บทที่ 6 ตอนที่ 2 สงสัย - 2

มือเรียวกดปิดมือถือหลังจากที่ทำการอัดเสียงเสร็จ ใจเธอตอนนี้ไม่รู้จะคิดไปถึงเรื่องไหนก่อน ไม่รู้ว่าต้องรู้สึกยังไงกับสิ่งที่รุ้งแก้วพูดออกมา แต่ที่แน่ ๆ การที่รุ้งแก้วพูดแบบนี้ก็เพื่อต้องการให้เธอเจ็บใจแน่ ๆ 

แต่พอจะเดินกลับออกมา กลับมีมือปริศนาของใครบางคนปิดปากของเธอเอาไว้ และดันตัวเธอเข้าไปในซอกเล็ก ๆ ที่กล้องวงจรปิดจับภาพไม่ถึง “อื้อ!”

“เงียบ”

หญิงสาวลืมตาขึ้นมอง และเบิกตาอย่างตกใจ ‘เขา!’

“คุณรามินทร์”

“ผมบอกให้เงียบ”เขานำตัวของตนเองบังคนด้านนอกเอาไว้ ด้วยความที่เขาตัวใหญ่ตามสไตล์ลูกครึ่ง ทำให้เขาสามารถบังตัวเธอได้มิดจนไม่มีใครสังเกตเห็นคนด้านใน และเพียงเสี้ยววิ เธอก็ได้รู้จุดประสงค์ที่เขาทำเช่นนี้แล้ว คือมีนักข่าวตามเธอออกมาตั้งแต่ด้านในเพื่อที่จะมาซุ่มทำข่าวครอบครัวของเธอ แต่พอรามินทร์ช่วยเธอแล้ว คนที่ต้องรับกรรมนี้ก็คือสองแม่ลูกที่กำลังยืนเถียงกันอยู่ในห้องน้ำแทน

พราววลินมองไปทางอื่นไม่ได้เลยยกเว้นอกแกร่งที่กำลังขยับเข้าออกจากการหายใจ เพราะความสูงของเธออยู่เพียงแค่หน้าอกของเขาเท่านั้นแม้จะใส่ส้นสูงสูงแค่ไหนก็ตาม ดารานักแสดงชายที่เธอเคยแสดงด้วยไม่มีสูงถึงเท่านี้ เขาน่าจะสูงสักร้อยเก้าสิบตามฉบับลูกครึ่ง ทำเอาเธอเหมือนเด็กไปเลย 

“นักข่าวไปแล้ว คุณจะถอยไปได้หรือยังคะ”

พราววลินกลั้นใจพูด เธอไม่กล้าแม้แต่จะผ่อนลมหายใจออกมาเลยแม้แต่น้อยแถมยังรู้สึกเหมือนจะเวียนหัวขึ้นมาอีกด้วย สงสัยเป็นเพราะว่าวันนี้ทั้งวันเธอยังไม่ได้ทานอะไร พอรู้ตัวว่าตนเองหิว ท้องก็ดันร้องขึ้นมาทันทีทันใดทำให้คนสูงกว่าก้มลงมอง ส่วนเธอก็ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้แต่ในใจกลับอยากกรี๊ดออกมาเพราะความอับอาย ตั้งแต่เกิดมายังไม่เคยท้องร้องต่อหน้าใครเลย แถมคนตรงหน้าที่ได้ยินคนแรกเป็นผู้ชายด้วย บ้าจริง!

“ไม่ต้องอายหรอกครับ มันเป็นเรื่องธรรมชาติ”

“ฉันไม่ได้อายสักหน่อยค่ะ”เธอสวนกลับทันควัน แต่นั่นยิ่งยืนยันว่าเธออายจริง ๆ

และระหว่างที่กำลังหาทางแก้ตัว เสียงมือถือของพราววลินก็ดังขึ้น ปลายสายทำให้เธอเลิกคิ้วมองด้วยความแปลกใจ อยู่ใกล้กันแค่นี้ ส่งข้อความมาก็ได้

“ค่ะพี่พิ้งกี้”

“อะไรนะคะ! ค่ะ ๆ พี่พิ้งกี้ไปโรงพยาบาลก่อนเลยก็ได้ค่ะ เดี๋ยวพราวตามไป...แต่ว่า..ก็ได้ค่ะ งั้นเดี๋ยวไปเยี่ยมตอนเช้าแทนแล้วกันนะคะ ขอให้คุณแม่ปลอดภัยค่ะ”

พราววลินวางสายไป บนดวงหน้าสวยมีความเครียดประดับอยู่อย่างปิดไม่มิด 

“มีอะไรหรือเปล่าครับ?”

“คุณแม่ของพี่พิ้งกี้เข้าโรงพยาบาลน่ะค่ะ ท่านปวดเข่าอยู่แล้วเดินออกมาเจอพื้นลื่นก็เลยล้ม ตอนนี้อยู่ในมือหมอแล้วล่ะค่ะ”เธอยิ้มตอบก่อนเลี่ยงเดินออกมา แต่ก็ต้องหยุดเดินอยู่ที่เดิมเมื่อนึกได้ว่าตนไม่ได้เอารถมา อีกอย่างผู้ชายคนนี้มาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร?

“คุณมาที่นี่ได้ยังไง? อย่าบอกนะคะว่าตามฉันมา”เธอส่งสายตาไม่ไว้ใจให้กับอีกฝ่ายจนเขาต้องยกมือห้ามไว้ก่อน “เฮ้ยคุณ ผมไม่ได้ตามคุณมานะ”

“ผมมาที่นี่เป็นตัวแทนแม่เท่านั้นครับ ไม่ได้ตามใครมา ส่วนที่ว่ามาเจอคุณอยู่ตรงนี้ได้ยังไงนั่นก็...เป็นเรื่องบังเอิญน่ะ ผม...ได้ยินคุณคุยกับคุณพ่อของคุณ?”เขาเอ่ยอย่างไม่มั่นใจเท่าใดนัก แต่ก็คงจะเดาถูกเพราะสีหน้าของพราววลินมันบ่งบอกเช่นนั้นจริง ๆ

“คุณได้ยินอะไรไปบ้างคะ?”

“ก็ไม่ได้ยินอะไรมากหรอกครับ คุณ...กับครอบครัวไม่ลงรอยกันเหรอ?”

“ขอบคุณในความเป็นห่วงนะคะ แต่..ฉันขอไม่พูดเรื่องนี้แล้วกัน ขอตัวก่อน”

เมื่ออีกฝ่ายพูดจี้ใจดำก็รีบบอกปัดด้วยความสุภาพและไม่ลืมที่จะยิ้มให้ก่อนหมุนตัวกลับไป รามินทร์ได้แต่มองร่างสวยเดินจากไป พราววลินผู้เป็นดาวประดับค้างฟ้ามีความลับมากมายซ่อนอยู่ภายใต้ความสมบูรณ์แบบของเธอ แต่สิ่งที่เขารู้อีกอย่างคือเสียงของผู้หญิงที่ยืนอยู่ตรงหน้าของพราววลิน ช่างเหมือนกับเสียงที่พูดอยู่ในห้องของหมอภูภูมินัก

….

“จะเรียกรถยังไงกันล่ะเนี่ย ฝนตกขนาดนี้”พราววลินร้องโอดอยู่ที่หน้าตึกพาณิชย์อันสูงสง่าของกรุงเทพมหานคร เธอมองมือถือของเธอที่กำลังรันระบบแอพพลิเคชั่นค้นหารถจ้างคันหรูอยู่ แต่จนป่านนี้แล้วก็ยังไม่ได้รถอยู่ดี

“หิวข้าวจะตายอยู่แล้ว”สีหน้าเริ่มไม่สู้ดี ความหิวและความหงุดหงิดเริ่มเข้ามาพร้อมกัน จะหันกลับไปทานอาหารบนตึกระฟ้านี้ก็ไม่มีของที่เธออยากจะทาน ต้องเป็นร้านอาหารอีสานใกล้คอนโดหรูหรือไม่ก็ร้านก๋วยเตี๋ยวเรือเจ๊แป้งเท่านั้นจริง ๆ 

“โอ๊ย! หิวข้าว!!”เธอตะโกนออกมาก่อนจะมองไปที่มือถืออีกครั้งและตัดสินใจโทรหาหมอภูภูมิ คนรักของเธอ “ฮโหลพี่ภูคะ คือ..”

“พราว ตอนนี้พี่ยังไม่ว่าง เดี๋ยวพี่โทรกลับนะคะที่รัก”

ยังไม่ทันที่จะพูดอะไร ภูภูมิก็ตอบกลับมาทันควันและตัดสายเธอในทันที 

หญิงสาวมองมือถือในมือก็เกิดเงียบไปก่อนจะถอนหายใจออกมา “เป็นแบบนี้ทุกที”

“หิวจัง..แล้วทำไมถึงเรียกรถไม่ได้สักทีเนี่ย!!”

“ไปสิ เดี๋ยวผมพาคุณไปทานข้าวดีไหม?”

เสียงทุ้มดังขึ้นด้านหลัง พราววลินที่แหงนหน้าอยู่ลืมตาขึ้นมองร่มที่กางอยู่เหนือหัวของเธอและเขา “คุณรามินทร์ คุณอีกแล้วเหรอ?”

“จะมาว่าอีกแล้วได้ยังไงครับ วันนี้เราเพิ่งเจอกันไม่กี่ครั้งเอง”

“ถ้าไม่ติดว่าคุณมาเพราะคุณแม่ของคุณ ฉันก็แอบคิดนะว่าคุณตามฉันมา”

“คุณเป็นคนสวยนะครับคุณพราว แต่ผมไม่ใช่โรคจิตตามใคร เราก็แค่บังเอิญเจอกัน แถมผมยังบังเอิญเข้าไปพัวพันในเรื่องความรักของคุณด้วย”เขาพูดด้วยใบหน้าที่ยังมีรอยยิ้มใจเย็นอยู่ไม่หาย แถมไม่ได้โกรธที่เธอปรักปรำเขาแบบนั้น ทำให้เธอเพ่งพินิจดูแล้วก็ดูเหมือนว่าผู้ชายคนนี้จะไม่ได้โกหก 

เขาเป็นถึงเพื่อนของนายจ้างเธอ นายจ้างก็เป็นถึงสปอนเซอร์ใหญ่ของช่องเลยด้วย 

คงไม่ได้มีจุดประสงค์ไม่ดีกับเธอหรอกกระมัง

“โอเค..ถ้าคุณไม่อยากให้ผมพาไปทานข้าว งั้นผมจะนั่งเป็นเพื่อนจนกว่าคุณจะเรียกรถได้ เอาแบบนี้ดีไหม?”เขาเสนออีกหนึ่งข้อที่ดูน่าสนใจ ใจหนึ่งก็คิดว่ามันจะดีหรือเปล่า แต่อีกใจก็คิดว่า ตอนนี้น้ำย่อยเริ่มกัดกระเพาะเธอแล้ว จะทำยังไงดี 

“ฉัน..ฉันอยากทานอาหารอีสานน่ะค่ะ คุณทานเป็นหรือเปล่า?”เธอพูดด้วยเสียงอ้อมแอ้มในลำคอ สมองก็ไม่ได้อยากให้ชวนเท่าไรหรอก รู้อยู่ว่ามันไม่ควร แต่ตัวมันไปเองนี่น่า พอรู้ตัวว่าหิวก็หิวมากจนแทบทนไม่ไหว…มือเริ่มสั่นขึ้นมาอีกแล้ว

“ได้อยู่แล้ว สบายมาก”

….

รามินทร์ขับรถมาตามที่พราววลินบอก ดีที่ตอนนี้ไม่ค่อยมีคน 

คนส่วนใหญ่ แม้จะชอบดาราแต่ก็น้อยคนที่จะสนใจเวลาพวกดารานักแสดงออกมาทานข้าวแบบนี้ อีกอย่างคิดซะว่า เป็นการทำความรู้จักเพื่อนใหม่แล้วกัน ถึงแม้ว่าเขาจะอายุมากกว่าเธอหลายปีก็เถอะ

“ถ้าคุณไม่สบายใจ คุณใส่แว่นของผมไปก็ได้นะ”มือหนาของนายหัวรามินทร์ยื่นแว่นกันแดดสีดำให้คนข้าง ๆ เธอเองก็จำเป็นต้องรับมาอย่างเสียไม่ได้ แต่อยู่ ๆ ก็ชะงักมือก่อนใส่ แล้วมองไปที่ชุดของตนเองในตอนนี้

“ใส่ไปก็ไม่ได้ช่วยให้เด่นน้อยลงหรอกค่ะ เอาคืนไปเถอะ”เธอยื่นมันกลับมาให้เขา จริง ๆ คนแถวนี้ก็ชินกับการแต่งตัวของเธอกันแล้วล่ะ นี่แหละข้อดีของการเป็นลูกค้าประจำ ไม่มีใครมองและไม่มีใครสงสัย

ทั้งสองคนลงมาทานอาหารกันภายในร้าน โชคดีที่มีโต๊ะมุมลับว่างอยู่ ทำให้เธอสบายใจได้หนึ่งเปราะว่าจะไม่มีคนรู้ สมัยนี้ต่อให้จะบริสุทธิ์ใจแค่ไหนแต่คนที่จ้องจะทำลาย ยังไงมันก็จะหาวิธีการต่าง ๆ มาทำลายเธออยู่ดี

แต่ตอนนี้ช่างมันก่อน จะอะไรก็ช่างเถอะ ตอนนี้เธอขอดื่มด่ำกับของชอบของตนเองก่อนแล้วกัน จะเป็นข่าวอะไรก็ค่อยว่ากันอีกที

“หืม~ อร่อย!”มุมปากยกขึ้น แววตาเป็นประกายดูพอใจกับสิ่งที่ทานเข้าไป 

สำหรับเขา ถ้านี่เป็นการรีวิวอาหาร ก็คงจะเป็นการรีวิวที่ดูจริงใจที่สุดเท่าที่เคยมีมาแล้ว 

“คุณไม่ทานเหรอ”พราววลินเงยหน้าขึ้นมอง เธอเผลอทำตัวโก๊ะต่อหน้าคนอื่นไปซะแล้วหรือเนี่ย แต่ก็ช่วยไม่ได้ล่ะนะ อาหารอร่อยจะตาย ใครจะไปอดใจไหว

“ผมทานไปแล้ว นี่ไง”เขาชี้ลงไปที่จานของตนเอง

“ทานไปนิดเดียวเอง ทานอีกหน่อยสิ”

“แค่มองคุณทานก็อิ่มแล้ว นี่คุณน่าจะทำรายการอาหารด้วยนะ รับรองว่ารุ่งกว่าเดิม”

“นี่ฉันกินเยอะขนาดนั้นเลยเหรอ ไม่ ๆ ไม่ทานแล้ว”หญิงสาววางช้อนส้อมลงและรีบเช็ดมือทันที จากที่ยังมีความสุขกับอาหารอยู่กลายเป็นกังวลใจแทน

“ผมไม่ได้ว่าคุณทานเยอะเลยนะ แค่...แค่มองแล้วรู้สึกว่าคุณทานได้อร่อยดี”

“ถ้าคนรีวิวแบบที่คุณทำอยู่ ผมก็คงจะตามมาทานบ้างก็แค่นั้น เพราะคุณดูมีความสุขกับการทานอาหารมาก แล้วมันก็ดูมีความสุขมากจริง ๆ ”คำชมของเขาเข้าไปสะกิดใจของเธอ แล้วก็ไม่ใช่ว่าเธอจะไม่รู้ตัวเองว่าชอบทานอาหารอร่อย ๆ มากแค่ไหน เพียงแต่ว่าตอนนี้มันทำมากไปกว่านี้ไม่ได้ เธอไม่อยากเสียวินัยตัวเอง ได้ทานแค่นี้ก็พอใจแล้ว

“ขอบคุณนะคะ คุณเป็นเพื่อนแทบจะคนแรก ๆ ของฉันเลยที่..มองออกว่าฉันชอบอะไร แล้วก็มองว่าสิ่งที่ฉันทำลงไปเป็นเรื่องธรรมชาติ”

“อย่างเช่น?”

“ก็..ฉันหิวแล้วท้องฉันก็ร้อง ฉันตะโกนว่าหิวข้าวแถมยังแสดงอาการโมโหหิวออกมาอีก จริง ๆ ฉันไม่ค่อยทำแบบนี้หรอกนะคะ”

“ผมถึงบอกไงว่ามันเป็นเรื่องธรรมชาติ คุณห้ามมันไว้ตลอดไม่ได้หรอก”

“เออ แล้ว...คุณไปหาหลวงตาทำไมเหรอคะ”หญิงสาวเปลี่ยนเรื่องแทบจะในทันทีจนเขาเกือบตามไม่ทัน “ฉันหมายถึง คุณรู้จักกับหลวงตาเหรอคะ”

“ครับ หลวงตาท่านเป็นเพื่อนกับคุณตาของผม วันนั้นเป็นวันครบรอบที่คุณตาของผมเสียไปก็เลยแวะไปทำบุญกับหลวงตาสักหน่อย เลยได้เจอคุณกับคนรักของคุณน่ะ”

“เสียใจด้วยนะคะ”พราววลินหน้าเสีย รามินทร์ยิ้มบอกไม่เป็นไร แต่พอพูดถึง

หมอภูภูมิ พราววลินก็นึกขึ้นได้แล้วเงียบไป ในใจเธอตอนนี้รู้สึกสับสนอยู่ไม่หาย ไม่รู้ว่า 

วันพรุ่งนี้จะต้องทำอะไรเป็นอย่างแรกดี

ระหว่างหาความจริงต่อกับชะลองานแต่งงาน...เธออาจจะต้องทำทั้งสองอย่าง

ไม่ใช่ว่าเธอเชื่อคนง่าย แต่สิ่งที่เธอได้ยินจากรุ้งแก้ววันนี้มันก็มีน้ำหนักมากอยู่ พร้อมกับวันที่เธอไปโรงพยาบาล รุ้งแก้วก็ยังมีอาการแปลก ๆ ใส่เธออีก ฟังหูไว้หู หาความจริงแล้วค่อยสรุปมันน่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด

“คุณรามินทร์คะ”

“ครับ?”

“คุณช่วย...ช่วยฉันตามหาความจริงบางอย่างหน่อย..จะได้ไหมคะ?”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป