บทที่ 3 #คัทตัดรัก :: CHAPTER 2 [100%]

คัทตัดรัก #2

:: ศิลปะที่คาดไม่ถึง ::

“ชาเขียวกับเค้กบลูเบอร์รี่” ฉันเงยหน้าสบตากับพี่โจ้พี่ชายของเหมย หลังจากที่เลิกเรียนแล้วจึงพากันมานั่งเล่นที่ร้านของพี่โจ้รวมถึงไอซ์ด้วย “ว่าแต่ตกลงไป...”

“พี่โจ้ลูกค้าเรียก” เหมยรีบขัดคำพูดของพี่โจ้และลุกขึ้นดันแผ่นหลังของพี่ชายตัวเองไปยังหลังเคาน์เตอร์ เกือบจะหลุดเรื่องที่ฉันจะไปเป็นแบบให้คุณคัทแล้วสิ

“ร้านพี่โจ้เนี่ยมากี่ครั้งก็ยังอร่อยเหมือนเดิม เพิ่มเติมคือภาพศิลปะที่สวยมากๆ ปรับเปลี่ยนเกือบทุกเดือน” อันนี้ฉันเห็นด้วยกับไอซ์นะที่ว่าภาพวาดที่แปะตามกำแพงร้านเป็นภาพวาดที่สวยจนแทบจะหาที่ติไม่ได้ ราวกับเป็นศิลปะที่คาดไม่ถึงเลยก็ว่าได้ในแต่ละภาพ “คนวาดคงเก่งระดับหนึ่งเลยนะ”

“แน่นอน” เสียงพี่โจ้ดังขึ้นจากด้านหลัง เขาสบตากับฉันราวกับได้รับรู้เรื่องที่ไม่ควรพูดจากเหมยแล้ว “เพื่อนพี่เป็นจิตรกรอิสระที่เก่งที่สุด”

“โหจริงเหรอครับ ผมอยากเห็นจังครับ อยากได้รับคำแนะนำบ้าง”

“ถ้านั่งอยู่ที่นี่นาน อีกสักพักมันก็มา”

ถามจริง! คุณคัทจะมาที่นี่งั้นเหรอ หันไปสบตากับเหมยที่ไม่พูดอะไรกลับกินเค้กตรงหน้าไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น แต่เดี๋ยวนะ... หมายความว่ายังไงกันที่พี่โจ้พูด ถ้านั่งนานกว่านี้คุณคัทจะมาอันนี้ก็พอจะเข้าใจ แต่ในความหมายของคำถามไอซ์บอกแค่ว่าอยากเจอคนที่วาดภาพ พอปะติปะต่อเรื่องราวได้จึงหันไปสบตากับเหมยที่พยักหน้ารับ

เอี้ยวตัวหันไปมองประตูร้านที่ดังขึ้นเนื่องจากพี่โจ้ได้ผูกเชือกกระดิ่งไว้ยามที่มีลูกค้าเข้าร้าน ร่างสูงคุ้นตายืนอยู่หน้าประตูสักพักก็กวาดสายตามองไปรอบๆ จนมาหยุดที่โต๊ะของพวกเรา “อาจารย์คัท?”

ไอซ์พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเหม่อลอย เมื่อคุณคัทเดินตรงมาหยุดตรงโต๊ะของพวกเราด้วยใบหน้าเรียบนิ่ง “นี่ไง คนที่วาดภาพทั้งหมดที่อยู่ในร้านพี่”

เพราะฉันรับรู้อยู่แล้วว่าคุณคัทเป็นคนวาดภาพทั้งหมด แต่ไอซ์ที่ไม่รู้เรื่องอะไรถึงกับออกอาการเหวอไปในทันทีและชี้นิ้วไปยังรูปวาดบนศีรษะของฉันจึงเป็นรูปของวิวทิวทัศน์ของพระอาทิตย์ยามเย็น ดูเหมือนจะเป็นภาพวิวธรรมดาแต่ทว่าถ้าลองได้สังเกตดีๆ ในภาพจะมีจุดหนึ่งที่เป็นชายหญิงนั่งกอดกันมองไปยังท้องฟ้าอันแสนไกล

“อาจารย์วาดทั้งหมดเลยเหรอครับ?” ไอซ์ยังคงถามด้วยน้ำเสียงไม่เชื่อ แต่คุณคัทกลับทำเพียงพยักหน้าเท่านั้น

“การเป็นจิตรกรไม่จำเป็นต้องไส้แห้งทุกคน ถ้าหากคุณยังดูถูกอาชีพนี้ คุณก็ไม่ควรมาเรียนตั้งแต่แรก”

“อะไรกัน กูงงไปหมด ทำไมเพื่อนไอ้เหมยเรียกมึงว่าอาจารย์วะ?” พี่โจ้พูดยังไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเพื่อนตัวเองจึงกอดคอคุณคัทที่มองสบตากับฉันไม่ยอมเบือนสายตาไปทางไหน แต่ทว่ากลับเป็นตัวฉันเองที่เลือกที่จะยิ้มแห้งๆ ส่งไปให้ ดูเหมือนพี่โจ้จะอยากรู้เรื่องที่เกิดขึ้นจึงพาคุณคัทออกไปจากตรงนี้นั่นแหละฉันถึงได้ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก

“หึ ทำเป็นพูดดี” ใบหน้าหล่อเหลาของไอซ์ดูเยาะเย้ยกับคุณคัท “เก่งสักแค่ไหนเชียว”

“เก่งไม่เก่ง นายก็อยากได้คำแนะนำจากคนที่วาดภาพในร้านพี่โจ้ไม่ใช่เหรอ” เหมยเอียงคอมองไอซ์ที่ชักสีหน้าใส่ก่อนจะหยิบแก้วชาเขียวดูดจนเกือบจะหมดแก้ว “จะชอบหรือไม่ชอบหน้าพี่คัทยังไง แต่อย่าลืมว่าเขาเป็นอาจารย์ฝึกสอนให้เรา”

“...”

“อย่าไร้มารยาทให้มาก” เวลาที่เหมยอารมณ์ขึ้นฉันทำได้เพียงนั่งมองทั้งสองคนที่จ้องหน้ากันราวกับไม่ยอมกันจริงๆ จนไอซ์ลุกขึ้นยืนด้วยอารมณ์ที่ไม่ดีอย่างที่แสดงออก

“กลับกันเถอะน้ำขิง ฉันไปส่ง” หันมาชวนฉัน ซึ่งแน่นอนว่าไม่ปฏิเสธเนื่องจากฉันเองก็ไม่พร้อมที่จะเผชิญหน้ากับคุณคัทในตอนนี้นะ โบกมือให้เหมยและเดินไปยกมือไหว้พี่โจ้กับคุณคัทซึ่งเขาเองก็ยังคงจับจ้องฉันไม่วางตา แลดูเหมือนจะพูดอะไรสักอย่างแต่ก็ไม่พูด

ระหว่างที่ไอซ์ขับรถสปอร์ตสุดหรูสีดำมาส่งฉันที่บ้านก็เกือบค่ำๆ ซึ่งเขาก็บ่นเรื่องคุณคัทไปตลอดว่าเขาขี้เก๊กบ้างละ แอคทำว่าตัวเองเก่งบ้างละ ซึ่งฉันก็ไม่เถียงออกไปหรอกนะจะบอกว่าเขาเป็นผู้ชายเงียบขรึม เย็นชาและมีโลกส่วนตัวสูงอย่างที่เหมยเล่าก็พอจะเข้าใจกิริยาท่าทางของเขา “ทำไมมันมองน้ำขิงอยู่ตลอด โคตรไม่ชอบ”

“แล้วทำไมนายต้องขึ้นมันกับอาจารย์เขาด้วย”

“ก็ไม่ชอบ เก๊กว่าตัวเองเก่ง แค่อาจารย์ฝึกสอนทำมาเบ่ง”

“ฉันไม่เห็นอาจารย์คัทจะเบ่งตรงไหนเลย?” ใช่ เพราะตั้งแต่ได้เจอกับเขาก็ไม่เคยเห็นกิริยาแบบนั้นเลยสักนิด แม้สีหน้าจะออกรำคาญอยู่ตลอดเวลาก็ตามที “อาจารย์ก็ไม่ได้มองฉันด้วย”

“สายตามันทำไมฉันจะไม่รู้ ตั้งแต่ในห้องเรียนล่ะ”

“...”

