บทที่ 5 #คัทตัดรัก :: CHAPTER 4 [100%]
คัทตัดรัก #4
:: เริ่มงานด้วยหัวใจที่หวั่นไหว ::
‘เพราะเธอสวย’
“!”
‘สวยแบบไร้ที่ติ สวยจนทำให้ฉันเผลอลืมความคิดของตัวเอง’
“ขิง”
“...”
“น้ำขิง!”
“คะ” สะดุ้งสุดตัวเมื่อเสียงเรียกดังขึ้นทำให้ฉันหลุดภวังค์ความคิดของตัวเองในทันที สบตากับผู้เป็นแม่ที่หรี่สายตามองอย่างไม่ชอบใจสักเท่าไหร่
“เหม่ออะไรของแก ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่”
“เปล่านี่คะ”
“ยังจะเถียง ถามพ่อเลี้ยงสิงห์สิ เขานั่งจ้องแกนานแล้ว ยังนั่งยิ้มเป็นบ้าอยู่คนเดียว”
นี่ฉันนั่งยิ้มแบบนี้นานแค่ไหนเนี่ย! ให้ตายเหอะน้ำขิง แล้วยิ้มขณะที่นึกไปถึงคำพูดของคุณคัทเมื่อหลายวันก่อนเนี่ยนะ มีผู้ชายมากมายชมว่าฉันสวยก็เยอะไม่น้อย ส่วนใหญ่ก็จะไม่ได้รู้สึกอะไรหรือเก็บเอาคำพวกนั้นมาคิด แต่ทำไมเป็นคำพูดของเขา ฉันถึงเอากลับมาคิดไม่ตกอยู่หลายวัน แถมยังยิ้มออกมาด้วยเพราะว่าเขาชมว่า ‘สวย’ แค่นี้เองนะน้ำขิง
“แล้วเรียนพิเศษเป็นยังไงบ้าง?”
“ก็ดีค่ะ” ตอบกลับไปพลางหยิบช้อนตักโจ๊กกุ้งเข้าปาก “เรียนวาดรูปเสริม เบาสมองแล้วก็ไม่ต้องรีบกลับบ้านเร็วๆ ด้วย”
“แต่กลับดึกมันอันตราย” แม่ถอนหายใจก่อนจะยกแก้วกาแฟขึ้นจิบ “ให้คนรถไปรอรับ เอาหรือเปล่า?”
“ไม่ค่ะ ขิงไปไหนมาไหนเองได้ ไม่ใช่คุณหนูที่ทำอะไรไม่เป็น” พูดเสร็จก็ยกน้ำขึ้นดื่มจนหมดแก้ว หยิบกระเป๋าผ้ามาสะพายและกระดานวาดภาพที่จะต้องส่งคุณคัทในวันนี้
“ผมต้องผ่านมหาลัยของน้ำขิงพอดี ผมไปส่งน้ำขิงนะครับนลิน” จู่ๆ พ่อเลี้ยงสิงห์ก็ลุกขึ้นขยับเสื้อสูทสีน้ำเงินเข้มของตัวเอง แต่ทว่าอาสาไปส่งฉันแบบนี้... คิดอะไรไม่ดีแน่
“เอาสิคะ ขอบคุณนะคะยังไงก็ช่วยให้เงินเดือนน้ำขิงด้วยแล้วกัน”
“ทำไมแม่ไม่ให้ขิงเอง?” ตวาดกลับไปแต่แม่ก็ลุกขึ้นเพื่อเตรียมตัวไปเข้าบริษัทเช่นกัน
“พ่อเลี้ยงอาสาจะจัดการเงินตรงนี้ให้แก”
“แล้วแม่ก็ยอม” ถามกลับด้วยน้ำเสียงไม่เข้าใจ หากแต่สีหน้าของแม่บ่งบอกอย่างดีว่าอนุญาตให้คนๆ นี้ทำอะไรกับเงินของฉันก็ได้ “ไม่มากไปเหรอคะ เขาไม่ใช่พ่อขิงนะ”
“เดี๋ยวก็ใช่ ยังไงพ่อเลี้ยงสิงห์ก็เป็นสามีแม่ ถึงแม้จะยังไม่ได้ตบแต่ง”
“...”
“หัดเชื่อฟังเขาไว้บ้าง อย่าปีกกล้าขาแข็งให้มันมาก” เดินตรงมาจิ้มศีรษะของฉันและเดินออกไป ส่วนฉันจึงทำได้เพียงเดินออกห่างเขาให้ไกลที่สุดและมองรถของแม่ซึ่งขับเคลื่อนออกไป
หมับ
คิดว่าจะหนีคนด้านหลังพ้น สุดท้ายก็ถูกคว้าต้นแขนไว้และพาลากไปยังรถประจำตำแหน่งของตัวเอง โดยมีคนขับที่เป็นลูกน้องของเขา ในบ้านไม่มีใครรู้พฤติกรรมที่เขาคิดจะทำกับฉัน นอกจากลูกน้องของเขาเท่านั้น “ปล่อย”
“ไปกับฉันดีๆ อย่าให้ต้องใช้กำลัง” ขู่ออกมาแต่ฉันรู้ว่าเขาไม่เคยทำอะไรรุนแรงกับฉัน จึงสะบัดแขนตัวเองเมื่อโดนเขาผลักให้เข้ามานั่งในรถที่เคลื่อนตัวออกจากบ้านหลังใหญ่แต่ไร้ความสุข ฉันนั่งกอดอกมองออกไปนอกหน้าต่าง “ไอ้เพื่อนชายคนนั้น มันจะลามปามกับฉันมากไปแล้วนะ”
พ่อเลี้ยงสิงห์พูดถึงไอซ์ขึ้นมา จึงเรียกสายตาฉันให้หันกลับไปมอง “ก็คุณไม่ได้ทำให้ไอซ์นับถือ ทำไมเขาจะทำแบบนั้นกับคุณไม่ได้”
“หึ” ใบหน้าหล่อเหลาโน้มเข้ามาใกล้จนฉันยันแผ่นอกแกร่งเขาให้ออกห่าง “มันรู้ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้สินะ”
“...”
“จะเกลียดฉันก็ตามใจ ฉันไม่ได้แคร์” ยักไหล่ไหวก่อนจะจับมือฉันออกจากแผงอกและดึงไปดอมดมจนฉันบิดข้อมือออกแต่กลับไม่ได้ผล “ให้มันรู้ไปแบบนี้น่ะดีแล้ว ฉันชอบเห็นมันดิ้นโดยที่ช่วยอะไรเธอไม่ได้”
พ่อเลี้ยงสิงห์ยิ้มมุมปากและขยับไปนั่งประจำที่ตามเดิม ฉันไม่ทำอะไรมากนอกซะจากหยิบทิชชูเปียกออกมาจากกระเป๋าและเช็ดไปตามที่เขาสัมผัสอย่างนึกรังเกียจ รู้ว่าถ้าบอกให้แม่ฟังสิ่งแรกที่แม่จะทำคือด่าฉัน และไม่เชื่อในสิ่งที่ฉันพูดออกไป เพราะงั้นจึงดูแลตัวเองและพยายามไม่เข้าใกล้ แต่ทว่าอยู่บ้านเดียวกันมันยากที่จะต้องปกป้องตัวเองแต่ฉันก็จะทำ
รถหรูเลี้ยวเข้ามาจอดที่หน้าคณะของฉันในเวลาต่อมา กำลังจะเปิดประตูลงแต่ทว่าเขาก็คว้าท่อนแขนฉันไว้และส่งเงินเดือนที่เป็นของฉันจำนวนหลายหมื่นให้ แต่พอฉันจะรับเขากลับดึงกลับไปหาตัวเอง “ไหว้สวยๆ ก่อน”
“ทำไมฉันจะต้องไหว้คุณด้วยในเมื่อมันคือเงินของฉัน เอามา!” คว้าไปแต่สิ่งที่ได้คือความว่างเปล่าและใบหน้าหล่อยียวนกวนส้นเท้าของเขา
“พ่อไม่สอนเหรอว่าควรมีมารยาทกับผู้ใหญ่”
“สอน แต่ผู้ใหญ่ที่จ้องจะงาบลูกเลี้ยงอย่างคุณ ฉันไม่ยกมือไหว้ให้เสียมือ” ยกมุมปากขึ้นและคว้าเอาเงินของตัวเองมาไว้เพราะเขาอึ้งอยู่ไม่น้อยกับการตอกกลับของฉัน พ่อเลี้ยงสิงห์ดูโกรธไม่น้อยเขาปล่อยมือที่คว้าต้นแขนฉันไว้ ขณะที่ประตูรถที่เปิดค้างไว้มันรับร่างของฉันไม่อยู่ จึงหงายหลังตกจากรถแผ่นหลังกระแทกกับขอบฟุตบาทอย่างแรง
“โอ๊ย!” ฉันไม่รู้ว่ามีนักศึกษาที่เดินผ่านไปมาจะเห็นภาพบ้าๆ นี้หรือเปล่า แต่ตอนนี้มันเจ็บหลังจำต้องหลับตาเมื่อแสงแดดสาดส่อง “ไอ้บ้า ไอ้...!”
เมื่อลืมตาขึ้นกลับเห็นใบหน้าของใครบางคนยืนโน้มตัวลงมาดูอยู่ สีหน้าเรียบนิ่งขมวดคิ้วจนเป็นปม ริมฝีปากแดงคล้ำเหยียดตรงจนฉันพลิกตัวลุกขึ้นนั่งแทบไม่ทัน “ง่วงเหรอ?”
“เปล่าค่ะ พอดี...” ตอบกลับไปและหันไปมองคนในรถที่หันหน้าหนีไปอีกทาง ฉันจึงเอาเท้าถีบประตูรถอย่างแรงจนรถสะเทือนนั่นแหละรถของพ่อเลี้ยงสิงห์จึงขับเคลื่อนออกไป ทิ้งไว้กับความเจ็บปวดที่แผ่นหลังให้ฉัน
“เถื่อนดี” คุณคัทโน้มตัวลงมาคว้าต้นแขนฉันให้ลุกขึ้นยืน “ไปห้องพยาบาล”
ฉันจับแผ่นหลังของตัวเองมาถึงห้องพยาบาลโดยมีคุณคัทเดินตามมาติดๆ เขาคุยกับอาจารย์ห้องพยาบาลสักพัก อาจารย์ห้องพยาบาลที่เป็นผู้หญิงก็เดินมาหาฉันและเปิดเสื้อขึ้นดู บอกว่าหลังของฉันเป็นรอยช้ำเขียวเพราะกระแทกอะไรมาสักอย่างจึงเอ่ยปากเล่าให้อาจารย์ฟังและทายาแก้ช้ำให้บอกว่าถ้าไม่ไหวก็ให้พักผ่อนได้พลางเดินจากไป
“จะเข้าเรียนหรือเปล่า?”
“เข้าค่ะ แค่นี้เองสบายมาก” เงยหน้าสบตากับคุณคัทที่กอดอกมองฉันไม่วางตา “มีอะไรหรือเปล่าคะ”
“เธอตอนที่นอนบนฟุตบาท” เลิกคิ้วขึ้นสบตากับเขาที่พ่นลมหายใจออกมา “ยังสวยเลย”
“!”
“ไม่มีมุมน่าเกลียดบ้างเลยเหรอ?” แทบจะกลั้นอารมณ์ใจเต้นไม่ไหวเลย ไอ้เราก็คิดว่ามองเพราะห่วงที่ไหนได้... ชมว่าสวยบ่อยไปแล้วนะ แถมเป็นการชมที่ออกจะตรงจนฉันไปไม่เป็นเลยด้วยซ้ำ ใช่เคยได้ยินผู้ชายชมว่าสวยก็มีชั้นเชิงในการชม แต่สำหรับผู้ชายโลกส่วนตัวสูงตรงหน้า คิดจะพูดอะไรก็พูด ไม่คิดถึงใจคนฟังเลยนะ!
หัวใจจะวายตายแล้วนะ ตาบ้า!
“มีค่ะ แค่อาจารย์ไม่เคยเห็น”
“เหรอ” ตอบแบบขอไปทีและหยิบกระเป๋าของตัวเองมาถือ มองลงที่ข้อมือซ้ายของตัวเอง “ใกล้เวลาแล้ว”
พูดจบก็เดินออกไปเลย ทิ้งฉันไว้กับคำพูดที่โคตรจะตรงแบบหาไม่ได้แล้วจากใครบนโลกใบนี้! บางทีเขาเป็นผู้ชายที่เข้าถึงยากที่สุดเท่าที่ฉันเคยเจอผู้ชายมาเลยนะ นั่นแหละ... แต่ดันหวั่นไหวกับคำว่าสวยของเขาที่เล่นชมไม่มีหยุดหย่อน เกิดมาสวยก็แย่หน่อยนะ คนโลกส่วนตัวสูงอย่างคุณคัทยังหาเรื่องมาชมไม่หยุดเลย
คลาสของคุณคัทวันนี้นักศึกษาก็เอาผลงานที่เขาสั่งไปส่ง และเขาก็สอนตามปกติโดยที่ฉันเท้าคางตั้งใจเรียน มองการเคลื่อนไหวของเขาตรงหน้าชั้นเรียนตาไม่กระพริบ มีบางครั้งที่เขาหันมาสบตากับฉันและกลายเป็นว่าตัวเองกลับหลบสายตาเขาแทน ไม่รู้เกิดอะไรขึ้นกับตัวเองกันแน่ ก็แค่... มองตากันเองนะ
“น้ำขิง เมื่อเช้าเห็นเขาลือกัน”
“อะไร?” หันไปมองสบตากับเหมยที่ออกอาการหงุดหงิดไม่น้อย
“เธอกับพี่คัท ไปที่ห้องพยาบาลกันทำไม” เบิกตากว้างด้วยความตกใจ เมื่อเหมยเอารูปถ่ายที่คุณคัทคว้าแขนฉันให้ลุกขึ้นและพากันเดินไปห้องพยาบาล ก็ไม่คิดว่าจะมีคนเห็นถ้าเป็นในคณะฉันมั่นใจว่าไม่มีใครทำอะไรแบบนี้หรอก ต้องเป็นคนคณะอื่นที่มาอ่อยเขาแน่นอน ฉันดังมากในคณะศิลปกรรมศาสตร์ถ้ารูปพวกนี้ลงบอร์ดมีหวังคุณคัทอาจจะโดนตรวจสอบไปด้วยว่าเกิดอะไรขึ้นภาพเหล่านี้
“คือแบบนี้...”
“อาจารย์ครับ” จู่ๆ ไอซ์ก็ขัดการสอนของคุณคัทขึ้น ทำให้ฉันชะงักคำพูดที่จะเล่าให้เหมยฟังมองสบตากับไอซ์ที่มีใบหน้าบึ้งตึง อย่าบอกนะว่าเขาเห็นน่ะ
“ไอซ์เห็นใช่ไหม?” เหมยไม่ตอบแต่พยักหน้ารับเป็นการคอนเฟิร์มว่าไอซ์กำลังหาเรื่องคุณคัทเพราะฉัน
“มีอะไรครับ”
“ผมอยากให้อาจารย์โชว์ฝีมือวาดภาพ ให้พวกเราเห็นหน่อยครับ”
“...” ขมวดคิ้วกับคำขอของไอซ์ เขากำลังจะกวนประสาทคุณคัทนี่
“พี่คัทไม่ชอบให้ใครมาบังคับวาดภาพ” เหมยเอ่ยปากขึ้นพลางเท้าคางมองมาทางฉันอย่างนิ่งๆ “โลกส่วนตัวสูง เธอคงรู้ดีแล้วยิ่งเป็นงานศิลปะที่เปรียบเสมือนชีวิตอีกครึ่งของเขา... ใครก็บังคับไม่ได้”
“ขอโทษนะ ผมมีหน้าที่สอน ไม่ได้มีหน้าที่มาวาดภาพให้พวกคุณดู” สีหน้าและน้ำเสียงบ่งบอกว่าไม่พอใจอย่างมาก เมื่อเขาวางหนังสือลงบนโต๊ะของตัวเองและกอดอกมองไอซ์ที่เบ้ปากยักไหล่ไหว
“แค่อยากเห็นฝีมืออาจารย์ ไม่ได้เหรอครับ”
“ได้” คุณคัทตอบและกวาดสายตามองนักศึกษาในชั้น “แต่ต้องไม่ใช่การบังคับหรือการเจาะจง”
“...”
“ถ้ามีคนมาขอให้คุณวาดภาพโดยที่คุณเองไม่ชอบถูกบังคับ เป็นคุณจะยอมไหม?” ต่างคนต่างส่ายหน้ากันไปมา “ผมก็เป็นหนึ่งในนั้น แล้วถ้าคุณต้องการเห็นฝีมือของผมจริงๆ กรุณาขอร้องดีๆ ไม่ใช่ขอร้องด้วยท่าทางหยิ่งยโส”
“...” ไอซ์กัดริมฝีปากตัวเองทันทีเมื่อโดนคุณคัทตอกหน้าย้ำอีกครั้ง
“ผมเป็นอาจารย์ถึงจะเป็นแค่ฝึกสอน คุณก็ควรให้เกียรติผม เหมือนที่ผมให้เกียรติคุณ”
เมื่อจบคลาสของคุณคัทฉันก็นั่งอารมณ์เสียอยู่หน้าคณะ ไหนจะเรื่องรูปที่ไม่รู้จะลงบอร์ดตอนไหนและไหนจะเรื่องของไอซ์ที่ไปกวนประสาทเขาอีก ฉันรู้เลยนะว่าที่ไอซ์ทำแบบนี้เพราะอะไร “เธอโกรธฉันหรือไงน้ำขิง”
“ใช่” ตอบออกไปชัดเจน จึงได้เห็นใบหน้าบึ้งตึงของไอซ์ “ไปทำแบบนี้กับอาจารย์คัทได้ยังไง”
“แล้วเธอกับมัน เมื่อเช้าทำไมต้องประคองกันด้วย?”
