บทที่ 5 ตอนที่ 2 สงสัย

ตอนที่ 2

สงสัย

ณ ย่านเอกมัยที่คุ้นตาของเหล่าดารานักแสดง ดวงตาสวยมองไปรอบ ๆ บริเวณร้านสังสรรค์ร้านหนึ่ง บาร์แห่งนี้ถูกตกแต่งด้วยสไตล์โมเดิร์นโทนเทาดำทั้งตึก เป็นบาร์สำหรับคนที่ต้องการดื่มแต่ไม่เสียงดังมากนัก ผู้คนที่รู้จักต่างเรียกว่า ‘บาร์อินโทรเวิร์ด’

“วันนี้ต้องมาถ่ายแบบที่บาร์นี้เหรอคะพี่พิ้งกี้”

“ใช่ค่ะ เห็นเขาบอกว่าชุดคราวนี้ต้องใช้โลเคชั่นนี้นะคะ แต่พี่ว่ามันก็สวยดีนะน้องพราว น่าจะเป็นบาร์เปิดใหม่ได้ไม่นาน”

“แหมพี่พิ้งกี้ รู้ขนาดนี้เชียวนะคะ”

“แน่นอน แถวนี้พี่เซียน”

พราววลินส่ายหน้ายิ้มน้อย ๆ ให้กับผู้จัดการของเธอ หญิงสาวมองไปรอบ ๆ 

อีกครั้งก่อนจะเดินตามพิ้งกี้เข้าไป เพราะเธอไม่เคยเข้าผับหรือบาร์อะไรพวกนี้เลย 

แต่พวกบาร์หรูก็อาจจะมีบ้าง แต่ก็ต้องเป็นโอกาสสำคัญ ๆ อย่างวันเกิดของเพื่อนสนิทหรือวันเกิดของหมอภูภูมิเท่านั้น นอกเหนือจากนั้นก็ไม่มีแล้ว

แค่เวลาไปเที่ยวแบบปกติ เธอยังไม่มีเวลาได้ไป นับประสาอะไรกับการเที่ยวกลางคืนกันล่ะ ถึงสไตล์เธอจะเป็นแบบ Sexy Girl อย่างไร แต่นั่นก็แค่ภาพลักษณ์ภายนอกอยู่ดี ชีวิตจริงตอนเธออยู่คนเดียวก็ไม่ต่างจากยายเพิ้งผมฟูเท่าไรหรอก

ขาเรียวเดินเข้ามาภายในบาร์ ของทุกชิ้นเป็นแบบ Old Money หรูหราแบบผู้ดีคุมโทนดำแดงเทา คล้ายกับเฟอร์นิเจอร์ในซีรี่ส์แวมไพร์อะไรแบบนั้น แต่นี่ก็คงเป็นปกติสำหรับร้านจำพวกบาร์ที่มีสีดำเป็นส่วนประกอบหลัก ตอนกลางคืนที่นี่คงจะสวยน่าดู

“สวัสดีครับคุณพราว”เสียงทุ้มของชายร่างสูงดังขึ้นด้านหลังของเธอ พราววลินจึงหันมองด้านหลังของตนก่อนจะพบว่าคนที่ทักเธอคือ ธนา เพื่อนสนิทของปฐวีผู้เป็นนายจ้างของตนนั่นเอง “สวัสดีค่ะคุณธนา”

“ดีใจจัง คุณพราวจำผมได้ด้วย”

“พราวจำได้ทุกคนนั่นแหละค่ะ ว่าแต่คุณธนามีธุระที่นี่เหรอคะ”

“ก็มีนะครับ”กล่าวจบไม่ทันถึงนาทีพนักงานภายในร้านก็นำเอกสารมาให้ชายหนุ่มเซ็น มันจึงบ่งบอกได้ว่าเขามีสถานะเกี่ยวข้องอะไรกับร้านนี้ “คุณธนาเป็น...”

