บทที่ 10 ตอนที่ 4 วันแต่งงาน - 2
“พราวคะ พราวฟังพี่ก่อนสิ”ภูภูมิรีบวิ่งตามพราววลินที่ใช้โอกาสนักข่าวเผลอไปสนใจตระกูลดุจประการรัตนาหนีออกมาด้วยชุดเจ้าสาว ชายหนุ่มรีบคว้ามือ ‘อดีตเจ้าสาว’ ของตนเอาไว้แน่น จนตัวเธอแทบเซล้ม “ปล่อย!”
เธอสะบัดมือของคนที่ตอนนี้กลายเป็นคนรักเก่าของตนเองออกอย่างไร้เยื่อใย แววตาที่เคยมีความรักอยู่กลับกลายเป็นไม่มีอีกต่อไปแล้วในเวลานี้
“พราวไม่จำเป็นต้องฟังอะไรเพิ่มแล้วค่ะ พราวเห็น พราวได้ยินเต็มสองหูว่าพี่กับ..! พี่ทำอะไรกับพราวบ้าง พราวทำใจแต่งงานกับคนที่หักหลังพราวไม่ได้”
“พี่ขอโทษ...เรากลับมาเริ่มต้นกันใหม่นะคะ พราวอย่าทิ้งพี่เลยนะ”น้ำใสเริ่มเอ่อขอบตา เขาไม่สามารถตอบโต้กับสิ่งที่พราววลินบอกได้ เพราะนั่นมันคือเรื่องจริง
เขาหักหลังเธอ
“เริ่มต้นใหม่เหรอ?”เธอเค้นเสียงหัวเราะ “เริ่มต้นใหม่กับความหวาดระแวงน่ะเหรอ? ไม่ล่ะ พราวไม่ได้ต้องการให้ชีวิตคู่ของพราวเป็นแบบนั้น”
“สิ่งที่พี่ภูทำ มันตอกย้ำว่าพ่อเคยทำอะไรกับพราว กับแม่พราวและน้อง ๆ ของพราวบ้าง ตอนนี้แค่ต้องจับมือพี่ภู พราวยังไม่อยากฝืนตัวเองให้จับมือพี่เลย”สายตาแห่งความผิดหวังถูกส่งกลับไปหาคุณหมอผู้เพอร์เฟค ทั้งชีวิตเขาไม่เคยโดนใครปฏิเสธแบบนี้มาก่อน และการปฏิเสธครั้งนี้ของพราววลิน นอกจากเขาจะขายหน้าแล้ว ยังทำให้เขาเสียใจที่เสียเธอไปด้วย
“ไม่พราว พี่จะเลิกกับเขา พราวให้โอกาสพี่นะ เราคบกันมาตั้งนาน จะมาทิ้งกัน
ง่าย ๆ แบบนี้ได้ยังไง พี่รักพราวนะ พี่รักพราวจริง ๆ ”
“รักพราวเหรอ? รักพราวแล้วทำกับพราวแบบนี้ทำไม!! แล้วเมื่อกี้พูดว่าอะไร?
จะเลิกกับผู้หญิงคนนั้นเหรอ? ถ้าเลิกแล้วเด็กในท้องล่ะ? นี่ขนาดว่ารักพราว ยังพลาดท้องได้อีก ถ้าพี่ไม่รักพราว พี่คงเอาผู้หญิงคนนั้นเข้าไปอยู่ในบ้านแล้ว!”
“พราวว่าพี่ไม่ได้รักพราวหรอกค่ะ ที่พี่ทำแบบนี้ มันเป็นเพราะพี่รักตัวเองและตัวพราวที่เป็นพราววลิน มีสายเลือดของดุจประการรัตนามากกว่า ครอบครัวของพี่ก็คงจะคิดแบบเดียวกันกับพี่นั่นแหละ...พี่ภูไม่เคยรักพราวที่เป็นพราวจริง ๆ เลย”ไม่ผิดที่ภูภูมิเกิดมาในชาติตระกูลที่ดีและเพียบพร้อม เวลาเติบโตมา เขาก็ไม่เคยลำบากกับเรื่องอะไร แต่เขาก็ไม่ได้รับรู้ถึงความลำบากของเธอเลยเช่นกัน
เขาพบกับเธอและรักกันในวันที่เธอประสบความสำเร็จแล้ว เพราะเป็นแบบนั้น บางครั้งเขาจึงไม่เข้าใจว่า สิ่งที่เธอคิด สิ่งที่เธอรู้สึกเวลาที่เธอเห็นคนอื่นลำบากมันเป็นยังไง
เขาตั้งคำถามกับเธอเสมอและไม่เคยคิดจะปรับความเข้าใจเลยสักครั้ง เพราะแบบนี้ถึงได้มีช่องว่างจาง ๆ ระหว่างเธอและเขาอยู่
เขาไม่เข้าใจว่าทำไมเธอต้องเอาตัวเองไปลำบาก ทั้ง ๆ ที่ดุจประการรัตนาก็มั่งมีและมีเกียรติให้เธอมากมาย เขาไม่ได้มองเห็นเลยว่าเธอโดนอะไรมาบ้าง
“พอเถอะค่ะพี่ภู พอก่อนที่ครอบครัวของพี่กับผู้หญิงคนนั้นจะพังเพราะมือพราว”พราววลินปลดมือของอดีตคนรักออก แม้ว่ามันจะเจ็บจากการที่โดนเหนี่ยวรั้งเอาไว้ แต่เธอก็พยายามใช้แรงที่เหลืออยู่ปลดมันในที่สุด ขาเรียวรีบก้าวเดินออกมาอีกครั้ง ตอนนี้ความรู้สึกของเธอเหมือนวันที่เดินออกจากบ้านดุจประการรัตนาพร้อมกับมารดาและน้อง ๆ ด้วยตัวเปล่า
ความรู้สึกนั้นตีขึ้นมาจุกอก จนแทบเดินไม่ไหว
“คุณพราว!”
แต่แล้วเสียงหืดหอบของชายหนุ่มก็ดังเข้ามา มือหนารีบคว้ามือของเธอและรีบพาเธอออกจากตรงนั้นทันที รถหรูคันดำแล่นออกจากโรงแรมด้วยความรวดเร็วโดยมีนักข่าวรีบวิ่งตามออกมา พราววลินมองกลับไปที่ด้านหลังก่อนจะหันกลับมามองคนที่ขับรถอยู่
แต่เธอไม่ได้พูดอะไร ได้แต่เพียงนั่งนิ่ง ๆ สงบจิตใจอยู่เท่านั้น จนกระทั่งรถมาหยุดอยู่ที่สะพานขาว จุดชมวิวของสะพานสุขตา จังหวัดสมุทรปราการ
ดวงตาหงส์มองไปรอบ ๆ สถานที่ เสื้อผ้าชุดใหม่ถูกยื่นมาต่อหน้าเธอ
“อะไรคะ?”
“เสื้อผ้าผมที่คุณพอจะใส่ได้ เปลี่ยนเถอะ จะได้สบายตัว คนจะได้จำไม่ได้”
เธอมองเสื้อยืดสีขาวพร้อมกับกางเกงผ้าลื่นขายาวสีดำในมือของชายหนุ่มก่อนจะรับมันมาไว้ในอ้อมอก “รองเท้าแตะวางอยู่ข้างเท้าคุณ ถ้าไม่อยากใส่ส้นสูงแล้ว ก็ใส่มันซะ”
“เดี๋ยวผมรอข้างนอกนะ”
ร่างสูงเปิดประตูรถเดินออกไป พราววลินมองตามแผ่นหลังแกร่งที่เดินไปตามทางของสะพานด้วยสายตาอันไหววูบก่อนจะเริ่มเปลี่ยนชุดตามที่เขาบอกอย่างว่าง่าย
เสียงนกนางนวลกระพือปีกบินผ่านไปมาพร้อมกับเสียงคลื่นน้ำทำให้ใจสงบลง
หญิงสาวเดินเข้ามาหาคนที่กำลังยืนหันหลังให้เธออยู่ “คุณพาฉันมาที่นี่ทำไม”
เสียงหวานเอ่ยถามปนสงสัยอยู่ภายใน แทนที่เขาจะพาเธอกลับไปส่งคอนโดหรือไม่ก็บ้าน เขากลับพาเธอมาสะพานนี้แทน “แล้วปลอดโปร่งขึ้นบ้างหรือเปล่าล่ะครับ?”
เขาไม่ตอบคำถาม แถมยังหันกลับมาถามเธอต่อ หน้าของเขายังมีรอยยิ้มเล็ก ๆ อยู่บนใบหน้าเสมอ พราววลินมองไปรอบ ๆ อีกครั้ง ขาเรียวก้าวเข้ามาหยุดอยู่ข้าง ๆ
คนตัวสูงกว่า มือทั้งสองข้างใช้เท้าราวกั้นสะพานพร้อมกับสูดหายใจเข้าลึก ๆ เพื่อตั้งสติอีกครั้งหนึ่ง “ขอบคุณนะคะ ที่ดึงมือฉันมา”
“ถ้าคุณไม่อยู่ตรงนั้น ฉันคงล้มลงต่อหน้าทุกคนไปแล้ว”เธอพูดติดตลก แต่ไม่ได้รู้สึกตลกเลยสักนิด เธอรู้สึกขอบคุณเขาจากใจจริง ๆ ที่เขาคว้ามือของเธอออกมาจากที่นั่น ก่อนที่ใครจะมาเห็นเธอล้มลง ตอนนั้นเธอแทบจะพยุงตัวเองให้เดินออกมาจากคนรักเก่าไม่ไหว สภาพที่เธอเห็นตัวเองตอนนั้นเหมือนกับว่า เธอกำลังกระเสือกกระสนให้ตัวเองหลุดออกจากอะไรสักอย่างที่เลวร้ายมาก ๆ และจู่ ๆ ก็มีมือ ๆ หนึ่งยื่นมาหาเธอ
คนใกล้ตาย ไม่มีทางไม่ขอรับความช่วยเหลือ
เธอเอื้อมมือจับมือนั้นไว้อย่างไม่มีข้อแม้
ทั้ง ๆ ที่พึ่งพาตัวเองมาตลอด แต่พอเป็นเรื่องความรัก เธอกลับต้องหาคนช่วย
และคน ๆ นั้นก็คือ เขา...รามินทร์
“ไม่เป็นไรหรอก เป็นใครเขาก็ต้องช่วยทั้งนั้นแหละ”
“ไม่จริงหรอกค่ะ”เธอหัวเราะน้อย ๆ ออกมาอย่างนึกสมเพชตัวเอง หลังจากนั้นก็ไม่มีคำพูดอะไรออกมาจากดาวค้างฟ้าดวงนี้อีก
“ถ้าคุณยังไม่สบายใจ ผมพาคุณไปเที่ยวได้นะ”
“เที่ยว? เที่ยวที่ไหนเหรอคะ”
“พังงา”
“พังงา?”
“อืม หรือคุณอยากไปที่อื่นก็ได้นะ อย่าง..สงขลาอะไรแบบนี้”
“มีแต่ทะเล”
“มีแต่ทะเลก็ทำให้คุณมีความสุขได้นะ ผมให้ส่วนลดเพิ่มเลย”
พราววลินยังคงทำหน้าแปลกใจ รามินทร์จึงนำบัตรส่วนลดของ ‘รีสอร์ตเพตรายุภัค’ ที่มีติดกระเป๋าไว้ออกมายื่นให้กับเธอ
“รีสอร์ตเพตรายุภัค...สาขาสงขลา? นี่คุณเป็น..”เธอมองเขาสลับกับสิ่งที่เธอรับมาอ่าน เธอเคยได้ยินชื่อเสียงของรีสอร์ตเพตรายุภัค รีสอร์ตนี้เป็นของอันโตนิโอ นักธุรกิจ
ชาวสเปนทำร่วมกับภรรยา สิ่งก่อสร้างนี้มีมูลค่าทางตลาดสูงมาก ๆ มีชื่อเสียงมากในวงกว้าง แถมยังมีการจองห้องพักเต็มทุกวันอีกด้วย ยิ่งเป็นช่วงเทศกาล ยิ่งเต็มทุกสาขา แม้แต่สาขาต่างประเทศเองก็เช่นกัน เพราะที่นี่บริการดีเต็มร้อย ลูกค้าที่เข้าพักจึงไว้ใจให้พนักงานดูแล
“เวลาเที่ยว ฉันเป็นคนเรื่องมากนะคะ ฉันไม่ชอบเตียงที่ไม่นุ่ม ไม่ชอบคนทำงานช้า ไม่ชอบอาหารที่ไม่อร่อยแล้วก็ไม่ชอบร้อนด้วย”เธอแกล้งพูดให้อีกฝ่ายใจเสีย แต่สำหรับคนที่เป็นนักธุรกิจและเป็นนักขายมืออาชีพยิ่งชอบคำถามนี้เป็นพิเศษเลยเชียวล่ะ “ไม่ต้องห่วงเรื่องนั้นเลยครับ คุณภาพรีสอร์ตและพนักงานของผมทำให้คุณพราวพอใจได้แน่นอน”
“ช่วงนี้อยู่ในช่วงมีโปรโมชั่นพิเศษ ถ้าคุณตกลง ผมให้พักฟรี ไม่สนใจเหรอครับ?”
“นี่คุณขายตรงฉันเหรอคะ?”คราวนี้มีรอยยิ้มปรากฏขึ้นบนหน้า นึกขำกับความกล้าขายตรงของชายหนุ่ม แต่ก็แอบตกใจจริง ๆ ที่เขาเป็นเจ้าของที่นี่ หน้าตาออกลูกครึ่งขนาดนี้ก็คงจะใช่แน่นอนแล้ว “ขอบคุณสำหรับข้อเสนอนะคะ แต่ฉันขอคิดดูก่อน”
ขาเรียวก้าวกลับเข้ามาในคอนโดหรูในเวลากลางคืน เธอวางชุดเจ้าสาวพร้อมกับรองเท้าส้นสูงสีขาวลงบนโต๊ะตัวยาวและเดินเข้ามาภายในห้องนั่งเล่น แต่เธอก็ต้องชะงักเมื่อเห็นผู้คนตรงหน้ากำลังรอเธอกลับมาอย่างใจจดใจจ่อ
“แม่”
บุษบาเดินเข้ามาหาลูกสาวคนโต ใบหน้าของหล่อนเรียบเฉยจนลูกชายทั้งสองคนและผู้จัดการส่วนตัวเกิดหวั่นใจขึ้นมาว่าจะมีเหตุการณ์ทะเลาะวิวาทขึ้นหรือเปล่า
ฟุบ...
“ทำไมพราวไม่บอกอะไรแม่เลย ทำไมถึงไม่บอกว่าเจออะไรมา”มารดาคว้าลูกสาวเข้ามากอดไว้แน่นพร้อมกับร้องไห้ออกมาอย่างใจสลายที่ลูกสาวสุดที่รักต้องมาพบเจอกับสถานการณ์อันเลวร้ายเช่นนี้ และไม่ใช่ว่าเจอแค่ครั้งเดียว แต่เจอถึงสองครั้งด้วยกัน พอรู้แบบนี้แล้ว ก็อดที่จะก่นด่าตัวเองไม่ได้
หล่อนเป็นแม่ที่แย่ แย่มาก หล่อนไม่เคยรู้อะไรเลย ไม่รู้เลยว่าลูกเจออะไรมาบ้าง
“แม่คะ หนูไม่เป็นไร”พราววลินเริ่มเสียงสั่น เธอกอดตอบมารดาก่อนจะผละออก มือเรียวเช็ดน้ำตาให้คนตรงหน้า ปากอิ่มคลี่ยิ้มออกมาเป็นการบอกว่าเธอไม่เป็นไรจริง ๆ
ไม่เป็นอะไรแล้วจริง ๆ
“มันเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นได้ยังไง มันเกิดอะไรขึ้น”พลพนธ์ที่ยังคงหงุดหงิดไม่หายถามกลางปล้อง เขานึกว่า ว่าที่พี่เขยจะเป็นคนดีกว่านี้เสียอีก แต่ที่ไหนได้...น่าเสียดายจริง ๆ
ทั้งหงุดหงิด ทั้งเป็นห่วงพี่สาวที่อยู่ ๆ ก็หายตัวออกจากงานไป ติดต่อไม่ได้ ไม่รู้ว่าไปอยู่ที่ไหน เขากลัวเหลือเกินว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับคนตรงหน้า
“แล้วพี่หายไปไหนมา พี่รู้ไหมว่าแม่ พี่พิ้งกี้ ผมและพีเป็นห่วงพี่แค่ไหน เพื่อนพี่เขาทักมาหาพวกเรากันทุกคนจนพี่พิ้งกี้ตอบกลับแทบไม่ทัน พี่ไม่คิดว่าพวกเราจะห่วงพี่บ้างเหรอ”พลพนธ์เดินเข้ามากอดพี่สาวแล้วร้องไห้ออกมา เขายังจำเหตุการณ์ที่บิดาทำได้ไม่หาย ผลกระทบหลายอย่างมันเกิดขึ้นกับบุษบาผู้เป็นแม่ รวมถึงเรื่อง ‘คิดสั้น’ ด้วย
กว่าบุษบาจะผ่านมันมาได้ ทั้งหลวงตาปราบปริญ ทั้งลูก ๆ อย่างพวกเขาต่างก็ต้องเป็นที่พึ่งให้มารดากันทั้งนั้น และต่อให้พี่สาวคนโตจะเป็นคนเข้มแข็งมากแค่ไหน แต่ก็ต้องมีมุมอ่อนแอไปจนถึงอ่อนแอมากที่สุดอยู่ดี
เขากลัว กลัวมากจริง ๆ
“พี่ขอโทษ”พราววลินกอดตอบน้องชาย พีรัตน์เองก็เดินเข้ามากอดเธอเช่นกัน บุษบามองภาพนี้แล้วก็รู้สึกใจหาย มันเหมือนภาพในตอนเช้า แต่ต่างกันเพียงแค่ความรู้สึก
“แล้วพี่ไปไหนมา ทำไมไม่รับสาย แล้วนี่พี่ใส่ชุดใคร?”
“พี่...”พราววลินตัดสินใจเล่าให้ทุกคนฟังตั้งแต่แรกเริ่มจนถึงตอนที่เธอกลับมาที่นี่ ทั้งมารดา น้องชายและผู้จัดการส่วนตัวต่างตั้งใจฟัง นั่งจับเข่ากันราวกับว่า นี่เป็นเพียงปาร์ตี้เล็ก ๆ ในครอบครัวเท่านั้น
“แม่ว่าไปพักผ่อนหน่อยก็ดีนะ”
“คุณรามินทร์เขาเป็นลูกของคุณรดา คุณรดาเธอเป็นลูกสาวของเพื่อนสนิทหลวงตา แล้วอีกอย่างแม่เคยเห็นเขาตอนเด็ก ๆ นี่แม่ยังติดต่อกับคุณรดาอยู่เลยนะ เธอเล่าให้แม่ฟังว่า เธอชอบละครที่หนูเล่นมากเลยล่ะ ถ้าได้ไปเที่ยวผ่อนคลายตัวเองสักหน่อยก็น่าจะดี”บุษบาออกความเห็น เพราะหล่อนเองก็ได้รับการติดต่อจากนิรดาผู้เป็นมารดาของรามินทร์อยู่บ่อย ๆ แค่ไม่คิดว่า โลกจะกลมและพัดพาให้รามินทร์มาเจอกับพราววลินได้
“มันจะดีเหรอครับ เพิ่งล่มงานแต่งงานไป จะให้พี่พราวไปไหนต่อไหนกับผู้ชายคนอื่นเนี่ยนะครับแม่? แบบนี้คนอื่นเขาจะไม่เอาเรื่องนี้มาเล่นงานพี่พราวเหรอ”พีรัตน์เองก็ออกความเห็นเช่นกัน เขาไม่ได้อยากจะคัดค้าน ถ้าพี่สาวอยากจะไปเที่ยวพักผ่อนหัวใจ แต่ทำไมต้องไปกับผู้ชายที่เพิ่งเคยเจอหน้ากันได้ไม่นานแบบนั้นด้วย แถมยังไปหลังล่มงานแต่งงานแค่ไม่กี่วันเนี่ยนะ มันไม่ได้ ไม่ได้จริง ๆ
“ก็ถ้าบริสุทธิ์ใจ จะไปก็ไม่เห็นแปลกอะไร หรือแกจะไปกับพี่พราวล่ะ? แม่ด้วย แม่จะไปไหมครับ?”พลพนธ์เองก็ออกความเห็นเช่นกัน
“ก็อยากไปด้วยอยู่หรอก แต่มีโปรเจคใหญ่ต้องนำเสนอ ช่วงนี้เลยลางานไม่ได้
แม่กับพี่พิ้งกี้ไปก็น่าจะพอแล้วนะครับ”
“ซอรี่จริง ๆ แต่สักอาทิตย์หน้าได้ไหมคะน้องพราว อาทิตย์นี้พี่ต้องเคลียร์งานไฟแลบเลยลูกเอ๊ย รอไหวไหม หรือไปเที่ยวกับแก๊งค์เพื่อนสาวก็ได้นะ”
“งั้นให้แม่ไป แม่ไปกับพี่พราวเลยครับ เดี๋ยวพวกเราเอาเงินเดือนอันน้อยนิดออกทุกอย่างให้แม่กับพี่พราวเอง”พีรัตน์คะยั้นคะยอมารดา แต่ถึงจะไม่คะยั้นคะยอ บุษบาก็ไปเป็นเพื่อนลูกอยู่แล้ว เพียงแต่ติดตรงที่ว่า พราววลินเป็นคนทำอะไรคนเดียว ชอบอยู่คนเดียวมาตลอด บางทีการที่พราววลินไปคนเดียวอาจจะทำให้ลูกสาวสบายใจกว่า
แต่คราวนี้มันหนักหนา หล่อนอดห่วงลูกไม่ได้ เพราะตัวเองก็เคยผ่านจุดนั้นมาแล้ว คนที่ล้มลงไม่ว่าด้วยเรื่องอะไร ย่อมต้องการใครสักคนอยู่ด้วยเสมอ หล่อนควรจะเป็นคนนั้นที่ได้อยู่ข้าง ๆ ลูกของตนเอง หล่อนควรทำหน้าที่แม่ให้มากกว่านี้
