บทที่ 1 แซคคลั่งท้องฟ้า :: INTRO [100%]

Zack's Rule กฎของเเซค 

‘กฎของแซค’ นอนด้วยกัน ไม่มีความสัมพันธ์ใดๆ ห้ามรักและห้ามแสดงความเป็นเจ้าของ

เมื่อเลือกที่จะตกลงเป็นผู้หญิงของแซคถ้าพอใจกับความสัมพันธ์แบบนี้ก็ทนต่อไป แต่ถ้าไม่ไหวก็ให้เลือกเดินออกไปเอง

-พลช พัฒนรุ่งเรืองกิจ-

----------------------------------------------------

ผับ Zack’s Rule

ร่างสูงใหญ่สวมเสื้อยืดสีขาวแขนสั้นกับกางเกงยีนสีซีดพร้อมรองเท้าผ้าใบหุ้มข้อยี่ห้อดัง มือซ้ายที่มีรอยสักลวดลายสวยงามยกขึ้นเอาบุหรี่เข้าปาก จากนั้นก็สูบเอานิโคตินเข้าปอดพ่นควันสีขาวพวยพุ่งเหนือศีรษะ เดินตรงไปยังผับที่ครึกครื้นไปด้วยแสงสีและเพลงที่เปิดดังระงม

ประตูห้องเป็นทั้งห้องทำงานและห้องนอนไปในตัว ทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้นวม ตรงหน้าเป็นโต๊ะทำงานขนาดใหญ่มีแฟ้มเอกสารมากมายที่กระจายอยู่บนโต๊ะ “ไม่ได้เอาดอกไม้มาใส่แจกันให้หรือไง?”

“ขอโทษด้วยครับคุณแซค ผมจะสั่งให้ไปซื้อเดี๋ยวนี้ครับ”

‘แซค พลช พัฒนรุ่งเรืองกิจ อายุ 28 ปี’ เจ้าของผับชื่อดังย่านใจกลางกรุงที่มีนักท่องเที่ยวไฮโซหรือดารามักจะมาดื่มและนั่งฟังเพลงที่ผับของเขา มีนักร้องขาประจำมาร้อง แซคให้โอกาสนักร้องที่ร้องตามถนนมาร้องที่นี่ให้เงินจำนวนมาก หวังว่านักร้องที่ไม่ได้เด่นดังจะโด่งดังตามความฝันที่เขาอยากจะให้เป็น

“คาร์เนชั่นสีเขียว”

“ครับ” บอกแค่นั้นคนของแซคก็ออกจากห้องไป ส่วนเขาก็เอนพลังพิงเก้าอี้มองแจกันที่ว่างเปล่าก็ทำให้รู้สึกหงุดหงิดขึ้นมา อาจเพราะไม่ได้เห็นดอกคาร์เนชั่นสีเขียวที่เป็นสีโปรดของตัวเอง ความหมายของมันก็เหมือนกับเขาไม่มีผิด คาร์เนชั่นสีเขียวมีความหมายว่าสุขภาพที่ดี ความแข็งแรงและมีเอกลักษณ์เป็นตัวของตัวเอง

Rrr

สมาร์ทโฟนเครื่องหรูสีน้ำเงินดังเรียกให้คนเป็นเจ้าของรับสายสักที พอสายตามองปลายสายจึงค่อยผุดยิ้มขึ้นมา

“ว่าไง”

(“เฮียแซค วันนี้มาหาหนูไหม?”) ได้ยินเสียงใสออดอ้อนเขาก็เคาะนิ้วชี้ลงบนโต๊ะ (“หรือเฮียแซคนัดคนอื่นแล้ว”)

“ไม่ได้นัด”

(“ถ้างั้นเฮียมาหาหนูนะคะ หนูคิดถึงเฮียแซคมากเลย”)

“จำได้ว่าเฮียเพิ่งไปหาหนูเองนะ”

(“แต่มันไม่พอนี่นา เฮียมาแค่รอบเดียวเอง”)

“อะไรรอบเดียว? เฮียก็ยังจำได้อยู่ดีนะว่าเฮียไม่ได้ไปหาหนูรอบเดียว” น้ำเสียงงอแงกรอกใส่จนเขายิ้มออกมาไม่หยุด

(“เฮียไม่รู้เหรอว่าหนูไม่เคยพอกับเฮียเลย”)

“หึ”

(“หนูอาบน้ำรอแล้วนะคะ พรุ่งนี้หนูต้องไปมหาลัยด้วย”)

“ต้องไปเรียนแล้วจะชวนเฮียไปหาทำไม” มองร่างสูงที่เดินเข้ามาพร้อมหยิบแจกันจากมุมโต๊ะออกไปข้างนอก

(“ก็อยากเจอเฮีย”)

“เฮียให้โอกาสหลินพูดอีกที” แซคพยายามต้อนคนในสายให้พูดในสิ่งที่ตัวเองต้องการจริงๆ เพราะว่าเขาน่ะชอบที่ผู้หญิงต้องการและโหยหาเขาขนาดนี้

(“หนูอยากได้... เฮีย”)

“โอเค เฮียออกจากผับเที่ยงคืน เฮียไปเลย”

(“หนูจะรอนะคะ เฮียแซคของหลินน่ารักที่สุด”)

กดวางสายไปสักพักประตูก็เปิดขึ้นอีกครั้ง มองดอกคาร์เนชั่นรอยยิ้มที่ไม่ได้เจ้าเล่ห์ก็ผุดขึ้นมา ทว่ารอยยิ้มครั้งนี้กลับอ่อนโยนจนคนที่ยืนอยู่ยังไม่เคยเห็นรอยยิ้มของเจ้านายที่ยิ้มให้กับดอกไม้ไร้ชีวิตแบบนั้น

“คุณแซคครับ”

“ว่า” แซคเอ่ยถามก่อนจะยื่นมือไปจับตามกลีบดอกไม้ “มีอะไรปราบ”

“ผมไม่รู้ว่าควรถามคุณแซคออกไปไหม” แซคขมวดคิ้วมองปราบคนสนิท ยืนเอามือผสานไว้ระหว่างหน้าท้อง ใบหน้าหล่อเหลาอายุเพียงยี่สิบห้าปี เขากับแซคเจอกันได้ตอนที่เขาต่อยตีเป็นอันธพาล แซคเห็นฝีมือแล้วจึงเชิญชวนปราบให้มาทำงานกับเขาซึ่งพอปราบได้ฟังแบบนั้นก็รู้สึกตื่นตันใจและเป็นเกียรติที่จะได้ทำงานกับแซค ผู้ชายที่มีอิทธิพลมากๆ คนหนึ่ง

“ถามมาสิ ถ้าตอบได้ฉันจะตอบ”

“ดอกคาร์เนชั่นน่ะครับ” ปราบเอ่ยแซคจึงผละมือออกและเปิดแฟ้มเอกสารเพื่อตรวจสอบงาน

“นายกำลังจะถามว่าทำไมผู้ชายอย่างฉันที่ตัวใหญ่ ถึงชอบดอกไม้”

“ครับ แล้วต้องคาร์เนชั่นสีเขียวด้วย” สายตาคมตวัดมองปราบและมองดอกไม้ที่อยู่ในแจกันใส รอยยิ้มของเขาก็ผุดขึ้นมาอีกครั้ง

“คาร์เนชั่นสีเขียวมันหมายถึงเอกลักษณ์เป็นตัวของตัวเอง และฉันเป็นแบบนั้น”

“...”

“อีกอย่าง มีคนเคยบอกว่าคาร์เนชั่นสีเขียวมันเหมาะกับฉัน”

ใครบางคนที่บอกแซคไม่แม้แต่จะเอ่ยชื่อออกไป เมื่อได้คำตอบที่อยากได้แล้วปราบก็ขอตัวไปดูแลผับต่อ แต่แซคก็สั่งให้ปราบเรียกใครอีกคนเข้ามาพบ ระหว่างที่กำลังเซ็นเอกสารในแฟ้มประตูก็ถูกเคาะ

“คุณแซคเรียกเบียร์มามีอะไรหรือเปล่าคะ?”

“ช่วงนี้เธอว่างหรือเปล่า” แซคถามหญิงสาวตรงหน้าที่สวมเสื้อเชิ้ตสีขาวปลายเสื้อมัดเป็นโบว์ไว้ตรงเอวเพื่อโชว์เอวขอดรับกับหน้าอกหน้าใจที่ใหญ่โต กระดุมเสื้อเชิ้ตถูกปลดลงมาสองเม็ดเผยให้เห็นก้อนเนื้อที่ดันล้นบวกกับกางเกงขาสั้นเพื่อให้เห็นเรียวขายาว ใบหน้าสวยเก๋ที่ต้อนรับแขกมีชื่อได้อย่างดี เบียร์เป็นอีกคนที่แซคเชื่อและไว้ใจมาเสมอ แต่มักจะถูกมองว่าเธอเป็นเด็กของแซคก็เลยไม่ค่อยมีใครกล้ายุ่ง แม้จะยื่นข้อเสนอเลี้ยงดูแต่เบียร์ก็มีศักดิ์ศรีที่จะไม่ยอมเป็นเมียน้อยของใคร รักและเคารพแซคเสมือนพี่ชาย

“คุณแซคถามแบบนี้ เบียร์ก็ต้องว่างไหมคะ” เธอฉีกยิ้มให้กับเขา

“งั้นช่วยจัดการบัญชีแล้วก็เอกสารสั่งของมาในผับให้ที ฉันมีธุระ”

“ได้ค่ะ”

“เสร็จก็ให้ปราบตรวจเช็คอีกที”

ลุกขึ้นหยิบสมาร์ทโฟนกับกุญแจรถก่อนจะออกจากห้องและผับ กดปลดล็อกรถ Jaguar f-type 5.0 liter v8 สีน้ำเงินราคาสิบล้านนิดๆ แต่ก่อนจะได้ขึ้นรถแซคก็เอนสะโพกพิงประตูทางคนขับ จากนั้นก็ล้วงซองบุหรี่มาร์ลโบโร่ซองแดงเข้าปาก จุดไฟแช็กเงินที่เป็นแบบสำหรับเติมก๊าซลงไปได้ ควันบุหรี่พวยพุ่งแซคจึงเงยหน้ามองท้องฟ้ายามค่ำคืนที่เวลานี้ใกล้จะเที่ยงคืนแล้วแต่เขามีนัดกับหญิงสาวที่เลี้ยงดู เรียกง่ายๆ เขามีผู้หญิงเป็นฮาเร็มเลยล่ะ

“ผับที่นี่นะ เลิศมากแกอย่ามาไม่อยากเข้าสกาย”

“แต่ฉันไม่อยากเข้านี่น่า เผื่อมีนักข่าวอยู่ด้วยนะ”

“ไม่มีหรอก ผับแซคไม่เคยมีนักข่าวหรือพวกปาปารัสซี่”

สายตาของผมมองผู้หญิงคนหนึ่งกำลังพยายามลากผู้หญิงอีกคนที่ส่ายหน้าไปมาไม่อยากเข้าไปในผับ ร่างบอบบางสวมชุดเดรสสีดำกับส้นสูงแหลม ใบหน้าสวยหวานแต่งแต้มจนสวยงามคิดว่าถ้าลบหน้าออกมาคงสวยใช่ย่อย ผมสีเขียวอมฟ้าขลับกับผิวขาวๆ ที่ทำให้มองแล้วรู้สึกไม่เบื่อ เป็นผู้หญิงที่น่ามองจนต้องเลี้ยวหลัง (ความคิดของแซค) สายตาคมมองตามผู้หญิงสองคนนั้น ในที่สุดก็พาเพื่อนที่ไม่อยากเข้าไปด้วยจนได้

“หึ” รอยยิ้มของแซคผุดขึ้นก่อนจะทิ้งก้นบุหรี่ลงบนพื้นและใช้ปลายรองเท้าเหยียบจนแหลก ขึ้นรถเพื่อพาเขาไปหาความสุขที่เขาชอบนั่นคือ ‘เซ็กซ์’

บนเตียงนอนขนาดคิงไซส์ภายในห้องอบอวนไปด้วยราคะและไฟสวาทแผดเผาคนสองคนที่ ณ เวลานี้ได้เสร็จสมอารมณ์หมาย ต่างคนต่างทิ้งตัวลงนอนร่างสูงใหญ่เปลือยเปล่าหอบหายใจหนัก พลางหยิบบุหรี่ตรงลิ้นชักหัวเตียงมาจุดสูบพ่นควันไปทั่วห้องนอน แม้จะไม่ได้หรูหราแต่กว้างขวางพอที่จะทำให้พวกเขาหลับนอนกันอย่างมีความสุข เรือนร่างบอบบางขาวนวลดั่งไข่มุกขยับตัวมานอนบนแผงอกแกร่งที่เต็มไปด้วยรอยสักมากมายนับไม่ถ้วน กวาดนิ้วตั้งแต่ลำคอมาถึงสะโพกผายที่เพิ่งจะทำให้เธอมีความสุขถึงสองรอบ “เฮียแซคของหนู แรงดีไม่มีตกเลยนะคะ”

“หลินเองไม่ใช่เหรอ ที่บอกให้เฮียจัดหนักๆ”

“งือ ก็หนูชอบที่เฮียจัดหนักจัดเต็มกับหนูนี่นา” เธอทำหน้าเง้างอดพลางกดจูบไปยังแก้มสากที่มีหนวดขึ้นรำไร

“ไปเรียนไหวหรือเปล่า?”

“ระดับหนูมีเหรอคะว่าจะไม่ไหว” แซคปลายตามองหญิงสาววัยยี่สิบปีเป็นนักศึกษาปีสอง แน่นอนว่าผู้หญิงคนนี้ก็ไม่ใช่คนรักของแซค เพียงแต่เป็นผู้หญิงที่แซคเลี้ยงดูส่งเสียงเงินและมาเสพสุขบ้างเป็นบ้างครั้ง ต่อให้นับนิ้วทั้งหมดก็คงบอกไม่ถูกว่ามีผู้หญิงอยู่ในฮาเร็มเขากี่คนแล้ว ซึ่งแต่ละคนมักจะหวังเกินตัวและแสดงตัวตนเกินขอบเขตที่ตกลงกันไว้ แซคจึงเอ่ยปากให้ทุกคนที่ยอมมาเป็นผู้หญิงของเขา อย่าได้หวังสูงว่าจะได้เคียงคู่กัน

กฎของแซค... ห้ามหวง ห้ามแสดงความเป็นเจ้าของ

“เฮียต้องกลับก่อน”

“อ้าว แล้วไม่ค้างกับหนูเหรอ” เพราะหยิบสมาร์ทโฟนสุดหรูขึ้นมาดูหน้าจอก็พบว่ามีข้อความมากมายจากสาวที่แซคเลี้ยงดูด้วย แต่ทว่ามันไม่ได้สำคัญเท่ากับข้อความนี้หรอก

Zee :: เฮีย กลับบ้านหน่อย มีเรื่องจะคุยด้วย

‘ซี พลัช พัฒนรุ่งเรืองกิจ’ น้องชายคนเล็กของแซค อายุ 18 ปีกำลังเรียนมัธยมปลายปีที่ 6 ใกล้ๆ นี้จะสอบเข้ามหาลัยซึ่งแซคไม่ค่อยได้คุยกับน้องชายตัวเองเนื่องจากไม่ได้อยู่บ้าน แต่อยู่เพนท์เฮ้าส์ที่ตัวเองซื้อไว้