“อ๋อ ผมเป็นหุ้นส่วนน่ะครับ คนที่เป็นเจ้าของร้านจริง ๆ คือไอ้รามต่างหาก 

พอดีมันไม่ค่อยขึ้นมาดูร้านเท่าไร ส่วนมากจะบินไปดูรีสอร์ตที่ต่างประเทศมากกว่าน่ะ 

ผมก็เลยได้เข้ามาเป็นหุ้นส่วนร้านนี้ด้วย นี่ยังมีเพื่อนอีกคนด้วยนะครับ”

“เจ้าของร้าน...คุณราม...หมายถึงคุณรามินทร์เหรอคะ”

“ใช่แล้วครับ หวังว่าจะจำสุดหล่อคนนั้นได้นะ”ธนาพูดเตือนความจำเมื่อหลายวันก่อนของพราววลิน จริง ๆ เธอก็พอจะจำได้อยู่จึงพยักหน้าคืนกลับไปเช่นกัน

“นั่นไงครับ พูดถึงปุ๊บก็มาปั๊บเลย ตายยากจริง ๆ ”ธนามองตรงไปที่ด้านหลังของพราววลินทำให้เธอต้องหันกลับไปมองตามสายตาของเขาด้วยเช่นกัน ทำเอาคนมาใหม่ถึงกับชะงัก เพราะไม่คิดว่าผู้หญิงที่ยืนคุยกับเพื่อนสนิทจะเป็นพราววลิน

“เป็นไง เซอร์ไพร์สไหม?”ธนาเอ่ยถามเพื่อนสนิท เพราะแท้จริงแล้ว เขานี่แหละที่เป็นคนอนุมัติ อนุญาตให้ทางกองถ่ายเข้ามาถ่ายทำภายในร้านได้ในเวลากลางวัน

ก็ร้านเปิดตอนกลางคืน ตอนนี้พนักงานก็แค่ต้องมาเช็คของและทำความสะอาดเท่านั้น อีกอย่างมันก็เป็นการโปรโมตร้านอย่างหนึ่งด้วย

รามินทร์ไม่ได้ตอบคำถามของเพื่อนสนิท เขาหันมาให้ความสนใจกับหญิงสาวตรงหน้าแทน “เจอกันอีกแล้วนะคะ”พราววลินยิ้มให้อย่างเป็นมิตร

“นั่นสิครับ”เขาเองก็ยิ้มให้เธอเช่นกัน แต่นั่นก็ทำให้พราววลินรู้สึกสงสัยขึ้นมา เพราะถึงแม้ว่ารามินทร์จะยิ้มให้เธออยู่ แต่แววตาของเขาสื่อออกมาราวกับว่ามีเรื่องอะไรบางอย่างที่อยากจะพูดกับเธอ แต่เขาก็พูดมันออกมาไม่ได้ราวกับว่ากลัวอะไรบางอย่าง

แต่ยังไม่ทันที่เธอจะได้เอ่ยถามอะไรออกไป พิ้งกี้ก็เดินเข้ามาทักทายและพาเธอไปทำงานเสียก่อน ในระหว่างนั้นทั้งเจ้าของร้านและหุ้นส่วนก็คอยมองอยู่เป็นระยะ ๆ แววตาสวยของพราววลินทำรามินทร์ต้องมนต์สะกด แม้เธอจะไม่ได้สนใจคนที่ยืนมองอยู่ แต่ก็สามารถสะกดคนมองเอาไว้ได้และพลางคิดไปว่า ตนควรจะบอกพราววลินเรื่องที่ได้ยินมาดีหรือไม่

ดวงตาสวยคู่นั้นจะมีน้ำตาหรือเปล่า

“ไอ้ธนา”แต่คิดเท่าไรก็คิดไม่ตกจึงหันมาถามเพื่อนแทนทำเอาเพื่อนสนิทตกใจแทบตอบไม่ทัน “อะไรของแกไอ้ราม ตกใจหมด”

“ฉันมีเรื่องจะปรึกษาหน่อย”

“เรื่อง?”

รามินทร์หันมองพราววลินอีกครั้งก่อนจะลากธนาเดินตามตนออกมานอกบริเวณการถ่ายทำ หนุ่มลูกครึ่งสเปนถอนหายใจก่อนจะตัดสินใจถามออกไป “ถ้าสมมติว่าแกไปได้ยินผู้ชายกับผู้หญิงคนหนึ่งคุยกันว่า ‘ไหนว่าจะเลิกกับผู้หญิงคนนั้น’ โดยบังเอิญ แล้วบังเอิญกว่าคือแกรู้จักกับผู้หญิงซึ่งเป็นแฟนของผู้ชายคนนั้น แกจะทำยังไงต่อ? อย่าง..ผู้ชายมีแฟนอยู่แล้ว และกำลังจะแต่งงานกับผู้หญิงคนนั้น แต่แกดันมาได้ยินผู้ชายคนนั้นคุยเรื่องนี้กับผู้หญิงอีกคนอะไรแบบนี้”

“โห ยากจริง แต่ก็ต้องบอกความจริงกับผู้หญิงไป แบบนี้ง่ายที่สุด”

“แล้วถ้าไม่มีหลักฐานล่ะ”

“ถ้าไม่มีหลักฐานก็ต้องพาไปให้เห็นกับตาไปเลยว่าสิ่งที่พูดเป็นเรื่องจริง”

“แต่เดี๋ยวนะ ฉันว่าไม่น่าจะสมมติละ แกไปได้ยินใครพูดแบบนี้มา ฉันรู้จักหรือเปล่า?”

“ความฉลาดของแกนี่มันน่าหมั่นไส้จริง ๆ นะ ไม่มีอะไรหรอก ฉันก็แค่ถามไปอย่างนั้น มันบังเอิญไปอ่านเจออะไรแบบนี้มาพอดี”ชายหนุ่มเลี่ยงตอบความจริงกับเพื่อนสนิท แต่มันก็ไม่ได้มิดขนาดที่ว่าธนาจะมองไม่ออก “อืม จริง ๆ ก็ควรจะบอก”ธนาพูดต่อ

“ถ้าหวังดีกับผู้หญิงคนนั้นจริง ๆ ก็ควรจะบอกความจริงกับเขาไปซะ ส่วนเขาจะเชื่อหรือไม่ก็สุดแล้วแต่ ถ้าเป็นแก แกคงไม่อยากให้ผู้หญิงคนนั้นโดนสวมเขาไปตลอดชีวิตหรอก”

“แม้ว่าเขากำลังจะแต่งงานกันน่ะเหรอ?”รามินทร์ถาม

“ใช่สิ แม้ว่ามันจะดูไปสร้างความร้าวฉานก็เถอะ แต่ไม่มีผู้หญิงคนไหนชอบการถูกนอกใจหรอก การถูกสวมเขาตั้งแต่ตอนที่ยังไม่ได้แต่งงานจนถึงหลังแต่งงาน มันไม่ได้

น่าสนุกหรอกนะราม ต่อให้ไม่บอกตอนนี้ ต่อไปเขาก็ต้องรู้อยู่ดี”

….

“ขอบคุณนะครับคุณพราว เหนื่อยหน่อยนะครับวันนี้”หลังจากที่ถ่ายทำเสร็จก็ถึงเวลาต้องแยกย้ายกันไปทำงานชิ้นต่อไป ทั้งหน้า ทั้งผมของหญิงสาวยังคงอยู่ในลุคเดิมที่ถ่ายทำ เพราะเธอยังต้องไปออกงานในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า 

“ขอบคุณพี่ ๆ ทุกคนเหมือนกันนะคะ ไว้คราวหน้าพราวจะซื้อขนมมาฝากด้วย”ดาวค้างฟ้าใบหน้าประดับรอยยิ้มให้แก่ทุกคน เธอเป็นแบบนี้ทุกครั้งที่ทำงาน ไม่เคยเหวี่ยง ไม่เคยวีน เธอเป็นที่รักของทุกคนเสมอ ถ้าหากวันหนึ่งมีคนเห็นว่าเธอมีมุมร้าย ๆ ต่อครอบครัวดุจประการรัตนาก็คงไม่มีใครเชื่อว่าเธอจะทำตัวแบบนั้นอย่างแน่นอน

แน่ล่ะ เธอยังยืนยันคำเดิมว่าเธอจะดีแค่กับคนที่ดีกับเธอเท่านั้น

คนที่ไม่ดีก็ปล่อยให้รับกรรมไป และเธอก็จะเป็นเวรกรรมของคนพวกนั้นเอง

“น้องพราวไปทานข้าวกันก่อนไหมลูก หนูไม่ได้ทานอะไรตั้งแต่เช้าเลยนะ”พอพูดถึงขนม พิ้งกี้ก็เพิ่งนึกขึ้นได้ว่าพราววลินยังไม่ได้ทานอะไรตั้งแต่เช้าแล้ว

