บทที่ 3 ตอนที่ 1 บังเอิญครั้งที่สอง - 2

“อ้าวนายหัว ทำไมกลับมาไวจังครับ”ไข่นุ้ยเลิกคิ้วถามอย่างแปลกใจ เมื่อเห็นว่าเจ้านายกลับมาถึงรถเร็วกว่าที่บอกไว้ เท่านั้นยังไม่พอ ชายร่างสูงยังทำหน้าเครียด พึมพำอะไรอยู่คนเดียวเป็นนานสองนาน

“เออ ก็แค่ไปเยี่ยมเพื่อน จะให้อยู่ทำไมนาน เกือบไปได้ยินอะไรที่ไม่ควรได้ยินแล้ว”เขาพูดประโยคหลังเสียงเบา ทำลูกน้องเลิกคิ้วมองเจ้านายอีกครั้ง “นายหัวว่าไงนะครับ”

“นายหัว?”

คำถามของไข่นุ้ยไม่ได้เข้าหัวของเจ้านายเลยสักนิด เขานั่งนิ่งไม่พูดไม่จา แม้ไข่นุ้ยจะเรียกกี่ครั้งต่อกี่ครั้งแล้วก็ตาม แต่เจ้านายก็ไม่มีปฏิกิริยาตอบรับอะไรทั้งสิ้น

“นายหัว!?”แต่การตะโกนครั้งนี้กลับได้ผลแทบจะทันที นายหัวของไอ้ไข่นุ้ยสะดุ้งโหยงเลยทีเดียว “ห้ะ! อะไรของนาย ตะโกนทำไม”

“ก็ผมถามแล้วเจ้านายไม่ตอบนี่ครับผม”

“แล้วเมื่อกี้ถามว่าอะไรนะ?”

“ถามว่านายหัวพูดว่าอะไร ไอ้ไข่นุ้ยได้ยินไม่ถนัดคร้าบ”

รามินทร์คิ้วกระตุกเป็นปมเมื่อได้ยินคำถามจากลูกน้องคนสนิท เขาเงียบไปอีกครั้ง เพียงเสี้ยววิก็เริ่มขยับตัวเล็กน้อยให้ไม่มีพิรุธ ด้วยเพราะไข่นุ้ยเป็นคนที่เติบโตมาพร้อมกับเขา เป็นทั้งคนสนิทและเป็นทั้งเพื่อน จึงทำให้ไข่นุ้ยรู้ว่า มันต้องมีอะไรบางอย่างที่ ‘ค่อนข้างจะร้ายแรงหรืออาจจะเป็นเรื่องใหญ่’ ไม่อย่างนั้นเจ้านายคงไม่ทำหน้าทำตาเช่นนี้หรอก

“เปล่า...เปล่าหรอก ไม่มีอะไร”แล้วก็เป็นไปตามคาด นายหัวรามินทร์ก็ยังคงเป็นนายหัวรามินทร์ ถ้าเขาไม่มั่นใจ เขาจะไม่มีทางบอกใครเด็ดขาด

“นายหัว! พี่ไข่นุ้ย! หนูเล็กเจอคุณดาราคนสวยคนนั้นด้วยแหละ”แต่เสียงเอะอะของใครอีกคนก็ดังเข้ามาท่ามกลางความเงียบสงบ หนูเล็กวิ่งกลับมาด้วยความดีอกดีใจพร้อมกับถุงแก้วน้ำในมือสามถุง แก้วหนึ่งเป็นของเจ้านาย ส่วนอีกสองแก้วเป็นของเจ้าหล่อนและไข่นุ้ย “นี่ได้ถ่ายรูปกับเขาด้วยนะ ส๊วยสวย ใจดีอีก นี่เขาจ่ายค่ากาแฟให้ด้วยนะคะเนี่ย”

“แล้วทำไมเขาถึงจ่ายให้ ฉันก็ให้เงินเธอไปไม่ใช่เหรอ”รามินทร์เอ่ย

“เอ้า ก็นายหัวโอนมา พอจะสแกนใช่ม้ะ มือถือหนูเล็กก็เกิดค้างขึ้นมาซะก่อน 

คุณดาราคนสวยเขาอยู่ตรงนั้นพอดีก็เลยจ่ายให้ นี่เขาไม่เอาเงินคืนด้วยนะ สวยแล้วยังใจดีอีก”

“มือถือนั่นใช้มานานแล้วใช่ไหมล่ะ? เดี๋ยวจะพาไปซื้อใหม่”หนูเล็กที่ได้ยินเจ้านายบอกเช่นนั้นก็แทบจะกระโดดเกาะรามินทร์ในทันที “นายหัว! จริงไหมคะเนี่ย”

“จริง แต่เครื่องนั้นน่ะ..”

“ไม่ทิ้งได้ไหมคะ หนูเล็กขอเก็บไว้นะคะ รูปคุณคนสวยอยู่ในนี้หลายรูปเลย นี่นายหัว พี่ไข่นุ้ย ดูสิ”หนูเล็กเอ่ยชมคนในรูปไม่ขาดปาก แถมยังชูมือถือเอารูปที่เพิ่งถ่ายกับ

หญิงสาวแบบสด ๆ ร้อน ๆ ให้เจ้านายและรุ่นพี่ดูจนไข่นุ้ยเกิดกระเซ้าขึ้นมา เพราะเจ้านายมองไปที่ใบหน้าของหญิงสาวอย่างไม่ละสายตาเลยแม้แต่วินาทีเดียว เพราะคิดว่าเจ้านายของตนก็คงจะปลื้มแม่ดาราสาวตามประสาแฟนคลับทั่วไป

“แหม อยากเจออีกสักครั้งจริงจริ๊ง คนแถวนี้จะได้ขอเขาถ่ายรูปบ้าง”

“แกหมายถึงใครไอ้ไข่นุ้ย”เจ้านายหันมาถามแทบจะทันที

“อุ้ย! หมายถึงตัวเองนี่แหละครับเจ้านาย แหม จะหมายถึงใครกันล่ะ”

“เดี๋ยวเถอะแก”รามินทร์ได้แต่ยิ้มส่ายหัวให้ลูกน้องคนสนิท ก่อนจะพากันกลับไปที่บ้าน ชายหนุ่มเดินกลับเข้ามาในห้องเพื่อที่จะทำธุระส่วนตัวและนอนพักผ่อน แต่ยังไม่ทันที่จะได้ปลดเปลื้องผ้าออกจากตัวก็มีสายหนึ่งดังเข้ามา

‘วี’

“ไอ้วีมันโทรมาทำไม?”นายหัวหนุ่มขมวดคิ้ว มือหนากดรับสายเพื่อนสนิททันที 

“ว่าไง มีอะไรหรือเปล่า”

(มี ตอนแรกฉันก็ลืมบอกไป ฉันจะชวนแกมางานเปิดโปรเจคใหม่ของบริษัท 

ฉันอยากให้แกมานะ เพราะนักธุรกิจหลายคนก็มา เผื่อแกอยากได้คอนเนคชั่นเพิ่ม)

“เออ น่าสนใจ งานเริ่มวันไหนล่ะ”

(พรุ่งนี้ครับผม งานเริ่มตอนสามทุ่มที่โถงอาคารใหญ่ของบริษัท ถ้าแกมาแล้วแกก็โทรหาฉันแล้วกัน เดี๋ยวให้คุณธีร์ไปเชิญเข้ามา) สองเพื่อนสนิทพูดคุยกันอยู่สักพัก 

เสียงเด็กสามคนก็ดึงความสนใจของปฐวี ทำให้ทั้งสองคนต้องวางสายกันไป ส่วนรามินทร์ก็ยิ้มน้อย ๆ ให้กับเสียงของหลานสาวและหลานชาย ช่างเป็นเสียงที่สดใสเสียจริง

และเป็นสิ่งที่มารดาของเขาต้องการเช่นเดียวกัน

ช่วงสองปีมานี้แม่ของเขาอยากให้เขาแต่งงาน มีครอบครัว ทุกครั้งที่พบหน้ากัน มารดาก็มักพูดกรอกหูเขาอยู่เสมอ จนปู่และย่าคล้อยตาม ทวงถามอยู่ตลอดเวลาที่โทรเข้ามา 

“เฮ้อ จะไปหาเจ้าสาวจากที่ไหนได้ล่ะ”

วันต่อมา ณ เวลาสองทุ่มครึ่ง ร่างสูงก้าวลงจากรถด้วยชุดสูทเต็มยศทำให้เขาดูภูมิฐาน และความเด่นสง่าของเขาก็ทำเอาพนักงานและผู้คนที่อยู่แถวนั้นมองตามกันเป็นแถบ พลางคิดในใจไปว่า ผู้หญิงที่ได้เป็นภรรยาของชายคนนี้คงจะโชคดีน่าดู 

“มาแล้วเหรอสุดหล่อ”เสียงของธนาเอ่ยทักเพื่อนสนิทตามประสา พร้อมเดินมากอดเพื่อนตามแบบยุโรป รามินทร์ก็ตอบกลับไปเช่นเดียวกัน “เป็นไงบ้างวะ ธนา”

“ฉันสบายดี แต่ดูแกหล่อขึ้นนะเนี่ย เป็นไงบ้าง”

“ขอบใจ แกเองก็ดูดีขึ้นเหมือนกัน”

“ฉันสบายดี..แล้วไอ้วีล่ะ”

“ไอ้วีอยู่ตรงนู่นแน่ะ กำลังคุยกับหุ้นส่วนอยู่ อีกยี่สิบนาทีใกล้ได้เวลาเปิดงานแล้ว ไม่รู้ว่ามันจะมีเซอร์ไพร์สอะไรหรือเปล่า”

พูดไม่ทันขาดคำ เสียงเพลงยุคเก่าเปิดคลอขึ้นเมื่อถึงเวลาเริ่มงาน แสงไฟสีส้มอ่อนค่อย ๆ ถูกลดระดับแสงลงจนมืดเหลือเพียงสปอร์ตไลท์ที่ส่องอยู่กลางเวที พร้อมกันนั้นก็มีหญิงสาวหลายคนสวมชุดราตรีกระโปรงยาวสีสวยเด่นเดินร่ายลวดลายศิลปะการแสดงเต้นพลิ้วไหวราวกับสายลมออกมาจากหลังม่านสีน้ำเงินคราม

‘เพลงกลิ่นแก้วของครูเอื้อ’ ถูกขับร้องด้วยนักร้องหญิงชื่อดังเสียงหวานหยด สะกดให้ทุกคนหันไปสนใจฟังจนกระทั่งจบเพลง 

ต่อมาไม่ให้ขาดเป็น ‘เพลงเสน่หาของสุเทพ วงศ์กำแหง’ นักร้องเสียงหวานชื่อดังคนใหม่เดินขึ้นมาพร้อมกับแดนซ์เซอร์ชุดใหม่ ซึ่งนี่เป็นเซอร์ไพร์สอย่างหนึ่งที่ทางเจ้าของบริษัทตั้งใจมอบให้แด่แขกผู้มาร่วมงานได้พบกับกลิ่นอายความรักในเพลงลูกกรุง เพลงเก่าแสนไพเราะนี้ และเมื่อเซอร์ไพรส์จบลง พิธีกรชายหญิงก็เดินขึ้นมากล่าวดำเนินงาน

“สวัสดีครับ แขกผู้มีเกียรติทุกท่าน ขอต้อนรับเข้าสู่งานเปิดตัวโปรเจคใหม่ของบริษัท เอ็มไพร์ เฮ้าท์ ที.อาร์.เค ของตระกูลทัศนีรัตนากุล ซึ่งโปรเจคนี้มีชื่อว่า ‘หมู่บ้านอุ่นใจ’ เป็นโปรเจคที่น่าสนใจมากในหมู่ธุรกิจบ้านและสวนครับ”ทั้งสองพิธีกรหนุ่มสาวดำเนินรายการมาจนถึงการเปิดตัวโมเดลและผังหมู่บ้าน เมื่อปฐวีพูดจบ เสียงเพลงอลังการก็ดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้มีหญิงสาวคนหนึ่งเป็นผู้ถือโมเดลบ้านอุ่นใจออกมาจากหลังม่าน และเป็นคนที่

นายหัวรามินทร์ไม่คิดว่าจะได้พบกับเธออีกครั้งหนึ่ง

‘พราววลิน’

ชายหนุ่มมองหญิงสาวที่ถูกสปอร์ตไลท์สาดแสงใส่บนเวที แสงสะท้อนทำให้ตัวเธอเด่นสว่างราวกับมีออร่าออกมาจากตัวของเธอ

ชุดราตรีเกาะอกหางยาวสีขาวมุก เนื้อผ้าสเปนเด็กซ์วาว ผมถูกเกล้าขึ้นให้เป็นทรงสวย ทั้งตัวประดับด้วยเครื่องเพชรสีน้ำเงินครามตามสีประจำบริษัท การแต่งหน้าที่สวย สง่าตามสไตล์ของเจ้าตัว

องค์ประกอบของนางแบบช่างสมบูรณ์แบบ ทำให้โมเดลที่ถืออยู่โดดเด่นขึ้นมา 

ไม่ดรอป ไม่กลืนตามพื้นหลังและเมื่อมองไปก็รู้สึกว่าโมเดลในมือสวยขึ้นมากกว่าปกติ 

“ไอ้วีมันเข้าใจหาพรีเซนเตอร์นะ ว่าไหมไอ้ราม?”

ด้านล่างเวทีมีคนที่ยังตกอยู่ในภวังค์ ธนาเรียกเพื่อนสนิทที่ยืนอยู่ข้างกัน 

แต่รามินทร์ก็ไม่ได้ตอบกลับจนธนาต้องเรียกขึ้นอีกครั้ง “ไอ้ราม?”

“ห้ะ! อะไรวะ”รามินทร์สะดุ้งเมื่อเพื่อนสนิทตบบ่าเบา ๆ 

“แกนั่นแหละเป็นอะไร? ฉันเรียกก็ไม่ตอบ”

“คือ..เอ่อ..คือว่า..”ชายหนุ่มอ้ำอึ้งอยู่สักครู่ เพื่อนสนิทก็พอจะรู้คำตอบ ธนาหันไปมองคนที่อยู่บนเวทีข้างปฐวี “ชอบเหรอวะ”

“อะไรของแก ฉันไม่ได้ชอบ”

“ดูท่าน่าจะชอบจริง จะชอบไม่ชอบก็ไม่เห็นเป็นอะไร เขาเป็นดาราก็ไม่แปลกหรอกที่จะมีคนชอบเขา..นี่แกคงไม่ได้..”

“ไม่ได้อะไรของแก”หันถามเพื่อนทันที

“ก็คงไม่ได้ชอบเขาแบบว่า..อยากสานสัมพันธ์กับเขาหรอกนะ”

“ไอ้บ้า! ใครจะคิดแบบนั้นกันล่ะ ฉันไม่ได้คิดอะไรแบบนั้นสักหน่อย”

“ถ้างั้นก็ดีแล้ว...จริง ๆ คุณพราววลินเขากำลังจะแต่งงาน แฟนเขาดีกรีเป็นถึงอาจารย์หมอเชียวล่ะ ต่อให้แกจะมีฐานะเทียบเท่ากับอาจารย์หมอคนนั้น ก็อย่าคิดจะแย่งแฟนใครเขาเชียว”

“ฉันไม่คิดอะไรเลว ๆ แบบนั้นหรอกน่า ว่าแต่..อาจารย์หมอที่ว่านี่ใคร? 

อยู่โรงพยาบาลเอกชนใช่ไหม?”

“ใช่ เดี๋ยวฉันเปิดให้ดู”ธนาเปิดมือถือขึ้นมาพร้อมกับโชว์ข่าวกอสซิปออนไลน์ขึ้นมาให้รามินทร์ได้ชมเป็นขวัญตา และแน่ล่ะว่าเมื่อเห็นชื่อก็ถึงกับนิ่งค้างไป

“ผศ.นพ. ภูภูมิ...ฉัตรเกล้า”

“ทำไมวะ มีอะไรหรือเปล่า?”

“เปล่า ไม่มีอะไร”ชายหนุ่มคืนมือถือให้เพื่อนสนิท สมองเจ้ากรรมนึกไปถึงเรื่อง

เมื่อวาน เพราะเขายังจำได้ว่าเขาเคยได้อ่านป้ายชื่อหน้าห้องตรวจซึ่งเป็นชื่อของอาจารย์หมอคนนี้...คนที่กำลังจะแต่งงานกับพราววลินเร็ว ๆ นี้

แถมยังได้ยินสิ่งที่ผู้หญิงหลังบานประตูพูดอีก

ทำไมถึงรู้สึกใจไม่ดีชอบกล เขานึกอยู่ในใจ แต่สุดท้ายก็ไม่ได้คิดอะไรต่อ เพราะ

เมื่อปฐวีกล่าวจบ สายตาของเขาก็ถูกสะกดอยู่ที่พราววลินอีกครั้งหนึ่ง ประจวบเหมาะกับที่ปฐวีเรียกพราววลินเข้ามาทักทาย

“สวัสดีค่ะคุณปฐวี เรียกพราวมามีธุระอะไรจะคุยหรือเปล่าคะ”พราววลินยกมือไหว้นายจ้าง นายจ้างก็รับไหว้อย่างใจดี

“สวัสดีครับ จริง ๆ ก็ไม่มีอะไรหรอกครับ พอดี..ผมอยากจะคุยเรื่องสัญญาจ้างงานหน่อย เพราะปีนี้คุณพราวทำงานเป็นพรีเซนเตอร์ให้บริษัทผมจนครบสัญญาสองปีแล้ว ถ้าผมจะจ้างคุณพราวต่อ คุณพราวจะโอเคหรือเปล่า?”

“พราวสิคะต้องรู้สึกเป็นเกียรติที่คุณปฐวีจะจ้างพราวต่อ ทางพราวไม่มีปัญหาอะไรค่ะ สามารถเข้าไปต่อสัญญาที่บริษัทได้เลย”เธอยิ้มให้อย่างเป็นมิตร 

“แหม คุณพราวคุยง่ายขนาดนี้ วันหลังผมต้องจ้างคุณพราวบ้างแล้วล่ะครับ”ธนาเองก็ผสมโรงด้วย พราววลินมองปราดเดียวก็รู้ว่าธนาเป็นใครและทำธุรกิจอะไร 

“พราวรู้จักคุณธนา ยินดีที่ได้พบนะคะ”

“ยินดีที่ได้พบคนสวยอย่างคุณเช่นกันครับ”

ปากสวยยิ้มรับกับคำชมเป็นการขอบคุณ แต่พอสายตาเลื่อนพ้นธนาไป 

เธอก็สะดุดกับคนข้าง ๆ นักธุรกิจหนุ่มที่ยืนมองเธออยู่ไม่วางตา “อ้าว คุณ”

คำทักทายของหญิงสาว ทำให้ปฐวีและธนาหันมองหน้ากันอัตโนมัติ

“รู้จักกันด้วยเหรอครับ?”ปฐวีถาม

“ไม่หรอกค่ะ”เธอยิ้ม “ต้องพูดขอบคุณคุณอีกครั้งหรือเปล่าคะเนี่ย”เธอหันกลับไปพูดกับรามินทร์ คนที่โดนทักถึงกับนิ่งไป ทำตัวไม่ถูกจนธนาต้องใช้ศอกสะกิด

“ไม่ต้องหรอกครับ...ผมรามินทร์ครับ”มือหนาถูกยื่นมาต่อหน้าของพราววลิน 

เธอก้มลงมองเล็กน้อยก่อนจับมือเป็นการทักทายเขากลับตามมารยาท 

“ยินดีที่ได้รู้จักค่ะคุณรามินทร์”

“อะแฮ่ม!”เสียงขัดจังหวะของเพื่อนสนิททั้งสองคนดังขึ้นพร้อมกัน ทำให้สติของ

รามินทร์กลับมา ส่วนพราววลินที่เห็นปฏิกิริยาดังนั้นก็พอจะรู้ว่า ตอนนี้รามินทร์กำลังเสียอาการอยู่

“คุณพราวอย่าถือสาเลยนะครับ พอดีไอ้รามมันอยู่แต่กับทะเล สวนยาง สวนผลไม้แล้วก็รีสอร์ตของมัน มันไม่ค่อยได้เจอผู้หญิงสวย ๆ เลยเสียอาการหนักไปหน่อย”ธนาบอก “ไอ้ธนา เดี๋ยวเถอะ”รามินทร์กระซิบ แต่ธนาก็ทำแค่หยักไหล่ตีมึนไป

“พราวเข้าใจค่ะ”

ยังไม่ทันที่จะได้พูดอะไรต่อ ผู้จัดการส่วนตัวก็เดินเข้ามาขอพาตัวพราววลิน

ออกไปเพราะเธอมีงานที่ต้องไปทำต่อ แต่นั่นก็ไม่วายให้รามินทร์มองตามไป ในสมองปวดตุบ ไม่รู้ว่าควรจะบอกเรื่องนี้กับหญิงสาวคนสวยดีหรือเปล่า ถ้าเขาเลือกที่จะบอก งานแต่งงานของเธอและคนรักก็อาจจะล่ม แต่ถ้าไม่บอกก็เท่ากับว่าเขาเข้าข้างคนผิด พอเรื่องแดงหลังแต่งงานก็อาจจะทำให้เธอทุกข์ใจและเสียหายมากกว่าเดิม

“Shit! เวรจริง ๆ ”

ประตูห้องแต่งตัวถูกปิดสนิทด้วยเสียงที่เบาที่สุดแต่ก็มีความร้อนใจของคนปิดซ่อนอยู่ในนั้นทำให้คนที่โดนดึงตัวมากระทันหันเลิกคิ้วขึ้นและมองด้วยสายตามีคำถาม “พี่พิ้งกี้มีอะไรจะคุยกับพราวเหรอคะ”

“สวัสดีค่ะ คุณหนูพราววลิน”แต่เสียงแข็งนิ่งของผู้หญิงคนหนึ่งก็ดังขึ้นด้านหลังของเธอเสียก่อน ทำให้พราววลินหันไปมองคนที่รอเธออยู่ในห้องก่อนแล้ว 

“คุณเกด?”

“พราวบอกพี่พิ้งกี้แล้วไง ว่าพราวไม่คุยกับคนของเขา”สีหน้าของดาวค้างฟ้าเปลี่ยนไปจากเดิมทันที จากอ่อนหวานเป็นมิตรกลายเป็นแข็งกร้าวราวกับคนละคน ซึ่งเรื่องนี้ผู้จัดการส่วนตัวรู้ดีว่าทำไม

คุณเกดที่พราววลินเอ่ยเรียกเป็นคนของตระกูลดุจประการรัตนา

“พี่บอกเขาแล้ว แต่เขาขอมา พี่ไม่รู้จะทำยังไง พี่ขอโทษ”นางกระซิบ

“ช่างมันเถอะค่ะ พี่พิ้งกี้ออกไปรอด้านนอกก่อนแล้วกันนะคะ”เธอถอนหายใจตั้งสติ เพราะการเหวี่ยงคนใกล้ตัวมันไม่มีประโยชน์อะไรนอกจากได้ความเจ็บช้ำตามกันไปเท่านั้น และเมื่อพิ้งกี้เดินออกไปแล้ว พราววลินก็ถอนหายใจออกมาเพื่อสู้กับคนตรงหน้าเธอ 

“คุณมีอะไรก็พูดมาค่ะ”

“คุณท่านต้องการให้คุณหนูเข้าไปพบท่านในวันพรุ่งนี้...เรื่องมรดกค่ะ”

“ฉันบอกแล้วไงคะ ว่าฉันไม่รับอะไรของของพวกเขาทั้งนั้น เพราะฉันกับน้องชายไม่ได้ต้องการสมบัติของใคร แล้วก็เลิกเรียกฉันว่าคุณหนูได้แล้วค่ะ เพราะฉันไม่ใช่คุณหนูของพวกคุณ”

“แต่ ‘คุณท่าน’ ต้องการให้คุณรับ ‘คุณบุษบา’ แม่ของคุณอนุญาตให้ดิฉันพาคุณไปพบคุณท่านได้ค่ะ เพราะฉะนั้นวันพรุ่งนี้ขอให้คุณเตรียมตัวด้วยนะคะ”คุณเกดจำต้องใช้วิธีนี้ ทั้ง ๆ ที่ตนก็ไม่ได้อยากบังคับหญิงสาว แต่เป็นเพราะเจ้านายของเธอสั่งเป็นคำขาดว่า คราวนี้เธอต้องพาพราววลินมาที่บ้านดุจประการรัตนาให้ได้ หลังจากที่พราววลินปฏิเสธไม่เข้าไปเหยียบบ้านหลังนั้นถึงสามครั้งสามครา

และเป็นไปตามคาด คนโดนบังคับฉายแววตาไม่พอใจออกมาให้อีกฝ่ายได้รับทราบ เพราะมารดามีอิทธิพลกับพราววลินมาก ด้วยที่ว่าผ่านอะไรกันมาเสียมากมาย 

ทำให้พอได้ยินชื่อ พราววลินก็แทบอยากจะบ้าตาย 

มารดาของเธอยอมให้คนพวกนั้นมาเสมอ เพราะท่านไม่อยากมีปัญหากับคนตระกูลใหญ่แบบนั้น..ท่านเป็นแค่ลูกสาวของลูกจ้างรายวันธรรมดา ๆ ต่างจากบิดาของเธอที่เป็นถึงลูกข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ เป็นถึงผู้ดี ต้นตระกูลเป็นถึงเจ้านาย แต่ไม่เคยคิดจะเลี้ยงดูหลานให้สมกับที่เป็นคนรวย

“ก็ได้ค่ะ ฉันจะไป” 

“แต่เตรียมตัวรับมือฉันไว้ได้เลย”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป