บทที่ 4 ตอนที่ 1 บังเอิญครั้งที่สอง - 3
เช้าวันรุ่งขึ้น พิ้งกี้ได้ขับรถพาพราววลินมาที่คฤหาสน์ตระกูล
ดุจประการรัตนา ประตูรถถูกเปิดออกโดยคนรับใช้ของคฤหาสน์ ขาเรียวยาวก้าวลงจากรถ คนรับใช้ที่คอยต้อนรับมองหลานสาวคนโตของตระกูลดุจประการรัตนาอย่างไม่วางตา
ชุดเดรสสั้นเข้าทรง สีแดงเลือดหมูดูเข้ากับลิปสติกสีแดง ‘แบรนด์พราว’ ที่ถูกทาบนริมฝีปากสวย ดวงตาสวยถูกปกปิดไว้ด้วยแว่นดำ เห็นเพียงโครงหน้าสง่า ดูเป็นนางร้ายแต่ก็คือนางพญาหงส์ดี ๆ นี่เอง
“สวัสดีค่ะคุณหนูพราว”
“ฉันไม่ใช่คุณหนูของพวกเธอ”บอกเสียงแข็ง
“เอ่อ ถ้..ถ้าอย่างนั้นเชิญด้านในค่ะ ทุกท่านกำลังรออยู่”คนรับใช้ที่ถูกส่งออกมาต้อนรับพราววลินหน้าซีดเป็นไก่ต้ม พยายามทำตัวให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะทุกคนในบ้านต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า ต่อให้ใครจะเกรงกลัวเจ้าของบ้าน เสาหลักของ
ดุจประการรัตนามากแค่ไหน แต่ก็มีอยู่คนหนึ่งที่กล้าต่อปากต่อคำ กล้าจะยืนประจันหน้า
ท้าทายกับ ‘คุณพิชญะ’ แบบตัวต่อตัว
พราววลิน อาชาภักดิ์ ผู้มีศักดิ์เป็นหลานสาวคนโตของตระกูล
“ยายพราวไม่มาสักที ให้ผู้ใหญ่รอแบบนี้ได้ยังไง”เสียงแหลมแวดของ ‘อรกานต์’ ลูกสาวคนเล็ก ผู้มีศักดิ์เป็นอาของหญิงสาวเอ่ยขึ้นด้วยความไม่พอใจ
“เดี๋ยวก็มาน่ายายอร รอหลานสักนิดจะเป็นไรไป” ‘พงศ์เทพ’ ลูกชายคนกลางของคุณพิชญะเอ่ยปรามน้องสาว “ก็ยายพราวมาช้า เป็นแบบนี้ทุกที”อรกานต์ตอบ
“ใครรอไม่ได้ ก็ไม่ต้องรอสิคะ เพราะพราวไม่ถือ”
แต่เสียงคนที่ทุกคนต่างรอคอยก็แทรกเข้ามา ทำให้ทุกคนต่างมองหญิงสาวด้วยสายตาที่คาดไม่ถึง “ชุดสวยดีนะครับพี่พราว” ‘อัคระ’ ลูกชายคนเดียวของพงศ์เทพเอ่ยชมพี่สาวลูกพี่ลูกน้อง พราววลินเองก็เพียงยิ้มมุมปากให้และเดินมานั่งข้าง ๆ เท่านั้น
“แหม จะไม่ให้ติ ให้ว่าบ้างเลยเหรอ ก็หลานมาช้า ก็ต้องมีบ้างสิ”อรกานต์เอ่ย
“ก็ฉันมีงานต้องทำเต็มไม้เต็มมือไปหมดนี่คะ ไม่ได้ว่าง...รอเงินจากใครไปวัน ๆ พอดีหาเงินเองได้น่ะค่ะ”พราววลินตอกหน้ากลับไปพร้อมยิ้มให้ ทำเอาพี่น้องหลายคนที่อยู่
ณ ที่นั่นหน้าชากันเป็นแถบรวมถึงอรกานต์ที่เหมือนโดนลากไปตบกลางสี่แยก
หนึ่งในนั้นคือรุ้งแก้วและ ‘โสน’ สองแม่ลูกที่นั่งอยู่ด้วย
สงครามกลางบ้านเริ่มมาคุขึ้นโดยอาคนเล็กและหลานสาวคนโต ทำให้คนที่อยู่บริเวณนั้นต่างก็ทำตัวไม่ถูก โดยเฉพาะอัคระที่อยากจะออกไปจากตรงนี้เสียเต็มทีแต่ก็ทำไม่ได้ สักพัก เสียงไม้เท้าก็ดังเข้ามาขัดจังหวะสงครามนั้นเสียก่อน
เป็นพ่อของเธอ ‘นิเวศ’ กำลังประคองบิดาของเขาเข้ามา...คุณพิชญะ
“ดี ๆ คนขยันแบบนี้แหละดี ฉันชอบ”คำพูดของคุณพิชญะทำให้พราววลินเบี่ยงหน้าหนีพร้อมกรอกตามองบน เพราะแค่เธอมาที่นี่ เธอก็รู้สึกรังเกียจมากพอแล้ว