“น้ำขิง เธอเป็นผู้หญิงที่ใครๆ ก็อยากใกล้ชิด” ไอซ์พูดขึ้นขณะมาจอดรถที่หน้าบ้านของฉันแล้ว จึงเอี้ยวตัวหันมามองฉันด้วยใบหน้าที่จริงจัง “เมื่อไหร่จะตกลงคบกับฉันสักที”

“ไอซ์ เรื่องนี้ฉันว่าฉันบอกนายไปแล้วนะ”

“แต่ฉันรอเธอ อย่างน้อยถ้าตกลงคบกัน ฉันจะได้พาเธอไปอยู่ด้วยไม่ต้องระแวงไอ้สิงห์แบบนั้น” ฉันถอนหายใจก่อนจะปลดเข็มขัดนิรภัยออก

“เลิกพูดเรื่องนี้เถอะไอซ์ ฉันเอาตัวรอดได้” ลงจากรถไม่ทันได้เปิดประตูดี ไอซ์ก็ตรงมาคว้าต้นแขนไว้ซะก่อน

“น้ำขิง ฉันชอบเธอนะ”

“...”

“คบกับฉัน แล้วฉันจะปกป้องเธอเอง” ฉันอยากจะขอบใจในความห่วงใยของไอซ์ แต่ทว่าเรื่องนี้มันเป็นเรื่องละเอียดอ่อนมาก ไอซ์ชอบฉันในฐานะผู้หญิงคนหนึ่ง แต่สำหรับฉันไอซ์คือเพื่อนที่สนิทด้วยพอๆ กับเหมยมันก็เท่านั้น

“ขอร้องนะไอซ์ ถ้ายังอยากคุยกับฉันอยู่ คงสถานะไว้แค่เพื่อนก็พอ” ตั้งใจจะปัดมือของไอซ์ออก แต่ทว่ารถหรูอีกคันที่มาจอดซ้อนทับทำให้ฉันขมวดคิ้วเมื่อเห็นร่างสูงใหญ่สวมชุดสูทสีดำลงจากรถเดินมาหยุดตรงที่เราสองคนยืนอยู่

“มืดค่ำขนาดนี้ ยังมาจับมือถือแขนกันอีก?” พ่อเลี้ยงสิงห์มองไอซ์ด้วยสีหน้าไม่พอใจ “เข้าบ้านได้แล้วน้ำขิง แม่เธอจัดโต๊ะอาหารรอแล้ว”

ไม่ว่าเปล่าพ่อเลี้ยงสิงห์ก็ปัดมือไอซ์ออก แต่ทว่าวัยรุ่นอารมณ์ร้อนอย่างไอซ์ก็จ้องจะเอาเรื่องเขาจนฉันต้องดันแผ่นอกแกร่งให้ออกห่าง “กลับเถอะไอซ์ พรุ่งนี้เจอกัน”

ไอซ์พยักหน้ารับก่อนจะขึ้นรถแล้วขับออกไป จึงเดินตรงเข้าบ้านเห็นแม่นั่งรออยู่ที่โต๊ะอาหารจึงยกมือไหว้ท่าน “ทำไมกลับบ้านดึก เหลวไหลใหญ่แล้วนะ”

“ขิงไปกินขนมกับเหมย” นั่งลงเก้าอี้ประจำ พลางหันไปมองร่างสูงของพ่อเลี้ยงสิงห์ที่เดินตีหน้ายิ้มแย้มมาหาแม่ มันเป็นภาพที่ดีสำหรับแม่แต่สำหรับฉัน... มันโคตรจะเฟคเลย!

“คิดไว้ยังว่าจบแล้วจะทำอะไร?” จู่ๆ แม่ก็ถามขึ้นมาเกี่ยวกับอนาคตของฉันซึ่งเมื่อก่อนไม่เคยสนใจ “ฉันบอกแกแล้วว่าไม่ให้เรียนด้านนี้ จบมาจะหางานหาการอะไรทำ”

“หาได้ก็แล้วกัน แค่แม่ปล่อยขิงบ้าง”

“เหอะ แกอย่าคิดนะว่าฉันไม่รู้” แม่ชี้หน้าฉันขณะกำลังทานอาหารตรงหน้า “ไม่มีพ่อให้อยู่ตามใจแล้ว แกอย่าคิดออกไปจากที่นี่อย่างที่หวังไว้”

“แล้วเพราะอะไรขิงถึงจะออกไปไม่ได้” วางช้อนลงอย่างแรงพลางสบตากับแม่ แน่นอนว่าทุกครั้งที่เราเจอกันไม่เคยเลยที่จะพูดคุยกันดีๆ ไม่เคยมีหรอกโมเมนต์แบบนั้น มันตายไปหมดแล้ว ตายไปพร้อมกับพ่อไง “ขิงโตแล้ว ปีเดียวก็จะเรียนจบ แม่จะรู้ได้ยังไงว่าขิงเอาตัวรอดได้หรือเปล่า ถ้าไม่คิดจะปล่อยขิง”

“หึ ปล่อยให้แกไปใจแตกน่ะเหรอ ฝันไปเถอะ”

“กลัวจะใจแตกแบบแม่ใช่ไหม”

“น้ำขิง!” ฉันยกยิ้มมุมปาก อาจจะดูเลวในสายตาของใคร ดูไร้มารยาทที่พูดจาแบบนี้กับแม่ แต่ฉันขอบอกไว้เลยว่าฉันไม่เคยมีความสุขที่จะอยู่บ้านหลังนี้ตั้งแต่พ่อจากไป มีแต่ความทุกข์และพร้อมจะโบยบินออกไปจากที่นี่ ติดตรงที่แม่พยายามขังฉันไว้เพียงเพราะ...

“ขิงไม่ทำอะไรแบบนั้นหรอก ก่อนที่แม่จะระวังขิง แม่ระวังคนใกล้ตัวก่อนเถอะ” เบนสายตาไปฝั่งตรงข้ามซึ่งพ่อเลี้ยงสิงห์จับจ้องฉันด้วยใบหน้าเรียบนิ่ง แต่ใครจะรู้ว่าตอนนี้เขากำลังสะใจมากกว่าที่ฉันกับแม่ทะเลาะกันแบบนี้

“แกหมายความว่ายังไง? ทำไมต้องมองพ่อเลี้ยงแบบนั้นด้วย”

“เปล่า” ยักไหล่ไหว “ก็แค่มอง”

ฉันก้มหน้าทานอาหารตรงหน้าต่อโดยไม่สนใจคำด่าทอของแม่ที่ยังคงพ่นออกมาเป็นระยะๆ ซึ่งมันมีเรื่องมรดกที่ฉันควรจะได้ปนอยู่ด้วย ที่แม่อยากให้ฉันอยู่ที่นี่มันก็มีเหตุผลเดียวคือมรดกของฉันจะยังไม่ได้จนกว่าจะอายุครบยี่สิบห้าปี กว่าจะถึงตอนนั้นฉันคงประสาทกินแน่ๆ ถึงได้พยายามจะออกไปจากที่นี่ แม่พยายามยึดทุกอย่างที่ฉันมีไปจนหมด ฉันถึงได้เหมือนคุณหนูทั้งที่จริงมันไม่ใช่เลยสักนิด

“อย่าให้ฉันรู้นะว่าแกคิดอะไรกับพ่อเลี้ยง เขาเป็นผัวแม่นะจำไว้”

“ขิงจำได้” เงยหน้าสบตากับแม่และมองหน้าพ่อเลี้ยงสิงห์ “บอกคนของแม่เถอะ เพราะขิงไม่นิยมกินคนรุ่นพ่อ”

“น้ำขิง!”

“ช่วงนี้ขิงจะกลับบ้านดึกหน่อย บอกเวลาไม่ได้นะ” ลุกขึ้นหยิบกระเป๋ามาสะพายไหล่ “ขิงเรียนพิเศษกับอาจารย์สอนวาดภาพ”

“ใครสั่งให้แกไปเรียน?”

“ตัวขิงไง” ชี้นิ้วเข้าหาตัวเอง “แม่เคยบอก หวังว่าคงไม่ลืมนะที่ว่าเรื่องเรียนแม่จะไม่ยุ่ง”

“...”

“เบื่อที่จะต้องกลับมาบ้าน สู้กลับมาตอนที่แม่นอนเลยดีกว่า จะได้ไม่ต้องมานั่งทะเลาะกันเรื่อง... คนนอก” เบนสายตาไปมองพ่อเลี้ยงสิงห์พลางขึ้นบันไดไปยังห้องตัวเองจึงปิดล็อคห้องอย่างแน่นหนา และล็อคกลอนอีกชั้นด้วยการทำขึ้นมาแบบพิเศษโดยที่แม่และพ่อเลี้ยงสิงห์ไม่รู้ ตกดึกฉันมักจะได้ยินเสียงลูกบิดประตูห้องตัวเองดังอยู่ตลอดจนถึงขั้นเสียงไขประตูเข้ามา ดีที่กลอนล็อคอีกชั้นช่วยชีวิตไว้ไม่อย่างนั้นฉันคงจะกลายเป็นลูกที่แย่งผัวแม่แน่นอน

ถอนหายใจอยู่บนเตียงและมองภาพถ่ายของฉันกับพ่อจึงหยิบขึ้นมามองด้วยรอยยิ้มที่เปื้อนไปด้วยความทุกข์ “ขิงคิดถึงพ่อ”

บอกแบบนี้เสมอจนกลายเป็นกิจวัตรประจำวัน บางทีฉันอยากจะไปอยู่กับพ่อนะถ้าอยู่แล้วมันไม่มีอะไรดีขึ้น การได้ปล่อยชีวิตของตัวเองออกไปคงจะดีไม่น้อย แต่ก็เหมือนพ่อจะมาบอกฉันเสมอเวลาคิดแบบนั้น พ่อจะเตือนให้ฉันมีชีวิตอยู่เพื่อท่าน มีชีวิตอยู่เพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ตัวเองต้องการ

แต่สิ่งที่ฉันต้องการคืออิสระจากการไปจากที่นี่... เมื่อนั้นความสุขคงจะมาเยือนฉันเอง

“วันนี้เป็นการใช้สีน้ำมันแบบพื้นฐาน ผมอยากเห็นจินตนาการของพวกคุณว่าจะมีความคิดอะไรหรือมีเจตจำนงอะไรในการใช้สีน้ำมันวาดเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา” เช้านี้ฉันอยู่ในคลาสของคุณคัทที่กำลังให้พวกเราจับจ้องกระดาษตรงหน้าและมีถาดสีน้ำมันให้เลือกใช้ “มีเวลาหนึ่งชั่วโมงครึ่ง ในส่วนที่ใครจัดการภาพตรงหน้าเสร็จแล้วมาเช็คชื่อกับผมแล้วออกคลาสได้เลยครับ เริ่มได้”

เมื่อคุณคัทจับเวลาทุกคนก็ต่างพากันวาดภาพ สาดสีในสิ่งที่จินตนาการออกไป ส่วนฉันก็นั่งมองกระดาษตรงหน้าอย่างนิ่งๆ มองภาพของเหมยที ของไอซ์ทีก็ถอนหายใจออกมา เรื่องเมื่อคืนทำให้ฉันวิตกกังวลไม่น้อย ความคิดในตอนนี้มันเลยว่างเปล่าไปหมดถึงจะต้องแยกแยะแต่ฉันกลับทำไม่ได้เลยด้วยซ้ำ

“ทำไมไม่วาด” น้ำเสียงเข้มดังขึ้นจากด้านหลัง ทำให้ฉันสะดุ้งจึงเงยหน้าไปสบตากับคุณคัทที่กอดอกมองด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง

“ขอโทษค่ะอาจารย์” ฉันยกมือไหว้เขาและหยิบพู่กันขึ้นมาตามด้วยการเทสีน้ำมันที่อยากจะวาดลงถาด ละเลงผสมผสานเข้าด้วยกันจนกระดาษสีขาวกลายเป็นสีดำเทา ขาวปะปนกันไป ในส่วนลึกมันพาให้ฉันวาดหน้าผู้หญิงหลับตาและมีน้ำตาไหลออกมา เป็นภาพที่ชวนให้เศร้าใจซึ่งมันคือสิ่งที่ฉันสื่อสารออกไปได้ตอนนี้

“เธอโอเคหรือเปล่า?” คุณคัทถามขึ้นมาทำให้ฉันหยุดชะงักมือที่กำลังละเลงสีลงไปต่อ หลับตาลงและหันไปส่ายหน้าให้กับเขา

“โอเคค่ะ” ดวงตาคมมองฉันราวกับต้องการสื่อสารอะไรสักอย่าง แต่ทว่าเขากลับเดินสวนไปหาเพื่อนในห้องคนอื่นเพื่อดูภาพตรงหน้าของแต่ละคนอย่างละเอียด เวลาผ่านไปในห้องตอนนี้จึงมีแต่ฉันคนเดียวที่นั่งอยู่ เหมยกับไอซ์บอกจะรอที่หน้าคณะฉันทำได้เพียงถอนหายใจและลุกขึ้นเดินไปเซ็นชื่อซึ่งคุณคัทนั่งพิงขอบโต๊ะกอดอกอยู่ “เสร็จเรียบร้อยแล้วค่ะ”

เขาไม่พูดอะไรฉันจึงยกมือไหว้เขาเพื่อออกไปพักใจสักหน่อย “วันนี้เจอกันที่บ้านฉัน”

“คะ?” ได้ยินเสียงพูดตามหลังจึงหันไปมองคุณคัทที่กำลังเดินไปหยุดตรงภาพวาดของฉัน เขาเท้ามือลงกับเก้าอี้ที่ฉันนั่งสายตากำลังเพ่งพินิจภาพอย่างเคร่งเครียด “อาจารย์ว่ายังไงนะคะ หนูไม่ได้ยิน”

“วันนี้เลิกเรียนไปเจอกันที่บ้านฉัน พร้อมทำงานหรือยัง?”

“ถึงไม่พร้อมยังไงก็ต้องพร้อมล่ะ”

“ว่าไงนะ” ฉันเบิกตากว้างพร้อมกับโบกมือไปมา ขนาดพึมพำคนเดียวยังจะได้ยินอีกนะ

“วันนี้หนูเลิกห้าโมงเย็นค่ะ จะรีบไปนะคะ” คุณคัทพยักหน้ารับและหันหน้าไปมองภาพตรงหน้าฉันต่อ ไม่รู้หรอกนะว่าเขาจ้องภาพของฉันทำไม แต่ดูแล้ว... เขาดูมีเสน่ห์จังแม้แต่มองด้านข้าง งานศิลปะทำให้คนเราดูดีได้ขนาดนี้เลยเหรอ? ยิ่งเป็นคุณคัทด้วยแล้วไม่ต้องพูดถึงเลย แม้จะดูเข้าถึงยากก็เถอะนะ

“จะจ้องอีกนานไหม?”

“อะ เออ ไปแล้วค่ะ สวัสดีค่ะ” บ้าจริงน้ำขิง! ไปไม่เป็นเลย ทำไมจะต้องตกใจจนหัวใจเต้นแรงแบบนี้นะ ปกติเจอผู้ชายมามากทั้งหล่อ ดูดี เพอร์เฟค แต่มีไม่กี่คนที่ทำให้ฉันเป็นแบบนี้ ไม่สิ ต้องบอกว่ามีแค่คนเดียวดีกว่าที่ทำให้ฉันเผลอจับจ้องไม่วางตา

เย็นนี้ฉันเลยรีบมาที่บ้านของคุณคัททันทีที่บอกเหมย พอได้งานแล้วเหมยก็จะไม่ยุ่งเกี่ยวอะไรด้วยเนื่องจากรู้ว่าคุณคัทเป็นผู้ชายที่มีโลกส่วนตัวสูงและไม่ชอบให้ใครมายุ่งกับงานศิลปะของตัวเองถ้าหากยังไม่ได้รับอนุญาต ตอนนี้ฉันกำลังนั่งรอเขาอยู่ที่ห้องรับแขกเพราะแม่บ้านกลับแล้วฉันจึงอยู่คนเดียวพลางมองไปรอบๆ บ้าน กระทั่งได้ยินเสียงรถมอเตอร์ไซค์ดังกระหึ่ม ฉันจึงพาตัวเองออกไปยังหน้าประตู คุณคัทลงจากรถมอเตอร์ไซค์บิ๊กไบค์คันใหญ่และถอดหมวกกันน็อคออกพลางยกมือยีศีรษะตัวเองไปมา

ภาพตรงหน้าทำไมมันช่าง...

“มานานแล้วเหรอ?”

“คะ เออสักพักแล้วค่ะ” สติถูกดึงกลับอย่างเร็วเมื่อรับรู้ถึงร่างสูงที่เดินมาหยุดตรงหน้า

“เธอเข้าไปรอในห้องก่อน เดี๋ยวฉันขออาบน้ำแปบ มันร้อน” เขาว่าไปด้วยพลางปลดกระดุมเสื้อเชิ้ตสีดำจนเห็นรอยสักและแผงอกแกร่งที่ทำให้ฉันหน้าร้อนขึ้นมาอย่างห้ามไม่ได้

“ได้ค่ะ” ฉันมองคุณคัทที่เดินขึ้นบันไดไปจึงมุ่งตรงไปยังห้องที่เคยมา กลิ่นไอของสี กระดาษและภาพวาดมากมายที่อยู่ในห้องนี้ทำให้ฉันรู้สึกสดชื่นและผ่อนคลายสุดๆ มันเหมือนกับว่าคนเราถ้าจะมีเซฟโซนหรือถ้าอยากสบายใจ อย่างถ้าใครชอบดอกไม้พอได้กลิ่นได้เห็นก็จะรู้สึกดี คนเรามีความสบายใจไม่เหมือนกัน และฉันจะสบายใจผ่อนคลายก็ต่อเมื่อได้กลิ่นสี กระดาษการมองภาพวาดที่ถึงขั้นสูงสุดของคุณคัท “โห รางวัลเยอะมาก”

เกาะกระจกที่บรรจุถ้วยรางวัล โล่รางวัลของเขาการันตีว่าผู้ชายคนนี้เก่งศิลปะและเป็นติสท์ตัวพ่อเลยก็ว่าได้ อ่อ ถ้าจะหมายถึงโลกส่วนตัวสูงขอยกให้พี่โจ้กับเหมย สองพี่น้องที่ถอดแบบกันเป๊ะๆ

เสียงเปิดประตูห้องดังขึ้น จึงก้าวกระโดดออกจากมุมตู้โชว์มองสบตากับคุณคัทที่เดินมาหยุดหน้ากระดาษเปล่า แต่ทว่าเรือนร่างที่ชุ่มไปด้วยน้ำทำให้เสื้อเชิ้ตสีขาวบางแนบเนื้อมันเล่นงานหัวใจฉันหนักมาก นี่เขาอาบน้ำแล้วไม่ได้เช็ดตัวหรือไงเนี่ย! เห็นลอนซิกแพคเท่ๆ ไหนจะรอยสักอีก แล้วนี่อะไรกางเกงเลสีดำยาวช่างดูดีไปหมด ไม่นับเรื่องสีหน้าที่เย็นชายามที่มองฉันนะ

“แก้ผ้า”

“ห๊ะ! อะ อะไรนะคะ”

“แก้ผ้า” น้ำเสียงเย็นเฉือนหัวใจฉันเป็นชิ้นๆ ใช่สิ ลืมทำใจมาได้ยังไงกันว่าตัวเองมาเป็นแบบให้เขาวาด ไม่ใช่นางแบบแต่งตัวสวยๆ แต่เป็นเปลือยร่างให้เขาวาดต่างหาก!

“อะ เออ แก้... ตอนนี้”

“อือ ตรงนี้” ชี้นิ้วมาหาฉันซึ่งแน่นอนว่าแทบจะเป็นลมล้มพับตอนนี้เลยดีไหมนะ! “เร็ว ฉันอยากเห็น”

บ้าบอ! น้ำขิง ขอกัดลิ้นตัวเองแล้วตายไปต่อหน้าเขาได้ไหมเนี่ย

บทก่อนหน้า
บทถัดไป