“ยังจะเรียกจิกหัวเขาอีกเหรอ” ตบโต๊ะและพิงพนักเก้าอี้โดยที่หงุดหงิดเรื่องนี้ไม่น้อย “เมื่อเช้าพ่อเลี้ยงสิงห์มาส่งฉัน”
“ว่าไงนะ!”
“มีปากเสียงกันนิดหน่อย ฉันตกรถเพราะเขา ประจวบเหมาะกับที่อาจารย์คัทเดินมาเขาเห็นฉันเจ็บหลังก็เลยพาไปห้องพยาบาล เข้าใจหรือยัง” อธิบายออกไปแม้ว่าไอซ์จะเข้าใจหรือไม่เข้าใจก็ตามที เพราะฉันก็ไม่ได้ขอให้เขามาเข้าใจหรอกนะ ที่กังวลอยู่ตอนนี้คือรูปบ้าๆ พวกนั้นต่างหาก
“ฉันไม่ชอบหน้ามัน”
“มีเหตุผลอะไรไม่ทราบ?” เป็นเหมยบ้างที่เอ่ยคำพูดขึ้นแทนฉัน “พี่คัทก็ไม่เห็นทำอะไรให้นายไม่ชอบขี้หน้าเลย”
“ไม่รู้ แค่ไม่ถูกชะตา”
“จำเป็นต้องถูกชะตา ถ้าไม่ถูกชะตาก็พูดจาไม่ให้เกียรติเขาได้งั้นเหรอไอซ์” เขาเบือนหน้าหนีโดยไม่พูดอะไรสักคำ ดูเหมือนเหมยเองก็จะไม่พอใจไอซ์อยู่กลายๆ เพราะไม่ชอบขี้หน้าคุณคัท
“ฉันไปก่อนนะเหมย”
“ไปไหนน้ำขิง” ไอซ์ลุกขึ้นมาดักหน้าฉัน “เดี๋ยวนี้หายไปไหนทำไมไม่บอก”
“ไอซ์” ถอนหายใจและสบตากับคนตรงหน้าอย่างจริงจัง “ฉันเป็นเพื่อนนาย”
“...”
“บางเรื่องก็ไม่จำเป็นต้องบอก บางเรื่องมันก็คือเรื่องส่วนตัว”
พูดจบก็ผลักไหล่ของเขาให้หลบทาง เพราะฉันจะต้องไปที่บ้านของคุณคัทจะได้เริ่มงานสักทีฉันไม่ได้ลอยไปลอยมา หาที่เกาะไปทั่วเพื่อให้ตัวเองไม่ต้องกลับบ้านเร็ว ไปพึ่งพาเหมยบ่อยก็ไม่ได้ต้องเกรงใจพี่โจ้ สองพี่น้องที่โลกส่วนตัวสูงฉันเคยไปอยู่มาคืนหนึ่งจะบอกว่าต่างคนต่างอยู่ในโลกของตัวเองด้วยซ้ำ แบบนั้นจะไปยุ่งวุ่นวายมากก็ใช่เรื่องนะ
เพราะการจราจรติดขัดพอควรทำให้ฉันมาถึงบ้านของคุณคัทในช่วงพลบค่ำจึงได้เห็นมอเตอร์ไซค์คันโปรดของเขาจอดอยู่บริเวณหน้าบ้าน ฉันเห็นเงาของร่างสูงเดินเข้าไปในบ้านจึงตามเข้าไป “คุณคัทคะ”
ร่างสูงเอี้ยวตัวหันมามองฉันด้วยใบหน้าเรียบนิ่ง ในมือของผมมีชุดสีขาวดูแล้วเป็นชุดกระโปรงลายลูกไม้สีขาวแขนยาว ซับในด้วยเกาะอกสีขาว “พอดี”
“คะ?” ขมวดคิ้วกับคำพูดของเขาเมื่อเดินตรงมายื่นชุดที่ว่านี้ให้
“ไปเปลี่ยน เธอต้องเปลี่ยนชุดนี้มาเป็นแบบให้ฉันวาด” พูดจบก็เดินเข้าห้องศิลปะของตัวเอง ส่วนฉันที่เคยมาที่นี่จึงเลี่ยงไปเปลี่ยนชุดในห้องน้ำ ชุดที่อยู่บนตัวเข้ากับฉันมากจริงๆ ชุดกระโปรงสั้นเลยเข่า แต่ทว่ากลับดูเรียบหรูมากเหมาะกับคอนเซปที่เขาบอกมาเลยก็ว่าได้ “เรียบร้อยแล้วค่ะ”
คุณคัทที่กำลังยืนจัดเตรียมอุปกรณ์วาดรูปอยู่หันมามองฉันตั้งแต่หัวจรดเท้า สายตาของเขาที่มองมาไม่วางตาเลยด้วยซ้ำ ราวกับเขากำลังตกตะลึงอยู่หลายนาทีจึงดึงสติกลับมาและชี้นิ้วไปยังเก้าอี้ไม้สีขาวริมหน้าต่าง “นั่งตรงนั้น”
ฉันเดินตัวลีบไปนั่งเก้าอี้ตามที่เขาต้องการ ผมสีดำยาวก็ปล่อยสยายเพราะยังไม่รู้ว่าเขาต้องการให้ฉันทำทรงผมแบบไหนหรือปรับท่าทางยังไง “ต้องรวบผมไหมคะ?”
“ไม่ต้อง” พูดพลางเดินตรงมานั่งยองตรงหน้า เอื้อมมือมาจับเส้นผมของฉันปัดไปด้านหลังและช้อนปลายคางของฉันให้ขยับไปตามองศาที่เขาต้องการ “ห้ามขยับ”
กระพริบตาถี่รัวเมื่อฝ่ามืออุ่นร้อนทาบลงบนมือฉันเพื่อขยับให้วางบนหน้าตัก สั่งเสียเข้มให้นั่งหลังตรงเมื่อได้มุมที่เขาต้องการแต่กลายเป็นว่าฉันเองที่หัวใจเต้นแรงจนแทบจะลืมหายใจ เมื่อเข้าใกล้กับเขามากเกินไป มากจนได้กลิ่นหอมอ่อนๆ จากตัวของเขา มากจนได้เห็นใบหน้าหล่อเหลาชัดเจนขึ้น รูปหน้าคมสัน ดวงตาเฉียบ ริมฝีปากแดงคล้ำที่คงผ่านการสูบบุหรี่มาจัดพอดู “ฉันจะขึ้นโครงไว้ก่อน นั่งนิ่งๆ อย่าขยับแม้แต่นิดเดียว”
เพราะเขาสั่งจึงไม่ได้ออกปากตอบรับไปได้แต่นั่งนิ่ง มองจับจ้องไปยังรูปภาพหนึ่งที่แขวนอยู่ตรงผนัง เป็นภาพแผ่นหลังของหญิงสาวคนหนึ่งที่มองเห็นเพียงแค่เสี้ยวหน้าเท่านั้น รูปภาพนั้นมองให้ดีมันเป็นการลงสีที่สวยงามมากและดูตั้งใจวาดแบบสุดๆ แต่ทุกภาพของคุณคัทฉันมั่นใจว่าเขาใส่ความเป็นตัวเองเข้าไปแน่นอนล่ะนะ
ไม่รู้ว่านั่งอยู่นานแค่ไหน จนรู้สึกเหน็บกินไปแทบจะทั้งตัวแล้วจึงเบนสายตามองคุณคัทที่กำลังวาดๆ อยู่โดยไม่ได้สนใจฉันเลยสักนิด กระทั่งรับรู้ถึงความเจ็บจี๊ดที่บริเวณหน้าผากตัวเองคิดในใจมันจะต้องเป็นอะไรสักอย่างที่เกาะอยู่และกำลังดูดเลือดฉัน ความรู้สึกแบบนี้มัน ยุงกัดชัดๆ!
เพราะไม่รู้ว่าควรทำยังไง จะยกมือขึ้นตบก็ไม่ได้ จะสะบัดหัวให้อียุงบ้านี่หลุดออกก็ไม่ได้ จึงได้แต่ภาวนาให้มันดูดเลือดจนตัวแตกตายไปบนหน้าผากฉันเนี่ยล่ะ!
ทว่า... ยังไม่ทันแช่งให้อียุงบ้านี่ตาย คุณคัทก็เดินตรงมาหยุดตรงหน้า ฉันมึนงงไม่น้อยเมื่อจู่ๆ เขาก็โน้มตัวลงมาเท้ามือลงกับเก้าอี้ทั้งที่ใบหน้าของเราสองคนเสมอกันจนได้สัมผัสถึงลมหายใจร้อนๆ คุณคัทสบตากับฉันและเลื่อนใบหน้าขึ้นไปเป่าหน้าผากให้ฉันเบาๆ แค่เพียงลมปากสัมผัสหน้าผากก็เกิดอาการหัวใจเต้นแรงจนเผลอจิกนิ้วลงกับหน้าตักตัวเอง เมื่อเขาขยับใบหน้ามาสบตากับฉันอีกครั้ง
“ยุง” รู้แล้วค่ะว่ายุง! “มันไปแล้ว”
“...”
“ไม่กล้าตบ กลัวเจ็บ” พูดแค่นั้นก็ขยับตัวออกห่าง “ฉันขึ้นโครงร่างแล้ว เธอเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วเอามาไว้ในห้องนี้”
คุณคัทเดินไปหยิบผ้าคลุมขาตั้งภาพโดยไม่ให้ฉันเห็นด้วยซ้ำ เหมยเคยบอกว่าเขาจะไม่มีวันให้ใครเห็นรูปภาพที่ยังไม่เสร็จสมบูรณ์เด็ดขาด ต่อให้ฉันอยากเห็นภาพตัวเองแค่ไหนก็ต้องอดใจรอวันที่จะได้เห็นภาพสวยๆ จากฝีมือเขาล่ะนะ
“ไม่ไป” เพราะเห็นฉันยังคงนั่งอยู่ที่เดิม จึงเอ่ยปากถามขึ้น
“คือ... เหน็บกินทั้งตัวเลยค่ะ” น่าอายที่สุด! นอกจากยุงจะทำให้ฉันขายหน้าแล้ว ตะคริวยังทำให้ฉันขายหน้าไปอีก
“หึ” ได้ยินเสียงขำขันจำต้องหันไปมองคุณคัทที่เดินมาหยุดตรงหน้า “ทั้งตัวเลยเหรอ?”
“ค่ะ ยุงก็กัดเจ็บ” ยกมือเกาหน้าผากตัวเองป้อยๆ ดีนะที่แขนยังพอขยับได้ แต่ขาและตัวไม่ต้องพูดถึงขยับทีคือกระดูกแทบจะแตกเลย
“อย่าเกาแรง” คุณคัทคว้าข้อมือฉันไว้เมื่อลงแรงเกาจนรู้สึกเจ็บ “เป็นแผลจะไม่ดี”
“ยุงกัดไม่เป็นแผลหรอกค่ะ”
“เธอถ้าเป็นแผลก็คงจะสวยอยู่ดี” ชมอีกแล้ว! ชมด้วยสีหน้านิ่งๆ แบบนี้จะรู้บ้างไหมว่าทำให้คนฟังจะตายเอานะ “นั่งไปก่อน จะไปชงชา”
พูดจบก็เดินออกจากห้องไป ในส่วนตัวฉันเองก็นั่งอยู่แบบนั้นสักพักก็เริ่มขยับตัวได้จึงบิดตัวไปมา ทั้งหน้า ทั้งตัวบิดจนแทบจะนอนลงกับพื้นอยู่แล้ว อย่าคิดว่าตะคริวกินแค่ตัว หน้าของฉันก็ไม่เว้นนะจำต้องบริหารหน้าตัวเองแบบทุเรศๆ ออกไป
“นี่สินะ มุมน่าเกลียดของเธอ”
“!” ตกใจสุดขีดเมื่อเห็นร่างสูงถือแก้วชาร้อนส่งกลิ่นหอมมาสองแก้ว แต่เมื่อกี้...
“อุบาทว์ดี”
กรี๊ด! บางทีอีการพูดตรงๆ ของเขามันก็ทำให้ฉันเสียเซลฟ์เหมือนกันนะ มันตรงเกินไปไหมเนี่ยกับคำว่าอุบาทว์ที่ออกมาจากปากผู้ชายตรงหน้า ไม่เคยเลยนะ ไม่เคยมีผู้ชายคนไหนกล้าพูดกับฉันแบบนี้นะ เขาคนแรกเลย
“คุณคัทคะ” สูดลมหายใจเข้านับหนึ่งถึงร้อยในใจนะน้ำขิง “บางทีการที่คุณคิดหรือพูดอะไรออกมาตรงๆ มันก็มีผลกระทบต่อจิตใจคนฟังได้นะคะ”
เขาขมวดคิ้วพลางทิ้งตัวลงบนโซฟา จู่ๆ ก็ได้เห็นสีหน้าเศร้าแสดงออกมาเพียงแค่ชั่ววูบหนึ่งก็สบตากับฉันด้วยใบหน้าเรียบนิ่งตามเดิม “งั้นเหรอ”
“ค่ะ” ฉันเดินไปนั่งบนโซฟาตรงข้าม “มันเป็นเรื่องดีค่ะที่คุณมีความคิดที่ตรง แต่ต้องเลือกคำพูดหน่อยเวลาจะพูดออกมา”
“...”