ความเกลียดของเธอ มันเทียบไม่ได้กับสิ่งที่ครอบครัวนี้ทำหรอก
“ว้าย! ตายจริง! ใส่ชุดสีสดขนาดนี้มาเลยเหรอ ไม่มีใครเขาสอนเรื่องกาลเทศะบ้างหรือไง”เสียงของ ‘คุณหญิงพิมพรรณ’ ผู้ซึ่งเป็นคุณย่าของบ้านดังขึ้นด้านหลังของทั้งสองคน
ปู่น่ะไม่เท่าไร แต่ย่านี่สิ ประจันหน้ากันทีไร สนุกทุกที
“ชุดสีไหนก็ใส่ได้ทั้งนั้นแหละค่ะ เพราะนี่มันเงินฉัน ไม่ใช่เงินของพวกคุณ”
“ปากเก่งเหมือนแม่ไม่มีผิด”ไม่วายพูดเหน็บแนมคู่อริเดิม
“เกรงว่าคุณหญิงจะใส่ร้ายเกินเบอร์ไปหน่อยนะคะ รายนั้นสงบเสงี่ยม
ไม่หือ ไม่อือหรอกค่ะ ถ้าฉันจะได้ความปากเก่งมาจากใครสักคน ก็คงจะได้มาจาก
คุณหญิงพิมพรรณต่างหาก”พราววลินถอดแว่นกันแดดออกพร้อมกับเหยียดยิ้มให้ผู้ที่มีศักดิ์เป็นย่าของตน
“นี่! ยายพราว แกนี่นะ…!”
“เอาล่ะ ๆ พอได้ละ ต่อปากต่อคำกันไปให้ยาวไปไกลทำไม”คุณพิชญะเอ่ยห้ามทัพขึ้น ทำให้คุณหญิงพิมพรรณอดไม่ได้ที่จะมองค้อนหลานสาวคนโต แต่ก็ทำอะไรไม่ได้เพราะพราววลินถือศักดิ์เป็นหลานคนโต เป็นคนที่ประสบความสำเร็จในชีวิตมากที่สุด ถ้าเป็นหลานคนอื่นล่ะก็ ไม่มีทางได้มีภาพต่อปากต่อคำกับนางแบบนี้แน่
คนถือยศถือศักดิ์อย่างคุณหญิงพิมพรรณย่อมยอมได้เสมอเมื่อบุคคลคน ๆ นั้นดูมีอำนาจมากกว่าหล่อน และคนที่ดูมีอำนาจมากกว่าก็คือ ‘หลานสาวคนโต’ ของหล่อนเอง
“ในเมื่อทุกท่านมากันพร้อมแล้ว ผมขอทำการเปิดอ่านพินัยกรรมเลยนะครับ”ทนายประจำตระกูลเอ่ยขัดขึ้นเพื่อไม่ให้เสียเวลาและบานปลายไปมากกว่านี้ มือหนาที่เริ่มย่นตามกาลเวลานำซองเอกสารออกมา เขาเริ่มอ่านตั้งแต่บรรทัดแรก จนมาถึงชื่อของผู้ที่ได้รับมรดก
“และคุณพราววลิน อาชาภักดิ์ ผู้มีศักดิ์เป็นลูกสาวคนโตของคุณนิเวศ
ดุจประการรัตนาร่วมคุณบุษบา อาชาภักดิ์ และเป็นหลานสาวคนโตของคุณพิชญะ
ดุจประการรัตนา”
“ในพินัยกรรมระบุไว้ว่า คุณพิชญะ ดุจประการรัตนา ได้มีความประสงค์ยกบริษัท ดี. รัตนาจำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นธุรกิจประเภทอาหารแปรรูปส่งออก ทั้งในและนอกประเทศให้กับคุณพราววลิน และหุ้นบริษัท อ.อรุณรัตน์จำกัด (มหาชน) อีกหกสิบเปอร์เซ็นต์ พร้อมกับที่ดินบางส่วนกว่าเจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์ในจังหวัดต่าง ๆ ดังต่อไปนี้”
“หนึ่ง..กรุงเทพมหานคร ย่านชิดลม ทองหล่อ สาทรและฝั่งธนบุรี สอง..ภูเก็ต สาม..นนทบุรี สี่..นครราชศรีมา ห้า..พิษณุโลก หก..แพร่ และเจ็ด..นครศรีธรรมราช”
“พร้อมเครื่องเพชรหงส์ฟ้า ซึ่งเป็นอัญมณีหายากมูลค่าสี่ร้อยล้านบาทและเป็นสมบัติตกทอดของตระกูลดุจประการรัตนา โดยข้อกำหนดนี้เป็นข้อกำหนดจาก
หม่อมเจ้าหญิงเยาวมาลย์ ผู้เป็นเจ้าของเครื่องเพชรชุดนี้”
“หนึ่ง..ให้ตกทอดแก่ทายาทบุตรีหญิง ผู้มีศักดิ์เป็นทั้งหลานคนโตและลูกสาวคนโตเท่านั้น สอง..ต้องมีคุณสมบัติงามพร้อมทั้งความดี การเรียน หน้าที่การงานและความซื่อสัตย์ สาม..ข้อสำคัญ บุตรีผู้รับต้องมีใบหน้าที่เหมือนกับหม่อมเจ้าหญิงเยาวมาลย์ ผู้เป็นเจ้าของสมบัติชิ้นนี้เท่านั้น หากมิมีผู้ใดเข้าข่ายทุกข้อที่กล่าวมา ลูกชายคนโตผู้เป็นเจ้าบ้าน
ดุจประการรัตนาต้องนำเก็บรักษาไว้เช่นเดิม”
“และทั้งหมดที่กล่าวมานี้มีมูลค่ากว่าสี่พันล้านบาท ยกให้แก่คุณพราววลิน
อาชาภักดิ์โดยไม่มีข้อยกเว้น”
“นี่มันอะไรกันน่ะคุณพ่อ!! คุณพ่อทำแบบนี้ไม่เห็นแก่หน้าพี่เวศ พี่พงศ์ อร แล้วก็ลูกคุณพ่อคนอื่น ๆ บ้างเหรอคะ แล้วหลานก็อีกตั้งเกือบสิบคนน่ะ ท่านหญิงนี่ก็กระไร ตั้งกฎบ้ากฎบออะไรขึ้นมาก็ไม่รู้! ทำแบบนี้ไม่ยกบ้านนี้ให้ยายพราวไปด้วยเลยล่ะ!”เมื่อได้ฟังจนจบ อรกานต์ก็ปรี๊ดแตกลุกขึ้นยืนชี้หน้าพราววลินและคุณพิชญะทันที
“ยายอร นั่งลงเดี๋ยวนี้!”นิเวศปราม พงศ์เทพดึงแขนน้องสาวให้นั่งลง
“ที่พ่อยกให้ยายพราว ตาพนธ์และตาพี เพราะมันเป็นสิ่งที่ทั้งสามคนนี้ควรจะได้ตั้งแต่แรก และสิ่งที่พวกเธอได้ไป มันก็เท่า ๆ กัน คุ้มค่าแล้วกับสิ่งที่ได้ พอได้ไปก็ควรจะเอาไปทำให้มันงอกเงย ไม่ใช่ได้แล้วก็ผลาญจนหมด”คุณพิชญะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง ไม่มีความโกรธอยู่ภายในคำพูด เพราะเจ้าตัวนั้นรู้อยู่แล้วว่าจะต้องเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น
“อีกอย่าง...การที่ท่านหญิงเยาวมาลย์ตั้งกฎแบบนี้ มันก็ไม่แปลกอะไร ของมีค่า ควรอยู่กับคนที่คู่ควร พราวเหมาะสมที่สุดและมีคุณสมบัติครบทุกข้อ เพราะตั้งแต่
ท่านหญิงสิ้นชีพิตักษัยไป ก็ไม่มีใครได้สมบัติชิ้นนี้ไปเลยสักคน...ไม่มีใครหน้าเหมือนท่านแบบร้อยเปอร์เซ็นต์เลยแม้แต่คนเดียวจนกระทั่งพราวเกิดมา”
“ของชิ้นนี้มันเป็นของพราวตั้งแต่แรกแล้ว”
“แต่คุณพ่อให้หนูพราวมากกว่าหลานคนอื่น ๆ ตาอัคก็เป็นหลานคนที่สองแต่ทำไมถึงไม่ได้เท่ากับหนูพราวทั้ง ๆ ที่เกิดไล่เลี่ยกัน” ‘คุณกัญญา’ ลูกสะใภ้อันดับที่สอง ภรรยาของ
คุณพงศ์เทพหลุดเอ่ยออกมาและแสดงอาการไม่พอใจจนออกนอกหน้า ทำให้ผู้เป็นสามีต้องดึงสติหล่อนเอาไว้ หล่อนจึงรีบยกมือไหว้เสาหลักของบ้านทันที “ขอโทษค่ะคุณพ่อ”
“จริงอย่างที่พี่กัญพูด ถ้าจะให้ ทำไมไม่ให้เท่า ๆ กันทุกคน”อรกานต์
“เพราะพราวกับน้องชายของเขาไม่เคยได้อะไรเลย ส่วนพวกเธอแค่อยู่บ้านนี้
ใช้นามสกุลดุจประการรัตนา ใช้เงินตั้งแต่เด็กจนโต สบายมาทั้งชาติแล้ว มันไม่เท่ากับที่สามคนนี้ได้ตรงไหน แล้วอีกอย่างโดยเฉพาะพราววลิน”ท่านหันหน้ามอง
“พราววลินเจอเรื่องลำบาก เจออะไรที่เลวร้ายมามาก การที่พ่อจะให้หลานสาวคนโตของพ่อมากกว่า มันก็เป็นเรื่องที่พ่อพิจารณาดีแล้วว่า...”