“น้องชายเฮียมีธุระจะคุยด้วย” หันไปมองหญิงสาวที่กอดรัดเขาจากด้านหลัง พลางกดจูบลงบนไหล่หนาเปลือยเปล่า แซคคว้ากระเป๋าเงินสีดำสนิทหยิบธนบัตรสีเทามาปึกหนึ่งและตีไปที่ศีรษะของหลิน เธอรับเงินก้อนนั้นด้วยความเต็มใจ “ถือซะว่าเป็นคำขอโทษของเฮียที่ไม่ได้ค้างด้วย”

“ค่า”

“ตั้งใจเรียนล่ะ” แซคกดจูบลงที่หน้าผากมนขณะสวมกางเกงยีนส์สีซีดตัวโปรดพร้อมเสื้อยืด สายตาก็เหลือบไปมองถังขยะที่มีถุงยางอนามัยใช้แล้วสองชิ้นถูกมัดปม “เฮียไปนะ”

“ขับรถดีๆ นะคะ ยังไงหลินทักไปนะ เป็นห่วงค่ะ”

“โอเค” มือซ้ายที่มีรอยสักลูบไล้แก้มนวลจากนั้นก็ออกจากห้องที่เป็นคอนโดเพื่อตรงกลับบ้าน ที่นี่เป็นอีกสถานที่ที่เขาเช่าให้หลินอยู่และผู้หญิงในสต็อกอีกหลายคน ไม่ต้องสงสัยว่าทำไมเขาถึงทำตัวแบบนี้ เพราะโสดไม่มีแฟนจะทำอะไรก็ได้ ใครจะมาว่าเขาไม่ได้นะ คนมันหล่อรวยก็งี้

รถของแซคเลี้ยงเข้าตัวบ้านที่ใหญ่โตสมฐานะตระกูลพัฒนรุ่งเรืองกิจ ทางเข้าถนนขนาดย่อมและด้านข้างก็ตกแต่งด้วยพุ่มดอกไม้สีสันสดใสที่แม่ของแซคชื่นชอบ หน้าบ้านมีลานน้ำพุและสนามหญ้าที่ไว้สำหรับจัดงานเลี้ยงได้ รถจอดลงที่หน้าบ้าน ประตูคู่บานใหญ่เปิดออกทำให้รู้ว่ายังไม่มีใครนอนสินะ นอนดึกเกินไปไหม?

สองเท้าก้าวเข้าไปก็เจอกับบันไดสองทางแยก ด้านบนเป็นระเบียงทางเดินแบบโค้งมีโคมไฟแชนเดอเรียขนาดใหญ่ห้อยระย้าส่องแสงสว่างทั่วบ้าน

“แซค” น้ำเสียงเข้มทรงพลังทำให้แซคเงยหน้ามองบันไดทางด้านซ้าย หนุ่มใหญ่สวมชุดนอนแบบกางเกงขายาวเข้ากับเสื้อผ้าลื่นสีน้ำตาลเข้ม แซครีบยกมือไหว้คนที่ลงบันไดมาหยุดตรงหน้า

“สวัสดีครับพ่อ” ‘ทินกฤต พัฒนรุ่งเรือกิจ’ บิดาของแซคแต่งงานกับคุณหญิง ‘พิมพิลา พัฒนรุ่งเรืองกิจ’ เขาเป็นนักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และมีโครงบ้านจัดสรรอยู่ทั่วประเทศ ไหนจะมีบริษัทผลิตน้ำหอมอยู่ที่ฝรั่งเศสอีก เป็นคนใหญ่คนโตและมีอิทธิพลมากในแวดวงบันเทิงหรือแม้แต่ไฮโซ ไม่มีใครไม่รู้จักเขาบ้างล่ะผู้ทรงอิทธิพลที่ร่ำรวยติดอันดับ ทินกฤตมองลูกชายคนโตที่ค่อนข้างผ่าเหลาผ่ากอ สักเต็มตัวอายุก็ยี่สิบแปดแล้ว เรียนจบบริหารแต่กลับไม่ได้มาช่วยเขาทำงาน ดันไปเปิดผับถึงจะชื่อดังมีคนเที่ยวไม่เว้นวัน แต่ทินกฤตกลับรู้สึกว่าลูกชายคนโตทำอะไรก็ไม่ได้ดั่งใจสักอย่าง

“โผล่หัวมาที่บ้านทำไม?” ถามด้วยน้ำเสียงแข็งกระด้าง “หายหัวไปเกือบปี”

“งานที่ผับผมยุ่ง”

“ยุ่งที่ผับหรือผู้หญิงที่แกเลี้ยงดูกันแน่ แซค” ด้วยความที่เป็นลูกชายคนโตทำให้แซคถูกคาดหวังเรื่องแต่งงาน แต่สำหรับเขาแล้วการแต่งงานเปรียบเสมือนโรคร้ายแรงที่สลัดเท่าไหร่มันก็ไม่หลุด เขาชอบชีวิตเสเพลแบบนี้มากกว่าไปนั่งมีเมียมีลูก “ฉันถามแกจริงๆ นะ”

“...” แซคถอนหายใจพลางมองไปด้านบนเพื่อมองหาน้องชายตัวดีที่พาให้เขามาโดนพ่อด่าแบบนี้

“แกรู้จักความรักบ้างไหม?” ดวงตาคมกลอกขึ้นบนไปมา คำถามงี่เง่าชะมัดแซคได้แต่คิดในใจ “เมื่อไหร่จะเลิกทำตัวเสเพล เลี้ยงผู้หญิงที่ยังไงแกก็ไม่มีวันเอาเขามาเป็นเมีย”

“ผมเอาเงินพ่อมาเลี้ยงพวกเขาหรือไงล่ะ?”

“!” ทินกฤตเบิกตากว้างเมื่อลูกชายคนโตห่ามใส่เขาขนาดนี้

“ก็ไม่” แซคยักไหล่ไหว “ที่ผมกลับมาก็เพราะไอ้ซี ถ้ากลับมาแล้วต้องมาโดนด่า ผมไม่กลับมาเหยียบหรอก”

“ไอ้แซค!”

ร่างสูงเดินหนีพ่อตัวเองไปด้านหลังของตัวบ้าน เป็นริมสระน้ำเพราะคิดว่ายังไงซีก็ต้องอยู่ที่นั้น แซคไม่สนใจเสียงตะโกนด่าไล่หลังสักนิด มาหยุดที่ประตูทางไปริมสระกวาดสายตามองก็พบน้องชายที่เอนพลังพิงกับเก้าอี้เปลอาบแดด ในมือถือหนังสืออะไรสักอย่างที่เขาเห็นไม่ชัด ล้วงกระเป๋ากางเกงเดินไปหยุดด้านข้างซีก็ยังไม่รู้ตัว จนแซคยกเท้าถีบไปที่เอวหนาจนซีตกใจ หันมองพี่ชายตัวเองที่เรียกมาหาแบบกะทันหัน

“ไร้มารยาท” ต่อว่าแซคที่ยกหมัดขึ้นทำท่าจะต่อยน้องคนเล็ก “นั่งก่อน”

แซครู้ว่าน้องชายคนเล็กเป็นผู้ชายที่โลกส่วนตัวค่อนข้างสูง คิดดูนะมีผู้ชายแบบนี้อยู่บนโลกไหมล่ะ? หมอนี้มันเล่นรูบิกแล้วก็ต่อจิ๊กซอว์ แถมอีกอย่างนะชอบเล่นไอ้เกมไม้อะไรสักอย่างที่ต่อเป็นคอนโดแล้วต้องดึงห้ามพัง ซึ่งแซคแพ้น้องชายตัวเองเสมอในเรื่องนี้ สายตาคมตวัดไปมองท่อนแขนขวาก็ต้องขมวดคิ้วทันที เมื่อซีเอาแขนขวาไขว่หลังไม่ให้พี่ชายเห็น

“มึงแอบไปสักมาตั้งแต่เมื่อไหร่?”

“อาทิตย์ก่อน”

“เพื่อนมึงยุยงใช่ไหม กูบอกแล้วไงให้เลิกคบ”

“พวกนั้นไม่ได้พาผมไปเสีย แค่พาไปสัก” แซคเหนื่อยจะเถียงน้องชายตัวเอง พลางยกมือเกาศีรษะ

“มึงโทรเรียกกูมาให้พ่อด่า”

“เปล่า” ซีส่ายหน้าไปมาก่อนจะใช้นิ้วชี้ดันกรอบแว่นตาสีดำขึ้นกระชับใบหน้าหล่อที่แม้จะถูกบดบังด้วยแว่นก็ตามที

“แล้วเมื่อไหร่มึงจะเลิกใส่แว่นตาหนาเต๊อะนี่สักที กูบอกให้ใส่คอนเทคเลนส์” แซคคว้าเอาแว่นตาเลนส์หนาของซีออกจากกรอบหน้าเรียว ต่อให้ทำเหมือนว่าไม่สนใจน้องชายตัวเองแต่ใจจริงแซคห่วงซีมากกว่าใคร ถามหน่อยแค่น้องชายส่งข้อความมาหาเขาก็รีบขับรถมาที่นี่เพื่อมาโดนพ่อตัวเองด่า “มึงมีอะไรจะคุยกับกู”

คืนแว่นตาให้น้องชายตัวเอง มองแขนขวาก็นึกหงุดหงิดใจชะมัด จะว่ามันเนิร์ดก็ใช่ แต่มันชอบทำตัวประหลาดๆ อยู่เรื่อยเลย พ่อแม่ถึงได้ห่วงนี่ไง

“ผมไปสัก”

“เออ กูเห็นแล้ว”

“พ่อแม่บอกให้ผมไปลบ จะให้ผมสอบหมอ” คิ้วขมวดเข้าหากัน มองซีที่ปิดหนังสือเรียนลงพลางถอนหายใจ “เฮียมีที่ลบรอยสักไหม?”

แซคมองซีที่ก้มหน้าลงเอามือซ้ายลูบไล้รอยสักสีดำที่เกือบๆ ถึงข้อศอก ตลอดเวลาที่เติบโตมาแซคมีซีและน้องชายคนกลางอีกคนชื่อ ‘โซ่ พลิศ พัฒนรุ่งเรืองกิจ’ นักธุรกิจหนุ่มผู้บริหารบริษัทน้ำหอมที่ฝรั่งเศส หมอนั้นไปอยู่ที่ฝรั่งเศสตั้งแต่เรียนจบบริหาร พ่อแม่ปลื้มใจมันที่สามารถสืบทอดกิจการของตระกูลได้ แซคกับโซ่สนิทกันมากตั้งแต่สมัยเด็กๆ พอซีเกิดมาซึ่งมันเป็นลูกหลงก็ว่าได้นะ แต่ทว่ามันฉลาดและเรียนเก่ง โลกส่วนตัวสูงไม่ชอบยุ่งกับใคร มีเพื่อนก็แค่ไม่กี่คนเอง

อายุสิบแปดยังไม่ได้แอ้มหญิง เป็นแซคตอนอายุเท่าซีคือกินเหล้า สูบบุหรี่กินหญิงนับนิ้วไม่ได้

“ทำไมพ่อกับแม่ถึงอยากให้มึงสอบหมอ ให้สอบติดบริหารยังดีกว่า”

“แม่บอกว่าผมเรียนเก่ง เลยอยากให้เรียนหมอ” แค่เรียนเก่งก็จับโยงให้มันไปเรียนนู้นเรียนนี้นะ แซคมองใบหน้าหล่อเหลาของซีที่ทอดสายตามองไปยังสระน้ำกำลังเคลื่อนไหวตามแรงลม

“ที่มึงคิดมากคือเรื่องนี้” ซีพยักหน้ารับเพราะเอาเข้าจริงเขาเองก็มีคณะที่อยากจะสอบในใจแล้ว “ดูจากสีหน้ามึง มึงไม่อยากสอบติดหมอ”

“อือ”

“มึงอยากสอบติดคณะอะไร?” คงจะไม่มีใครเคยถามซีสินะว่าอยากสอบติดคณะอะไร มีแต่บอกให้ว่าสอบติดคณะนี้นะ แต่ไม่เคยถามว่าซีอยากเรียนคณะไหนมากที่สุด แซคเลิกคิ้วขึ้นเพื่อรอฟังจากปากน้องชาย

“สถาปัตย์”

“ถามจริง” ซีพยักหน้าก่อนจะหันไปหยิบสมุดขนาดพอดีมือส่งให้แซคที่มึนงง แต่ก็รับมาเปิดดูด้านในเขาก็ตกใจทันทีที่เห็นภาพในสมุดจึงเงยหน้ามองซี “มึงออกแบบเองเหรอ?”

“อือ”

สิ่งที่ทำให้แซคยิ้มออกมาคือภาพในสมุดเล่มนี้ ภาพวาดของซีเป็นการออกแบบโครงสร้างภายในบ้านหรือแม้แต่คอนโด จำลองขึ้นมาได้ดูดีมากๆ

“เก่งนี่หว่า” ซีหลุบสายตามองพื้น จากนั้นก็ดันแว่นขึ้นอีกครั้ง

“พอเอาให้พ่อแม่ดู ก็บอกว่าไม่ให้สอบติดคณะนี้”

“เหอะ” แซคปิดหนังสือลงอย่างแรง ไอ้ซีมีความสามารถขนาดนี้ต่อให้บังคับให้มันเรียนหมอถามหน่อยว่ามันจะมีความสุขไหม? ทำไมพ่อกับแม่ต้องชอบขีดเส้นทางให้มันแบบนี้ด้วย “มึงอยากคุยกับกูคือสองเรื่องนี้”

“ใช่” พอเห็นน้องชายทำหน้าหงอยปกติก็หน้านิ่งอยู่แล้ว มาทำหน้าหงอยแบบนี้ใจแซคอ่อนยวบเลยลุกขึ้นไปนั่งข้างน้องชายพลางกอดคอซีที่หันไปมองพี่ชายตัวเอง “ปรึกษาเฮียโซ่ ก็บอกให้ทำตามที่พ่อแม่บอก”

“มึงไปฟังอะไรไอ้โซ่ มันเองยังทำตามที่พ่อแม่สั่งเลย”

“แบบนี้ผมถึงโทรหาเฮียไง” เฮ้อ แซคถอนหายใจเสียงดัง “เฮียช่วยหาที่ลบรอยสักให้ด้วยนะ”

“ไม่ต้อง” แต่ก่อนที่ซีจะคิดลบรอยสัก พี่ชายก็ห้ามไว้ก่อนจนเขามึนงง “ไม่ต้องลบเหี้ยอะไรทั้งนั้น รอยสักเนี่ยมึงอุตส่าห์ไปนั่งสัก อีกอย่างกูชอบรอยสักของมึง”

“เฮีย...”

“ส่วนเรื่องสอบ มึงสอบคณะที่มึงอยากเข้าไม่ต้องสอบที่พ่อแม่เลือกให้”

“แต่ว่าเฮีย พ่อแม่รู้จะโกรธนะ”

“ระหว่างพ่อแม่โกรธแปบเดียว กับมึงมีความสุขที่ได้เรียนสถาปัตย์ มึงจะเลือกแบบไหน?” ซีคิดหนักกับคำถามของแซค เมื่อคิดตามใจตัวเองซีก็พยักหน้าเป็นการบอกแซค

“เลือกสอบสถาปัตย์”

“ดีมาก แล้วมึงไม่ต้องห่วงเรื่องนี้... มีปัญหาอะไรโทรหากู เดี๋ยวกูจัดการเอง”

“ครับ”

“มึงโตแล้ว มึงควรคิดเองว่าอยากทำอะไรไม่อยากทำอะไร” แซควางมือลงบนศีรษะซียีไปมาจนผมสีดำสนิทยุ่งฟู “ไม่ว่ามึงจะเลือกทำอะไร กูพร้อมสนับสนุนและไม่ต่อว่า”

“อือ”

“ขออย่างเดียว มึงอย่าไปทำอะไรที่มันผิดกฎหมาย มึงเข้าใจใช่ไหม?”

“ผมรู้ ผมไม่ทำอะไรแบบนั้นหรอก”

“มึงสูบบุหรี่ กินเหล้าหรือเปล่า?” ถามจี้จุดมาก ซีไม่ตอบอะไรมองสบตากับพี่ชายที่จับจ้องเพื่อรอฟังคำตอบ จะให้บอกเหรอว่าตั้งแต่ไปสักมาก็เริ่มสูบบุหรี่แล้ว ส่วนกินเหล้าก็แตะนิดหน่อยตอนไปงานเลี้ยงวันเกิดเพื่อน ส่วนเรื่องที่แซคกังวลว่าเขาจะไปยุ่งกับสิ่งผิดกฎหมาย แซคไม่ต้องห่วงเลยเพราะว่าซีไม่คิดจะแตะต้องพวกนั้นแน่นอน ถึงเขาจะเนิร์ดแต่เรื่องนี้เขาจำขึ้นใจว่ามันเป็นสิ่งที่ไม่ดี “เงียบทำเหี้ยไร”

“สูบ” ตอบกลับแซค “แต่สูบที่โรงเรียน”

“เฮ้อ มึงโตแล้วคิดเองได้ใช่ไหม?” ซีพยักหน้ารับแซคก็มองน้องชายตัวเอง พลางยกข้อมือซ้ายดูเวลาก็พบว่าตอนนี้มันตีสองกว่าแล้ว “ไปนอนได้แล้ว กูจะกลับละ”

“อืม”

แซคมองน้องชายที่หอบกองหนังสือแนบอกจากนั้นก็เดินสวนเขาไป เมื่อคุยเรื่องที่น้องชายเครียดแล้วเขาก็ขับรถออกจากบ้านไปยังเพ้นท์เฮ้าส์ที่ซื้อไว้ตั้งแต่สมัยเรียน บอกตามตรงว่าใช้เงินพ่อซื้อเนี่ยล่ะแต่ทุกวันนี้ก็ผ่อนจ่ายพ่อจนหมดแล้ว ไม่อยากโดนด่าอีก รถจอดที่ลานจอดรถวีไอพีแซคก็พาตัวเองเข้าไปยังโถงทางเดินที่ลิฟต์จะพาเขาไปถึงห้อง

“รอด้วยค่ะ” ทว่าลิฟต์ยังปิดไม่ดีด้วยซ้ำ ร่างบอบบางที่สวมชุดเดรสสีดำ ผมสีเขียวอมทะเลทำให้แซคคุ้นตาเหลือเกิน เมื่อประตูลิฟต์ปิดลงเขาก็หันไปมองผู้หญิงคนนั้นที่ยืนจับราวด้านในไว้ เพื่อพยุงตัวเองไม่ให้ล้มไปกองกับพื้น

เมาเหมือนหมาเลย กลับคนเดียวแบบนี้อันตรายชะมัด

“ชั้นไหนครับ”

“ยี่สิบสี่” น้ำเสียงยานครางบอกให้แซคกดนิ้วไปยังตัวเลขห้องของเธอคนนี้ ส่วนเขาอยู่ชั้นที่ยี่สิบห้า สายตาของแซคมองตัวเลขที่ค่อยๆ ขยับอย่างเชื่องช้าพลางมองผู้หญิงคนนั้นกำลังเงยหน้าขึ้น หลับตาลงมองลำคอขาวนวลทำให้เขาลอบกลืนน้ำลายและหันหน้าเขาตำแหน่งตัวเลขลิฟต์อีกครั้ง “คุณ”

“...”

“คุณ!” เมื่อแซคไม่สนใจเธอก็เดินมาหยุดด้านหลังวางมือลงบนไหล่ ซึ่งแซคตัวสูงใหญ่อยู่แล้วพอแซคไม่หันเธอก็ดึงไหล่แซคจนต้องหันไปมองด้วยสีหน้าหงุดหงิด

“อะไรของคุณ ปล่อยมือด้วย” น้ำเสียงของแซคทำให้เธอส่ายหน้าไปมา เมาได้สุดจริงๆ ถึงจะสวยก็เถอะนะแต่เมาเหมือนหมาแบบนี้ ทุเรศตาชะมัด

“ชั้นที่ 24 ห้อง 2404”

“อะไร?”

“ฉันเหมือนจะ...” พูดจบก็นิ่งไปทันที นี่คืออ่อยหรือไงวะ? มาบอกเลขห้องด้วยเนี่ย

“นี่คุณ ผมไม่สนมีเซ็กซ์กับคุณเพราะคุณเมา อีกอย่างเราไม่รู้จักกันด้วย...”

แหวะ

“!”

แววตาของแซคเบิกกว้างขึ้นทันทีเมื่อได้รับน้ำเมือกใสๆ จากริมฝีปากยัยผู้หญิงทุเรศคนนี้ เลอะเต็มเสื้อยืดเขาไปหมด มาอ้วกใส่กันแบบนี้มันน่าตบให้ตายเลยเว้ย!

“แค่กๆ”

“F*ck!” แซคสบถคำหยาบก่อนจะผลักผู้หญิงคนนี้กระเด็นไปติดกระจกด้านหลัง พลางดึงเสื้อยืดสีขาวออกก่อนที่น้ำอะไรต่อมิอะไรจะเลอะเนื้อตัวเขา เมื่อกลัวว่ามันจะเลอะตัวแซคจึงตัดสินใจถอดเสื้อยืดสีขาวออก เป็นจังหวะที่ผู้หญิงคนนั้นลืมตาขึ้นมองร่างกายแกร่งกำยำพร้อมรอยสักที่ทำให้หัวใจดวงนี้เต้นแรง

“โห” เธอกระพริบตาถี่รัวมองใบหน้าหล่อเหลาที่หงุดหงิดงุ่นง่าน

“จะเมาก็ช่วยตั้งสติด้วยนะคุณ ดีนะที่เป็นผม ถ้าเป็นคนอื่นตบคุณหัวทิ่มแล้ว”

“ฉันไม่ได้ตั้งใจ” ยกมือเกาศีรษะตัวเอง กึ่งหลับกึ่งตื่นจนกระทั่งลิฟต์มาถึงชั้นของเธอ

แซคจึงกระชากแขนเล็กผลักเธอออกจากตัวลิฟต์ซึ่งผู้หญิงที่เมาเหมือนหมา พามาถึงหน้าห้องและปล่อยร่างบอบบางซึ่งทรงตัวไม่อยู่ฟุบลงพิงกับประตูห้อง ด้วยความหงุดหงิดแซคจึงผลักศีรษะของเธอด้วยความโมโห

“เป็นคนอื่นไม่พามาที่ห้องหรอก” แซคไม่ใช่คนดี แต่ก็ไม่เลวพอที่จะทำอะไรผู้หญิงที่เมาไม่ได้สติ

ประตูห้องถูกเปิดด้วยคีย์การ์ด เพ้นท์เฮ้าส์ของแซคหรูหราและดูดีมากๆ ซ้ายมือเป็นทางขึ้นบันไดไปยังชั้นสอง แซคถอดรองเท้าพลางเดินตรงผ่านโซนโซฟารับแขก หยิบรีโมทสำหรับเปิดผ้าม่านสีขาวปนดำออกเผยให้เห็นวิวทิวทัศน์รอบเมืองและระเบียงด้านนอกมีสระว่ายหน้าขนาดพอดีไม่ใหญ่ไม่เล็กไป โต๊ะเหล็กเคลือบสีขาวตั้งเด่นริมสระพร้อมเปลนอนสีไม้

เพดานด้านบนห้องโถงมีโคมไฟแชนเดอเรียแต่งบ้านติดเพดานห้อยลงมาตรงระยะโซฟาเบจสีครีมรูปตัวแอล มีทีวีจอยักษ์อำนวยความสะดวก แซคเดินตัดผ่านห้องครัวที่ถูกจัดแบบสไตล์ฝรั่งมีเคาน์เตอร์บาร์ตรงกลาง อ่างล้างของและด้านหลังมีเตาสำหรับไว้ทำอาหาร ตู้เย็นครบครันแซคเป็นผู้ชายที่ชอบทำอาหารกินเองอยู่แล้วด้วย ขวามือจากห้องครัวมีห้องน้ำและโซนห้องซักผ้าที่ตอนนี้แซคโยนเสื้อยืดสีขาวของตัวเองลงเครื่องซักเพื่อปั่นให้กลิ่นและคราบอ้วกหาย

“ยัยบ้า” พึมพำด้วยความโมโห จากนั้นแซคก็เปิดทีวีทิ้งไว้ขึ้นบันไดไปชั้นสองของเพ้นท์เฮ้าส์ มีเตียงนอนคิงไซส์สีดำปนเทาตั้งเด่นสง่าอยู่ด้านข้างตรงเหลือบๆ ปลายเตียงมีโต๊ะทำงาน โน้ตบุ๊คและเอกสารจากผับวางอยู่ ก็เดินเข้าห้องน้ำที่ติดกับห้องแต่งตัวมีกระจกบานใหญ่และตู้เสื้อผ้า รองเท้ามากมายเรียงรายอยู่ “ทุเรศจริงๆ”

ขณะแช่ตัวอยู่ในอ่างกุชชี่แซคก็หยิบสมาร์ทโฟนขึ้นมาดูข้อความจากหลินก็พิมพ์ข้อความกลับไปว่าถึงห้องแล้ว ใช้เวลาอาบน้ำไม่เกินยี่สิบนาทีก็นุ่งเพียงผ้าเช็ดตัวสีขาว เดินลงไปยังด้านล่างมองอุปกรณ์ออกกำลังกายไม่กี่อย่าง ทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟาคว้าบุหรี่มาจุดสูบ ทอดสายตามองไปยังวิวยามค่ำคืน

“ความรักเหรอ?” จู่ๆ ก็คิดไปถึงคำพูดของพ่อตัวเอง แซคก็สูบเอานิโคตินเข้าปอดเฮือกใหญ่ “รู้จักสิ”

รอยยิ้มผุดขึ้นพลางหยิบสมาร์ทโฟนกดเข้าไปยังแกลลอรี่รูปภาพ มองภาพคู่สมัยเรียนหญิงสาวคนนี้ที่ทำให้แซครู้จักว่าความรักเป็นยังไง แล้วควรเอาไปใช้กับใคร...

บทถัดไป