บทที่ 9 ตอนที่ 4 วันแต่งงาน

ตอนที่ 4

วันแต่งงาน

“หน็อย หมอภูนะหมอภู หล่ออย่างเดียวแต่นิสัยแย่จริง ๆ เสียดายความหล่อมาก!”หลังจากที่สงบจิตสงบใจได้แล้ว พราววลินก็ขอตัวกลับโดยมีรามินทร์ขับรถตามมาส่งเธอทีหลัง และเธอก็ตัดสินใจโทรหาพิ้งกี้ทันทีที่ถึงคอนโดพร้อมกับเล่าทุกอย่างให้ผู้จัดการส่วนตัวฟัง

เท่านั้นแหละ พิ้งกี้ก็ก่นด่าหมอภูภูมิไฟแลบโดยที่พราววลินนั่งเงียบฟังอย่างเดียว แต่ปฏิกิริยาของพราววลินมันน่ากลัวเกินไป การที่พราววลินไม่โวยวาย ไม่พูดอะไรสักคำ 

ทั้ง ๆ ที่เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่มาก ๆ นี่มันแปลกมากจริง ๆ 

“แล้วแบบนี้จะให้พี่เดินเรื่องยกเลิกงานแต่งงานเลยไหม? ดูท่าพยาบาลคนนั้นจะอยากเป็นตัวจริงของหมอภูมากเลยนะ ถ้ามันรักกันก็ปล่อยให้มันรักกันไปเถอะ 

เดี๋ยวเวรกรรมก็ตามทันพวกมันเอง ไม่พ่อแม่หมอภูก็ครอบครัวดุจประการรัตนานั่นแหละที่จะจัดการเอง”พิ้งกี้พยายามปลอบใจและไม่พูดชื่อของรุ้งแก้วตามที่พราววลินเคยบอกเอาไว้ แม้ว่าสิ่งที่นางบอกมันจะดูให้พราววลินยอมเหมือนนางเอกละครไปสักหน่อย แต่พราววลินเป็นคนสาธารณะ จะจัดการอะไรเอาสะใจตัวเองมันก็ยาก ผลกระทบบางอย่างมันจะตกมาอยู่ที่หญิงสาว แม้มันจะเล็กน้อยมากแต่ก็ถือว่ากระทบกับชื่อเสียงอยู่ดี

“ไม่ต้องยกเลิกหรอกค่ะ”

พราววลินที่เงียบอยู่นานเอ่ยตอบผู้จัดการส่วนตัวด้วยสีหน้าเรียบเฉย ไม่มีรอยยิ้มเปื้อนใบหน้า ไม่มีความโกรธ ไม่มีอะไรให้มองออกได้เลย “ทำไมล่ะ?”หล่อนถาม

“ไหน ๆ ก็จะแต่งงานกันอยู่แล้ว ไม่ต้องยกเลิกหรอก”

“แต่พี่พิ้งกี้ช่วยส่งการ์ดงานแต่งงาน เขียนว่า ‘ขอเรียนเชิญ คุณพิชญะ และครอบครัวดุจประการรัตนา’ ให้พราวทีสิคะ”คราวนี้มีรอยยิ้มปรากฏขึ้นบนหน้า ทำให้ผู้จัดการส่วนตัวมั่นใจแน่แล้วว่า รอยยิ้มนี้มีแผนบางอย่างอยู่ในหัวของเจ้าของรอยยิ้มแน่นอน

มันเป็นรอยยิ้มที่หล่อนไม่กล้าขัด นางร้ายเริ่มกลับเข้ามาในร่างของนางเอกอีกครั้ง

พราววลินไม่ยอมเจ็บคนเดียว เธออุตส่าห์ไม่ยุ่ง และเป็นคนเดินออกมาให้สองแม่ลูกนั่นอยู่อย่างสุขสบายแล้ว แต่รุ้งแก้วกลับแกว่งเท้าหาเสี้ยนเอง มันก็ช่วยไม่ได้