“พราวอยากทานส้มตำค่ะ แต่เอาไว้จบงานก่อนแล้วกัน เดี๋ยวหน้าเลอะ”พูดถึงของโปรดก็น้ำลายสออยากจะทานมันเสียตอนนี้เลยจริง ๆ แต่เธอไม่สามารถที่จะทานมันทั้ง ๆ ที่แต่งหน้าเต็มแบบนี้ได้ “จะดีเหรอ เดี๋ยวก็เป็นลมเป็นแล้งไปหรอก”

“พี่พิ้งกี้ นี่ใครคะ นี่พราว พราววลินนะคะ ไม่เป็นอะไรง่าย ๆ หรอกค่ะ”หญิงสาวบอกด้วยความมั่นใจ ดวงหน้าอันสดใสยังคงพลังเหลือล้นแต่ก็อดที่จะเป็นห่วงไม่ได้ เพราะกว่าจะได้หุ่นอันสมบูรณ์แบบเช่นนี้มา พราววลินก็ต้องห่างหายจากอาหารที่ตนเองโปรดปราณ บ่อยครั้งก็แทบจะไม่ได้ทานของอร่อย ๆ เลยเสียด้วยซ้ำ วัน ๆ ก็ต้องทานเพียงแต่อาหารที่เทรนเนอร์และนักโภชนาการเป็นผู้กำหนดให้เท่านั้น บางครั้งหล่อนเองก็แอบเห็น

พราววลินมือสั่นเพราะอยากทานขนมหวานเช่นกัน แต่มันก็ห้ามไม่ได้เมื่อหญิงสาวบอกว่าไม่เป็นไรและมันก็เป็นงานของเจ้าตัว

ความหลังอันแสนเจ็บปวดของเธอ ทำให้เธอต้องเป็นแบบนี้ เธอจำเป็นต้องเข้มแข็งเพราะชีวิตต้องเดินหน้าต่อไป บางทีก็ควรจะลืมไปบ้าง แต่บางครั้งก็ควรเอามันมาเป็นแรงผลักดันให้ชีวิตของตนเองดีขึ้น

“เดี๋ยวก่อนครับ”

แต่เมื่อขาเรียวกำลังจะก้าวออกจากบาร์หรู เจ้าของร้านก็ส่งเสียงแทรกเข้ามาในบทสนทนาของหญิงสาวและผู้จัดการเสียก่อน 

“ถ้าไม่เป็นการรบกวน ผมขอคุยกับคุณพราวสักครู่ได้ไหมครับ”รามินทร์หันมองผู้จัดการและหันถามพราววลินเป็นเชิงขออนุญาตทำให้หญิงสาวตัดสินใจเดินออกมาคุยกับเขาแต่โดยดี เพราะถึงยังไงรามินทร์ก็คือเพื่อนของปฐวีและเธอก็รู้จักเขาแล้วด้วย

“คุณรามินทร์จะคุยอะไรกับฉันเหรอคะ”

“คือ..ผมมีเรื่องบางเรื่องที่สำคัญมากต้องบอกกับคุณ”

“คุณจำวันที่เราเจอที่โรงพยาบาลได้หรือเปล่า?”

“อ๋อ...จำได้ค่ะ วันนั้นเราเดินชนกัน ทำไมเหรอคะ?”

“วันนั้นผมได้ยินคนรักของคุณคุยกับผู้หญิงคนหนึ่งว่าตอนไหนเขาจะเลิกกับคุณสักที”รามินทร์พูดออกไปด้วยความรวดเร็ว เขารู้ว่าเรื่องนี้มันยากที่จะพูด 

แต่นี่มันยากเกินไปแล้ว

“คุณพูดเรื่องอะไรของคุณน่ะ?”แต่ก็เป็นไปตามคาด อีกคนได้ฟังแล้วก็เกิดอาการไม่พอใจ เธอขมวดคิ้วมองคนหน้าหล่อ แต่อยู่ ๆ เธอก็นึกขึ้นมาได้