“พราววลินสมควรจะได้รับมันไป”
“คุณพ่อ!!”
“แต่มันเป็นแค่ลูกที่เกิดจากความใฝ่ต่ำของพี่เวศนะ!!”
“หยุด! อย่ามาลามถึงแม่ฉัน!!”
แต่เสียงตอบโต้กันไปมาก็ถูกหยุดลง เมื่อหญิงสาวที่นั่งฟังอยู่นานเกิดทนไม่ไหว
พูดแทรกขึ้นมา เธอลุกขึ้นยืนจนกลายเป็นว่าตอนนี้เธอกำลังยืนค้ำหัวทุกคนอยู่ พราววลิน
มองหลุบต่ำที่อรกานต์แล้วเหยียดยิ้มออกมา “ถ้าคุณอาหญิงมีปากไว้พูด แต่เอาไว้พูดสิ่งดี ๆ ไม่ได้ ก็เก็บปากไว้อมเหรียญตอนตายดีกว่า อย่าเอามาพูดถึงแม่ฉันแบบนี้”
“นังเด็กก้าวร้าวอย่างแก แม่แกคงไม่สั่งสอนใช่ไหม ห้ะ!!”อรกานต์ไม่ยอม นางลุกขึ้นยืนประจันหน้าเพราะทนไม่ไหวกับคำพูดของหลานสาวคนโต แต่พราววลินก็ยืนกอดอกมองตั้งแต่หัวจรดเท้าก่อนปรบมือให้
“แกปรบมือทำไม!”
“ก็ปรบมือให้คนที่สามารถด่าคนอื่น..ให้เข้าตัวเองได้ แม่กับลูกนี่เหมือนกันเปี๊ยบเลยนะคะ ชอบชี้หน้าด่าคนอื่นโดยที่ไม่ดูตัวเอง...เมื๊อนเหมือน”
“แล้วอีกอย่าง...แม่ฉันสอนมาดีค่ะ แต่ฉันถือคติ ใครดีกับฉันก่อน ฉันก็ดีกลับ ใครเลวกับฉันก่อน ฉันก็แค่เลวกลับ”ประโยคสุดท้ายเธอหันไปมองหน้าบิดาพร้อมกับปู่และย่าของเธอด้วยแววตาที่แข็งกร้าว หากคนนอกที่เห็นพราววลินยิ้มน่ารักสดใสเข้ามาเห็น
แววตาเช่นนี้แล้วก็คงจะไม่อยากจะเชื่อว่านี่คือพราววลิน คงนึกว่าเป็นแฝดกันแน่ ๆ
จากนางฟ้ากลายเป็นนางมารร้าย
“ยายอร นั่งลงได้แล้ว!!”พงศ์เทพเสียงแข็งพร้อมกับดึงแขนอรกานต์ลงอย่างสุดแรง เพราะอยากจะรู้ว่าพราววลินจะพูดอะไรต่อ เขารู้ดีว่าที่พราววลินเป็นแบบนี้เป็นเพราะคนที่เธอหันไปมองทั้งสามคนนั่นเอง “พราว พ่อว่าเราหยุดแล้วนั่งลงฟังที่ทนายพูดดีกว่า”
“ฉันไม่ใช่ลูกคุณ”เธอมองนิเวศด้วยสายตาที่ว่างเปล่า
“ฉันจะบอก ‘คุณท่านพิชญะ’ เป็นครั้งสุดท้ายนะคะ ว่าฉันและครอบครัว จะไม่รับอะไรจากคุณทั้งนั้น เพราะในวันที่ฉันร้องขอความเมตตาและความยุติธรรมกับท่าน ท่านทั้งสองคนและลูกชายของท่านไม่คิดแม้แต่จะหันหน้ามามอง แล้วพอวันนี้ที่ฉันมีทุกอย่างแล้ว เงินของคุณ สมบัติทุกชิ้นที่คุณให้ มันก็ไม่ได้มีค่าอะไรสำหรับฉันและน้องชายอีกต่อไปแล้ว ฉันจะไม่ยอมเป็นทาสของใคร จะไม่ยอมให้คุณท่านหลอกใช้ฉันให้ตระกูลนี้อยู่ต่อไปอย่างสุขสบาย”
“แล้วอีกอย่าง...ที่ฉันไม่รับ เพราะฉันต้องการเห็นทุกสิ่งทุกอย่างของครอบครัว
ดุจประการรัตนาย่อยยับด้วยน้ำมือของคนโลภ...ที่เป็นคนในครอบครัวของคุณท่านเอง
แบบนี้มันสะใจกว่าเยอะเลย ว่าไหมคะ?”
“อ้อ! ขอไม่ไหว้นะคะ”
“เพราะไม่ได้นับถือ”
เธอเหยียดยิ้มให้เป็นครั้งสุดท้ายและหันหลังกลับพร้อมกับใส่แว่นดำเดินออกไปโดยไม่ฟังเสียงตกใจของคนที่อยู่ด้านหลัง ซึ่งนั่นก็เป็นเสียงตกใจที่เกิดขึ้นจากการที่คุณพิชญะมีอาการโรคหัวใจกำเริบกลางห้องนั่งเล่น
ปึง!
“เป็นไงบ้างน้องพราว โอเคหรือเปล่า พี่ได้ยินเสียงดังมากเลยอะลูก”หลังจากก้าวเท้าขึ้นรถ นางหงส์สุดสง่าก็ถอนหายใจออกมาพร้อมกับถอดแว่นดำออก เผยให้เห็นถึงความเหนื่อยล้าฉายแววออกมาอย่างเห็นได้ชัด และคนที่ได้มองเห็นมันเป็นคนแรกก็คือพิ้งกี้ ผู้จัดการส่วนตัวของเธอ
“สงสัยวันนี้คงจะออกข่าวใหญ่น่าดูเลยค่ะพี่พิ้งกี้”
“ข่าวอะไรเหรอ”
พราววลินนิ่งไปก่อนยิ้มออกมา
“ก็ข่าว..”
....
‘ข่าวด่วน! คุณชายพิชญะ ดุจประการรัตนา เข้าโรงพยาบาลด่วนหลังจากที่มีอาการโรคหัวใจกำเริบขึ้นในเวลาสิบเอ็ดนาฬิกา..’
“น้องพราวเห็นข่าวหรือยัง! นี่คุณท่านเข้าโรงพยาบาลไม่ใช่เหรอลูก”
ในระหว่างที่พราววลินกำลังพักจากการถ่ายแบบอยู่ พิ้งกี้ก็รีบวิ่งเข้ามาพร้อมข่าววงธุรกิจคนดัง นางยื่นมือถือให้พราววลินอ่าน แต่เพียงเสี้ยววินาทีพราววลินก็ส่งคืน ทำให้พิ้งกี้รู้ได้ทันทีว่านี่แหละ ข่าวที่พราววลินพูดถึง “แบบนี้มันดีจริง ๆ เหรอคะน้องพราว พี่ว่าคุยกับท่านดี ๆ ให้มันจบดีกว่านะคะลูกสาว”
“พราวเคยคุยกับพวกเขาแบบดี ๆ แล้ว แต่สุดท้ายพวกเขาก็มาจบที่การดูถูกแม่ของพราว ดูถูกหลวงตากับยายของพราวอยู่ดี คนแบบเนี่ย..พราวไม่จำเป็นต้องพูดดีด้วยหรอก เสียเวลาเปล่า ๆ ค่ะพี่พิ้งกี้”
“แต่ว่า..”
“พอแล้วค่ะ พราวไม่อยากฟัง”ดาวค้างฟ้ายกมือขึ้นห้าม ประจวบเหมาะกับที่ทีมงานเคาะประตูตามไปถ่ายแบบต่อพอดี พิ้งกี้เองก็ได้แต่มองตามไป หล่อนเองจะพูดอะไรมากก็ไม่ได้ เพราะหล่อนว่า สิ่งที่หล่อนรู้มาเป็นแค่เรื่องที่รู้ตื้น ๆ เท่านั้น หล่อนไม่ได้รู้สาเหตุที่แท้จริงว่าทำไม พราววลินผู้แสนดีดุจดั่งนางฟ้าตัวน้อย ๆ ของหล่อนถึงได้มีท่าทีรังเกียจและเกลียดคนในบ้านดุจประการรัตนาขนาดนั้น
ตั้งแต่นางทำงานกับพราววลินมา นางก็ไม่เคยได้ยินพราววลินพูดถึงคนในครอบครัวนี้เลย จนกระทั่งวันหนึ่ง วันที่เลขานุการของคุณพิชญะและนิเวศมาเรียนให้
พราววลินเข้าไปพบเจ้านายของตนเอง วันนั้นนางถึงรู้ว่า พราววลินไม่ใช่เด็กนักศึกษาบ้านจนธรรมดา ๆ แต่หญิงสาวเป็นถึงหลานสาวคนโตของตระกูลใหญ่
และแน่นอนว่าพราววลินก็มีสายตาที่รังเกียจส่งกลับไปเป็นของฝากทุกครั้ง
“เฮ้อ แบบนี้จะบอกคุณแม่ยังไงล่ะนี่”
....
ณ บ้านสไตล์โมเดิร์นหลังใหญ่ที่ถูกดัดแปลงจากบ้านไม้หลังเดิมของหลวงตาปราบปริญจนสวยได้ที่ แต่บ้านหลังใหญ่นี้ก็มีคนอยู่เพียงไม่กี่คนเท่านั้น เพราะพราววลินผู้ซึ่งชอบปลีกวิเวก ทำงานเหนื่อยแล้วก็อยากพักผ่อนอยู่คนเดียวทำให้เธอเลือกที่จะอยู่คอนโดหรูของตนแทน ส่วนน้องชายคนกลางอย่าง ‘พลพนธ์’ นั้นยิ่งกว่า ชายหนุ่มได้ปลีกวิเวกตัวเองไปอยู่กลางทะเล หนึ่งปีกลับบ้านแค่หนึ่งครั้งเท่านั้น
เพราะ อาชีพของพลพนธ์คือ วิศวกรปิโตรเลี่ยม
ส่วนคนที่ยังอยู่ในบ้านก็จะมีเพียงแต่ เจ้าบ้านอย่างบุษบากับ ‘พีรัตน์’ ผู้ซึ่งเป็นน้องชายคนสุดท้อง สถาปนิกสุดเก่งกาจแห่งบริษัท เอ็มไพร์ เฮ้าท์ ที.อาร์.เค ของปฐวี พร้อมกันนั้นยังมีแม่บ้านอย่างป้าอ้อ ป้าแววพร้อมหลานสาวชื่อแก้ว สุดท้ายคือลุงเดช คนสวน
ซึ่งพราววลินจ้างมาทำงานเมื่อหลายปีก่อน
และตอนนี้บ้านที่เงียบสงบก็กลับมีเสียงพูดอันร้อนใจของบุษบาดังขึ้น เพราะเรื่องที่พราววลินทำไว้เมื่อหลายวันก่อน
“ว่ายังไงนะคะหนูพิ้งกี้ พราวนะพราว ทำไมถึงได้ทำแบบนั้นกัน”
“ก็ตามนั้นแหละค่ะคุณแม่ จริง ๆ หนูก็ไม่อยากจะพูดแบบนี้หรอกนะคะ แต่มันก็น่าเห็นใจน้องพราวจริง ๆ น้องพราวเหนื่อยกับเรื่องนี้มากเลยนะคะ”
“พราวไม่เคยบอกอะไรแม่เลย”พูดอย่างอ่อนใจ พิ้งกี้ก็ได้แต่ขยับมาลูบไหล่บุษบาเท่านั้น “ไม่เป็นไรหรอกค่ะคุณแม่ ขนาดกับพิ้งกี้ น้องพราวยังถึงขนาดยกมือห้ามไม่ให้พิ้งกี้พูดเลยนะคะ หนูนะรูดซิปปากแทบไม่ทัน”
“เรื่องนี้ก็ด้วย แม่ต้องขอโทษแทนน้องด้วยนะลูก”
“ไม่ต้องไหว้เลยค่ะคุณแม่ น้องพราวไม่ได้ทำอะไรก้าวร้าวกับพิ้งกี้หรอกค่ะ น้องน่ะเป็นเด็กดีมาตลอด แต่เป็นเพราะว่าคนพวกนั้นทำไม่ดีกับน้อง มันก็ถูกแล้วค่ะ ที่น้องจะตอบโต้กลับไปแบบนั้น อีกอย่างโรคหัวใจคุณปู่ของน้อง ก็เป็นโรคที่เกิดขึ้นตอนไหนก็ได้ ไม่ได้เกี่ยวกับน้องหรอกค่ะ”
“แต่นี่ถึงขั้นเข้าโรงพยาบาลเลยนะคะ แม่หวั่นใจเหลือเกินว่าเขาจะเอาเรื่องน้องพราว ตระกูลใหญ่แบบนั้น มีน้องพราวคนเดียวที่สู้กับพวกเขา แต่ถ้าน้องล้มขึ้นมาเมื่อไร พวกเขาก็จะเหยียบซ้ำอย่างที่เคยทำ แม่ไม่น่าอนุญาตให้เขาพาพราวไปที่บ้านนั้นเลย”หล่อนเอ่ยด้วยความกังวลจนแทบอยากร้องไห้ เพราะตัวหล่อนเองก็เคยเจอมาเช่นกัน ไม่ใช่ว่าไม่เคยเจอ และคนที่ทำร้ายกันก็ไม่ใช่ใครที่ไหน คน ๆ นั้นก็คือ นิเวศ ผู้ชายที่หล่อนรักและไว้ใจเขามากที่สุด
ที่หล่อนยอมให้พราววลินก้าวเข้าไปในบ้านนั้นอีกครั้ง เป็นเพราะว่าหล่อนกลัวว่าลูกจะโดนอย่างที่หล่อนโดน แต่คราวนี้หล่อนคงจะคิดผิด ยิ่งมีไฟแค้นในใจพราววลินมากเท่าไร ก็จะยิ่งเป็นกองเพลิงและกองเพลิงที่มีก็จะยิ่งทำให้ลูกของหล่อนเกิดอันตรายขึ้นเท่านั้น
“ไม่ต้องห่วงหรอกแม่ คนบ้านนั้นไม่กล้าทำอะไรพี่พราวหรอก”เสียงทุ้มหนักของ
พีรัตน์ ลูกชายคนเล็กของบุษบาดังขึ้นที่ประตู เสื้อเชิ้ตขาวที่ยังคงถูกใส่อย่างเรียบร้อยนั้น
บ่งบอกว่าเขาเพิ่งกลับมาถึงบ้าน ดวงตาคมมองที่มารดาก่อนปรายตาไปเจอแขกที่นั่งอยู่ด้วย
“สวัสดีครับพี่พิ้งกี้”
“สวัสดีค่ะน้องพี ไม่ได้เจอตั้งนาน หล่อเท่ห์เหมือนเดิมเลย”
“นี่เรียกโทรมครับพี่ แทบไม่ได้นอน”พูดทีเล่นทีจริง
“แล้วเรารู้ได้ยังไงว่าจะไม่มีใครกล้าเอาเรื่องพี่สาวเรา หืม? ตาพี”
“รู้สิครับ เพราะคนพวกนั้นต้องฟังคำสั่งจากพ่อตัวเองอยู่แล้ว ส่วนท่านพิชญะก็กลัวว่าสมบัติของตัวเองจะหมด เพราะลูกหลานในบ้านไม่ได้เรื่อง คนที่ได้เรื่องก็มีแค่ลูกคนโตกับคนกลาง แต่ก็ไม่มากพอที่จะทำให้ภูมิใจ แล้วตอนเนี่ย...ก็เหมือนเหลือแค่พี่พราวที่จะสามารถทำให้ธุรกิจของเขารุ่งเรืองและงอกเงยต่อได้ เพราะงั้นพี่พราวจึงเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดของท่านพิชญะไงครับ”พีรัตน์บอกอย่างสบายอารมณ์ เพราะเขารู้ว่าคุณพิชญะผู้เป็นปู่นั้นเห็นแก่ตัวมาตั้งแต่ไหนแต่ไร ตอนที่พี่สาวของเขาลำบากหาเงินส่งตัวเองกับน้อง ๆ เรียนก็ไม่เห็นมีสุนัขตัวไหนมาช่วยเลยสักนิด
แต่พอวันหนึ่งพี่สาวเขาเริ่มสร้างฐานะจนประสบความสำเร็จได้ ก็จะมายื้อยึดให้พี่สาวของเขาทำทุกอย่างให้กับดุจประการรัตนา ให้พวกดุจประการรัตนาที่เหลือสูบเลือดสูบเนื้อใช้เงินไปวัน ๆ เหมือนกับพวกปลิงดูดเลือด
“แต่พอดีบ้านนั้นโชคร้ายไปสักหน่อย พี่พราวฉลาดและไม่ได้ใจอ่อนเหมือนที่แม่เป็น เพราะฉะนั้น คนพวกนั้นเลยทำอะไรพี่พราวไม่ได้”ไม่วายลูกคนเล็กยังคงมีอคติน้อย ๆ กับมารดาที่จนป่านนี่ยังยอมอ่อนข้อให้กับผู้เป็นสามีเก่าอย่างนิเวศอยู่
หากต้องพูดถึงคนบ้านนั้น แม่ของเขาก็เปรียบเหมือนนางเอกในละครน้ำเน่าหลังข่าว แต่กลับกันพี่สาวของเขาเปรียบกับนางร้ายก็ไม่ปาน แต่ขอโทษทีเถอะ งานนี้ตัวประกอบอย่างเขาขออยู่ข้างนางร้ายอย่างพราววลินแล้วกัน
“ตาพี อย่าพูดแบบนี้ให้พี่พิ้งกี้เขาได้ยินสิลูก”แม้คุณบุษบาจะยอมรับกับคำเปรยของลูกชายที่ว่าตนอ่อนแอกว่าลูกสาว แต่นางก็ไม่อยากให้คำพูดอะไรที่ไม่ดีออกมาจากปากของลูกชายคนเล็ก ทั้ง ๆ ที่ยังมีคนอื่นอยู่ในบ้านแบบนี้
“ไม่เป็นไรค่ะคุณแม่ หนูกับน้องพราวผ่านอะไรกันมามากค่ะ ไม่มีหลุดแน่นอน แล้วอีกอย่างก็ดีแล้วค่ะที่ได้รู้ จะได้ช่วย ๆ กันดู เพราะช่วงนี้น้องพราวเหนื่อย ๆ เพราะต้องเตรียมทั้งงานแต่ง ทั้งงานเดินแบบ ทั้งงานละคร แล้วก็ธุรกิจของตัวเองอีก แทบไม่มีเวลาได้พักเลย”
“ถ้าอย่างนั้นแม่ฝากซุปไก่ไปให้น้องพราวหน่อยได้ไหมลูก เดี๋ยวหนูเอากลับไปทานกับคุณแม่ด้วยนะคะ เดี๋ยวแม่มาสักครู่นะคะลูก”ว่าจบก็เดินออกไป ปล่อยให้ลูกชายนั่งคุยกับผู้จัดการของลูกสาวอยู่สองคน เมื่อเห็นว่ามารดาเดินเข้าครัวไปแล้ว พีรัตน์ก็รีบเดินเข้ามาหาพิ้งกี้อย่างมีลับลมคมใน “นี่ พี่พิ้งกี้ครับ”
“ว่าไงคะน้องพี”
“พี่พิ้งกี้ว่า..พี่ภูเขาดูแปลก ๆ ไปปะพี่”
“แปลกยังไง พี่ก็ว่าปกตินะ”
“คือเมื่อสองวันก่อนน่ะ ผมไปคุยกับลูกค้าที่ร้านอาหารใกล้ ๆ โรงพยาบาลแล้วบังเอิญไปเจอพี่ภูพอดี เขาก็มากับกลุ่มเพื่อนปกติน่ะแหละ แต่สิ่งที่มันไม่ปกติก็คือ ผมดันบังเอิญไปแอบเห็นพี่ภูเขาทะเลาะกับผู้หญิงคนหนึ่ง แล้วผู้หญิงคนนั้นก็ใส่ชุดพยาบาลด้วยนะ”
“แล้วน้องพีได้ยินอะไรหรือเปล่า”ใจหล่อนเต้นระทึก เริ่มขยับเข้ามาใกล้ด้วยความอยากรู้มากขึ้น “ครับ”พีรัตน์ตอบ “ได้ยินคำว่า..ตอนไหนจะยกเลิกงานแต่ง”
“ว้าย! จริงเหรอ หูเราฝาดหรือเปล่า”เอามือทาบอก
“เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่นะ พูดจริงหรือเปล่า”
“จริงสิพี่! ผมกับไอ้ยศได้ยินเต็มสองหูเลย”พูดถึงเพื่อนสนิท
“แล้วได้ยินอะไรอีกหรือเปล่า?”
“อืม..ได้ยินพยาบาลคนนั้นเขาร้องไห้แล้วก็โวยวาย แต่พี่ภูเอามือปิดปากไว้ หลังจากนั้นเสียงมือถือของผมก็ดังขึ้นพอดี ผมกับไอ้ยศเกือบหนีไม่ทันแหน่ะ เวรจริง ๆ ”
พีรัตน์ถอนหายใจ ที่ตอนนั้นเขาไม่ได้เข้าไปโวยวายเป็นเพราะว่ากลัวไก่มันจะตื่น ระวังตัวมากขึ้นกว่าเดิม ถ้าเป็นแบบนั้นก็จะยิ่งทำให้จับได้ยากยิ่งขึ้น สู้เอาไปบอกพราววลินให้จัดการเองจะดีกว่า “พี่ว่าพี่ภู..เขานอกใจพี่พราวปะพี่”พีรัตน์เอ่ยถามอีกคนเพื่อเช็คความมั่นใจ
“เอาแบบที่พี่กะเทยคิดนะลูก”พิ้งกี้เองก็เริ่มเสียงเครียด “เรื่องนี้มีสิทธิ์เป็นไปได้”
“แล้วจะทำยังไงดีพี่ ถ้าเป็นแบบนั้นจริงพี่พราวเหยียบสองคนนั้นจมดินแบบไม่ให้ผุดให้เกิดแน่ ไม่ต้องให้ถึงมือผมกับพี่พนธ์หรอก”
“อืม..ก็จริง แต่ถ้าเราไม่บอก น้องพราวก็จะโกรธพวกเรา แต่จะให้น้องพราวเห็นเองก็ยากเหมือนกันนะ เอางี้ เดี๋ยวถ้าพี่มีโอกาสได้อยู่ใกล้ ๆ คุณหมอ พี่จะลองสังเกตดู”
“แล้วนางพยาบาลคนนั้นชื่ออะไร รู้หรือเปล่า”
“ไม่รู้อะ ผมเห็นแค่ด้านหลัง”
“แต่พี่ต้องช่วยพี่พราวนะพี่พิ้งกี้ ผมเป็นห่วงพี่พราว ที่ผ่านมาพี่เขาไม่เคยปริปากบอกอะไรใครเลยจนถึงตอนนี้เขาก็ยังเป็นเหมือนเดิม ถ้าเรื่องมันเป็นอย่างที่เราคิดจริง ๆ ช่วยอยู่ข้าง ๆ พี่พราวที หรือไม่พี่ก็โทรหาผมกับแม่นะ”
“พี่รับปาก พี่จะคอยดูแลน้องพราวให้ ยังไงน้องพราวก็เปรียบเหมือนน้องสาวของพี่ แต่พี่ว่าคนที่ต้องห่วงน่าจะเป็นคนพวกนั้นมากกว่า เพราะถ้าหากน้องพราวปรี๊ดแตก
กลายร่างเป็นนางมารขึ้นมาเมื่อไรล่ะก็…ไม่อยากจะคิด!”
