บทที่ 2 ตอนที่ 1 บังเอิญครั้งที่สอง

ตอนที่ 1

บังเอิญครั้งที่สอง

“นายหัวคะนายหัว เมื่อกี้นี่ดาราเลยนะคะน่ะ”ภายในรถที่อุณหภูมิเย็นฉ่ำพร้อมกับเสียงเพลงคลอเบา หนูเล็กเริ่มประเด็นพูดกับเจ้านายที่นั่งอยู่ข้างคนขับ

“เหรอ คนไหนดาราล่ะหนูเล็ก?”หันกลับมาเลิกคิ้วถาม

“ก็ผู้หญิงน่ะสิคะ แหม นายหัว หนูเล็กยังเห็นนายหัวดูละครที่เขาเล่นอยู่เลย 

ทำเป็นจำไม่ได้ซะละ”หนูเล็กเอ่ยกระเซ้าเจ้านายอย่างเป็นกันเองตามประสาคนทำงานด้วยกันมานาน

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เป็นเพราะรามินทร์เป็นคนใจดี ไม่ว่าจะกับใคร เขาก็เป็นคนที่ใจดีเสมอ ทำให้ลูกน้องรักเจ้านายคนนี้มากพอ ๆ กับนายหัวอดิศร แถมเวลาที่คุยด้วยยังรู้สึกสบายใจ ไม่ต้องกลัวว่า ถ้าพูดผิดไปจะโกรธหรือโมโหหรือเปล่า แต่ถึงอย่างไร ลูกน้องทุกคนของเขาก็จะรู้ขอบเขตของการพูดคุยและการปฏิบัติตนต่อเจ้านายเป็นอย่างดี เพราะไม่ใช่เพียงแต่จะรัก แต่พวกเขายังเคารพรามินทร์เหมือนกับผู้เป็นตาและบิดาของรามินทร์ด้วย

“ฉันแค่กดผ่าน ๆ ไม่ได้ดูสักหน่อย”

“โอเค เชื่อแล้วค่ะว่ากดผ่าน ๆ แต่...เอ น่าเสียดายจังเลยนะคะ อยากจะขอถ่ายรูปไว้สักรูปสองรูป อุตส่าห์ได้เจอดาราทั้งที”

“ถ้ามีบุญกับเขาก็คงได้เจอเขาอีกนั่นแหละน่า”ไข่นุ้ยพูดพลางขับรถไปด้วย 

แต่สายตาของหนุ่มใต้มันก็พลันไปมองเจ้านาย เพราะเขารู้สึกว่ามีบางอย่างแปลกไป

เขาเห็นนายหัวรามินทร์เหม่อไปครู่หนึ่ง

“แต่สวยขนาดนี้ สเปคนายหัวเลยนะนี่”เขาเอ่ย

“เขามากับแฟนจะมาสปงสเปคอะไรล่ะ”ชายหนุ่มหลุดออกจากภวังค์พร้อมว่าตัดบทไป แต่เพียงเสี้ยววินาทีรถก็จอดที่ลานจอดรถในห้างสรรพสินค้าใจกลางกรุง ซึ่งเป็นห้างสรรพสินค้าในเครือบริษัท เอ็มไพร์ เฮ้าท์ ที.อาร์.เค ของตระกูลทัศนีรัตนากุล 

เป็นธุรกิจตระกูลของเพื่อนรัก ปฐวี

….

การเจรจาเป็นไปได้ด้วยดี ไม่มีปัญหา เมื่อคุยกับหุ้นส่วนเสร็จก็ว่าจะแวะเข้าไปหาเพื่อนสนิทเสียหน่อย เพราะเขาได้ยินจากเลขาของเพื่อนว่าวันนี้ปฐวีและ

ณิชชยาพาลูกทั้งสามคนมาเที่ยวพร้อมกับตรวจงานไปด้วย ไหน ๆ ก็ไหน ๆ ขอเจอหน้าหลานสักหน่อยก็แล้วกัน เพราะงานแต่งก็ไม่ได้ไป วันที่หลานเกิดก็ไม่ได้ไปอีก

“ไอ้วี!”เสียงเข้มเอ่ยเรียก เมื่อเห็นหลังไว ๆ ของคนสองคน ส่วนเพื่อนสนิทที่ได้ยินเสียงอันคุ้นหูก็หันมากันทั้งสามีภรรยา สายตาคมมองไปที่เพื่อนสนิท ข้างกันมีภรรยาและเด็กชายสองคน เด็กหญิงหนึ่งคน ผู้ชายคนโตคงจะชื่อ รักชลิต ตอนนี้ก็คงจะได้สักแปดขวบกระมัง เด็กผู้ชายคนเล็กชื่อปุริม อายุคงประมาณสองขวบเศษ และเด็กผู้หญิงคนกลาง ชื่อ พริมา ก็น่าจะประมาณสามขวบกว่า ๆ ได้แล้ว

“อ้าวไอ้ราม มาไงไปไงวะเนี่ย ไม่ได้เจอกันตั้งนาน สบายดีไหม”ปฐวียิ้มถามและเดินไปกอดเพื่อนสนิทที่แทบไม่ได้เจอหน้ากันอยู่หลายปี 

“ฉันสบายดี แกกับหนูนิดเป็นไงบ้าง”

ณิชชยายิ้มตอบ “หนูนิดสบายดี เราไปหาร้านนั่งคุยกันดีกว่า เพื่อนสนิทได้เจอหน้ากันทั้งที หนูนิดว่าน่าจะนานนะ”

ทั้งหมดพากันเดินเข้าร้านอาหาร สองสหายเริ่มพูดคุยตามประสาเพื่อนที่ไม่ได้เจอกันนาน ซึ่งแน่ล่ะว่าหัวข้อที่น่าสนใจก็คงจะไม่พ้นเรื่องของธนาและรัดเกล้า 

ที่ตอนนี้ชายหนุ่มยังคงตามง้อหญิงสาวอยู่อย่างไม่ยอมแพ้จนล่วงเลยมาหลายปี

“เออ แล้วนี่แกอยู่กรุงเทพฯ นานหรือเปล่า เดี๋ยวว่าง ๆ เข้าไปดูแปลนรีสอร์ตหน่อยไหม มีแบบจำลองเพียบเลย สวยถูกใจแกแน่นอน”

“ได้ ไม่มีปัญหา ฉันน่าจะอยู่ที่นี่อีกหลายเดือน ต้องทำธุระหลายอย่างเลยว่ะ”

“มีธุระหรือติดสาว เอาดี ๆ ”

“สาวที่ไหนล่ะ ไม่มีมาให้ติดเลยสักคน”

“ไม่มีมาให้ติด...แน่เหรอนายหัวราม”ปฐวีเอ่ยชื่อเพื่อนลากยาวกระเซ้าจนโดน

รามินทร์ชี้นิ้วใส่อย่างทีเล่นทีจริง บทสนทนาแสนบันเทิงใจเริ่มต้นขึ้นอีกหลายเรื่องราว 

พร้อมกันนั้น หลานทั้งสามคนก็ยังได้ลาภลอยจากเพื่อนสนิทของบิดาไปอีกคนละถุงทองอีกด้วย

....

“วันนี้ตั้งใจทำงานนะคะที่รัก อะ นี่ข้าวกลางวันค่ะ”พราววลินหยุดอยู่หน้าห้องตรวจพร้อมกับอาจารย์หมอหนุ่ม มือเรียวยื่นถุงผ้าใส่ข้าวกลางวันให้คนรัก หลังจากที่ไปทำธุระจิปาถะเกี่ยวกับงานแต่งงานมาแล้ว

งานแต่งงานระหว่างอาจารย์หมอภูภูมิและพราววลินกำลังดำเนินการไปใกล้เสร็จสิ้นแล้ว อีกไม่นานทั้งคู่ก็จะได้เข้าพิธีวิวาห์อย่างที่ตั้งใจไว้ ภาพชีวิตหลังแต่งงานผุดขึ้นมาในหัวเต็มไปหมดจนแทบทนรอไม่ไหว

หญิงสาวเดินกลับออกมาด้วยรอยยิ้ม แต่รอยยิ้มก็หุบลงเมื่อเดินสวนกับรุ้งแก้วที่ดูรีบร้อนเข้าไปด้านในราวกับว่า ไม่ได้เห็นพี่สาวต่างแม่ยืนอยู่ตรงนี้ แต่ก่อนที่สาวเจ้าจะเดินเข้าไป เจ้าหล่อนได้หันหน้ากลับมามองพราววลินอีกครั้งหนึ่งก่อนจะปิดประตูลง

เธอไม่อยากจะเชื่อความรู้สึกนี้ของตัวเองสักเท่าไร แต่พอคิดไปก็ลังเล ขาเรียวเริ่มหมุนกลับหลังพร้อมที่จะเดินกลับไปที่ห้องตรวจของคนรักอีกครั้ง และในขณะเดียวกันนั้น

รามินทร์ก็เดินเข้ามาพอดี “เฮ้ยคุณ!/ว้าย!”

ทั้งสองคนเดินชนกันโดยที่ไม่ได้ตั้งใจ ทำให้พราววลินเซจะล้มลง แต่ชายหนุ่มที่เดินชนกันก็คว้าเอาตัวของเธอไว้ ทั้งสองคนสบตากันอยู่ครู่หนึ่ง เมื่อได้สติก็รีบผละออกจากกันโดยเร็ว “ขอโทษนะคะ ฉันเดินไม่ดูทางเอง...แล้วก็ขอบคุณที่รับฉันไว้ด้วย”

“ไม่เป็นไรครับ ผมเองก็ไม่ได้ตั้งใจ”รามินทร์เงียบไปครู่หนึ่งก็ตอบกลับคนตรงหน้า

“เอ่อ ว่าแต่..”

เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นขัดจังหวะก่อนเขาเอ่ยถาม พราววลินรีบรับโทรศัพท์และหันมายิ้มให้พร้อมกับขอตัวออกไป ปล่อยให้อีกคนได้แต่มองตาม เพราะเขาเองก็เพิ่งเห็นตัวจริงของเธออย่างใกล้ชิด ‘อีกครั้ง’ ในชนิดที่ว่าคงไม่มีใครได้ทำอะไรแบบนี้อีกแล้ว

“เฮ้ย! ไม่ได้ เขามีแฟนแล้ว”จู่ ๆ ด้านดีก็เตือนสติ สติทำให้นึกถึงเมื่อครั้งที่เขาเห็นเธอและคนรักของเธอภายในวัดแห่งนั้น เสียงถอนหายใจเบา ๆ เกิดขึ้นเป็นการก่นด่าตนเอง ขายาวเริ่มก้าวเดินไปตามทางเดินต่อ แต่ในขณะเดียวกัน เขาก็ได้ยินเสียงของชายหญิงทะเลาะกันอยู่ด้านในห้องตรวจซึ่งมีป้ายชื่อของ ‘ผศ.นพ. ภูภูมิ  ฉัตรเกล้า’ แปะอยู่

และแน่ล่ะ เขาจำได้ว่า ก่อนที่จะลาหลวงตาปราบปริญออกมา เขาได้ยินหลวงตาพูดชื่อของผู้ชายคนนั้น คนที่อยู่ข้างกายหญิงสาวว่า ‘หมอภู’

แต่เขาก็ได้ยินเพียงแค่ชื่อสั้น ๆ และหน้าที่การงานเท่านั้น จึงลังเลว่า คนที่ทะเลาะกันอยู่ด้านในจะใช่หมอภู คนรักของหลานสาวหลวงตาปราบปริญหรือเปล่า

‘ไหนพี่ภูบอกว่าจะเลิกกับพี่พราวไง!’

แต่เสียงด้านในก็ทำให้เขาชะงักฟังอีกครั้ง คราวนี้ไม่ผิดแน่ 

ภู...พราว..มันบังเอิญเกินไปหรือเปล่า? เขาคิด

“คิดมากไปหรือเปล่าวะ”แม้ว่าอยากจะเป็นพลเมืองดีสักหน่อย แต่เสียงในหัวก็ดังเข้ามา เสี้ยววินาทีเสียงมือถือของชายหนุ่มก็ดังขึ้น ทำให้เสียงในห้องหยุดชะงักไปด้วยคำว่า ‘สวัสดีครับ’ ของใครบางคน ส่วนด้านนอก นายหัวรามินทร์ตัดสินใจเดินต่อ ขายาวก้าวเข้าไปที่แผนกผู้ป่วยในตามเป้าหมายเดิม และเขาก็ดันสวนกับคนหลังบานประตูนั้นพอดี

รุ้งแก้วเป็นคนเปิดประตูออกมา

บทก่อนหน้า
บทถัดไป