บทที่ 2 #คัทตัดรัก :: CHAPTER 1 [100%]
คัทตัดรัก #1
:: อาจารย์คัท ::
‘เธอ ทำมาหรือเปล่า’
ตุ้บ!
“คนไร้มารยาท กล้าดียังไงมาหาว่าฉันทำศัลยกรรม!”
พู่กันเปื้อนสีถูกวางกระแทกลงกับจานสีอย่างแรงเมื่อนึกย้อนไปถึงเรื่องราวที่พบเจอมาสดๆ ร้อนๆ ฉันชื่อว่า ‘น้ำขิง’ คณภรณ์ รมย์ธีระ อายุยี่สิบเอ็ดปี เรียนอยู่มหาลัยปีสี่คณะศิลปกรรมศาสตร์ สาขาวิชาจิตรกรรม เพราะชื่นชอบด้านการวาดรูปมาตั้งแต่เด็กจึงเข้าเรียนสายนี้แม้ว่าทางครอบครัวจะไม่สนับสนุนก็ตาม แต่ฉันมีความใฝ่ฝันที่จะเป็นผู้เผยแพร่การสอนศิลปะให้กับคนที่ชื่นชอบงานทางด้านนี้
อาจจะแปลกใจที่ทำให้คนอย่างน้ำขิง ผู้หญิงที่สวยสมบูรณ์แบบทุกอย่างไม่ว่าจะใบหน้า รูปร่างหรือแม้แต่ฐานะทางบ้านหรือสังคม ฉันดูเพอร์เฟกไปหมดซะทุกอย่างแต่ไม่มีใครรู้ดีไปกว่าตัวของฉัน ทุกวันนี้ฉันไม่ได้สมบูรณ์แบบอย่างที่ใครต่อใครยกยอหรือเทิดทูน ชีวิตของฉันเป็นคุณหนูที่นอนอยู่คฤหาสน์หลังใหญ่โตเพราะสมบัติของพ่อที่ทิ้งไว้ให้ ส่วนของตัวเองกลับยังไม่ถึงเวลาที่จะรับมันจนกว่าจะอายุยี่สิบห้าปี พ่อก็มาด่วนจากไปซะก่อนด้วยอุบัติเหตุทางรถยนต์ทำให้ทุกอย่างที่เคยคิดว่าดี สมบูรณ์แบบกับชีวิตครอบครัวต้องแตกสลาย ที่มีกินอยู่ทุกวันนี้เพราะน้ำพักน้ำแรงและมรดกตกทอดจากพ่อทั้งนั้น
แต่เหนือสิ่งอื่นใดผู้เป็นแม่กลับไม่คิดจะทำอะไรเลยสักอย่าง วันๆ ก็ออกงานสังสรรค์ใช้เงินเป็นเบี้ยเป็นหอยที่คิดว่าไม่ว่ากี่ชาติก็คงจะใช้ไม่หมดมากกว่าไปทำงานที่บริษัท แม่ยังบงการชีวิตของฉันด้วยการให้เงินใช้เดือนต่อเดือนเท่านั้น บัญชีของตัวเองที่พ่อทำไว้จะมีเงินเข้าทุกเดือนก็ถูกยึดไปเพียงเพราะฉันขอแม่ออกไปอยู่ข้างนอก สุดท้ายฉันก็ไม่สามารถออกไปจากคฤหาสน์หลังนี้ได้ ใครบอกว่าจะออกไปทำไมอยู่ที่นี่มันสุขสบายดี ชีวิตฉันคือคุณหนูที่ไม่ต้องดิ้นรนอะไรเลยก็ได้ แต่เปล่าเลย... ทุกคนคิดผิด มองฉันแค่ภายนอกก็เห็นว่าสมบูรณ์แบบไปหมดทุกอย่าง
ความจริงมันยิ่งกว่านิยายหรือละครหลังข่าวอีก มันทั้งน้ำเน่าส่งกลิ่นคาวคลุ้งไปหมด จนฉันสะอิดสะเอียนที่จะอาศัยอยู่ในบ้านหลังนี้ หากแต่มันไม่มีทางเลือกจึงจำเป็นต้องหาทางกลับมาที่นี่ในตอนที่ทุกคนหลับใหล ไม่อยากเจอใครหรือพบเจอใครแม้แต่แม่ของตัวเอง
เพราะตอนนี้ดึกมากแล้วจึงออกจากห้องเดินลงบันไดตรงไปยังห้องครัวเพื่อหาน้ำดื่ม ยิ่งคิดก็ยิ่งเศร้า ชีวิตของฉันไม่ได้ดีเลิศเหมือนที่ใครคิดหรอกนะ ถ้าจะบอกว่าฉันมีความสุขบอกเลยว่าไม่ ถ้าคิดว่าฉันสุขสบายได้อยู่บ้านหลังใหญ่ก็บอกได้อีกว่าไม่ ฉันอยากจะไปจากที่นี่ใจจะขาดแต่มันติดตรงที่คำสั่งของแม่ยิ่งใหญ่เกินกว่าจะต่อต้าน ดังนั้นสิ่งที่ทำได้คือการหาเงินด้วยการทำอะไรก็ได้ที่จะไม่ทำให้ตัวเองกลับบ้านเร็ว เพราะว่าฉันไม่อยาก...
“ไง” น้ำเสียงเข้มแหบพร่าดังขึ้นที่บริเวณใบหู ใกล้จนรับรู้ถึงร่างสูงใหญ่ซ้อนอยู่ด้านหลัง ฉันรู้ทันทีเลยว่าตัวเองถูกคุกคามอย่างหนักจึงเอี้ยวตัวหันไปมองสบตากับคนตัวโตที่อยู่ในชุดนอนสีดำ ใบหน้าหล่อคมคายบวกกับรอยยิ้มเจ้าเล่ห์กำลังกวาดมองเรือนร่างของฉันที่สวมชุดนอนธรรมดาไม่ได้โป๊อะไร แต่ทว่าสายตาของเขากลับทำให้ฉันรู้สึกไม่ปลอดภัยเลยสักนิด
“คุณสิงห์” ฉันเอ่ยชื่อเขาและถอยหลังออกในระยะที่ห่างพอตัว ‘สิงห์’ เป็นพ่อเลี้ยงอยู่ทางเหนือ เขาเป็นบุคคลที่มีอิทธิพลและอำนาจ รวยและมีไร่ชาเป็นร้อยไร่ เขามีอายุสี่สิบสามปีซึ่งแก่กว่าแม่ของฉันแค่ปีเดียวเท่านั้น
“พ่อ” เขายกมุมปากขึ้นก่อนจะเดินไปเปิดตู้เย็นหยิบกระป๋องเบียร์ออกมาเปิดดื่มต่อหน้าฉัน “เรียกพ่อสิครับ”
“คุณไม่ใช่พ่อฉัน” แน่นอนว่าเขาเป็นพ่อเลี้ยงของฉันหลังจากที่พ่อเสียไปหลายปี แม่ก็พบรักกับเขาเมื่อสามเดือนก่อนตอนไปพักผ่อนที่รีสอร์ททางเหนือ ฉันคิดว่าเขาจะมาเกาะแม่แต่สุดท้ายมันไม่ใช่ เขารวยกว่าแม่มากและที่เขามาอยู่ที่นี่ได้ก็เพราะกำลังเปิดกิจการโรงแรมที่นี่ แม่จึงให้เขามาพักอยู่ที่บ้านโดยไม่ถามฉันแม้แต่นิด
“ไม่อยากได้พ่อ แล้วอยากได้อะไร?” ฉันไม่ชอบการกระทำของเขาสักนิด แม้ว่าเขาจะดูดีไม่แก่ตามวัย แถมยังหล่อมากจนสาวใช้ในบ้านพากันประจบ แต่ไม่สำหรับฉัน... เพราะเขามันน่ารังเกียจ
“ฉันไม่ได้อยากได้อะไรจากคุณ” พูดจบจึงเดินสวนเขาไปแต่ทว่ากลับถูกคว้าต้นแขนแล้วดึงเข้าหาร่างแกร่ง “ปล่อย”
“ตอบคำถามฉันก่อน” เขาโน้มใบหน้ามาลงใกล้จนฉันเอนตัวหลบหลีก กระทั่งรับรู้ถึงลมหายใจอุ่นร้อนรดรินบริเวณลำคอ “ไม่อยากให้ฉันเป็นพ่อ ก็คงอยากได้ฉันเป็น... ผัว”
