก็บเงิน ผมถอนหายใจพลางนึกถึงใบหน้าสวยของนินผู้หญิงคนเดียวที่ผมรักและคบหากันมานาน เธอเป็นผู้หญิงคนเดียวที่ทำให้ผมรู้จักกับคำว่ารักเลยก็ว่าได้
วันนี้ผมมานั่งรอไอ้โจ้หลังจากที่เมื่อคืนมันโทรมาบอกผมว่าได้นางแบบมาให้แล้ว มันหามาให้ผมเร็วมากจนไม่น่าไว้ใจเลย กลัวจะไปหาเด็กๆ มาให้ผมถูกตำรวจจับเล่นนี่สิ ระหว่างนั่งรอมันซึ่งวันนี้คนเยอะ ผมจึงใช้เวลาที่อยู่หลังร้านมันวาดภาพที่ทิ้งไว้แต่ไม่ได้มาวาดต่อ เป็นภาพร่างดินสอแจกันดอกไม้ที่ผมใช้เวลาแค่วันเดียวก็เสร็จ แต่เนื่องจากเพราะไม่มีอารมณ์วาดภาพดินสอจึงทำได้เพียงปล่อยทิ้งไว้ “มาแล้ว”
“อือ นางแบบอายุน้อยไม่เอานะ”
“เออกูรู้” ไอ้โจ้นั่งลงบนโซฟาก่อนจะมองผมที่ผละใบหน้าจากกระดาษตรงหน้า “น้องอายุยี่สิบเอ็ด เรียนมหาลัยปีสี่”
“แล้ว?”
“น้องเป็นเพื่อนกับไอ้เหมย เห็นไอ้เหมยมันบอกว่าน้องกำลังหาเงินน่ะ ก็เลยเสนอไป”
“แล้วเหมยรู้ได้ไง?” ผมขมวดคิ้วทันทีที่เมื่อน้องสาวแท้ๆ ของไอ้โจ้รู้ว่าผมกำลังหานางแบบอยู่
“กูถามไอ้เหมยเองล่ะ เอาเป็นว่าลองดูก็ไม่เสียหาย” เพราะไอ้โจ้เป็นคนหาให้ผมจึงพยักหน้ารับ “กูให้ที่อยู่น้องเขาไปแล้ว คงจะไปพรุ่งนี้สายๆ มึงจำไอ้เหมยได้ใช่ปะ?”
“อือ” น้องสาวไอ้โจ้ที่ออกแนวนิ่งขรึม ผมเคยเจอกับน้องสาวมันซึ่งเป็นผู้หญิงที่เข้าถึงยากคนหนึ่งก็ว่าได้แถมยังชื่นชอบศิลปะวาดภาพด้วย ไอ้โจ้เคยเอาภาพผมไปโชว์ให้เหมยดู เด็กคนนั้นก็ดูจะชื่นชอบและติดตามผลงานของผมมาตลอด แต่ก็ไม่กล้าจะสนิทสนมกับผมด้วยเพราะตัวเองก็เข้าหาคนไม่เก่ง
แต่ขอให้นางแบบคนนี้เป็นคนสุดท้ายที่ผมจะหาเถอะ... งานจะได้เสร็จก่อนจัดนิทรรศการที่วางแพลนไว้
เช้าวันรุ่งขึ้นได้เวลานัดผมจึงตื่นเช้าแต่โดยปกติก็ตื่นแบบนี้เสมอ ผมสั่งป้าสมให้ต้อนรับเหมยน้องสาวไอ้โจ้ด้วย เพราะผมจะอยู่ในห้องศิลปะของตัวเอง สิ่งที่ผมสั่งป้าสมไว้คือการพานางแบบไปเปลี่ยนชุดโดยแก้ผ้าเปลือยให้หมด แต่ทว่าผมให้ผ้าแพรสีขาวไม่บางมากให้เธอปกปิดเรือนร่างรอผมที่ห้อง เมื่อออกจากห้องศิลปะก็ปะทะเข้ากับร่างบอบบางของหญิงสาวคนหนึ่งที่คุ้นตา ใบหน้าเฉยชาขลับกับผมสีดำยาวซึ่งรวบมวยไว้กลางศีรษะ เธอแต่งตัวด้วยชุดเอี๊ยมยีนกางเกงขายาวพร้อมกับเสื้อยืดสีดำ “สวัสดีค่ะพี่คัท”
“อือ” พยักหน้ารับก่อนจะมองเลยหลังเหมย “ไหนนางแบบ”
“เปลี่ยนชุดอยู่ค่ะ” ถ้าคิดว่าผมพูดน้อย บอกเลยว่าเหมยน้องไอ้โจ้ยิ่งกว่าผมนะ