“แบบเมื่อกี้ที่คุณคัทเห็นฉันทำหน้าเออ... ประหลาดๆ อย่าใช้คำว่าทุเรศหรืออุบาทว์”
“แล้วจะให้ใช้คำไหน ในเมื่อเธอทำหน้าแบบนั้นจริงๆ” แทบจะลุกขึ้นไปจิกศีรษะเขากระแทกกับขอบโซฟา แต่ก็ต้องปั้นหน้ายิ้มแย้มออกไป คนโลกส่วนตัวสูงต้องทำความเข้าใจและพยายามเข้าไปในโลกของเขาให้ได้ซะก่อน
เอ๊ะ? แล้วทำไมฉันจะต้องอยากเข้าไปในโลกของเขาด้วยเนี่ย
“ก็แบบเมื่อกี้ถ้าคุณคัทเห็น ควรเก็บคำพูดไม่ดีไปแม้มันจะตรงแต่ปรับคำพูดจากอุบาทว์เป็นตลกดี หรือไม่ก็น่ารัก”
“หน้าเธอเมื่อกี้มันไม่ได้น่ารักสำหรับฉัน”
“ฉันทราบค่ะ แต่ช่วยเซฟคำพูดตรงๆ หรือแรงๆ นิดนึง” ทำมือโอเคให้เขา แต่ดูเหมือนคุณคัทจะไม่เข้าใจเขายกชาขึ้นจิบจนฉันเหนื่อยใจที่จะอธิบายแล้วล่ะ เอาเถอะ! จะโดนใครเขาหมั่นไส้ก็ตามสบายเลย เตือนแล้วนะ
“คำพูดตรงๆ ของฉันก็เคยทำให้คนๆ หนึ่งเสียใจ”
“ใช่ไหมล่ะ เพราะงั้นต้องปรับนะคะ” หรือจะมีฉันคนเดียวที่ตื่นเต้นเพราะสีหน้าคุณคัทตอนนี้ดูเศร้าอีกครั้ง ได้แต่ขมวดคิ้วกับคนตรงหน้าที่ยกข้อมือซ้ายดูเวลาที่ข้อมือ
“จะห้าทุ่มแล้วเหรอเนี่ย” เมื่อเขาพูดขึ้นมาจึงดูเวลาของตัวเองบ้าง ก็จริงด้วยที่เวลานี้มันเกือบจะค่อนคืนแล้ว
“งั้นฉันกลับก่อนนะคะ จะไปเปลี่ยนชุด” ลุกขึ้นหยิบกระเป๋าสะพายเปิดประตูห้องออกไปแต่ก็ต้องชะงักเท้าเอาไว้
“น้ำขิง” น้ำเสียงดุๆ เอ่ยขึ้นจำต้องหันไปมองสบตากับร่างสูง เมื่อเขาเงียบอยู่นานไม่ยอมพูดอะไรออกมา
“มีอะไรหรือเปล่าคะ?”
“เดี๋ยวไปส่ง”
“...” ฟังไม่ผิดใช่ไหม
“มันดึกแล้ว อันตราย”
ไม่ผิดหรอกมั้ง ใช่ไหม ทุกคนได้ยินเหมือนฉัน คุณคัทผู้ชายที่เดากิริยา นิสัยและทุกอย่างได้ยาก กำลังเอ่ยปากไปส่งฉันด้วยล่ะ ทำไม... ทำไม หัวใจมันเต้นแรงผิดปกติแบบนี้ ก็แค่ไปส่งเองนะน้ำขิง
“ทำหน้าอุ... ไม่สิ” เรียกสติของฉันอีกครั้งเมื่อคำหยาบกำลังหลุดออกมา ทำหน้าแบบไหนให้เขาคิดว่าอุบาทว์อีกเนี่ย “น่ารัก”
“!”
“ได้ไหม?” กลืนน้ำลายลงคอก่อนจะพยักหน้ารับและปิดประตูทันที ฉันสาวเท้าตรงไปที่ห้องน้ำอย่างรวดเร็ว ทั้งที่มือยังคงทาบหน้าอกด้านซ้ายมันยังไม่ยอมจะหยุดเต้นเลย ให้ตายเหอะน้ำขิง!