“หยาบคาย!” หันไปตวัดมองเขาตาขวาง “คุณเป็นสามีแม่ฉันนะ”
“ฉันยังไม่ได้เป็น แค่คบกับแม่เธอไม่ได้ตกลงปลงใจแต่งงานกันสักหน่อย”
“เลว” กัดฟันและพยายามดิ้นให้หลุดจากอ้อมกอดที่น่าขยะแขยง “คุณมันสารเลว”
“สักวันฉันจะจัดการปากเธอ” ชี้หน้าฉันหลังจากที่ปล่อยออกจากการกอดรั้ง “เอาให้ครางเรียกชื่อฉันไม่หยุด คอยดู”
เมื่อทิ้งคำพูดทุเรศไว้จึงเดินออกจากห้องครัวไป ฉันยกมือทาบอกตัวเองก่อนจะทิ้งตัวนั่งบนเก้าอี้ในครัวเลื่อนมือขึ้นลูบใบหน้าตัวเองสองสามครั้งจึงพาตัวเองเข้าห้องและปิดล็อคอย่างแน่นหนา นี่คือเหตุผลว่าทำไมฉันถึงไม่อยากอยู่ที่นี่ ไม่อยากกลับบ้านเร็ว มันมีเหตุผลไม่มากแต่ฉันคิดว่ามันปลอดภัยสำหรับฉันถ้าหากจะรีบทำอะไรสักอย่างเพื่อให้ตัวเองอยู่รอดปลอดภัยจากคนสารเลวอย่างพ่อเลี้ยงสิงห์
สายตาเหลือบไปเห็นนามบัตรที่ตั้งอยู่ข้างมือถือ “คัท...”
ผู้ชายที่ฉันเห็นครั้งแรกก็พาให้หัวใจเต้นแรง มันแปลกถ้าหากฉันตัดสินใจไปเปลือยร่างกายให้ใครก็ไม่รู้วาดภาพ ตอนแรกก็แค่อยากจะลอง ไปๆ มาๆ กลับกลัวจนไม่กล้าทำอะไรแบบนั้น แต่พอได้เห็นหน้าเขา คัท คิรบดินทร์ จิตรกรมากฝีมือที่ฉันเคยได้ยินชื่อเสียงของเขาเพราะเปิดนิทรรศการเป็นของตัวเองได้ แต่ไม่เคยเห็นหน้าเขามาก่อนจนวันนั้นได้เห็น ในใจฉันคิดว่าคงเป็นผู้ชายเซอร์ๆ ไว้หนวดรุงรัง ทว่ากลับแตกต่างกับที่คิดไว้
เขาเป็นผู้ชายที่หล่อมากจนทำให้หัวใจของฉันสามารถเต้นแรงได้ แม้จะเคยเห็นผู้ชายหล่อมามาก ดวงตาคมของเขายามมองมาทำให้ฉันรู้สึกสั่นไปทั้งตัว กลัวและเขินที่จะต้องเปลือยร่างให้เขามอง แต่สุดท้ายเขาก็ไม่ได้ให้ฉันทำแบบนั้น แถมยังเลือกคนอย่างฉันให้เป็นแบบ ทั้งที่เหมยเคยบอกว่าเขาเป็นจิตรกรที่เรื่องมาก ถ้าสิ่งที่เขาต้องการวาดไม่สมบูรณ์แบบเขาจะไม่มีทางรับงานเด็ดขาด แต่งานนี้เขาเฟ้นหานางแบบมานานจนสุดท้ายฉันก็ได้งานนี้ไป
“ว่าแล้ว ทำไมถึงได้ถามแบบนั้น” แสดงว่าเขาก็มองว่าฉันสมบูรณ์แบบเหมือนที่ใครๆ มองสินะ แต่ไม่สิ! เขาถามฉันว่าทำศัลยกรรมมาหรือเปล่าด้วยนะ ไม่คิดจะเชื่อใจกันตั้งแต่แรกแล้วนี่ เหอะ คนแรกเลยนะที่กล้าถามฉันแบบนั้น “เฮ้อ...”
แม้จะอายถ้าต้องไปเปลือยให้เขาวาด แต่มันไม่มีอะไรจะเสียแล้วนี่นา ฉันชอบศิลปะดังนั้นมองให้เป็นศิลปะคิดแบบนี้คงจะไม่มีปัญหาอะไร สำคัญคือเงินที่จ้างได้เยอะพอควรอย่างน้อยก็คิดแบบนี้แล้วกัน ในส่วนหลังจากนี้ฉันอาจจะรับจ้างวาดภาพอย่างที่ทำอยู่ตอนนี้ก็ได้ ถึงจะมีใครมาจ้างแค่คนเดียวก็เถอะ (เศร้าดีแท้ชีวิตน้ำขิง) เมื่อตัดสินใจได้จึงกดเบอร์ต่อสายไปหาเขา แล้วทำไมจะต้องตื่นเต้นด้วยเนี่ย
(“คัทพูดครับ”)
“เออ คุณคัทคะฉันเป็นเพื่อนของเหมยนะคะ คือฉันตัดสินใจแล้วค่ะ”
คิดซะว่าการได้ไปเป็นแบบให้เขา ทำให้ฉันกลับบ้านดึกได้โดยมีข้ออ้างกับแม่ก็แล้วกันนะ
เปิดเทอมแล้วฉันจึงมามหาลัยแต่เช้าโดยที่แม่ยังไม่ตื่นด้วยซ้ำ มันเป็นแบบนี้เสมอฉันไม่อยากเจอหน้าใครทั้งนั้นและการที่มหาลัยเปิดเป็นอะไรที่ฉันดีใจที่สุด เพราะอย่างน้อยฉันก็ไม่ต้องอยู่ที่บ้านเพื่อเห็นหน้าพ่อเลี้ยงสิงห์ที่ทำตัวเหมือนเจ้าของบ้านเข้าไปทุกวัน “น้ำขิง”
เสียงเรียกและฝ่ามือที่ทาบทับบนไหล่ทำให้ฉันเงยหน้าไปมองคนที่มาเยือน ร่างสูงของเพื่อนสนิทอีกคน ‘ไอซ์’ เพื่อนชายที่เป็นท็อปในคณะนั่งลงข้างฉัน ก่อนจะเท้าคางมองด้วยสีหน้าไม่พอใจ “อะไร?”
“มีอะไรจะบอกหรือเปล่า” ขมวดคิ้วกับคำถามของเขา “สีหน้าแบบนี้ ไอ้สิงห์ทำอะไรมาปะ”
รู้สึกโล่งใจที่ไอซ์ไม่ได้รู้เรื่องที่ฉันไปเป็นแบบวาดภาพกับเหมย ถ้าเขารู้คงโวยวายน่าดูถึงแม้ว่าเขาจะเป็นห่วงฉันในฐานะอะไรก็ตาม แต่สำหรับฉันเราคือเพื่อนกันเท่านั้นไม่มีวันเปลี่ยนแปลง “เอาตัวรอดได้”
“ไม่ไหวอย่าฝืน” น้ำเสียงไอซ์อ่อนลงก่อนจะบีบมือฉัน “อย่างน้อยฉันก็อยู่ตรงนี้”
“อือ ขอบใจนะ”
ฉันดึงมือกลับและสนใจตารางวิชาที่จะเข้าในวันนี้ซึ่งเป็นวิชาวาดภาพของอาจารย์จรัญญานี่นา ได้ข่าวว่าก่อนจะปิดเทอมอาจารย์ก็ใกล้กำหนดคลอดลูกพอดี ไหนจะต้องพักรักษาตัวอีกเพราะอาจารย์จรัญญาก็อายุเยอะแล้วแต่ดันมีลูกติดนี่สิ
“ว่าแต่วิชาแรกอาจารย์จรัญญาลาคลอดไม่ใช่เหรอ?”
“อือ คงจะมีอาจารย์มาฝึกสอนแทนละมั้ง” ไอซ์ตอบแบบขอไปทีก่อนจะยกมือโบกให้เหมยที่เดินหน้านิ่งมาหยุดตรงหน้า ฉันฉีกยิ้มให้เหมยเพื่อนรักที่ห่วงใยฉันมากที่สุดจนคนในคณะคิดว่าเราสองคนคบกันเป็นคู่เลสเบี้ยนด้วยซ้ำ ถ้าไม่มีไอซ์มาอยู่ด้วยคงจะคิดกันไปไกลแล้วล่ะ
เมื่อได้เวลาเข้าเรียนวิชาอาจารย์จรัญญา พวกเราก็ตื่นเต้นที่จะได้เจอกับอาจารย์ฝึกสอนคนใหม่ซึ่งฉันก็ไม่ได้ตื่นเต้นอะไรมาก คนที่จะมาสอนแทนอาจารย์จรัญญาที่เก่งขนาดนั้นไม่มีใครเทียบได้ อาจารย์ที่ได้รับมอบหมายจะเก่งแค่ไหนกันเชียว ไม่ใช่ปล่อยให้พวกเราเรียนรู้กันเองนะ แบบนั้นมันไม่แฟร์เลยจริงๆ เพราะว่านี่เป็นปีสุดท้ายแล้วด้วย
“ให้เดานะ คงเป็นรุ่นพี่ที่จบใหม่ๆ แน่นอน” ไอซ์หันไปพูดกับเพื่อนที่พยักหน้ารับ “เพิ่งจบก็ฝีมือคงพอๆ กับเรา จะมีอะไรให้น่านับถืออะถามจริง”
ประตูห้องเปิดขึ้นพร้อมกับร่างสูงที่สวมเสื้อเชิ้ตสีขาวพับแขนขึ้นไปถึงข้อศอก กระดุมเสื้อถูกปลดออกถึงสามเม็ดเผยให้เห็นแผงอกแกร่งกำยำที่มีลวดลายของรอยสักภาษาอังกฤษตัวเขียนว่า ‘Charm of Art’ แปลว่า เสน่ห์ของงานศิลปะ เขาสวมแค่กางเกงยีนสีซีดขาดๆ กับรองเท้าผ้าใบสีดำยี่ห้อดีก่อนจะวางหนังสือลงบนโต๊ะ
“สวัสดีนักศึกษาทุกคนครับ” ทำไมน้ำเสียงคุ้นหูจัง จึงเลื่อนสายตาจากฝ่าเท้ามองขึ้นไปยังใบหน้าหล่อคมคายแต่คงความเรียบเฉยไว้จนอาจจะเรียกได้ว่าเย็นชา “ผมชื่อคัท คิรบดินทร์ โรจน์รุ่งเกรียงไกร”
มะ ไม่จริงอะ! คุณคัท นี่มันคุณคัทนี่นา
“พี่คัท มาได้ไงเนี่ย?” น้ำเสียงของเหมยพึมพำออกมาก่อนจะเท้าคางมองไปยังหน้าชั้นเรียน ในส่วนของฉันก็นั่งเอียงใบหน้าเพื่อหลบหลีกสายตาของเขาที่กำลังกวาดมองไปรอบห้อง
“เรียกผมว่าคุณก็ได้หรือจะอาจารย์ก็แล้วแต่สะดวก” เขายังคงพูดหน้าชั้นเรียนไปพลางเดินไปทางซ้ายทีขวาที และฉันก็ต้องหลบหลีกสายตาของเขา ทำไมโลกถึงได้กลมแบบนี้นะ! “ผมได้รับมอบหมายจากอาจารย์พงษ์เทพที่เป็นหัวหน้าคณะศิลปกรรมศาสตร์ เพื่อมาสอนแทนอาจารย์จรัญญาที่ลาไปคลอดบุตร ผมจบจากมหาลัยนี้และคณะนี้เมื่อหลายปีก่อน พูดง่ายๆ ผมเป็นรุ่นพี่ของพวกคุณ ฉะนั้นไม่ต้องเกร็งนะครับ”
“อาจารย์คัทครับ” จู่ๆ เพื่อนในห้องก็ยกมือเพื่อตั้งคำถาม “อาจารย์เป็นรุ่นพี่ของพวกเรา แสดงว่าอาจารย์จบมาหลายปีแล้ว”
“ครับ ตอนนี้ผมอายุยี่สิบหก ก็จบจากที่นี่มาห้าปีแล้ว”
“แล้วอาจารย์ทำอะไรอยู่เหรอคะตอนนี้?” คำถามมากมายกู่เข้าใส่คนตัวสูงที่ดูเหมือนเขาจะนั่งพิงขอบโต๊ะและกอดอกมองไปหานักศึกษาทุกคน ยกเว้นฉันที่ใช้ศีรษะเพื่อนตรงหน้าบดบังตัวเองอยู่
“ผมเป็นจิตรกรอิสระครับ”
“แล้วอิสระที่ว่านี่... ไส้แห้งไหมครับ?” คำถามนี้เป็นของไอซ์ที่ดูเหมือนจะไม่ชอบใจคุณคัท เพราะไอซ์คงไม่ชอบที่จะให้รุ่นพี่มาสอนแทนโดยไม่รู้เลยนะว่าคนตรงหน้าเก่งมากแค่ไหน เผลอๆ เขาประสบความสำเร็จมากที่สุดในบรรดารุ่นพี่ที่จบไปด้วยซ้ำ
“ร่างกายผมเหมือนคนไส้แห้งหรือเปล่าครับ” น้ำเสียงเย็นชาเอ่ยขึ้นทำให้ภายในห้องเงียบสงบทันที “ผมมีหน้าที่สอนพวกคุณในวิชาวาดภาพ ก่อนอื่นผมขอรู้จักพวกคุณก่อนแล้วกัน”
แย่แล้ว! คุณคัทขานชื่อของนักศึกษาหลายคนเพื่อให้ลุกขึ้นและแนะนำตัวให้เขารู้จัก ฉันมองเพื่อนในห้องที่ลุกขึ้นยืนตามชื่อของตัวเอง จนมาถึงไอซ์ เหมย อีกไม่กี่ชื่อก็จะเจอฉันแล้ว
“คณภรณ์ รมย์ธีระ”
“...” ฉันกลืนน้ำลายลงคอก่อนจะหันไปมองไอซ์ที่สะกิดให้ลุกขึ้นยืนแนะนำตัว ไม่ต่างจากเหมยที่เอียงองศาใบหน้าไปทางคุณคัทที่ยังคงขานชื่อฉันไม่หยุด
“คณภรณ์ รมย์ธีระ มีตัวตนหรือเปล่าครับ?” เมื่อเขาเอ่ยชื่อซ้ำแล้วซ้ำเล่า ฉันจึงค่อยๆ ลุกขึ้นจากเก้าอี้และยกมือพลางสบตากับคุณคัทที่เบิกตากว้าง “เธอ...”
“คุณคัท ไม่สิ อาจารย์คัท” เผลอเรียกอะไรแบบนั้นออกไปจึงสูดลมหายใจเข้าและฉีกยิ้มให้เขา “สวัสดีค่ะดิฉันชื่อคณภรณ์ รมย์ธีระ ชื่อเล่นน้ำขิงค่ะ”
คุณคัทปรับสีหน้าตัวเองและพยักหน้ารับก่อนจะเรียกชื่อคนต่อไป หัวใจของฉันแทบจะวายให้ได้พลางหันไปตามเสียงเรียกของไอซ์ “ทำไมเธอพูดเหมือนรู้จักอาจารย์คัท?”
“จะบ้าหรือไง ฉันเพิ่งจะรู้พร้อมเพื่อนในห้องนี่ล่ะ”
“...”
“ก็อาจารย์เขาบอกเองนี่นาให้เรียกอะไรก็ได้ ฉันเผลอปากเรียกคุณไปมันก็ยังไงอยู่ใช่ปะ”
หลังจบคลาสซึ่งในเวลาเรียนฉันเอาแต่จับจ้องหนังสือตรงหน้ามากกว่ามองสบตากับเขา แน่นอนว่าใจมันสั่นยังไงชอบกลที่เราสองคนต้องมาเจอกันไม่ว่าจะเป็นในฐานะฉันเป็นนางแบบให้เขา หรือในฐานะลูกศิษย์ที่ไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้
“เหมย เธอคิดว่าอาจารย์คัทจะจำฉันได้ไหม?” จับต้นแขนเหมยที่กำลังกดมือถืออยู่ ดวงตากลมโตมองฉันด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง
“จ้องและอึ้งขนาดนั้น พี่คัทคงจำไม่ได้มั้ง”
“แล้วทำยังไงดี” ฉันแค่รู้สึกแปลกๆ ถ้าหากเราไม่เจอกันในฐานะนี้มันคงจะดี อีกอย่างการได้เจอกับเขาทุกๆ วันมันก็พาให้ทำตัวไม่ถูกเอาเหมือนกันนะ
“ก็ไม่ต้องทำอะไร อยู่มหาลัยเธอก็เป็นลูกศิษย์ อยู่กับเขาก็เป็นนางแบบ”
“แบบนั้นเหรอ?”
“แล้วจะเอาแบบไหน พี่คัทไม่ใช่ผู้ชายที่ชอบจุ้นเรื่องชาวบ้านหรอก” เหมยตอบออกมาและวางมือถือลง “ชีวิตเขาเท่าที่พี่โจ้เล่าให้ฟัง เขาเป็นคนมีโลกส่วนตัวสูงมาก เรื่องคนอื่นไม่มีทางจะสนใจแน่”
เมื่อได้รับคำตอบของเหมยฉันก็พิงเก้าอี้ไม้หน้าคณะ ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก มันก็จริงอย่างที่เหมยบอกนะว่าในมหาลัยฉันก็เป็นลูกศิษย์แต่ถ้าหมดเวลาเรียนฉันก็ทำหน้าที่ของตัวเองด้วยการเป็นนางแบบเปลือยให้เขา
“พี่คัทติดต่อมาหรือยังว่าจะให้ไปเป็นแบบวันไหน?” ฉันส่ายหน้าไปมาเพราะวันนั้นที่โทรไปหา เขาตอบกลับมาแค่ ‘อืม’ แล้วก็วางสายไปซึ่งฉันนี่ถึงกับจ้องมือถือนานนับสิบนาที “จะให้บอกไอซ์เปล่า”
“อย่า” ยกมือห้ามเหมยและมองหาร่างสูงที่รู้สึกจะลงเรียนคลาสที่ตัวเองไม่ได้เข้าเรียนตอนปีสาม “เดี๋ยวจะมาห้ามไม่ให้ฉันทำ”
“มันห่วงไง แต่ไปเป็นแบบให้พี่คัทก็ไม่น่าห่วงเท่ากับอยู่กับไอ้พ่อเลี้ยงสิงห์สองคน” ฉันชักสีหน้าทันทีก่อนจะถอนหายใจจนเหมยเอื้อมมือไปมาแตะที่ไหล่ “อย่างน้อยการได้กลับบ้านดึกคงทำให้เธอปลอดภัย”
“หวังว่าจะเป็นแบบนั้นนะ ขนาดเมื่อคืนดึกมากแล้วยัง...” เหมยขมวดคิ้วและฟังฉันเล่าเรื่องเมื่อคืนให้ฟังจากที่ใบหน้าเรียบนิ่งอยู่แล้ว ก็เรียบนิ่งเข้าไปใหญ่
“ได้เงินจากพี่คัท ลองคุยกับแม่อีกทีดีเปล่าเรื่องย้ายมาหอมหาลัย”
“คงยาก” ยกมุมปากขึ้นพลางเท้าคางมองตรงไปยังหน้าคณะ “เธอก็รู้ว่าแม่ฉันบงการชีวิตฉันมากแค่ไหน ขืนฉันย้ายมาก็คงจะไม่ชอบใจ”
“อือ”
“ฉันเป็นลูกคุณหนู ย้ายมาอยู่หอมหาลัยได้ที่ไหน ขายขี้หน้าคนอื่นแย่... แม่ต้องพูดแบบนี้แน่นอน” เหมยเข้าใจดีเลยว่าฉันต้องเจอกับอะไรบ้าง ตอนที่พ่อยังอยู่ทุกอย่างยังไม่แย่ขนาดนี้ด้วยซ้ำ อย่างน้อยก็มีพ่อที่เข้าใจว่าฉันชอบอะไรไม่ชอบอะไร แต่หลังจากสูญเสียพ่อไปทุกอย่างกลับพังลงหมด ยังดีที่แม่อนุญาตให้ฉันเรียนต่อด้านนี้จนจบทั้งที่เกือบจะให้ฉันดรอปเรียนแล้วย้ายสาขาใหม่ ถ้าไม่ติดว่าแม่ยึดบัญชีธนาคารไปป่านนี้ฉันคงไม่อยู่บ้านหลังนั้นให้ตัวเองถูกพ่อเลี้ยงสิงห์รังแกหรอก
“แม่น่าจะรู้บ้างนะว่าไอ้พ่อเลี้ยงมันไม่ได้ดีอย่างที่ตีหน้าใส่ท่าน”
“ไม่มีทาง” ส่ายหน้าไปมาก่อนจะทุบมือลงบนหนังสือ “แม่เข้าข้างเขาจะตาย ฉันถึงไม่กล้าพูดอะไรได้แต่ระวังตัว”
“ดีนะที่อย่างน้อยก็ได้หาข้ออ้างในการกลับบ้านดึกๆ แต่ถ้าแม่รู้ว่าเธอมาเป็นนางแบบเปลือย คงจะ...”
“ช่างสิ ฉันไม่สน นี่มันชีวิตของฉัน” สบตากับเหมยอีกครั้งอย่างมาดมั่น “ฉันจะทำอะไรก็ได้ ในเมื่อแม่บังคับฉันในทุกเรื่อง ฉันก็อยากจะทำอะไรตามใจตัวเอง”
“แล้วตกลงมั่นใจที่จะเปลือยให้พี่คัทวาด?” พอเหมยพูดขึ้นมาแบบนี้ ความมั่นใจที่เต็มร้อยหดเหลือเพียงแค่ศูนย์แล้วจริงๆ ขนาดตอนนั้นฉันยังหวั่นใจ แถมยังโทรไปตกลงกับเขาแล้วด้วย ไอ้เรื่องมั่นใจไม่มั่นใจคือต้องมาแล้วล่ะ!
“อือ”
อย่างน้อยเปลือยให้เขาวาด มันก็บ่งบอกสิ่งที่ทำมันคือศิลปะควรคิดแบบนี้แล้วทุกอย่างจะดีขึ้นเอง... หรือเปล่า?