“ให้เพื่อนไปรอพี่ในห้อง เดี๋ยวมา” เหมยพยักหน้ารับผมจึงเดินสวนเธอขึ้นไปบนห้องเพราะลืมหยิบมือถือลงมา ถ้าผมจะลงมือวาดภาพจะต้องฟังเพลงโปรดด้วย มาถึงหน้าห้องก็เห็นเหมยนั่งรออยู่ที่เก้าอี้แล้ว เธอกอดอกและชี้นิ้วเข้าไปด้านใน
“เพื่อนเหมยพร้อมแล้ว แต่พี่คัท...” มือที่กำลังจะผลักประตูเข้าไปชะงักจึงหันไปสบตากับเธอ “งานนี้ขอให้เพื่อนเหมยได้นะ อย่างน้อยก็สำคัญมาก”
“เพื่อนร้อนเงิน?” เลิกคิ้วขึ้นแต่เหมยกลับส่ายหน้าไปมา
“อย่างน้อยถ้ามาเป็นแบบให้พี่คัท อาจจะทำให้เพื่อนเหมยไม่ต้องกลับบ้านเร็ว” ไม่เข้าใจกับคำพูดของเธอ แต่ผมก็จะไม่ทำอย่างที่เธอขอ ถ้าหากเพื่อนของเธอไม่ได้สมบูรณ์แบบอย่างที่ผมต้องการจะให้เป็น
ผมเปิดประตูห้องเข้ามาเห็นร่างบอบบางนั่งอยู่บนโต๊ะตัวยาวกำลังหันหลังให้อยู่ จึงเดินไปหยุดที่หน้าขาตั้งกระดาษและดินสอในมือ อย่างน้อยการสำรวจเรือนร่างก็ต้องร่างมันขึ้นมาก่อน จะได้รู้กันว่าภายใต้แผ่นหลังขาวเนียนและเส้นผมสีดำตรงยาวกลางหลังเธอจะมีรูปร่างตรงตามที่ผมต้องการหรือเปล่า “หันมาทางฉัน”
สั่งเสียงเข้มและก้มหน้าเปิดเพลง Beautiful-Bazzi ซึ่งเป็นเพลงโปรดของผม จากนั้นวางมือถือลงบนโต๊ะและเงยหน้ามองนางแบบตรงหน้า...
ภาพตรงหน้าทำให้ผมถึงกับชะงักดินสอที่กำลังจะวาด ใบหน้าสวยซึ่งหาที่ติไม่ได้แม้แต่นิดกำลังจับจ้องผมด้วยสีหน้าเรียบนิ่งแต่ทว่าแก้มทั้งสองก็ขึ้นรอยแดงนิดหน่อย ดวงตากลมโตของเธอราวกับมนต์สะกด ริมฝีปากชมพูนูนกัดเข้าหากัน พูดให้ถูกคือผู้หญิงตรงหน้าเธอมีความสมบูรณ์แบบบนเครื่องหน้ามาก และมันช่างเป็น... ธรรมชาติราวกับสิ่งนี้คือพระเจ้าตั้งใจปั้นมันขึ้นมาด้วยความรักและความใส่ใจ
สายตาของผมผละจากใบหน้าเธอไล่ลงมาถึงลำคอ ไหล่ หน้าอกที่เอ่อล้นออกมาเป็นก้อนสวยงาม แม้จะมีผ้าแพรสีขาวปกปิดจุดลับทั้งสองไว้ตามด้วยท่อนแขนของเธอที่พาดปิดมันไม่ให้ผมเห็น จึงเลื่อนมาถึงหน้าท้องแบนราบ เอวขอดรับกับสะโพกผายและเรียวขายาว ผมถึงได้เลื่อนสายตาไปมองสบตากับเธออีกครั้ง
Hey
Beautiful, beautiful, beautiful, beautiful angel
Love your imperfections every angle
Tomorrow comes and goes before you know
So I just had to let you know
จู่ๆ ท่อนเพลงที่ฟังอยู่ก็ทำให้ผมสะดุดและดึงสติของตัวเองกลับมา ไม่... เธอเป็นนางฟ้าแสนสวยที่มีความสมบูรณ์แบบ ไม่ใช่แบบในเนื้อเพลงที่ผมจะหลงใหลในความไม่สมบูรณ์แบบ
แต่เธอคนนี้... เป็นนางฟ้าที่สมบูรณ์แบบตรงตามที่ผมต้องการ
“คือ...” แม้แต่น้ำเสียงที่เปล่งออกมายังใสจนผมวางดินสอลง ไม่ได้! ไม่มีสมาธิแล้ว “ต้องเอาผ้าออกไหมคะ?”
“ไม่ต้อง” ตอบออกไปเพราะตอนนี้ผมไม่มีสมาธิที่จะมองเรือนร่างเต็มๆ ของเธอ สมองมันกำลังเตลิดไปหมด ให้ตายเหอะ! นี่เป็นครั้งแรกเลยก็ว่าได้ที่รู้สึกว่านางแบบตรงหน้าทำให้ผมหวั่นไหวกับเรือนร่างที่แม้จะยังไม่เห็นแบบเต็มๆ
“แล้วฉันจะได้งานหรือเปล่าคะ?”
“เธอ” แม้จะรู้ว่าเธอสวยจนหาที่ติไม่ได้ แต่ผมก็ยังสงสัยอยู่ดี “ทำมาหรือเปล่า”
“คะ” เธอขมวดคิ้วและดึงผ้าแพรสีขาวคลุมตัว “ทำ? หมายถึง...”
“ใช่” ราวกับไม่ต้องต่อความยาวสาวความยืด เธอก็เบิกตากว้างและมองผมด้วยสีหน้าไม่พอใจ
“ฉันไม่ได้ทำอะไรกับร่างกายหรือใบหน้าตัวเองค่ะ” ตะคอกจนผมยืนเท้าเอวจับจ้องคนตัวเล็กที่ลงจากโต๊ะมายืนตรงหน้า ยิ่งใกล้... ยิ่งสวย ไร้ที่ติจริงๆ “ทุกอย่างบนร่างกายฉัน มันธรรมชาติทุกอย่าง”
“...”
“จะไม่ให้ผ่านก็ไม่เห็นจะต้องมาถามกันแบบนี้เลย” ว่าจบก็เดินสวนผมไป
“เดี๋ยว” เรียกรั้งเธอไว้ก่อนจะเดินไปหยิบนามบัตรของตัวเองมายื่นให้ ใบหน้าสวยที่อยู่ในระดับหน้าอกผมเงยสบตาแต่ก็รับนามบัตรผมไปถือไว้
“คัท คิรบดินทร์ โรจน์รุ่งเกรียงไกร”
“ถ้าพร้อมตอนไหนโทรหาฉัน”
“แสดงว่าฉัน...” เธอชี้นิ้วเข้าหาตัวเองพร้อมรอยยิ้มที่ฉีกกว้าง “ผ่านเหรอคะ?”
“อือ”
“ขอบคุณนะคะคุณคัท” เธอดีใจจนเนื้อเต้น แต่ผมก็มีเรื่องสงสัยหลายอย่างเหมือนกันว่าทำไมเธอถึงยอมมาเป็นนางแบบเปลือยให้ผมวาด สิ่งที่เหมยพูดก็แปลกๆ รูปร่าง ใบหน้า ผิวพรรณเธอดูเป็นลูกคุณหนูด้วยซ้ำ ไม่น่าจะเดือดร้อนเรื่องเงินอะไรขนาดนั้น
ได้แต่เก็บความสงสัยเอาไว้ แต่เหนือสิ่งอื่นใด... ผู้หญิงคนนี้ดึงดูดผมมากซะจนไปไม่เป็นเลย
“อาจาย์คิดว่าผมเหมาะสมเหรอครับ?”
“เหมาะสิ คิดว่าช่วยๆ อาจารย์หน่อยแล้วกัน ตอนนี้อาจารย์จรัญญาลาคลอดและพักฟื้น อีกอย่างอาจารย์ก็เสนอชื่อศิษย์เก่าอย่างคัทไป ในคณะศิลปกรรมศาสตร์ก็ลงความเห็นว่าคัทน่ะเหมาะสม”
“ผมไม่เคยสอนนักศึกษาปีสี่มาก่อนนะครับ มัน...”
“คัทน่ะประสบความสำเร็จมากๆ เลยนะทั้งเปิดคลาสสอนวาดภาพ ไหนจะเปิดนิทรรศการ คนใหญ่คนโตจ้างวาดภาพอีก ผลงานของคัทไม่ธรรมดาเลย อย่างน้อยก็ช่วยมาถ่ายทอดความรู้ความสามารถให้รุ่นน้องหน่อยแล้วกัน”
“...”
“อาจารย์มั่นใจว่าคัทจะเป็นอาจารย์ฝึกสอนที่ดีได้ เอาน่ามีเงินเดือนให้นะ”
“ผมไม่ได้คิดเรื่องนั้นหรอกครับ ให้สอนฟรีผมก็ทำให้ได้ แต่ที่ผมกังวลคือผมเหมาะสมที่จะเป็นอาจารย์ฝึกสอนหรือเปล่าก็เท่านั้น”
“เหมาะสิ อาจารย์ในคณะเรามั่นใจว่าคัททำได้” ผมมองสบตากับอาจารย์ที่ปรึกษาคืออาจารย์พงษ์เทพในคณะศิลปกรรมศาสตร์ สาขาวิชาจิตรกรรมที่ผมเคยจบมาจากที่นี่เมื่อหลายปีที่ผ่านมา เพราะมีอาจารย์สอนวาดภาพต้องลาไปคลอดลูกจึงหาอาจารย์ที่จะมาสอนแทนไม่ได้ อาจารย์พงษ์เทพเล็งเห็นว่าผมเหมาะสมทุกอย่างจึงได้ติดต่อให้มามหาวิทยาลัยเพื่อพูดคุยเรื่องการเป็นอาจารย์ฝึกสอนชั่วคราวจนกว่าอาจารย์จรัญญาจะกลับมา ผมคิดว่าตัวเองจะทำหน้าที่นี้ได้ดีในฐานะอาจารย์สอนวาดรูป เพราะทักษะของผมไม่เหมือนใครและไม่มีใครเหมือน เมื่อได้รับความไว้วางใจจึงยกมือไหว้อาจารย์พลางคลี่ยิ้มให้นิดหน่อย
“ผมตกลงก็ได้ครับ แต่แค่เทอมเดียวใช่ไหมครับ?”
“ก็คงแบบนั้น ถ้าอาจารย์จรัญญาพร้อมมาสอนนะ” เหมือนเอาตัวเองมาติดบ่วงในรั้วมหาลัยอีกครั้ง ความจริงผมชอบความสันโดษมากกว่าการมาสอนที่มหาลัย มันวุ่นวายและไหนจะต้องรับมือกับนักศึกษาสาวต่างคณะอีกล่ะ ในคณะผมมั่นใจว่ารุ่นน้องผมไม่มีเรื่องแบบนี้แน่ เพราะมาสายนี้ไม่ทุกคนที่จะติสท์แตกและแบบสายไม่สนใจเลยก็มี
“ถ้าอย่างนั้นผมคงต้องเตรียมตัว”
“อาทิตย์หน้ามหาลัยก็เปิดแล้ว หวังว่าคัทจะทำหน้าที่นี้ได้ดีนะ” ผมพยักหน้ารับก่อนจะเดินออกจากคณะตัวเองไปยังรถมอเตอร์ไซค์บิ๊กไบค์ หันไปมองป้ายชื่อคณะก็ถอนหายใจออกมาพลางยกมือเสยผมขึ้นไป
“ดีกว่าอยู่ว่างๆ แล้วกัน”
คิดแบบนี้คือปลอบใจตัวเองชัดๆ เลยคัท... ความเกรงใจที่ไม่สามารถปฏิเสธได้ แม้จะต้องเสียโลกของตัวเองไปส่วนหนึ่งแต่ก็คิดในแง่ดีคือได้ถ่ายทอดความรู้ของตัวเองให้รุ่นต่อไปก็แล้วกัน
บทล่าสุด
#33 บทที่ 33 #คัทตัดรัก :: CHAPTER 32 [100%] THE END
อัปเดตล่าสุด: 5/7/2026#32 บทที่ 32 #คัทตัดรัก :: CHAPTER 31 [100%]
อัปเดตล่าสุด: 5/7/2026#31 บทที่ 31 #คัทตัดรัก :: CHAPTER 30 [100%]
อัปเดตล่าสุด: 5/7/2026#30 บทที่ 30 #คัทตัดรัก :: CHAPTER 29 [100%]
อัปเดตล่าสุด: 5/7/2026#29 บทที่ 29 #คัทตัดรัก :: CHAPTER 28 [100%]
อัปเดตล่าสุด: 5/7/2026#28 บทที่ 28 #คัทตัดรัก :: CHAPTER 27 [100%]
อัปเดตล่าสุด: 5/7/2026#27 บทที่ 27 #คัทตัดรัก :: CHAPTER 26 [100%]
อัปเดตล่าสุด: 5/7/2026#26 บทที่ 26 #คัทตัดรัก :: CHAPTER 25 [100%]
อัปเดตล่าสุด: 5/7/2026#25 บทที่ 25 #คัทตัดรัก :: CHAPTER 24 [100%]
อัปเดตล่าสุด: 5/7/2026#24 บทที่ 24 #คัทตัดรัก :: CHAPTER 23 [100%]
อัปเดตล่าสุด: 5/7/2026
คุณอาจชอบ 😍
เกลียดรัก
อารญากับธีรเดชก็เช่นกัน
แต่เกลียดกันไปเกลียดกันมาดันท้องเฉยเลย
พลาดรักร้ายนายวิศวะ
"พี่สาวฉันไม่ใช่ผู้หญิงขายตัว อย่างที่พี่เข้าใจ" มิริณสวนกลับอรัณอย่างไม่ยอมทันที
"เป็นเด็กN มันไม่ได้ต่างกับผู้หญิงขายตัว" อรัณจับข้อมือเรียวเล็กของมิริณเอาไว้แน่น ด้วยความโกรธและโมโห ใบสวยหวานไร้กรอบแว่นตา จ้องมองคนปากร้ายโดยไม่เกรงกลัวแต่อย่างใด
"ถ้าเกลียดผู้หญิงขายตัว เกลียดพี่สาวฉัน เกลียดฉันมากนัก พี่ก็เลิกยุ่งกับฉันเสียทีสิ" มิริณกดน้ำเสียงโดยความไม่พอใจ พร้อมกับสะบัดมือออกจากแขนของอรัณ
"ถ้าอยากเป็นเด็กขายตัวตามพี่สาวของเธอนัก ก็มาขายให้ฉันเสียสิ จะได้ไม่ต้องวิ่งหาคนอื่นให้มันเหนื่อย แค่นอนให้ฉันกระแทกก็พอ"
"พี่รัณ" มิริณตระโกนใส่หน้าอรัณด้วยความโกรธจัด
!! เพี๊ยะ !! พร้อมกับตะเบ่งฝามือฝาดใบหน้าอันหล่อเหลาของอรัณด้วยที่เขานั้นดูถูกเธอไม่หยุด
ใบหน้าของอรัณหันไปตามแรงตบและมอง มิริณมาด้วยสายตาดุดัน
"ขอซื้อดีๆ ไม่ขาย งั้นก็โดนฉันกระแทกก่อน แล้วค่อยคิดราคามาละกัน" พูดจบอรัณก็ระดมจูบคนตัวเล็กไปทั่วทั้งใบหน้าด้วยความโมโห
คลั่งรักร้ายนายวิศวะ
"ปล่อยนะพี่ริว พี่ไม่ใช่ ผัว..." เสียงเล็กถูกกลื้นหายในลำคอ เมื่อโดนคนใจร้ายตรงหน้าระดมจูบไปทั้งใบหน้า อย่างไม่ทันตั้งตัว ริวถอนจูบออก เสมองคนตรงหน้าอย่างเย้ยหยัน
"ผัว...ที่เอาเธอคนแรกหนะ"
"พี่ริว..." เจนิสตะเบ่งเสียงด้วยสีหน้าอันโกรธจัด
"ทำไม เรียกชื่อพี่บ่อยแบบนี้ละครับ" ริวเอ่ยพร้อมกับสบตาคนตรงหน้าด้วยสายตาดุดัน
"คิดว่าคืนนี้เธอจะรอดเหรอ" ริวตะเบ่งเสียงขึ้นมา จนร่างบางถึงกับชะงัก
"ปล่อย...นะ คนเลว" ยิ่งเธอต่อต้านเขายิ่งรุนแรงกับเธอมากขึ้น
"เอาดิ...เธอตบ ฉันจูบ..." ริวเอ่ยพร้อมกับจ้องมองด้วยสายตาดุดัน
Dangerous Engineering เขตรักอันตราย นายวิศวะ
“หยุดมโนเลยอ้วน กูแค่ให้เกียร์ ไม่ได้คิดจะเอาทำเมีย” ชิ! เบรกซะฉันล้อลากเลยไอ้พี่บ้านี่
ใครจะอยากไปเป็นเมียนักเลงแบบพี่ล่ะ
“ไม่รู้ล่ะ ใจพี่อยู่ที่นิ่มแล้ว” ฉันพูดออกไป
ก็ฉันเคยได้ยินพี่ ๆ พูดว่าใจอยู่เกียร์ เพราะงั้นเขาก็ให้ฉันแล้ว สรุปแล้วหัวใจเขาอยู่ที่ฉัน
“มโนล้วน ๆ เลยนะมึง” พี่เคลิ้มเขาส่ายหัวใส่ฉัน แล้วจากนั้นเขาก็ขับรถออกจากข้างทางที่อยู่ข้างบ้านหลังใหญ่ที่เขาเดินหายเข้าไป
“เดี๋ยวนิ่มจะดูแลให้ดีเลยนะจ๊ะ” ฉันฉีกยิ้มใส่พี่เคลิ้ม
ก็ตอนนี้พี่เขาอกหัก ฉันก็แค่อยากเห็นพี่เขายิ้มก็แค่นั้น
“เรื่องของมึง เพราะกูไม่สนใจ มึงจะทิ้งก็ได้นะถ้ามันเกะกะลูกตามึง หรือจะให้กูโยนทิ้งตอนนี้ก็ได้นะ”
“อย่ามายุ่งกับของนิ่มนะ! ตอนนี้มันเป็นของนิ่มแล้ว พี่ห้ามยุ่ง”
“มโนอะไรก็มโนไป แต่อย่ามโนว่ากูเป็นผัวมึงก็พอ เพราะมันเป็นไปไม่ได้”
“ชิ! คิดว่านิ่มอยากเป็นเมียพี่หรือไง ฝันไปเถอะ นักเลงอย่างพี่เคลิ้ม นุ่มนิ่มไม่เอามาเป็นผัวหรอก ปวดหัวเรื่องผู้หญิงที่เยอะอย่างกะฝูงวัวฝูงควาย แล้วนิ่มก็ไม่มีปัญญาวิ่งหนีคู่อริพี่ด้วย นิ่มอ้วน นิ่มเหนื่อย”
“มึงมโนไปไกลแล้วนะอ้วน หยุดต่อมมโนมึงเดี๋ยวนี้”
(ผัว) เด็กมันร้าย BAD LOVE
“ตุลดูรถให้พี่หน่อยสิรถเป็นอะไรไม่รู้ติดๆ ดับๆ”
“วันก่อนแอร์เสีย เมื่อวานยางรั่ว วันนี้ติดๆ ดับๆ ถ้าจะเป็นบ่อยขนาดนี้แนะนำให้ซื้อใหม่!!” เขาบอกแบบไม่สบอารมณ์ คงจะดูออกมาฉันจงใจมาเจอ
“จะซื้อใหม่ให้เปลืองเงินทำไม พี่ชอบรถคันนี้นะมีปัญหาบ่อยดี ^_^”
“ไม่ชอบคนแก่…มากประสบการณ์”
คำพูดของตุลทำให้ฉันหน้าเหวอกันเลยทีเดียว ครั้งแรกที่มีคนพูดว่าฉันแก่ แถมยังบอกว่ามากประสบการณ์อีก ฉันยังบริสุทธิ์อยู่นะไอ้เด็กบ้า!!
พันธะร้ายนายวิศวะ
"_" คนรัก ความรัก แฟน มันเป็นแบบไหนกัน เพราะฉันไม่เคยมีแฟน แค่....ข้ามขั้นไปเท่านั้นเอง
"พี่... เป็นคนพูดเองนะคะ ว่าอยู่มหาลัยห้ามทำตัวสนิท ห้ามทำเป็นรู้จักกัน จำไม่ได้เหรอ" รีนลดาพูดพร้อมกับเชิดหน้าใส่เขา อย่างท้าทาย
***********************
เรียวตะมองคนตรงหน้าอย่างใกล้ชิด พร้อมกับยื่นหน้าอันเหล่อเหลาของตนเข้ามาใกล้ๆ ใบหน้าหวานของเธอรีนลดา คนโดนล็อกมือเธอเอาไว้ คนตัวเล็กรู้สึกถึงลมหายใจอุ่นๆ ของเขา ทั้งสองใบหน้าห่างกันไม่ถึงคืบ รีนลดาพยายามจะขัดขืนแต่ก็ไม่เป็นผล
"ทำไมกลัวเหรอ ที่เมื่อกี้ยังปากเก่งว่าฉันเป็นหมา ไม่เห็นจะกลัว" เรียวตะกดน้ำเสียงที่ไม่น่าฟังนัก
" ตึก ตึก " คนตัวเล็กรู้สึกใจเต้นแรงขึ้นมาอย่างไม่ทราบสาเหตุ เธอไม่ชอบเลยที่เขาเข้าใกล้แบบนี้
เรียวตะยังคงโน้มหน้าคม เข้ามาใกล้จนแทบจะชิดกัน คนโดนกดตัวได้แต่หลับตาพริบๆ
"_" อย่าคิดจะอะไรบ้าๆนะพี่เรียวพูดเองว่ารีนใช่สเปกพี่ อย่าทำอะไรที่มันกลืนน้ำลายตัวเองนะคะ" รีนลดากลั้นใจพูดออกไป แม้ในใจแอบจะกลัวเขาบ้างก็เถอะ เธอรู้ว่าเรียวตะนั้นเกลียดขี้หน้าเธอมากขนาดไหน แต่ครั้งนี้รีนลดากลับคิดผิด
ขย่มรักมาเฟีย
"ความทรงจำบ้าบออะไรของคุณ ฉันไม่อยากจะทบทวนอะไรทั้งนั้น ออกไปห่างๆฉันเลยนะ...อื้อ...ปล่อยฉันสิ ไอ้มาเฟียบ้า...จะมายุ่งกับฉันทำไมห้ะ!...."
"ไม่ยุ่งกับเมีย...แล้วจะให้ไปยุ่งกับหมาแมวที่ไหนล่ะหึ...ไม่ได้เจอตั้งนาน...คิดถึงดุ้นของผมไหม...อยากจะอม...อยากจะเลียเหมือนที่เคยทำหรือเปล่า...."
"ไม่....ถ้าคุณเสี้ยนมากนักก็ไปเอากับผู้หญิงของคุณสิ..ผู้หญิงพวกนั้นเขาเต็มใจทำให้คุณแบบถึงอกถึงใจ คุณจะมาบีบบังคับฉันให้เสียแรงทำไม"
"ก็ผู้หญิงพวกนั้นมันไม่ตื่นเต้นเหมือนกับคุณนิ....ผมชอบใช้แรง...โดยเฉพาะกับคุณ....ชอบเยแรงๆ....ตอกแบบจุกๆ และที่สำคัญผมชอบตอนที่คุณครางเหมือนคนกำลังจะตายตอนที่ผมกำลังเอาคุณ"
"ใครโดนคุณเอาก็ต้องครางเหมือนจะตายกันทั้งนั้นแหละ ใหญ่เกินบ้านเกินเมืองซะขนาดนั้น ไปผู้หญิงเอาพวกนั้นไป อย่ามายุ่งกับฉัน...อื้อ...ปล่อยฉันสิ"
"ทำไมชอบไล่ให้ผมไปเอาคนอื่นนักหึ....ไม่เข้าใจเหรอว่าผมจะเอาคุณ....ผมชอบหอยฟิตๆของคุณมากกว่า...ผมหลง...ผมคลั่งไคล้...และผมก็อยากจะได้มันอีก...หลายๆครั้ง....ซ้ำแล้วซ้ำเล่า....จนกว่าหอยน้อยๆของคุณมันจะรับไม่ไหว...อืม....ไม่ได้เอามานานแล้ว....คุณให้ใครมาซ้ำรอยผมหรือเปล่า...."
ลิขิตรักนายสุดหื่น
เรื่องย่อ....
“คุณอัสลาน… คุณออกไปห่างๆฉันหน่อยได้ไหม…ห้องครัวนี่มันก็กว้างมากเลยนะคุณ ทำไมคุณต้องมาใกล้ฉันขนาดนี้ด้วย…”
“ก็ผมอยากจะดูว่าคุณใส่ยาเสน่ห์อะไรลงไปในอาหารหรือเปล่า เพราะช่วงนี้ผมรู้สึกโหยหาคุณตลอดเลย…”
“ใครจะบ้ามาใส่ยาเสน่ห์ให้คุณกินล่ะ แค่นี้ฉันก็แทบไม่ได้นอนแล้ว… ขืนใส่ยาเสน่ห์ให้คุณกิน ฉันไม่นอนแกผ้าให้คุณเอาทั้งวันเลยเหรอ…”
“หึๆ…ก็คุณมันน่ามั่นเขี้ยวนิ จะจับจะตบตรงไหนก็แน่นไปหมดเลย…แถมกลิ่นตัวก็หอมไปยันหอยเลย…อืม…พูดไปแล้วขอผมดมให้ชื่นใจหน่อยสิ วันนี้ทำงานมาโคตรเหนื่อยเลย…”
“อื้อ…คุณจะทำอะไรน่ะคุณฮัสลาน นี่มันในห้องครัวนะคุณ…เดี๋ยวพวกแม่บ้านเดินเข้ามาจะทำยังไงคะ…ลุกขึ้นมาเดี๋ยวนี้เลยค่ะ จะมาดมอะไรตรงนี้”
“ก็ผมอยากดมตอนนี้ไงคุณ…เห็นหน้าคุณแล้วผมก็รู้สึกเสี้ยนจนทนไม่ไหวแล้วเนี่ย…ขอผมดมให้ชื่นใจหน่อยเถอะ”
“อ้ะ….คุณอัสลาน….อื้อ….ทำไมคุณมันหื่นแบบนี้เนี่ย….เอามือของคุณออกไปนะ เดี๋ยวคนมาเห็น….อ้ะ…ซี๊ด…อ่าส์….”
บ่วงรักบ่วงเสน่หา
พิษรักคุณหมอ
มนต์มีนาคือหญิงสาวที่ครอบครัวของพิชยะให้ความช่วยเหลือตอนเธอไร้ที่พึ่ง นอกจากนี้เธอยังเป็นเพื่อนสนิทของน้องสาวตัวแสบ
การได้อยู่ร่วมชายคากันทำให้เขาและเธอเกิดความชิดใกล้ จนอยู่มาวันหนึ่ง..เพื่อนของน้องสาวดันริจะมีแฟน เขี้ยวเล็บที่พิชยะซ่อนเอาไว้อย่างดีจึงค่อย ๆ งอกออกมา
เขารุกและอ่อยเธออย่างหนักจนหัวใจของมนต์มีนาอ่อนปวกเปียกเหลวเป็นวุ้น ยอมเป็นแมงเม่าโบยบินเข้าไปในกองไฟด้วยตัวเองสปอยล์เนื้อหาบางส่วน
“เฮียไม่ชอบให้มีนสนิทสนมกับผู้ชายคนอื่น หวง…เข้าใจไหม” เขากระซิบชิดริมหูของเธอ
"แต่เราสองคนไม่ได้เป็นอะไรกันนะคะ”
"ต้องเป็นก่อนใช่ไหมถึงจะหวงได้” สายตาที่มองลงมาเจิดจ้าลุกวาวชวนให้มนต์มีนาหนาวเยือกเย็นขึ้นมา ทั้งที่อุณหภูมิในห้องไม่ได้ส่งผลต่อร่างกาย
“ทำไมไม่ตอบล่ะ” เสียงของพิชยะใกล้เข้ามาลมหายใจร้อนผ่าวเจือกลิ่นเหล้ากรุ่นอยู่ข้างแก้ม แล้วฉวยโอกาสหนึ่งสอดแทรกลิ้นเข้ามาในโพรงปากแล้วบดเบียด ลิ้นอุ่นครูดสีไปกับเรียวลิ้นเล็กอย่างเนิบช้าแต่ไม่อ่อนโยน
โปรดระวัง คืนหมาหอน แต่จะเป็นหมาหรือหมอต้องดูดี ๆ