ว่าวันนั้นเธอก็รู้สึกแปลกจริง ๆ 

“ผมไม่รู้จะเอาหลักฐานที่ไหนมาให้คุณนะ แต่ที่ผมพูดเป็นเรื่องจริง ผมเป็นแค่คนแปลกหน้าที่มาเตือนคุณก่อนที่คุณจะติดอยู่ในบ่วงรักสามเส้าอะไรแบบนั้น ตอนนี้คุณยังมีเวลาตัดสินใจอยู่ อย่าให้มันสายไปจนถึงวันแต่งงานเลยครับคุณพราว”

“แล้วถ้าคุณอยากให้ผมช่วย คุณติดต่อผมมาได้เสมอนะ ผมยินดีช่วยคุณ”มือหนาส่งนามบัตรเบอร์มือถือพร้อมช่องทางติดต่อส่วนตัวให้กับหญิงสาว พราววลินมองมันอยู่ครู่หนึ่งก็ตัดสินใจรับมา เท่านั้นทั้งสองคนก็บอกลากัน

….

ภายในรถหรูของผู้จัดการส่วนตัว หญิงสาวผู้เป็นดาวประดับค้างฟ้านั่งเงียบมองข้างทางไปตลอดเวลาจนผิดสังเกต เวลาปกติถ้าไม่หลับก็ต้องนั่งเล่นมือถือหรือไม่ก็ทำงานธุรกิจของตนเอง แต่นี่กลับเงียบราวกับว่ากำลังมีเรื่องเครียดอะไรบางอย่างอยู่

“น้องพราวเป็นอะไรคะ”

“คุณเจ้าของร้านสุดหล่อคนนั้นเขาเรียกไปคุยเรื่องอะไรเหรอ หรือว่าเขาทำอะไรไม่ดีใส่หนูหรือเปล่าลูก”พิ้งกี้เอ่ยอย่างตกใจ ถ้าหากเป็นเช่นนั้นจริง หล่อนจะวนรถกลับไปเอาเรื่องเขาเดี๋ยวนี้เลย คนอะไรหล่อก็หล่อ แต่ทำไมทำนิสัยแบบนี้กัน

“เปล่าค่ะพี่พิ้งกี้ คุณรามินทร์เขาไม่ได้ทำอะไรพราวหรอก เขาแค่เรียกพราวไปคุยเรื่องบัตรส่วนลดน่ะค่ะ เผื่อว่าพราวจะมาที่ร้านอีก”พราววลินรีบปรับสีหน้าก่อนที่พิ้งกี้จะหักพวงมาลัยยูเทิร์นไปจัดการผิดคน เธอจำเป็นต้องโกหกพิ้งกี้ เพราะเธอไม่อยากให้พิ้งกี้เครียดเพิ่มขึ้น “แล้วนี่คุณแม่หายปวดเข่าหรือยังคะ”ถามถึงมารดาของผู้จัดการ

“ก็ปวดอยู่นั่นแหละค่ะ บ่นปวดนั่นปวดนี่แต่ก็ไม่นั่งเฉย ๆ อยู่ดีค่ะ”

“แปลว่าวันพรุ่งนี้พี่พิ้งกี้ต้องพาคุณแม่ไปหาหมอใช่ไหมคะ ถ้าวันนี้งานเลี้ยงเลิกดึก พี่พิ้งกี้กลับบ้านก่อนพราวก็ได้ค่ะ จะได้กลับไปเตรียมของเผื่อหมอให้คุณแม่ทำกายภาพอะไรเพิ่ม พราวกลับเองได้ สบายมาก”

“ไม่ได้หรอกค่ะ พี่เป็นผู้จัดการนะคะไม่ใช่เด็กฝึกงาน ยังไงก็ต้องส่งน้องพราวให้ถึงคอนโดให้แล้วเสร็จก่อน ว่าแต่พูดถึงเรื่องนี้ จะไม่กลับไปนอนที่บ้านบ้างเหรอ 

ป่านนี้คุณแม่บุษกับน้องพีคงคิดถึงแย่แล้ว”

“เอาไว้ว่าง ๆ ดีกว่าค่ะ กลับไปแล้วเอางานกลับไปให้แม่เห็นด้วยนี่ พราวโดนแม่บ่นตายเลย พราวไม่อยากหูชาค่ะ”เรื่องราวเล็ก ๆ ในชีวิตประจำวันทำให้เธอกลับมายิ้มได้อีกครั้ง พอพูดถึงแม่และน้องชายทีไรก็มักจะมีเรื่องให้ยิ้มได้เสมอ แต่เรื่องเครียดที่อยู่ภายในใจก็ยังไม่จางหายไปจนกระทั่งถึงเวลาเข้างานเลี้ยง