เธอไม่เคยทำร้ายใครก่อน

มือเรียวจรดกดลงเบอร์มือถือของนักข่าวคนหนึ่งด้วยเบอร์ซิมการ์ดใหม่ที่เธอเพิ่งใส่เข้าไปไม่นานหลังจากที่พิ้งกี้วางสายไป การที่เธอทำแบบนี้ เธอคิดมาดีแล้วว่ายังไงก็คุ้ม ต่อให้คนพวกนั้นจะล้มบนฟูก แต่ต้องเป็นฟูกแข็ง ๆ ที่เธอมอบให้เท่านั้น

นางเอกชนะเหรอ? ไม่มีจริงหรอก นางร้ายต่างหากที่ได้ทุกอย่าง

“ฮโหลครับ?”รอไม่นานนัก ปลายสายก็ตอบรับพร้อมกับเสียงแปลกใจเล็กน้อย

“สวัสดีค่ะคุณธงไชย”

“คุณรู้จักชื่อผมได้ยังไง?”

“ใครเขาก็รู้จักหัวหน้ากองบรรณาธิการสำนักข่าวดังอย่างคุณกันทั้งนั้นแหละค่ะ”

“ขอโทษนะครับ ผมไม่มีเวลามาก เชิญคุณพูดธุระของคุณมาเลยดีกว่า”

….

ณ โรงแรมหรูใจกลางเมืองหลวงของประเทศไทย ปากสวยยกยิ้มขึ้นอย่างพึงพอใจกับสไตล์การสะบัดแปรงของช่างแต่งหน้าประจำตัวและยิ่งพอใจขึ้นไปอีก เพราะเครื่องสำอางที่ใช้ก็เป็นแบรนด์ของเธอทั้งหมด พร้อมกับจิวเวอรี่คอลเลคชั่นที่เธอกำลังจะเปิดตัวแบรนด์ในเร็ว ๆ นี้ด้วย “เสร็จแล้วค่ะน้องพราว สวยสมมงเจ้าสาวมาก”

คำชมหยอดเจ้าสาวอย่างไม่ขาดสาย พราววลินยิ้มขอบคุณพร้อมกับยื่นทริปให้ช่างแต่งหน้าและช่างทำผมของเธอก่อนที่ทั้งหมดจะขอตัวออกไปพักผ่อนตามอัธยาศัยตามประสาแขก เมื่อห้องทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบสงบรอยยิ้มที่เปื้อนหน้าก็จางหายไป นัยน์ตาหงส์อันสง่างามมีแววตาอันเศร้าหมองซ่อนอยู่ภายใน เสียงของคนรักที่ดังอยู่ในหู ปนอยู่กับเสียงของผู้เป็นบิดา ภาพที่ยังฝังใจวนเวียนเข้ามาทำมึนหัวจนรู้สึกร้อนผ่าวที่ดวงตา แต่พราววลินกลับกลืนทุกอย่างลงในลำคอ ทุกเศษซากความเสียใจ เปลี่ยนเป็นความชินชา ความเมตตาต่อเพื่อนมนุษย์หายไปจนหมดสิ้นในเวลานี้

“เธอหาเรื่องให้พ่อกับแม่ของเธอเดือดร้อนเองนะ...รุ้งแก้ว”

ภายในงานแต่งงานใหญ่ แขกมากหน้าหลายตาจากทางตระกูลฉัตรเกล้า ตระกูลอาชาภักดิ์ ตระกูลดังมากมายที่รู้จักกับทั้งเจ้าบ่าวและเจ้าสาว และที่ขาดไม่ได้ก็คงจะเป็น 

‘ดุจประการรัตนา’ ที่ได้รับเชิญมาเป็นเพียงแขกร่วมงาน ไม่ได้เป็นแม้แต่ฝั่งญาติของเจ้าสาว

แต่ใครต่างก็รู้กันดีว่า บิดาและมารดาของดาวค้างฟ้าดวงนี้นั้นได้หย่าร้างกันไปนานมากแล้ว แม้ตอนแรกจะไม่มีใครรู้ว่าพราววลินเป็นลูกหลานของตระกูลผู้ดีเก่าอย่าง

ดุจประการรัตนา แต่ก็ยังมีคนไปขุดคุ้ยอดีตของเธอออกมาให้รู้ทั่วกันอยู่ดี เพราะฉะนั้นก็คงไม่แปลกอะไรที่ดุจประการรัตนาจะอยู่ภายในงานนี้ด้วย

ส่วนเหตุผล ใครจะไปรู้กันล่ะ? มีเงินก็ปิดข่าวไปเสียก็จบเรื่อง

แต่ครั้งนี้ พราววลินไม่ยอมให้เงินของดุจประการรัตนาเหนือไปกว่าเงินของเธออีกต่อไป การที่เธอปากกัดตีนถีบดันตัวเองให้ขึ้นมาเพราะความสามารถของตนเองก็เพื่อให้

ดุจประการรัตนาอยู่เป็นเพียงแค่ฝุ่นใต้เท้าเธออย่างที่คนพวกนั้นทำกับอาชาภักดิ์

“พราวลูก”เสียงของมารดาดังเข้ามาในโสตประสาท ดวงตาสวยหันมองมารดา บุษบาอยู่ในชุดผ้าไหมไทยที่ถูกปักเย็บอย่างปราณีตที่สุดเท่าที่จะทำได้ ทำให้ราคาสูงถึงเจ็ดหลัก แน่นอนล่ะว่าคนจ่ายคือลูกสาวคนโตของหล่อนเอง

“แม่”

เสียงแข็งอ่อนลงอย่างชัดเจน รอยยิ้มเกิดขึ้นบนใบหน้าของเธออีกครั้งหนึ่งต่างกับเมื่อครู่ราวฟ้ากับเหว เพื่อไม่ให้มารดาสงสัยกับสิ่งที่เกิดขึ้น

“แม่ดีใจนะที่ได้เห็นหนูใส่ชุดนี้ เจ้าหญิงแสนสวยของแม่”บุษบาจุมพิตที่กระหม่อมพร้อมลูบหัวของลูกสาวด้วยความรักและปลาบปลื้มที่ได้เห็นลูกสาวของตนเองอยู่ในชุดเจ้าสาวแสนสวยเช่นนี้ แววตาความดีใจของผู้เป็นแม่นั้นปิดผู้เป็นลูกไม่มิด พราววลินได้แต่ขอโทษมารดาอยู่ในใจที่วันนี้อาจจะเป็นวันแรก วันเดียวและวันสุดท้ายที่มารดาจะได้เห็นเธออยู่ในชุดนี้ “หนูรู้ค่ะ แม่ชมหนูทุกวันจนจำได้ขึ้นใจแล้ว”เธอยังคงยิ้มให้มารดา 

สักครู่น้องชายทั้งสองคนก็เดินเข้ามาหาพี่สาวพร้อมกัน “พี่พราว”

พลพนธ์และพีรัตน์เดินเข้ามานั่งข้าง ๆ พร้อมกับกอดพี่สาวและมารดากลม โดยเฉพาะพีรัตน์ที่เบี่ยงตัวไปหาพี่สาวเป็นคนแรก ส่วนพลพนธ์ผู้ที่เพิ่งกลับจากกลางทะเลไม่มีส่วนรู้เห็นหรือรู้เรื่องพวกนี้ก็เกิดอาการงงเล็กน้อย เพราะเขาเองก็ว่าจะเดินเข้าไปหาพี่สาวก่อน แต่ก็โดนน้องชายคนเล็กเดินสวนไปแทน

“อะไรเนี่ยไอ้พี พี่กำลังจะกอดพี่พราว”พี่ชายคนกลางบ่นอุบ

“ขอกอดก่อนไม่ได้เหรอ แทบไม่ได้เจอกัน”น้องคนเล็กเถียงกลับ

“อะไร? อยู่บนบกกันทั้งคู่ ไม่ได้เจอกันเลยเนี่ยนะ?”

“ก็เออสิ พี่ไปอยู่กลางน้ำ กลางทะเลจะรู้อะไร”

“พอเลย พอทั้งคู่นั่นแหละ อยากกอดก็ไปกอดเลย”บุษบาแกะมือพลพนธ์ออกจากตัว ชายหนุ่มวิศวกรปิโตรเลี่ยมเดินพุ่งเข้าไปกอดพี่สาวที่อ้าแขนรับอยู่ทันที “คิดถึงจังเลย”

“คิดถึงพี่เหมือนกัน เจอกันทีก็แต่งงานแล้ว”พลพนธ์กอดพี่สาวแน่น เขาแทบไม่ได้ข่าวคราวอะไรเลย จะเช็คอะไรภายนอกแต่ละทีก็สัปดาห์ละครั้งเท่านั้น ครั้งนี้ถือว่าโชคดีมากที่รู้ว่าพี่สาวกำลังจะแต่งงานและสามารถมาร่วมงานได้ทันที

“เฮ้ย อะไรเนี่ย กอดด้วยดิ”พีรัตน์ไม่ยอมน้อยหน้า สามคนพี่น้องกอดกันกลมต่อหน้ามารดา ภาพนี้เป็นภาพที่หล่อนขอเก็บไว้ในความทรงจำ เพราะกว่าสามใบเถาพี่น้องนี้จะมากันพร้อมหน้าก็ใช้เวลานานพอสมควร แถมยังต้องเป็นโอกาสพิเศษอีกด้วย

“แล้วนี่หลวงตาท่านมาด้วยหรือเปล่า?”ถามถึงผู้เป็นตา ในทีแรกที่เธออยากให้ท่านมาร่วมงาน เพราะมันควรจะเป็นงานแต่งงานอันสมบูรณ์แบบ แต่ตอนนี้มันไม่ได้สมบูรณ์แบบอย่างที่หวังไว้แล้ว เธอจึงไม่ต้องการให้หลวงตาปราบปริญต้องมารับรู้เรื่องราวแบบนี้

ท่านแก่มากแล้ว และท่านก็มีโรคประจำตัวอยู่ การที่ท่านมาเห็นอะไรแบบนี้ 

ไม่ควรเลยสักนิด “หลวงตาไม่ได้มาครับ ต้องทำกิจของสงฆ์”

“ทำไมพี่พราวถึงถอนหายใจแบบนั้นกันล่ะ?”

“มีอะไรหรือเปล่า?”

พีรัตน์ขมวดคิ้วถามทันทีที่พลพนธ์ให้คำตอบแก่พราววลิน ทำให้เธอชะงักไปครู่หนึ่ง แต่เพียงเสี้ยววินาทีเท่านั้นก็กลับมาทำสีหน้าปกติ น้องคนนี้ตาคมดั่งอินทรี เมื่อคิดจับผิดแล้วยังไงก็มองเธอออก แต่นักแสดงก็ยังคงเป็นนักแสดง ต่อให้ตาดีแค่ไหน 

เธอก็เนียนได้ทุกสถานการณ์อยู่ดี “ตาฝาดแล้ว พี่ไม่ได้ถอนหายใจสักหน่อย”

“อะ พวกเราน่ะออกไปได้แล้วไป ใกล้ถึงเวลาแล้ว”บุษบาตัดบทสนทนาไว้เพียงเท่านั้น ไม่ทันขาดคำเพื่อนเจ้าสาวก็เดินเข้ามาเพื่อดำเนินรายการขั้นต่อไป

งานแต่งงานที่เพียบพร้อมและสมบูรณ์แบบที่ใคร ๆ ต่างก็ใฝ่ฝันอยากจะมีมันสักครั้งในชีวิตเกิดขึ้นที่นี่ งานแต่งงานของอาจารย์หมออย่างภูภูมิและดาวค้างฟ้าอย่างพราววลิน

รามินทร์เองก็ได้สิทธิ์ในการเข้ามาที่นี่เช่นกัน เพราะนิรดา ผู้เป็นมารดาเพิ่งจะบอกข่าวเขาเมื่อวานนี้นี่เองว่า ตระกูลฝั่งนายหัวอดิศร ผู้เป็นบิดาของหล่อนก็ได้รับเชิญไปเช่นกัน นิรดาเห็นว่าลูกชายคนโตยังอยู่ที่กรุงเทพมหานคร หล่อนจึงขอให้ลูกมาเป็นตัวแทนตระกูล 

และแน่นอนว่าคนที่มาเป็นเพื่อนเขาในวันนี้ก็คงไม่พ้นปฐวีอีกเช่นเคย เพราะปฐวีเองก็เป็นสปอนเซอร์ใหญ่ เป็นนายจ้างงานของพราววลินเช่นกัน อีกทั้งพราววลินอุตส่าห์ส่งการ์ดเชิญมาให้ จะไม่มาก็กระไรอยู่ แต่จริง ๆ ปฐวีจะไม่มางานนี้ด้วยตนเองและส่งตัวแทนมาแสดงความยินดีก็ได้ แต่เพื่อนรักตัวดีที่ยืนอยู่ข้าง ๆ นี่สิ ไปลากเขาออกมาจากบ้าน ทั้ง ๆ ที่ก็เห็นสภาพชายหนุ่มแล้วว่า กำลังกล่อมลูกนอนอยู่ด้วยชุดนอนพร้อมกับหัวอันยุ่งเหยิง

“ไม่อยากเชื่อว่าคุณพราวเธอจะตัดสินใจแต่งงานต่อ ทั้ง ๆ ที่มีเวลาคิดเป็นอาทิตย์ว่าจะยกเลิกดีไหม”ปฐวีขยับเข้าไปกระซิบกับคนตัวสูงที่กำลังยืนนิ่งอยู่เหมือนหลุดลอยออกจากโลกนี้ไปแล้ว “ไอ้ราม! เหม่ออะไรเนี่ย”

“ไม่ได้เหม่อโว้ย แค่..แค่รู้สึกว่ามันแปลก ๆ ”

“อะไรแปลกวะ”

“ก็ที่คุณพราวไม่ยกเลิกงานแต่งงาน ทั้งที่รู้ว่า..รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ก็นั่นแหละ 

ทุกคนย่อมมีเหตุผลเป็นของตัวเอง”เขาเอ่ยกลับไปกลับมา ทั้งที่รู้ว่าผู้หญิงอีกคนกำลังตั้งครรภ์อยู่แต่พราววลินก็เลือกที่จะแต่งงานต่อ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นทุกคนเขาก็มีเหตุผลเป็นของตัวเอง เขาเชื่อว่าที่พราววลินทำแบบนี้ เธอคงจะมีเหตุผลของเธออยู่ในใจ หรือบางทีเธอกับคนรักอาจจะคุยและปรับความเข้าใจกันแล้วก็ได้

“จะมีเหตุผลอะไรอีกวะ แค่นอกใจก็เป็นเหตุผลที่เกินพอแล้วนะ”เพื่อนรักเอ่ยอย่างไม่เข้าใจ แต่ก็ว่าอะไรมากไม่ได้เพราะไม่ใช่เรื่องของตน

แขกในงานต่างพากันหยุดมองสองสหายเพื่อนรักกันอย่างไม่วางตา บ้างก็พากันซุบซิบเพราะคนที่ยืนข้างรามินทร์เป็นคนที่ใคร ๆ ก็รู้จัก บ้างก็ซุบซิบเพราะไม่เคยเห็นชายลูกครึ่งที่ยืนอยู่ข้างปฐวีเช่นกัน

“ผู้ชายที่ยืนอยู่ข้างคุณปฐวีเป็นใครกันน่ะ หน้าตาดี๊ดี หุ่นก็แซ่บ”อรกานต์มองคนอายุน้อยกว่าอย่างไม่วางตา ท่าทางที่สง่าดั่งเจ้าชายในเทพนิยายนั้นดึงสายตาของหล่อนและคนรู้จักไปได้เป็นอย่างดี 

“อะ..แล้วนี่เธอจะไปไหนน่ะรุ้งแก้ว”

ผู้เป็นอาเลิกคิ้วมอง เพราะเห็นว่าหลานสาวทำท่าทีร้อนใจแปลก ๆ แต่สายตาของหล่อนก็มองหลุบต่ำลงสำรวจรูปร่างของรุ้งแก้ว ทำให้คำถามใหม่ผุดขึ้นมาในหัว 

“อ้วนขึ้นหรือเปล่า?”

“เอ่อ..เปล่านะคะ รุ้งเข้าเวรทุกวัน ไม่ค่อยได้ทานอะไรเท่าไร”

“เหรอ? แต่ดูแลตัวเองหน่อยก็ดีนะ เดี๋ยวพอสู้ยายพราวไม่ได้ แม่เธอก็โวยวายอีกหรอก”พูดถึงพี่สะใภ้ผู้เป็นภรรยาคนที่สองของพี่ชายคนโตด้วยความเบื่อหน่าย แม้รุ้งแก้วจะได้ยีนเด่นจากฝั่งดุจประการรัตนามา แต่มันก็ไม่มากพอที่จะสู้กับพราววลินได้ ทำให้โสนเกิดรู้สึกไม่พอใจอยู่ลึก ๆ และพยายามทำให้รุ้งแก้วดีพอในแบบฉบับของลูกสาวเอง

แต่มันก็ไม่มากพออยู่ดี

“รุ้งสู้พี่พราวไม่ไหวหรอกค่ะ”รุ้งแก้วบอกอย่างถ่อมตน แต่ในใจของเธอก็เก็บซ่อนความไม่พอใจอยู่ไม่หาย ที่เธอจำใจต้องมาที่นี่เพราะมารดามบังคับให้เธอมา และนึกแค้นใจอยู่ไม่น้อยที่หมอภูภูมิไม่ได้ทำตามสัญญาที่เคยให้ไว้

ไม่ใช่ว่าจะไม่โกรธตัวเองที่ทำอะไรไม่ได้เลย เธอโกรธ...โกรธมาก

โกรธจนไม่รู้จะโกรธยังไง

ถ้างานวันนี้จบลง ลูกของเธอก็จะกลายเป็น ‘ลูกเมียน้อย’ อย่างที่เธอเป็น

ต่อให้เมียหลวงอย่างบุษบาจะยอมหย่ากับนิเวศและผู้เป็นพ่อเปลี่ยนมาแต่งงานกับโสนผู้เป็นแม่ของเธอแทน แต่ในใจของทุกคนในบ้านดุจประการรัตนาก็ยังคิดว่า

เธอคือลูกเมียน้อย โดยเฉพาะพราววลิน ที่ไม่เคยมองเธอว่าเป็นน้องสาวสักครั้ง

คิดได้ถึงตรงนี้ มือเรียวทั้งสองข้างก็กำกระโปรงไว้แน่น เธอพยายามข่มความโกรธเอาไว้จนใจเต้นรัว ขณะเดียวกันเสียงเพลงงานแต่งงานก็เริ่มต้นขึ้น

พิธีกรเริ่มดำเนินรายการต่าง ๆ จนใกล้เริ่มพิธีสวมแหวน แต่พราววลินที่ยืนอยู่ก็เริ่มขยับตัวเดินเข้ามาคว้าไมค์จากพิธีกรไปท่ามกลางความงุนงงของภูภูมิ แขกและ ‘นักข่าว’ ที่เธอรับบทเป็นปลายสายปริศนาต่อตรงไปถึงหัวหน้ากองบรรณาธิการก่อนงานแต่งงานเพียงแค่อาทิตย์เดียว ด้วยข้อเสนอที่อยู่ในคำถาม 

‘คุณอยากได้ข่าวฉาว ๆ ของดุจประการรัตนาหรือเปล่าล่ะ? ฉันช่วยคุณได้นะ’

เพียงแค่คำถามเดียวเท่านั้น ก็ทำให้ธงไชยรับข้อเสนอนั้นทันที เพราะยิ่งเป็นตระกูลดัง ความสนใจก็จะยิ่งมีมากขึ้นเป็นเท่าตัว

“สวัสดีค่ะแขกผู้มีเกียรติทุกท่าน พราวขอบคุณทุกคนมากนะคะที่ทุกคนมางานแต่งงานของพราวกับคุณหมอภูภูมิในวันนี้ แต่...โชคไม่ดีเลยค่ะ ที่งานวันนี้อาจจะต้องจบลงเพียงเท่านี้”เสียงเซ็งแซ่ กระซิบกระซาบดังขึ้นไปทั่วบริเวณ พร้อมกับความตื่นตกใจของเจ้าบ่าวและญาติ ๆ แต่พราววลินก็ไม่ได้สนใจ ใบหน้าของเธอยังคงเปื้อนยิ้มอยู่เช่นเดิม

“จริง ๆ งานวันนี้มันควรจะสมบูรณ์แบบตามที่พราวและคุณหมอได้วางเอาไว้ 

แต่ใครจะรู้ล่ะว่าเจ้าบ่าวจะทำมันพังซะเอง”เธอเว้นวรรคและหันมองหน้าคนรัก 

“ครอบครัวก็ดี อาชีพก็ดี ไม่น่าทำตัวแบบนี้เลยนะคะ...คุณภูภูมิ”

ทันใดนั้นรูปถ่ายของภูภูมิที่กอดกับหญิงสาวปริศนาก็ถูกฉายขึ้นโปรเจคเตอร์แทนรูปพรีเวดดิ้งของเธอ เพียงเท่านั้นแฟลชจากนักข่าวก็ฉายขึ้นมาไม่หยุดจนแสบตา ยังไม่พอวิดีโอที่เป็นหลักฐานสำคัญก็โผล่ขึ้นมาด้วย นั่นยิ่งทำให้รู้แน่ชัดแล้วว่าสิ่งที่พราววลินพูดนั้นคืออะไร “พราวคะ มันไม่ใช่อย่างที่พราวคิดนะคะ”

“พราวกำลังเข้าใจพี่ผิดอยู่นะคะ”ภูภูมิใจเต้นแทบไม่เป็นจังหวะ เขารีบเดินเข้ามาจับแขนของพราววลินเอาไว้ แต่หญิงสาวกลับปัดออกอย่างไร้เยื่อใยพร้อมกับยกไมค์ขึ้นพูดต่อ

“ทุกคน ณ ที่นี้ล้วนแล้วแต่ทราบกันดีว่า พราวกับคุณหมอเราคบหาดูใจกันมานานพอสมควรที่จะลงหลักปักฐานกันได้ แต่อยู่ ๆ วันหนึ่งก็กลับมีผู้หญิงคนหนึ่งเข้ามา 

ทำให้ทุกอย่างสั่นคลอนโดยที่พราวไม่รู้ตัว แต่พราวคงมีแต้มบุญเยอะเกินไปมั้งคะ ก็เลยหลุดพ้นก่อนแต่งงานไปเพียงแค่อาทิตย์เดียวเท่านั้น”

“และพราวก็รู้ใจพี่ ๆ นักข่าว ทุกคนคงอยากจะถามว่าผู้หญิงคนนั้นอยู่ในงานนี้ด้วยหรือเปล่า คำตอบก็คือ...อยู่ค่ะ ผู้หญิงคนนั้นอยู่ในงานนี้พร้อมกับครอบครัวของเธอ”

“ใช่ไหมคะ คุณปู่”นางหงส์สวยสง่าปรายตามองไปที่ครอบครัวดุจประการรัตนา ตอนนี้พราววลินได้ทำอย่างที่เธอพูดไว้โดยที่คุณพิชญะไม่ได้ทันตั้งตัวว่า สิ่งนี้จะเกิดขึ้นกับครอบครัวของตัวเอง ‘โดยหลานสาวคนโต’ ของตระกูล

“ยายพราวมองพวกเราแบบนั้นมันหมายความว่ายังไง!”อรกานต์เป็นฝ่ายถามขึ้นคนแรก เพราะทุกคนต่างมองมาที่ครอบครัวของหล่อน ดวงตาวีนเหวี่ยงหันมองพี่ชาย 

แต่พี่ชายสองคนก็มีความรู้สึกที่ต่างกันออกไป คนน้องยังคงนิ่งไม่พูดจา แต่คนพี่กลับเริ่มร้อนรนขึ้นมา เพราะการที่ลูกสาวคนโตพูดแบบนี้ นั่นก็แปลว่าไม่พ้นต้องเป็นเพราะลูกสาวคนเล็กของเขาอย่างรุ้งแก้วแน่นอน “คุณพ่อครับ”

“กลับไปคุยกันที่บ้าน พวกเธอสองคนก็ด้วย”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป