บทที่ 8 ตอนที่ 3 ความจริงอันน่าเจ็บปวด - 2

“พักนี้นายหัวดูเครียด ๆ นะครับเนี่ย มีเรื่องอะไรหรือเปล่า?”ไข่นุ้ยวางแก้วกาแฟลงบนโต๊ะอาหารของบ้านพักในกรุงเทพมหานครที่คุณอันโตนิโอผู้เป็นบิดาถือครองอยู่ตั้งแต่สามสิบปีก่อนจนถึงตอนนี้ บ้านหลังนี้ยังคงสภาพสมบูรณ์ด้วยเพราะคุณอันโตนิโอได้ยกให้รามินทร์เป็นเจ้าของและผู้ดูแลคนต่อไป

“เปล่า ไม่มีอะไร แล้วนี่หนูเล็กขึ้นเครื่องแล้วเหรอ”รีบเปลี่ยนเรื่องพูดถึงคนที่เพิ่งขึ้นเครื่องบินกลับบ้านที่ปักษ์ใต้แทน หนูเล็กเป็นลูกของป้าเล็กซึ่งเป็นแม่บ้านในบ้านของเขาที่มารดาส่งให้มาดูแลคนอื่น ๆ หนูเล็กจึงติดสอยห้อยตามป้าเล็กมาด้วย เขาจึงให้หนูเล็กเป็นคนดูแลปัญณพรน้องสาวของเขาแทนในเวลาที่เขาไม่อยู่ พอหนูเล็กต้องมากับเขาและไข่นุ้ย คนที่ต้องดูแลปัญณพรก็คือป้าเล็ก เขาจึงให้หนูเล็กกลับไปอยู่เป็นเพื่อนทั้งสองคน 

เหลือเพียงเขากับไข่นุ้ยที่ยังอยู่กรุงเทพมหานคร 

“ครับ แต่กว่าจะไปได้ ของฝากหนักกระเป๋า”นั่งลงพลางพูดติดเล่น

“…”

บ้านตกอยู่ในความเงียบอีกครั้ง รามินทร์มองไปที่แก้วกาแฟหอมกรุ่นก็ยกมันขึ้นมาจิบ “ไข่นุ้ย”ปากหยักตัดสินสินใจเอ่ยเรียกลูกน้อง

“ครับนายหัว?”

“ฉันจะให้นายช่วยอะไรฉันหน่อย แต่เรื่องนี้ต้องเป็นความลับนะ”

….

เสียงแจ้งเตือนจากมือถือดังขึ้นในขณะที่พราววลินกำลังนั่งทานข้าวกับครอบครัวของหมอภูภูมิ เธอปรายตามองลงที่หน้าจอมือถือก่อนจะมองคนรักที่กำลังใช้ตะเกียบคีบอาหารให้กับเธออยู่

บ้านฉัตรเกล้า เป็นลูกหลานเชื้อสายจีน บิดาของหมอหนุ่มเป็นนักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และเป็นคนที่ค่อนข้างดุมาก มารดาก็ไม่ต่างกันเพราะมาจากครอบครัวเชื้อสายจีนเช่นเดียวกับสามี แต่ที่ทั้งสองคนใจดีกับพราววลินเป็นพิเศษ เหตุผลก็คงจะมีอยู่ไม่กี่อย่างนั่นก็คือ พราววลินเป็นลูกหลานของดุจประการรัตนา ผู้มีเชื้อสายมาจากผู้ดีเก่าสมัย

ต้นรัตนโกสินทร์ติดขึ้นไปจนถึงอยุธยา แถมยังเป็นดารานักแสดง นางแบบและนักธุรกิจ สวย รวย เก่งเช่นนี้ ใครได้เป็นลูกสะใภ้ก็โชคดีไปทั้งชาติแล้ว

“พราวทานอันนี้นะคะ ปีกไก่เหล้าแดง สูตรอาม่าของพี่เลย”

“ขอบคุณค่ะ”

บรรยากาศที่เคยคิดว่าดี เริ่มน่าอึดอัด แม้คนในครอบครัวของเขา ทั้งเขา พ่อแม่ น้องสาว น้องชายจะชวนเธอพูดสนทนากันแค่ไหน แต่เธอก็ไม่ได้รู้สึกถึงความจริงใจเลยสักนิด เธอเองก็ไม่รู้ว่าเกิดความรู้สึกแบบนี้ขึ้นมาตั้งแต่เมื่อไร รู้ตัวอีกทีก็รู้สึกอยากออกไปจากตรงนี้แล้ว “เอ่อ..พราวอิ่มแล้วน่ะค่ะ”เธอบอกกลางวง

“พอดีพราวมีงานต้องไปทำต่อ ขอโทษคุณพ่อคุณแม่ด้วยนะคะ”

หญิงสาวไม่สามารถทนกับความอึดอัดที่ตนเองมีได้ จึงรีบขอตัวกลับออกมา ทำให้นายแพทย์หนุ่มเกิดเอะใจกับท่าทีของว่าที่เจ้าสาว ภูภูมิเดินออกมาส่งคนรักที่ตอนนี้เอาแต่เงียบ ไม่พูดไม่จา แม้แต่กับเขาเอง “พี่ภู! กอดพราวทำไมเหรอคะ”

พราววลินชะงักนิ่งเมื่อจู่ ๆ คนรักก็ฉวยกอดเธอจากด้านหลัง ถ้าเป็นปกติเธออาจจะดีใจหรือไม่ก็อาจจะอารมณ์ดีขึ้น แต่ตอนนี้มันไม่ใช่ เธอรู้สึกอึดอัดมากขึ้นกว่าเดิมจากการที่คนรักกอดเธอแน่นแบบนี้ “ที่รักเป็นอะไรหรือเปล่าคะ ไม่พอใจอะไรพี่หรือเปล่า?”

“หรือว่าโกรธที่วันนั้นพี่ตัดสาย พี่ขอโทษนะคะ วันนั้นมันยุ่งมากจริง ๆ ”เขาอธิบาย แต่เธอก็ปลดมือของคนรักออกและหันมามองเขา พราววลินพยายามปั้นหน้ายิ้มให้ราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น ใจเธออีกครึ่งก็ยังอยากเชื่อใจภูภูมิอยู่ แต่อีกใจหลังหน้าจอมือถือนั่นก็มีความจริงจากรามินทร์รอเธออยู่เช่นกัน

ผ่านไปแค่ไม่กี่วัน รามินทร์ก็ทำในสิ่งที่เธอต้องการให้ครบสมบูรณ์ราวกับจ้างนักสืบค่าหัวละแสนกว่าบาทมาทำงาน จนเธอเองก็เริ่มอยากรู้แล้วว่า แท้จริงแล้วรามินทร์ทำงานอะไรกันแน่ จะใช่เจ้าพ่อ หัวหน้าแก๊งค์มาเฟียอย่างที่พิ้งกี้เคยแซวไว้หรือเปล่า

แต่ความผ่อนคลายก็ต้องหยุดเพียงเท่านี้ ตอนนี้เธอต้องโฟกัสกับความตึงเครียดตรงนี้ก่อน 

“เปล่าค่ะ พราวไม่ได้เป็นอะไรเลย พราวต้องรีบไปทำงานแล้วจริง ๆ ช่วงสองวันนี้เราอาจจะไม่ได้เจอกันนะคะ พอดีต้องไปออกกองต่างจังหวัดน่ะค่ะ”นี่เป็นข้ออ้างที่ดีที่สุดที่จะไม่ทำให้หมอภูภูมิเกิดสงสัย เพราะปกติเธอก็ต้องออกกองถ่ายบ่อยแบบนี้ทุกครั้งอยู่แล้ว เวลาที่จะต้องเจอกันแต่ละทีก็ไม่ต้องพูดถึง อีกคนเป็นแพทย์ อีกคนเป็นดารา เวลาไม่เคยตรงกัน

“แล้วนี่จะไปยังไงคะ ขับรถไปเองไหวเหรอ”

“พราวขับรถเองได้ค่ะ พี่ภูไม่ต้องห่วงหรอก พี่ภูเองก็ต้องไปเข้าเวรเหมือนกัน เพราะงั้นก็แยกกันตรงนี้ก็ได้ค่ะ”

“ให้พี่ไปส่งดีกว่า อย่างน้อยก็ให้พิ้งกี้ขับแทนพี่ต่อ”ข้อเสนอของเขา ยังไม่ทันที่เธอจะปฏิเสธ เสียงมือถือของเขาก็ดังขึ้นขัดจังหวะ ดวงตาคมมองดูหน้าจอมือถือแล้วก็เกิดเงียบไป พราววลินเห็นถึงพิรุธของคนตรงหน้าทำให้แพทย์หนุ่มขอตัวไปคุยกับปลายสายก่อนจะไปส่งเธอ

แต่พราววลินไม่ได้โง่ที่จะมองไม่ออก หญิงสาวค่อย ๆ เดินตามคนที่เดินออกมาคุยมือถือไกลเสียสวนข้างบ้าน โชคดีที่ข้าง ๆ กัน มีเสาบ้านต้นใหญ่พอจะให้เธอหลบซ่อนตัวได้

“พี่บอกแล้วไงรุ้งว่าพี่ขอเวลาหน่อย รุ้งก็รู้ว่าพราวมีค่ากับครอบครัวของพี่มากแค่ไหน ถ้าป๊ากับม๊าพี่รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นคงไม่เอาพี่ไว้แน่”

“อะไรนะ! รุ้งห้ามบอกพราวเด็ดขาด พี่ขอร้องล่ะ อย่าทำให้อะไรมันยุ่งยากไปมากกว่านี้ได้ไหม? ไหนบอกว่าจะอยู่ในที่ของตัวเองเงียบ ๆ ไง? แล้วทำไมตอนนี้ถึงได้อยากเปิดตัวนัก? หรือเพราะว่าอยากเอาชนะพี่สาวตัวเองก็เลยคิดจะเปิดตัว?”

คำสนทนาที่ทิ่มแทงใจพราววลินจนแทบเซ ตอนนี้เธอแทบไม่จำเป็นต้องเปิดหลักฐานที่รามินทร์หามาให้เธอเสียด้วยซ้ำ ความทรงจำเก่า ๆ ที่นิเวศบิดาของเธอเคยทำไว้พุ่งเข้ามาในหัวจนอยากจะอาเจียนออกมาเสียเดี๋ยวนี้ ขาเรียวพยายามพยุงให้ตัวเองเดินออกไปจากบ้านตระกูลฉัตรเกล้า ปากอวบอิ่มเม้มเข้าหากันและพยายามสูดลมหายใจเข้าออกอย่าง

ช้า ๆ เพื่อตั้งสติให้ตนเองขับรถต่อไปได้ มือเรียวพยายามบังคับให้ตัวเองขับรถออกมาโดยมีเสียงมือถือของเธอดังขึ้นอยู่เป็นระยะ ๆ จนในที่สุดรถก็มาหยุดอยู่ที่จุดชมวิวแม่น้ำเจ้าพระยามองไปเห็นสะพานสวย หญิงสาวเดินออกมาจากรถด้วยแววตาที่ว่างเปล่า 

เธอตัดสินใจกดเปิดสิ่งที่รามินทร์ส่งมาด้วยมือที่สั่นเทาจนเกินควบคุม และทุกอย่างก็ยังทำร้ายเธอ ความจริงที่ซ่อนอยู่ภายในวิดีโอหลายฟิล์มนี้ มันตอกย้ำให้เธอ 

‘รีบยกเลิกงานแต่งงานซะ’ 

ภาพที่เคลื่อนไหวปรากฏให้เห็นชายหญิงสองคนกำลังกอดกัน รุ้งแก้วเริ่มโวยวายกับภูภูมิและถามคำเดิมซ้ำ ๆ ว่าเมื่อไรภูภูมิจะเลิกกับเธอเสียที เมื่อไรจะยกเลิกงานแต่งงานเสียที อีกทั้งยังมีคำถามที่ว่า รุ้งแก้วนั้นสู้เธอไม่ได้ตรงไหน ในเมื่อรุ้งแก้วก็เป็นหลานของ

คุณพิชญะ และใช้นามสกุลดุจประการรัตนา ต่างจากพราววลินที่ไม่ได้ใช้นามสกุลนั้น อีกทั้งยังไม่ลงรอยกับคุณพิชญะอีกด้วย และความจริงอีกอย่างหนึ่งที่รามินทร์พอจะหาให้เธอได้ นั่นก็คือ ‘ใบฝากครรภ์’

ใบฝากครรภ์ของรุ้งแก้วที่ไม่ระบุชื่อพ่อของเด็กปรากฏอยู่ต่อหน้าของเธอ 

พราววลินเริ่มปะติดปะต่อเรื่องราวที่เธอได้พบเจอมา ตั้งแต่วันที่เธอนึกเอะใจ ตั้งแต่วันที่เธอแอบฟังโสนและรุ้งแก้ว วันที่รามินทร์เข้ามาบอกเธอด้วยความหวังดี จนถึงวันนี้ วันที่เธอได้ยินเรื่องทุกอย่างจากปากของหมอภูภูมิ...ได้ยินความจริงเต็มสองหูของตนเอง

เธอคิดว่าทั้งชีวิตนี้เธอจะไม่มีวันพลาดเลือกผู้ชายเหมือนพ่อของตัวเองมาเป็นคู่ชีวิต เธอจะไม่มีวันพลาดกับอะไรทั้งนั้น แต่เธอกลับคิดผิด ทั้ง ๆ ที่หมอภูภูมิเป็นคนที่ดูไม่น้อยหน้าใคร แต่สุดท้ายเขาก็ทำแบบนี้กับเธอ...ไม่ต่างอะไรจากพ่อเธอเลยสักนิด

เสียงสะอื้นเริ่มดังขึ้นเบา ๆ แขนเรียวค้ำยันราวกั้นระหว่างพื้นกับแม่น้ำเอาไว้ ดวงตาสวยมีน้ำตาไหลรินออกมาเรื่อย ๆ เธอพยายามร้องไห้ด้วยเสียงที่เบาที่สุด พยายามสลัดทุกอย่างออกไป แต่การกระทำของเธอกลับมีสายตาคู่หนึ่งมองเห็นเข้าพอดิบพอดี

ณิชชยาที่เพิ่งคุยกับลูกค้าในร้านอาหารของเธอบนตึกพาณิชย์ชั้นสูงสุดของหมอกรพลันสายตาไปพบเข้ากับหญิงสาวที่ยืนร้องไห้อยู่ด้านล่าง คิ้วสวยขมวดเข้าหากัน ผู้หญิงคนนี้หน้าคุ้นเหมือนเคยเห็นที่ไหนจึงเดินเข้ามาหาปฐวีผู้เป็นสามีที่กำลังนั่งอยู่กับเพื่อนของเขา ธนาและรามินทร์ “วี..หนูนิดว่าหนูนิดเจอใครบางคน”

คำบอกเล่าของภรรยาทำให้ปฐวีหันมาสนใจคนที่กำลังทำคิ้วขมวดเป็นปมอยู่ก่อนหันกลับมามองเพื่อนสนิทอย่างรามินทร์ที่ขมวดคิ้วอยู่เช่นกัน

อะไรกัน นี่เขาชวนมาสังสรรค์แท้ ๆ ทำไมมีแต่คนทำหน้าเครียดกันล่ะเนี่ย

แต่ก็พอจะเข้าใจ ธนาก็มีปัญหาเรื่องตัวเองกับรัดเกล้า ส่วนรามินทร์...

กำลังมีปัญหาเรื่องคนอื่นอยู่

“ใครเหรอหนูนิด?”

“อืม...ถ้าจำไม่ผิดก็น่าจะพรีเซนเตอร์ของบริษัทนะ คุณพราววลินน่ะ พอดีหนูนิดเห็นเธอยืนอยู่ใกล้ ๆ กับริมฝั่งแม่น้ำ เหมือนจะร้..”

“คุณพราว!”ยังไม่ทันที่ณิชชยาจะพูดจบ รามินทร์ลุกขึ้นและรีบวิ่งออกไปทันที 

เขาวิ่งตามหาหญิงสาวไป ในใจก็คิดไปว่าเขาไม่น่าส่งหลักฐานบ้า ๆ นั่นให้เธอตอนนี้เลย

ทำยังไงดี...ทำยังไงดี

“คุณพราว คุณอยู่ที่ไหนกันเนี่ย!”เขาพูดอย่างหัวเสียที่นึกขึ้นได้ว่าเขาควรจะถาม

ณิชชยามาก่อนว่าเจอพราววลินอยู่ที่ไหน แต่ตอนนั้นหัวของเขาไม่ได้คิดอะไรเลย คิดแต่ว่าต้องวิ่งออกไปหาเธอตอนนี้ 

และแล้วเขาก็ได้เจอกับเธอ...พราววลิน

“คุณพราว! อย่านะ!”นายหัวหนุ่มเบิกตาตกใจ ภาพที่เขาเห็นคือเธอกำลังใช้มือค้ำกับราวกั้นและกำลังจะทำบางอย่างที่ไม่ควรทำลงไป ชายหนุ่มรีบวิ่งเข้าไปคว้าเอวของหญิงสาวออกมาให้ไกลจากราวกั้นน้ำจนพราววลินตกใจร้องเสียงหลง “ว้าย!”

“คุณทำบ้าอะไรของคุณ! ผมนึกว่าคุณเป็นคนฉลาดมาตลอดแต่ทำไมตอนนี้ถึงได้คิดสั้นขนาดนี้คุณพราว”เขาพูดเสียงดุออกไปด้วยความเป็นห่วง โดยที่พราววลินได้แต่ยืน

เหวอเพราะเถียงเขาไม่ทัน “ถ้าผมรู้ว่าคุณจะเป็นแบบนี้ ผมจะไม่ส่งอะไรแบบนั้นให้คุณเลย!”

“นี่! คุณรามินทร์ คุณกำลังเข้าใจผิดนะ!”เธอเช็ดน้ำตาและเถียงเขากลับ อะไรกัน เธอไม่ได้จะทำอะไรแบบนั้นสักหน่อย ก็แค่เสียใจมากไปก็แค่นั้นเอง

“จะเข้าใจผิดยังไง ก็ผมเห็นคุณกำลังจับราวกั้นอยู่แบบนั้นน่ะ”

“ฉันไม่ได้จะทำอะไรแบบนั้นจริง ๆ ค่ะ ฉันไม่โง่ทำอะไรบ้า ๆ แบบนั้นหรอก 

ฉันแค่เสียใจก็เลยอยากปลดปล่อยมันออกมาบ้างก็เท่านั้นเอง”หญิงสาวพยายามอธิบายให้อีกฝ่ายได้เข้าใจ เมื่อเข้าใจแล้วก็เกิดความรู้สึกอายและรู้สึกผิดขึ้นมา อายุก็ป่านนี้แล้ว ทำไมเรื่องแค่นี้ไม่ยั้งคิดเลยสักนิดกัน “ขอโทษนะครับ ผม..ผมแค่เป็นห่วงคุณ”

“คนที่เจอกับเรื่องแบบนี้ มันเป็นไปได้ยากมากที่จะรับมันไหว ตอนที่คุณอ่านข้อความแล้วไม่ได้ตอบอะไรกลับมา ผม..ผมยอมรับเลยว่าผมเป็นห่วงความรู้สึกคุณมาก

จริง ๆ ”คำสารภาพจากคนอายุมากกว่าทำให้คนรับรู้สึกดีขึ้น เธอมองใบหน้าลูกครึ่งของ

รามินทร์แล้วก็ยิ้มออกมา “ขอบคุณนะคะ”

….

แก้วน้ำบรรจุเครื่องดื่มเย็นชื่นใจวางลงต่อหน้าของพราววลินโดยมีคนเสิร์ฟเป็นเจ้าของร้านทั้งตึกนี้ ดวงตาสวยมองที่น้ำสีน้ำเงินครามสวยตรงหน้าแล้วจึงยิ้มขอบคุณคนที่นำมันมาให้เธอ “ขอบคุณนะคะคุณ...”

“ณิชชยาค่ะ”

“เรียกพี่ว่าหนูนิดก็ได้นะ”ณิชชยายิ้มให้และเดินมานั่งข้าง ๆ ปฐวี พราววลินมองหญิงสาว เมื่อเห็นแบบนั้นก็นึกขึ้นมาได้ว่า ปฐวีเคยมีข่าวกับจี จีรัณณ์ ดาราสาวรุ่นพี่ แต่ไป ๆ มา ๆ ปฐวีก็สยบข่าวกุ๊กกิ๊กนั้นโดยการแต่งงานกับสาวนอกวงการที่ไม่มีใครเคยเห็นหน้ามาก่อน และเธอเองก็เหมือนเป็นตัวแทนคนทั้งประเทศที่ได้เห็นหน้าภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมายของปฐวี แบบเห็นตัวเป็น ๆ หน้าชัด ๆ เลยด้วย 

“ทำไมมองหน้าหนูนิดแบบนั้นล่ะคุณพราว?”

รามินทร์สะกิดเรียกเสียงเบา เพราะพราววลินเอาแต่มองหน้าณิชชยาอย่างใจจดใจจ่อจนคนโดนมองถึงกับเขินไป เพราะคนมองเป็นถึงดาวประดับค้างฟ้า ใครไม่เขินก็แย่แล้ว

“อ๋อ! ขอโทษค่ะ! คือ..เห็นว่าพี่หนูนิดน่ารักดีน่ะค่ะ”

“โห พูดแบบนี้ก็เขินแย่เลยค่ะ คุณพราวสวยขนาดนี้ยังแวะมาชมพี่อีก”

“แล้วนี่สบายใจขึ้นแล้วหรือยังคะ เอ่อ..ขอโทษนะคะ พอดีพี่เห็นคุณยืนร้องไห้อยู่”

จากที่ยิ้มอยู่ก็ค่อย ๆ คลายยิ้มลงจนทุกคนต่างก็หันมองหน้ากัน แต่พราววลินก็ฝืนยิ้มให้ ทำเหมือนว่าเธอดีขึ้นแล้ว ทั้งที่จริงก็ไม่ใช่เลย

“ถ้าไม่ไหว ก็ไม่ต้องฝืนก็ได้นะคะ ทุกคนที่นี่ไม่มีใครไม่เข้าใจคุณหรอก”หญิงสาวตรงหน้ายิ้มให้อย่างใจดี ทุกคนที่อยู่ต่อหน้าเธอต่างก็อายุมากกว่าเธอทั้งนั้น คงจะผ่านเรื่องราวอะไรมามากกว่าเธอ “ขอบคุณนะคะ แต่พราวโอเคจริง ๆ ค่ะ แค่นี้สบายมากเลยค่ะ”

เธอกล่าวขอบคุณด้วยความจริงใจและขอตัวไปนั่งอยู่คนเดียวสักพักให้ตัวเองใจเย็นลงโดยมีสายตาของรามินทร์มองอยู่ไม่ห่าง “ถ้าห่วงเขา ทำไมไม่ไปนั่งข้าง ๆ ล่ะ?”

ปฐวีเอ่ยถามเพื่อนสนิทที่มองอีกคนอยู่ไม่วางตา ทำให้รามินทร์หันหน้ากลับมามองพร้อมกับยิ้มน้อย ๆ ให้ “เขาไม่ได้อยากให้ฉันเข้าไปหรอก อยู่ตรงนี้ก็พอแล้ว”

“ตอนนี้ไม่ แต่ตอนหน้าอาจจะไม่แน่”ธนานั่งลงข้าง ๆ พร้อมกับถือแก้วแอลกอฮอล์ไว้ในมือ แขนแกร่งพาดไหล่กว้างของเพื่อนสนิท 

“ไหน ๆ แกก็ชอบเขาอยู่แล้ว ทำไมถึงไม่เข้าไปล่ะ?”

“ไอ้บ้า ชอบเชิบอะไร”เสียงทุ้มตอบปัดอย่างรวดเร็ว 

“ฉันปลอบเขาได้แค่นี้ ฉันทำอะไรมากกว่านี้ไม่ได้หรอก ไม่งั้นผู้หญิงเขาจะเสียหาย แล้วเขายิ่งเป็นดาราด้วย ยิ่งเสียหายไปใหญ่”

“โห”

“สาธุ๊ พ่อคุณทูลหัว พ่อพระจริงจริ๊ง”ธนาพูดเสียงลากยาวพร้อมยกมือไหว้เพื่อนสนิทท่วมหัวล้อเลียน แต่ทั้งนี้ปฐวีและธนาก็พึงพอใจกับคำตอบของเพื่อนสนิท 

รามินทร์เป็นคนให้เกียรติคนอื่นอยู่เสมอ เห็นหน้าหล่อแบดบอยแบบนี้ ก็อบอุ่น พึ่งพาได้ และแสนดีเป็นที่หนึ่งเหมือนกัน ตั้งแต่คบกันมา เขาสองคนยังไม่เคยเห็นรามินทร์มีแฟนเลยสักคน อย่างมากก็เข้าผับเข้าบาร์บ้างตามประสาผู้ชาย แต่มั่นใจได้ว่าไม่เคยมีเรื่องผู้หญิงแน่นอน

แต่กับพราววลิน ทีแรกพวกเขาก็ไม่รู้ว่าที่รามินทร์ทำไป ทำเพราะสงสารหรือชอบกันแน่ แต่พอมาคราวนี้ก็พอจะมองออกแล้วว่าเพื่อนสนิทคิดยังไง รู้แน่ชัดแล้วจากเมื่อครู่นี้ที่รีบวิ่งออกไปโดยที่ไม่คิดหน้าคิดหลังก่อน ซึ่งมัน ‘ผิด’ วิสัยของเจ้าตัวนัก

แต่ตอนนี้ ตอนที่รามินทร์กับพราววลินพบกัน มันผิดที่ผิดเวลาไปหน่อย ทำให้เพื่อนสนิทของพวกเขาก็คงเป็นได้แค่พระรองที่มองดูนางเอกอยู่ห่าง ๆ อย่างห่วง ๆ เท่านั้น

“นี่ทุกคนพูดเรื่องอะไรกันน่ะ? ให้หนูนิดรู้ด้วยคนสิ”แต่คนที่นั่งฟังอยู่ด้วยจะมีอยู่คนหนึ่งที่ไม่ได้รู้เรื่องอะไรด้วยเลย ปฐวีจึงหันมาหาผู้เป็นภรรยาที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ตนก่อนจะบีบจมูกของเธอด้วยความเอ็นดู “เรื่องเดียวกับที่หนูนิดเคยเจอ”

เพียงเท่านั้นณิชชยาก็เข้าใจได้เองทันทีโดยที่ไม่ต้องเล่าอะไรให้มากความ 

เธอพยักหน้าให้กับสามีและมองไปที่พราววลิน ผู้หญิงด้วยกันย่อมมองออกว่าตอนนี้

พราววลินไม่ได้สบายดีอย่างที่หญิงสาวบอกกับทุกคน อาการแบบนี้คงนั่งร้องไห้อยู่แน่ ๆ 

“หนูนิดว่ารามไปนั่งข้าง ๆ เธอเฉย ๆ ก็ได้นะ เวลานี้ต้องมีคนอยู่ข้าง ๆ ถึงจะถูก อย่าปล่อยให้เธออยู่คนเดียวดีกว่า...หรือว่าจะให้หนูนิดไปแทน?”ณิชชยายื่นข้อเสนอให้ 

ซึ่งมันเป็นข้อเสนอที่น่าสนใจสำหรับรามินทร์ ชายหนุ่มมองไปที่พราววลินอีกครั้งก่อนจะหันกลับมามองหน้าภรรยาของเพื่อนสนิท “ถ้างั้น...เราฝากด้วยนะ”

เสียงฝีเท้ามาหยุดอยู่ข้าง ๆ หญิงสาวที่กำลังจมอยู่กับความเศร้า 

ทำให้เธอต้องรีบปาดน้ำตาและทำสีหน้าให้เป็นปกติที่สุดเท่าที่จะทำได้ 

“ร้องต่อเถอะค่ะ”ณิชชยาบอกพร้อมกับนั่งลงข้าง ๆ “ตอนนี้สิ่งที่ทำได้ ก็คงจะมีแค่การร้องไห้ เพราะงั้นคุณพราวไม่ต้องเก็บไว้หรอกค่ะ แค่ทนเก็บไว้แค่นี้ก็แย่แล้ว”

“นั่นสิคะ พราวเองก็ไม่รู้ว่าจะเก็บไว้ทำไม แต่ตั้งแต่เกิดมา พราวแทบไม่เคยร้องไห้ให้ใครเห็นเลย คงมีแต่พวกคุณกับผู้จัดการของพราวที่ได้เห็นมัน”

“พี่เข้าใจคุณพราวค่ะ บางที...มันไม่ใช่ว่าไม่อยากร้องนะคะ แต่มันก็ร้องไม่ออก

จริง ๆ เพราะเรื่องบางเรื่องบางทีมันก็ไม่สมควรได้น้ำตาของเรา”พราววลินหันมองหน้าคนพูด 

ดวงหน้าอันอ่อนโยนของคนเป็นแม่คนนั้นช่างรู้สึกอบอุ่นเหลือเกิน

ต่างจากเธอ ที่พอมองไปทางไหนก็มีแต่คนย่ำเกรง บางครั้งในตอนที่เธอมองหน้าของตนเอง เธอแทบไม่เห็นความเมตตาในนั้นเลยด้วยซ้ำ และเธอก็ไม่รู้ว่าความอ่อนโยนนั้นหายไปจากเธอตอนไหน หายไปตั้งแต่เมื่อไร...เธอไม่รู้เลย

“แต่เก็บไว้นาน ๆ มันก็ไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้นหรอกค่ะ มันอาจจะแย่ลง หรือมันอาจจะทำให้เราเข้มแข็งขึ้นก็ได้ แต่พี่ว่าถ้าเราไม่ปล่อยมันออกมาบ้างมันก็จะยิ่งแย่ลง”

“บางที...เราอาจจะเผลอขังตัวตนจริง ๆ ของเราไว้ในส่วนลึกของหัวใจก็ได้นะคะ”

“พราวก็คงจะเป็นแบบนั้นมั้งคะ”

พราววลินตอบณิชชยาในทันทีด้วยน้ำเสียงสั่น ๆ สิ่งที่ณิชชยาพูดเป็นเรื่องจริงทั้งหมด การเก็บไว้ไม่ใช่สิ่งที่ถูกที่สุด บางครั้งก็ต้องปล่อยมันออกมาบ้าง และครั้งนี้สิ่งที่คนรักของเธอทำ มันยิ่งตอกย้ำ ยิ่งแหวกเอาสิ่งที่ดุจประการรัตนาทำออกมาจากความทรงจำส่วนลึกของเธอ แม้เธอจะไม่ยุ่ง ไม่ขอเกี่ยวข้องกับครอบครัวนี้อีก แต่มันก็ยังเหลือเศษเสี้ยวหนึ่งที่ยังฝังแน่นเป็นรากลึก ไม่ยอมจางหายไป

‘พลาดครั้งเดียว จำจนตาย’ คำนี้ยังใช้ได้เสมอ

บทก่อนหน้า
บทถัดไป