งานเลี้ยงการกุศลที่ทางต้นสังกัดขอร้องให้ดารานักแสดงระดับใหญ่มาร่วมงานเพื่อเป็นหน้าเป็นตาให้แก่ช่อง พราววลินคือหนึ่งในนั้นที่ต้องมาร่วมงานนี้ด้วย ดวงตาสวยมองไปรอบ ๆ หลังจากที่แยกกับเพื่อนและรุ่นพี่นักแสดงออกมา ตอนนี้เธอกำลังมองหาพิ้งกี้เพราะเธออยากจะเติมแป้งบนหน้าเสียหน่อย แต่มองไปทางไหนก็หาไม่เจอเสียที

“อ้าว คุณพราว”เสียงแหบแก่ของหญิงสูงวัยดังขึ้นใกล้ ๆ ตัวทำให้พราววลินต้องรีบหันกลับไปมอง “คุณหญิงศรีสุนันท์ สวัสดีค่ะ”

เธอมองไปที่คนทักทาย คุณหญิงศรีสุนันท์คือเจ้าของแบรนด์แฟชั่นที่เก่งกาจคนหนึ่งที่เธอรู้จักและปัจจุบันนี้คนที่มาดูแลธุรกิจแทนก็คือปาลิตา หลานสาวคนสุดท้องของท่าน

“ได้ข่าวว่าคุณปู่เข้าโรงพยาบาล ท่านเป็นอย่างไรบ้างหรือคะ?”

“พอดี..พราวงานยุ่ง ไม่มีโอกาสได้ไปเยี่ยมท่านเลยค่ะ แต่ก็คงจะดีขึ้นแล้ว แล้วนี่คุณหญิงมากับใครเหรอคะ”

“ฉันมากับหลานชายแล้วก็หลานสะใภ้ นี่ว่าจะมาดูงานประมูลสักหน่อย เผื่อจะได้ของขวัญไปให้เหลนสามคนสักชิ้นสองชิ้น”ผู้ใหญ่ยิ้มให้อย่างใจดี เธอชวนคุณหญิงศรีสุนันท์คุยอยู่สักพักหนึ่งก็ค่อย ๆ ขอตัวออกไปตามมารยาทจนเดินออกมาถึงด้านนอกก็พบเข้ากับนิเวศและโสนพร้อมกับรุ้งแก้ว อีกทั้งยังมีพงศ์เทพและอัคระมาด้วย

“พราว เดี๋ยวก่อนลูก”นิเวศเป็นฝ่ายเอ่ยทักลูกสาวคนโตที่กำลังจะเดินเลี่ยงไปเพราะเธอไม่อยากจะเสวนากับคนเหล่านี้เท่าใดนัก โดยเฉพาะรุ้งแก้วที่กลายเป็นผู้ต้องสงสัยของเธอ

“มีอะไรก็รีบพูดมาค่ะ ฉันมีธุระต้องไปทำต่อ”

“ไม่คิดจะเรียกพ่อว่าพ่ออีกแล้วอย่างนั้นเหรอพราว? แต่ช่างมัน พูดไปลูกก็คงจะพูดแบบเดิม แต่ลูกช่วยไปเยี่ยมคุณปู่ท่านที่โรงพยาบาลหน่อยจะได้ไหม”

“อ้าว นี่ยังไม่ออกจากโรงพยาบาลอีกเหรอคะ”พูดพร้อมกับมีรอยยิ้มปรากฎขึ้นมุมปาก ใจนิเวศก็อยากจะนึกโกรธลูกสาวคนโตที่ทำกิริยาไม่เหมาะสมเช่นนี้กับผู้ใหญ่ แต่ถ้าหากพูดไปพราววลินก็จะเอาเรื่องเก่า ๆ มาเล่นงานตน อีกทั้งในที่แบบนี้ ถ้ามันมีหลุดออกไป ภาพลักษณ์ของตระกูลก็อาจจะดูแย่ในสายตาของคนทั้งประเทศ คราวก่อนคุณหญิง

พิมพรรณอาจจะช่วยเขาไว้ได้ แต่คราวนี้คงไม่มีใครช่วยเขาได้อีกแล้ว

“พราว เรื่องของพ่อกับแม่มันจบไปนานแล้วนะ อย่าเอาเรื่องนี้ขึ้นมาพูดอีกเลย”

“งั้นก็เลิกยุ่งกับฉันสิคะ ถ้าไม่นับที่ฉันเคยแบกหน้าไปขอความช่วยเหลือในฐานะ ‘ลูก’ เท่าที่ฉันจำได้ ไม่ว่าฉัน น้อง ๆ หรือแม่เอง ก็ไม่เคยเข้าไปยุ่งกับพวกคุณ มีแต่พวกคุณนั่นแหละที่มายุ่งกับพวกฉันก่อน รวมถึงเธอด้วยใช่ไหม?”

“รุ้งแก้ว”

พราววลินมองน้องสาวต่างมารดาด้วยความรู้สึกสมเพชและรู้สึกรำคาญที่หญิงสาวมักจะเล่นละครตบตาคนอื่นอยู่เสมอ ทั้งที่ความจริงก็ไม่ได้เป็นเด็กดีอย่างที่ใครเขาเข้าใจ

“น้ารับรองได้นะคะว่ายายรุ้งไม่เคยทำอะไรให้คุณพราวเลย น้าขอร้องอย่าโทษ

ยายรุ้งได้ไหมคะคุณพราว”โสนเดินเข้ามาพร้อมกับยกมือไหว้ทั้งที่ใจจริงหล่อนอยากจะว่ากล่าวพราววลินกลับไป แต่หล่อนก็ไม่ได้มีอำนาจมากพอแม้จะเป็นภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมายของนิเวศก็ตาม เพราะหล่อนเองก็เป็นน้อย ไม่ใช่หลวงอย่างบุษบา มารดาของพราววลิน

“ขอบคุณนะคะที่ออกหน้าแทนลูกสาว ช่างเป็นแม่ที่ประเสริฐจริง ๆ วันหลังก็หัดสั่งสอนลูกตัวเองด้วยว่าควรอยู่ตรงไหน และตรงไหน...ที่ไม่ควรอยู่”ใบหน้าอันงดงามของนางพญาหงส์ยังคงยิ้มพูดอย่างใจเย็นพร้อมกับเดินจากไปและเธอเองก็รู้ดีว่า คำพูดเหล่านั้นก็เป็นดั่งเข็มทิ่มแทงคนฟังอย่างโสนได้เป็นอย่างดี ขณะเดียวกัน หล่อนหันกลับมามองหน้าลูกสาวที่ยืนนิ่ง แต่พอมองไปที่มือของลูกก็รู้แล้วว่า รุ้งแก้วกำลังข่มอารมณ์ไว้มากแค่ไหน

“นี่ลูกไปทำอะไรให้พี่พราวเขาหรือเปล่า?”แต่อีกคนที่เห็นเช่นเดียวกับภรรยาก็เอ่ยปากถามออกไปในทันที ทำให้คนที่บังเอิญได้ยินอย่างอัคระเกิดสนใจขึ้นมา เพราะถึงแม้ว่าเขาจะนามสกุล ดุจประการรัตนา แต่เขาก็ไม่เคยคิดเข้าข้างครอบครัวใหม่ของผู้เป็นลุงตั้งแต่แรก 

เขาโตมากับพราววลิน มีพี่สาวคนเดียวก็คือพราววลิน เขาย่อมเข้าข้างพี่สาวมากกว่าอยู่แล้ว

“เปล่านะคะคุณพ่อ รุ้งไม่ได้ทำอะไรเลยนะคะ”รุ้งแก้วตอบขึ้นทันควัน ยังดีที่พยายามข่มน้ำเสียงไม่ให้สั่นได้ ผู้เป็นพ่อจึงไม่ได้เอะใจอะไร แต่ผู้เป็นแม่ที่เห็นปฏิกิริยานี้ก็รู้แน่ชัดแล้วว่าบุตรสาวนั้นโกหก

“ก็ดีแล้วที่ไม่ได้ทำอะไรให้พี่เขาโกรธ ลูกก็รู้ว่าพี่พราวเขาจะทำอะไรกับลูกก็ได้ 

ลูกเองก็เป็นลูกพ่อ พ่อไม่อยากให้ลูกมีเรื่องกับคนที่เขามีอำนาจมากกว่าตัวเอง ถ้าเป็นแบบนั้น คนที่ลำบากก็คือตัวลูกเอง”นิเวศยิ้มและยกมือลูบหัวบุตรสาวคนเล็กของตน จากนั้นก็มีนักธุรกิจเดินเข้ามาดึงตัวนิเวศ พงศ์เทพและอัคระไปคุยตามประสาเพื่อนทางการค้า ทำให้โสนมีเวลาคุยกับลูกสาวเพียงคนเดียวได้อย่างสะดวก “ยายรุ้ง มากับแม่”

มือเต่งตึงของหญิงวัยกลางคนดึงแขนของลูกสาวออกมาด้านนอก เมื่อกวาดสายตามองไปรอบ ๆ แล้วไม่มีใครอยู่จึงเอ่ยปากพูดขึ้นด้วยความไม่พอใจทันที

“แกกำลังโกหกอะไรพ่อกับแม่อยู่ใช่ไหมรุ้ง”

“โกหกอะไรคะ? รุ้งไม่ได้โกหกอะไรเลย”

“นี่ไง! แกกำลังโกหกอยู่ แกไปทำอะไรไว้ ทำไมยายพราวถึงพูดแบบนั้นใส่แก”

“บอกแม่มา!”

“ไม่มีอะไรทั้งนั้นค่ะแม่ รุ้งไม่ได้ทำอะไรทั้งนั้น”

“แม่ไม่เชื่อแกหรอก ปกติเวลาเด็กนั่นพูดแบบนี้ก็ไม่เห็นแกจะมีท่าทีแบบนี้สักครั้ง แกไปทำอะไรมา?”

“ไม่มีอะไรทั้งนั้นค่ะแม่ ก็แค่...อึก!”จู่ ๆ คนเถียงก็มีอาการคลื่นไส้เสียอย่างนั้น 

ทำเอาผู้เป็นแม่ตกใจรีบตามลูกสาวเข้าไปในห้องน้ำโดยที่ไม่รู้เลยว่ามีคนกำลังแอบฟังอยู่

“ทำไมแกถึงได้มีท่าทีแบบนี้? นี่แกอย่าบอกนะว่าแกแพ้ท้องน่ะ!!?”

“แกไปท้องกับใครมารุ้ง!? ท้องกับใคร!?”

“แม่คะ! อย่าเพิ่งถามอะไรรุ้งตอนนี้เลยได้ไหมคะ แค่นี้รุ้งก็เครียดจะตายอยู่แล้ว”รุ้งแก้วเริ่มตวาดใส่มารดาจนโสนตกใจที่ได้ยินเช่นนั้น เพราะตั้งแต่เกิดมารุ้งแก้วไม่เคยตวาดหรือขึ้นเสียงกับหล่อนเลยสักครั้งเดียว ครั้งนี้มันแปลก แปลกมากเกินไปจริง ๆ

หรือที่พราววลินพูดจะเป็นเรื่องนี้ ถ้าหญิงสาวรู้เรื่องว่ารุ้งแก้วทำงามหน้าแบบนี้ 

คงจะสะใจเธอน่าดู และมันก็จะยิ่งทำให้หล่อนขายหน้า ยิ่งดูแพ้บุษบาเข้าไปทุกที

“ยังไงแกก็ต้องบอกแม่ แม่จะได้หาทางช่วยแกได้”

“แม่อยู่เฉย ๆ ไปเถอะค่ะ ไม่ต้องยุ่งกับเรื่องนี้หรอก”

“แกจะได้โดนเด็กนั่นมันหัวเราะเยาะแกน่ะสิที่แกล้มไม่เป็นท่าแบบนี้น่ะ ฉันไม่อยากจะโดนมันซ้ำไปด้วยหรอกนะ พ่อแกก็ใช่ว่าจะช่วยอะไรแกได้ ยิ่งย่าแกยิ่งช่วยไม่ได้”

“ก็ให้พี่พราวเขารู้ไปเลยค่ะ”

“แกว่าไงนะ”

“ให้เขารู้...เพราะเรื่องนี้มันก็เกี่ยวกับเขาเหมือนกัน”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป