บทที่ 7 ตอนที่ 3 ความจริงอันน่าเจ็บปวด
ตอนที่ 3
ความจริงอันน่าเจ็บปวด
“แล้วคุณจะเอายังไงต่อล่ะ เรื่องงานแต่งงานน่ะ”
“ฉันคงต้องเลื่อนทุกอย่างออกไปก่อนน่ะค่ะ”
“แล้วแบบนี้เจ้าบ่าวของคุณจะโอเคเหรอ? เขาเองก็เป็นถึงอาจารย์หมอเลยนะครับ”
“ไม่โอเคก็ต้องโอเคค่ะ ไว้เรื่องนี้ฉันจะคุยกับเขาเอง”
บทสนทนาระหว่างเธอและรามินทร์ยังคงติดอยู่ในหัวของเธอ แม้ว่าตอนนี้ต้องสลัดเรื่องทุกอย่างออกเพื่อนอนหลับแล้วก็ตาม และยิ่งกว่านั้นภาพของรุ้งแก้วที่เดินเข้าไปในห้องตรวจของว่าที่เจ้าบ่าว และเสียงที่รุ้งแก้วคุยกับโสนยังคงวนเวียนอยู่เรื่อย ๆ จนต้องลุกขึ้นนั่งพิงหัวเตียง ดวงตาสวยปรายขึ้นมองเพดานที่ถูกตกแต่งเป็นสไตล์โมเดิร์นท่ามกลางความมืดสนิท เสียงนาฬิกาแขวนผนังยังคงดังเป็นจังหวะอยู่ไม่หาย ทันใดนั้นเอง สิ่งที่ซ่อนอยู่ภายในใจก็ปรากฎออกมา
“คุณเวศ คุณทำแบบนี้กับบุษได้ยังไง! คุณทำได้ยังไง!!”เสียงของบุษบาดังขึ้นในโถงกลางบ้านดุจประการรัตนาพร้อมทั้งฉุดกระชากตัวของนิเวศผู้เป็นสามีด้วยความโกรธและเสียใจ ด้วยข้างกายนิเวศนั้นมีผู้หญิงคนหนึ่งพร้อมกับเด็กอีกคนยืนอยู่ด้วย
“ตอบบุษมาสิ! คุณไปไข่ลับหลังฉันตอนไหน! ถึงได้ลูกออกมาเป็นตัวขนาดนี้!
ลูกเราก็โตมากแล้วนะ ทำไมถึงไม่รู้จักอายบ้าง!!”
“หยุดนะบุษ! อย่าทำแบบนี้จะได้ไหม! เดี๋ยวคุณพ่อคุณแม่ก็กลับมาได้ยินหรอก!”
“ได้ยินก็ดีสิ! คุณพ่อคุณแม่คุณจะได้รู้ไงว่าสันดานของคุณมันเลวแค่ไหน ไอ้หน้าตัวเมีย!! ไอ้เลว!”
เพี๊ยะ!!
กล่าวลั่นวาจาไม่ทันขาดคำ เสียงมือก็กระทบลงใบหน้าของบุษบาทันทีจนหล่อนเซล้มลงท่ามกลางความตกใจของใครหลายคน และหนึ่งในนั้นก็คือลูกทั้งสามคนที่เกิดจากเขาและหล่อนด้วย
พราววลิน พลพนธ์ พีรัตน์ วิ่งเข้ามาในบ้านหลังใหญ่พร้อมกับฝนที่เริ่มโปรยปราย ทั้งสามคนยังอยู่ในชุดนักเรียนเอกชนชั้นนำของประเทศ พราววลินมองบิดาด้วยสายตาที่ผิดหวังสุดชีวิต เด็กสาวนำตัวเองเข้ามาบังไม่ให้น้องชายเห็นในสิ่งที่บิดาจะทำต่อไปนี้
บิดาของเธอใช้มือดึงผมของมารดาให้เงยหน้าขึ้นมองและชี้หน้าเป็นการขู่
“หุบปากของคุณไปซะบุษ! ผมให้คุณเป็นใหญ่ เป็นหลวง มียศมีเกียรติแค่นี้มันไม่พอหรือไง ผมก็แค่ต้องรับผิดชอบโสนกับรุ้งแก้วเพิ่ม คุณให้ผมไม่ได้เหรอ!!?”
“ถ้าคุณไม่อยากตาย ก็อยู่เฉย ๆ ซะ!!”
“พ่อนั่นแหละที่สมควรตายไปจากโลกนี้ที่สุด!!”
สุดท้ายพราววลินก็ทนไม่ไหว เธอหันไปฝากแม่บ้านให้ดูแลน้องชายและรีบวิ่งเข้าไปดึงมือของบิดาออกจากตัวมารดาพร้อมกับประคองให้มารดาลุกขึ้น แววตาฉายแวว
ความโกรธ ความเสียใจและความผิดหวัง พ่อของเธอกลายเป็นคนแบบนี้ไปตั้งแต่เมื่อไรกัน!!
“พราว!! ลูกถอยออกไปเดี๋ยวนี้!”นิเวศเอ่ยด้วยน้ำเสียงตกใจ ไม่คิดว่าลูกทั้งสามคนจะมาได้ยินกับสิ่งที่ตนเองทำกับผู้เป็นภรรยา ยิ่งเป็นพราววลินที่ทำให้เขาได้มีทุกอย่างจนถึงทุกวันนี้ มันยิ่งน่าตกใจมากกว่าเดิม
บิดาอยากมีหลานสาวมากกว่าหลานชาย ไม่ว่าลูกคนไหนก็ต่างรู้เรื่องนี้ แต่พอเวลาผ่านไปก็ไม่มีใครให้ท่านได้เลยสักคน มีเพียงเขาเท่านั้นที่ให้ได้ แต่เมื่อพราววลินมาเห็นเช่นนี้แล้ว เขาจะทำอย่างไรต่อล่ะ ยิ่งเริ่มโต พราววลินยิ่งหัวแข็งมากขึ้น เขาควบคุมอะไรลูกสาวคนโตคนนี้ไม่ได้อีกต่อไปแล้ว
“พวกแกจะยืนอยู่ทำไม! พาคุณหนูออกไปเดี๋ยวนี้!”
“ฉันไม่ออก! อย่ามาแตะต้องตัวฉัน!”พราววลินหันไปตวาดพร้อมกับสะบัดมือของแม่บ้านออกทั้งหมด วงหน้าสวยของ ‘คุณหนูพราววลิน ดุจประการรัตนา’ มองหน้าบิดาด้วยความแข็งกร้าวก่อนจะมองไล่ไปพบกับผู้หญิงสองคนที่ยืนอยู่ข้างกายนิเวศ ดวงตาสวยเริ่มมีน้ำตาเอ่อและขยับปากพูดด้วยน้ำเสียงสั่น ๆ “พราวไม่เคยคิดเลยว่าพ่อจะเป็นคนแบบนี้”
“พราวกับน้องมองพ่อว่าเป็นคนที่ทำให้รู้สึกปลอดภัย พ่อเป็นฮีโร่ของพวกเรา
แต่ที่ไหนได้ พ่อก็ไม่ต่างอะไรจากขยะที่ปู่กับย่าทำให้เกิดมา”
“ตั้งแต่เกิดมาย่าต่างก็บอกพวกเราว่าครอบครัวดุจประการรัตนาเป็นผู้ดี และยังพูดจาดูถูกแม่ให้ลูกเขาได้ยิน จะบอกอะไรให้นะคะ ว่าสำหรับพราว พ่อเป็นผู้ดี..ที่ทำตัวได้ไพร่ที่สุดเท่าที่พราวเคยเห็นมาเลย แบบนี้บรรพบุรุษของพ่อคงภาคภูมิใจในตัวพ่อน่าดู”
“ยายพราว! หยุดพูดลามปามแบบนี้ได้แล้วนะ!”นิเวศเริ่มชี้หน้าลูกสาวด้วย
ความโกรธ แต่ก็โดนพราววลินปัดมือออกและชี้หน้าบิดาของตนเองกลับไปเช่นกัน
“พ่อนั่นแหละที่ต้องหยุด!!”
“ทีพ่อยังตบแม่ได้เลย! แค่คำพูดแค่นี้ทำเป็นรับไม่ได้เหรอคะ! ถ้าหน้าบางขนาดนั้น ทำไมถึงต้องทำเรื่องชั่ว ๆ กับพวกเราด้วย!!”
“ยายพราว!!”
เพี๊ยะ!!
“พราวลูก!! คุณนิเวศ!!”
“พี่พราว!!”
อีกครั้งที่พลั้งมือด้วยความโกรธ คราวนี้มันยิ่งหนักกว่าเมื่อมือไปกระทบที่ใบหน้าของลูกสาวคนโต ใบหน้าสวยมีรอยประทับสีแดง ไม่ต้องให้ถามเลยว่าเจ็บหรือไม่ เพราะรอยบนหน้ามันบ่งบอกถึงระดับความเจ็บไปเรียบร้อยแล้ว
แต่จนถึงตอนนี้พราววลินก็ยังไม่มีน้ำตาออกมาให้เห็น เพราะในใจของเธอร้องไห้แทนดวงตาของเธอไปแล้ว
“เป็นไง? หุบปากเก่ง ๆ ของแกได้แล้วใช่ไหม? ถ้าได้แล้วก็พาน้องแกกลับขึ้นห้องไปซะ แล้วไม่ต้องมายุ่งเรื่องพ่อกับแม่อีก เข้าใจไหม!”
“พ่อทำแบบนี้ได้ยังไงวะ! แม่งโคตรทุเรศเลย!”พลพนธ์วิ่งเข้ามายืนอยู่ข้าง ๆ พี่สาวและเอาตัวบังมารดาเอาไว้ แต่คนอย่างนิเวศกู่ไม่กลับ ความโกรธที่รุนแรงนั้นยังไม่ซาไป
“ไอ้พนธ์! แกอยากโดนเหมือนพี่แกหรือไง!”
“เอาสิ! ถ้าพ่อกล้าพ่อก็ทำเลย! คนอื่นเขาจะได้รู้ว่าคุณนิเวศ ดุจประการรัตนา
ทำร้ายเมียหลวงกับลูกที่ถูกต้องตามกฎหมายของตัวเอง เพื่อปกป้องเมียน้อยไฮโซกับลูกเมียน้อยของพ่อไง แล้วคราวนี้ผมก็อยากจะรู้เหมือนกันว่าปู่จะว่ายังไง”
“ไอ้พนธ์!!”
“เอาเลยค่ะ ทำเลย!! ถ้าพ่อกล้าทำร้ายพวกเรา พวกเราก็จะทำลายตระกูลนี้เหมือนกัน แล้วมาดูว่าใครมันจะแน่กว่ากัน!!”พราววลินยังไม่ยอมถอย ในเมื่อไม่มีอะไรจะเสียไปมากกว่านี้แล้วก็เอาให้มันสุดไปเลยจะดีกว่า คิดซะว่านับตั้งแต่วันนี้พ่อของเธอได้ตายไปแล้ว แค่นี้ก็คงไม่เกินความสามารถของเธอเท่าไรหรอก
“พ่ออย่าคิดนะว่าพ่อสูงส่งไปกว่าเวรกรรม”
“พ่อคอยดูไปเถอะว่าพอเวลาผ่านไปเวรกรรมจะทำอะไรพ่อได้บ้าง”
“ถ้ามันทำไม่ได้ พราวจะเป็นเวรกรรมของพ่อเอง!”
เสียงฟ้าร้องหยุดเวลาในอดีตไว้เพียงเท่านั้น แสงของสายฟ้าทำให้เธอสะดุ้งหลุดออกจากภวังค์ความเจ็บปวด และพยายามกลบมันให้ลงไปอยู่ในส่วนลึกของหัวใจ
มันเป็นบาดแผลที่ไม่มีวันหาย ไม่มีทางหายไปได้เลย
และตอนนี้สิ่งที่เธอกลัวก็ ‘อาจจะ’ กำลังเกิดขึ้นกับตัวเธอเช่นกัน
พราววลินถอนหายใจออกมาด้วยความเหนื่อยอ่อน แต่สุดท้ายก็ต้องข่มตานอนอย่างเช่นทุกครั้งพร้อมกับภาวนาขออย่าให้เป็นอย่างที่คิดเลย
….
“น้องพราวจะเลื่อนงานแต่งงานเหรอ!”พิ้งกี้เอามือทาบอกหลังจากที่รู้เรื่องจากพราววลิน ใจหล่อนนึกถึงเรื่องไหนไปไม่ได้เลยนอกจากเรื่องของหมอภูภูมิกับพยาบาลสาวที่พีรัตน์เล่าให้ตนฟังในวันนั้น “ใช่ค่ะ พอดี..พราวมีเรื่องนิดหน่อย”
“เรื่องอะไร? บอกพี่ได้หรือเปล่า?”
“เรื่องนั้น...พราว...พราวแค่สงสัยอะไรบางอย่าง ก็เลยอยากจะหาความจริงให้มั่นใจก่อน ถ้ามันไม่ใช่เรื่องจริง งานก็ยังดำเนินต่อไปได้ แต่ถ้ามันเป็นเรื่องจริง...”
“เรื่องคุณหมอใช่ไหม?”ผู้จัดการส่วนตัวกลั้นใจถาม ในเมื่อพราววลินเกริ่นมาถึงขั้นนี้แล้วก็คงจะไม่ใช่เพราะเรื่องอื่น คงจะเป็นเรื่องนี้แหละ “พี่พิ้งกี้..ไปรู้อะไรมาคะ”
“พี่ไม่ได้รู้ด้วยตัวเองหรอก น้องพีเขาเป็นคนบอก น้องพีคิดว่าคุณหมอภูภูมิ...นอกใจน้องพราว”พิ้งกี้ตัดสินใจเล่าเรื่องทุกอย่างให้พราววลินฟังตั้งแต่ต้นยันจบ ซึ่งมันก็ตรงกับที่รามินทร์เล่าทุกอย่าง แล้วแบบนี้จะให้เธอคิดดียังไงได้อีก
“แล้วแบบนี้น้องพราวจะทำยังไงต่อ?”
“ถ้ามันเป็นอย่างที่พี่พิ้งกี้กับคุณรามินทร์พูดจริง ๆ ก็ต้องเลื่อนไปก่อนค่ะ ตอนนี้พราวยังไม่มีหลักฐานเป็นรูปธรรม เพราะงั้นพราวยังเอาผิดอะไรพวกเขาไม่ได้”
“เดี๋ยวนะ หนูบอกว่าคุณรามินทร์พูด นี่หมายความว่า?”
“วันนั้นที่เขาขอคุยกับพราว เขาพูดกับพราวเรื่องนี้ค่ะ”
“ว่าแล้วเชียวว่ามันต้องไม่ปกติแน่ ๆ ถ้าอย่างนั้นเดี๋ยวพี่จัดการเรื่องงานแต่งงานให้ ส่วนเรื่องหลักฐานน้องพราวอยากให้พี่จ้างนักสืบด้วยหรือเปล่า?”
“เรื่องนั้นพราวขอให้คุณรามินทร์ช่วยไปแล้วค่ะ”
“พราวคิดว่าถ้าผ่านคุณรามินทร์ที่อยู่นอกวงการมันอาจจะดีกว่า นักข่าวจะได้สืบไม่ได้ว่าใครเป็นคนช่วยพราว พี่พิ้งกี้จะได้ไม่โดนไปด้วย”
“คุณรามินทร์นี่เห็นหล่ออบอุ่นแบบนั้นก็ดูน่ากลัวเหมือนกันนะคะ นี่เขาเป็นเจ้าพ่อแก๊งค์มาเฟียอะไรแบบนี้หรือเปล่า เหมือนในละครเลยอะ ว่าแต่ที่เขาช่วยน้องพราวนี่ เขาชอบเราหรือเปล่าเนี่ย เผื่อใจไว้พิจารณาคนอื่นหน่อยก็ดีนะคะ สวย ๆ อย่างหนู ไม่ต้องไปแคร์คนไม่รักดีมากหรอก”ไม่วายเลี้ยวกลับไปชมรามินทร์ ก่อนหน้านี้หล่อนขอถอนคำพูดที่ว่าเขาไปก็แล้วกัน “ไม่หรอกค่ะ เขาก็แค่พลเมืองดีที่สงสารพราวก็เท่านั้นแหละ”
แต่หญิงสาวกลับปฏิเสธทุกข้อกล่าวหาของผู้จัดการส่วนตัว เพิ่งรู้จักกันได้ไม่นาน จะมาชอบอะไรกันล่ะ ยิ่งเข้ามาในสถานการณ์แบบนี้ด้วย เขากับเธอคงเป็นได้แค่พี่น้องที่ดีต่อกันเท่านั้น คงเป็นอย่างอื่นไม่ได้
เพราะถ้าเกิดมันเป็นเรื่องจริง เธอก็อาจจะพักใจยาวไปเลยก็ได้ ชีวิตนี้ไม่มีสามี ไม่ได้แต่งงานก็คงไม่ตายหรอก!
