บทที่ 2 แซคคลั่งท้องฟ้า :: CHAPTER 1 [100%]

Zack's Rule

1

“กาย”

“งือ”

“กาย ตื่นได้แล้วครับ”

น้ำเสียงนุ่มลึกคุ้นหูทำให้ฉันที่นอนเกลือกกลิ้งอยู่บนที่นอน เปิดเปลือกตาขึ้นมองใบหน้าหล่อเหลากำลังส่งยิ้มมาให้ ฉันจึงลุกขึ้นนั่งพลางยกมือกุมศีรษะตัวเอง ทำไมปวดหัวหนึบๆ แบบนี้นะ ก่อนจะได้นึกว่าทำไมตัวเองถึงเป็นแบบนี้ จมูกก็ได้กลิ่นโอวัลตินร้อนกรุ่นลอยแตะจมูก

“ขอบคุณนะ” รับแก้วเซรามิคจากมือของ ‘เนส’ แฟนหนุ่มสุดเนิร์ดของฉันที่ถึงจะแต่งตัวไม่ได้ดูดีอะไรมาก ค่อนข้างเชยด้วยซ้ำ ทว่าฉันกลับรู้สึกดีที่ได้คบกับเขาคบมาได้ห้าเดือนแล้วด้วยนะ “กายเป็นอะไร?”

“เมา” ตอบแค่นั้นก็รับรู้ถึงน้ำเสียงและท่าทางที่ค่อนข้างไม่พอใจอย่างเห็นได้ชัด จำต้องวางแก้วโอวัลตินที่โต๊ะหัวเตียงจากนั้นก็สวมกอดเอวหนาพลางกดจูบไปที่แก้มสากอย่างแนบแน่น “บอกไม่ให้ไปก็ไม่เชื่อ”

“แต่ว่าเพื่อนกายชวน ไม่อยากปฏิเสธเพื่อน”

“แล้วไม่เกรงใจผม?” หันมามองค้อน เนสเป็นรุ่นน้องที่มหาลัยเรียนคณะวิศวฯ ปีสองอายุ 20 ปี ส่วนฉันเรียนนิเทศการแสดงปีสี่อายุ 23 ปี อันที่จริงฉันจะจบตั้งนานแล้วนะ เพียงแต่ว่าฉันดรอปเรียนเพราะต้องทำงานด้านบันเทิงเนี่ยล่ะ

“โธ่ เนสไม่งอนสิ” ฉันทำหน้าทะเล้นใส่เขาที่กำลังโกรธอยู่ พอเห็นฉันทำหน้าแบบนี้มีเหรอว่าจะไม่ใจอ่อน

“เมื่อคืนผมโทรไปก็ไม่รับ ดีนะที่ขึ้นลิฟต์มาถึงชั้นตัวเองได้” ถึงจะบ่นแต่ก็เป็นห่วงล่ะนะ

“ขอบคุณนะคะ” เน้นคำขอบคุณพลางกดจูบไปที่ริมฝีปากของเขา

“วันนี้มีงานที่ไหนบ้าง?”

“มีถ่ายแบบกับลี้เทียนค่ะ”

“ช่วงนี้กายถ่ายงานกับเขาบ่อยมากเลยนะ” เนสลุกขึ้นพลางเดินไปยังห้องแต่งตัว ก่อนจะหยิบเสื้อเชิ้ตสีขาวออกมาสวมใส่ขณะที่ฉันก็ลุกขึ้นนั่ง นี่คือเปลี่ยนชุดให้ด้วยเหรอเนี่ย? เมาจนอ้วกเลยเหรอเนสถึงเปลี่ยนชุดนอนให้

“ก็เราสองคนกำลังมาแรงนี่คะ”

“ไม่ใช่เพราะว่าเป็นคู่จิ้นกับเขาเหรอ”

ก็รู้นะว่าเป็นแฟนกัน เขาจะหึงจะหวงมันก็ไม่แปลก แต่นี่มันเป็นงานของฉันไง ฉันเป็นใครคือ ‘สกาย นางแบบไอดอลชื่อดัง’ ที่กำลังมาแรงอยู่ตอนนี้ สำคัญคือฉันกำลังอ่านบทซีรีส์เพื่อเตรียมตัวเป็นนางเอกด้วยนะ

“มันก็ใช่ แต่ลี้เทียนเขาก็มีแฟนแล้วนะ”

“ผมรู้” เนสตอบกลับพลางติดกระดุมเม็ดสุดท้ายหยิบกระเป๋าสะพายเพื่อเตรียมตัวไปเรียน “แล้วเมื่อไหร่ ทุกคนจะได้รู้ว่าผมเป็นแฟนสกายบ้าง”

“...”

“หลบๆ ซ่อนๆ แบบนี้ผมก็มีความรู้สึกนะ” พอเขาพูดแบบนี้ฉันรีบตรงไปสวมกอดเขาทันที

“กายขอโทษ” เอ่ยปากขอโทษเขา “งั้นเย็นนี้เราไปดินเนอร์กันนะ กายเสร็จงานจะรีบไปรับเลย”

“อืม”

“ไม่โกรธกายนะ” ฉีกยิ้มกว้างให้ซึ่งต่อให้เนสจะนิ่งแค่ไหน เจอฉันโหมดนี้ไปก็ใจอ่อนทุกที “กายยอมเนสแล้ว”

“ยอมจริงเหรอ?” เลิกคิ้วขึ้นพลางกอดเอวฉันแน่น “แน่ใจ”

“แน่สิ”

“ดินเนอร์เสร็จ ผมกินของหวานนะ” คำขอของเขาทำเอาฉันเขินอาย หน้าร้อนเห่อไปหมด เนสจึงแนบจูบมาที่แก้มของฉันไล่มายังลำคอ

“อย่าทำรอยนะคะ” เพราะรู้ว่าเขากำลังจะทำอะไรถึงได้ห้ามไว้ก่อน

“ผมทำใต้ร่มผ้าได้ใช่ไหม?”

“เนสอ่า”

“หึ ผมไปเรียนก่อน เจอกันคืนนี้ห้ามเบี้ยวนะ”

ฉันพยักหน้ามองร่างสูงโปร่งที่เดินลงบันไดออกจากห้องเรียบร้อย ฉันก็เข้าไปอาบน้ำแต่งตัวด้วยเสื้อยืดสีขาวพร้อมกางเกงขาสั้นยีนส์เอวสูง พอเห็นเสื้อยืดสีขาวที่ตัวเองใส่พาให้นึกไปถึงเสื้อสีขาวแบบเดียวกัน แต่อยู่บนตัวชายหนุ่มที่มีรอยสักเต็มร่างกายกำยำมากกว่า

“ใคร?” พอนึกไม่ออกว่าใครฉันก็ลงบันไดตรงไปยังครัวก็ต้องอมยิ้ม เมื่ออาหารเช้าง่ายๆ ถูกทำเตรียมไว้ให้ เหตุผลที่ฉันคบกับเนส ถึงเขาจะเนิร์ดไม่เหมาะสมกับฉันเหมือนที่ผู้จัดการส่วนตัวว่า แต่ฉันก็เลือกเขาไปแล้วนี่นา เนสเป็นผู้ชายที่นิ่งๆ แต่เขาใส่ใจฉันดีมาก เราสองคนเจอกันที่มหาลัยตอนที่เพื่อนของเขามาขอลายเซ็นและถ่ายรูปด้วย จังหวะนั้นแววตาของเราสองคนสบกัน มันเหมือนมีพลังงานบางอย่างให้ดึงดูดฉันจึงตามจีบเขา ใช่ ทุกคนสกายนางแบบชื่อดังตามจีบผู้ชายเนิร์ดๆ อย่างเนสล่ะ แล้วมันก็เป็นจริงทุกคน ความฝันของฉันเป็นจริงเมื่อเนสตกลงคบกับฉันและย้ายมาอยู่ที่เพ้นเฮ้าส์ด้วยกัน

ที่นี่ปลอดภัยมากที่จะไม่มีใครรู้ อย่างน้อยฉันก็ต้องเก็บเรื่องของเขาไว้เป็นความลับตามที่ผู้จัดการบอก ฉันเห็นใจเขานะเพราะเขาเองก็อยากควงฉันอย่างเปิดเผย เขาอดทนมาจนถึงห้าเดือนนับว่าเป็นเวลานานพอควร ฉันว่าถ้าฉันเล่นซีรีส์เรื่องนี้จบ ฉันจะประกาศว่าตัวเองมีแฟนแล้วให้มันจบๆ ไป

ออด ออด ออด ~

เสียงออดดังขึ้นฉันที่กัดไส้กรอกทอดเป็นอันหยุดชะงักและรีบไปเปิดประตู มองร่างสูงใหญ่ที่สวมชุดสูทสีดำทั้งตัวเดินแทรกตัวเข้ามาในห้องฉัน ‘คุณฌอน’ เป็นผู้จัดการส่วนตัวฉันอายุสามสิบปีพอดีเลย เป็นผู้จัดการมาให้ฉันถึงสองปี ฉันเพิ่งเป็นที่รู้จักก็ตอนเข้าวงการใหม่ๆ ถ่ายแบบชุดเสื้อผ้าให้ห้องเสื้อแห่งหนึ่ง

“วันนี้มีถ่ายงานกับไปแคสติ้งนักแสดงซีรีส์ครับ”

“ทานอะไรมาหรือยังคะ?” คุณฌอนส่ายหน้าแต่ฉันก็เลือกที่จะชงกาแฟดำให้เขาที่โซฟา คนตรงหน้ากำลังไถไอแพดเพื่อบอกงานของวันนี้ให้ฉันรู้ “คือวันนี้เสร็จงานเร็วไหมคะ”

“ผมไม่ทราบครับ ต้องดูระยะเวลาการทำงานด้วย” ฉันเม้มริมฝีปากตัวเองจนคุณฌอนขมวดคิ้วอย่างสงสัย “มีอะไรหรือเปล่าครับ?”

“วันนี้ฉันนัดกับเนสจะไปดินเนอร์ด้วยกันน่ะค่ะ” ตอบกลับคนตรงหน้าที่พอรับรู้สิ่งที่ต้องการจึงยกแก้วกาแฟขึ้นจิบ

“คุณรู้ใช่ไหมครับคุณสกาย”

“ค่ะ”

“คุณจะเปิดตัวแฟนไม่ได้ ตอนนี้คุณกำลังดัง มีงานซีรีส์เข้ามาให้ได้ประสบการณ์” ตั้งใจฟังเขาทุกอย่างมันก็ถูกนะ ตอนนี้งานสำหรับฉันมันสำคัญมาก ฉันต้องหาเงินเองใช้จ่ายในชีวิตไหนจะต้องจ้างคุณฌอนอีก มันหลายอย่างจริงๆ นั่นแหละ

“ดินเนอร์ที่ห้องก็ได้ค่ะ”

“ดีมากครับ”

หลังจากกินอาหารเรียบร้อยแล้ว ฉันกับคุณฌอนก็ออกจากเพ้นท์เฮ้าส์ด้วยกันจังหวะนั้นลิฟต์ถูกเรียกขึ้นไปที่ชั้น 25 มองชายร่างสูงใหญ่สวมเสื้อยืดสีดำกับกางเกงยีนสีซีด สวมรองเท้าผ้าใบหุ้มข้อสีดำรอยสักเต็มตัวเลย เห็นแล้วใจสั่นมาก (ฉันชอบคนสักไง ถึงเนสจะไม่สักก็เถอะนะ) เขาจับจ้องฉันสักพักสีหน้าของเขาก็เปลี่ยนเป็นหงุดหงิด ทำไมถึงต้องทำหน้าแบบนั้นใส่ฉันด้วย? ฉันไปทำอะไรให้ฮะ ตาบ้า!

“ถ่ายแบบรองเท้านะครับ แล้วก็มีสัมภาษณ์คอลัมน์นิตยสารกับคุณลี้เทียนครับ”

“โอเคค่ะ”

ตอบรับคุณฌอนที่ดูตารางงาน ซึ่งฉันก็ต้องสงสัยเมื่อชายร่างสูงใหญ่มีรอยสักเต็มทั้งสองแขนที่ยืนตรงหน้าฉันเขาหันมามอง พลางถอนหายใจอย่างหงุดหงิด อะไรคือเห็นฉันแล้วถอนหายใจ!

“มีอะไรหรือเปล่าคะ?”

“เปล่า” ถามออกไปแต่เขาก็ปฏิเสธได้เสียมารยาทมาก หางเสียงนี้ไม่มีสักนิดเลย “รกหูรกตา”

“อะไรนะคะ” คราวนี้ได้ยินเต็มสองหูเลยสกาย ผู้ชายคนนี้ต้องว่าฉันแน่ๆ “คุณว่าฉันเหรอคะ?”

“ผมไม่ได้เอ่ยชื่อคุณสักคำ” กวนตีนแล้วไง! หันมามองฉันก็ต้องว่าฉันไหม หันมามองฉันพลางเบะปาก เป็นการเบะปากที่น่าตบที่สุดแล้วมั้ง “ผมอาจจะหมายถึงจิ้งจก ตุ๊กแกในลิฟต์ก็ได้”

ตอบฉันพลางยักไหล่และมองไปด้านบนลิฟต์ ถามหน่อยนะลิฟต์มันจะมีจิ้งจก ตุ๊กแก แมลงสาบให้เขาไหม? ก็ไม่ปะ เขาต้องด่าฉันแน่ๆ และการแถของเขาคือทำเอาเลือดขึ้นหน้าเลยแหะ จะมาปฏิเสธทำไมก่อน ฉันไปทำอะไรให้จะว่าเคยหักอกก็ไม่ เพราะฉันเพิ่งจะเคยเจอกันที่นี่ ตอนนี้และเวลานี้ที่เดาด่าฉันอะ

“นี่คุณ...”

“ใจเย็นๆ นะครับ” คุณฌอนดึงต้นแขนฉันไว้เพื่อไม่ให้เข้าไปกระโจนตะกุยหน้าผู้ชายคนนี้ หล่อแต่ปากเสียแบบนี้ฉันก็ไม่สนหรอกนะ จะถือซะว่าเขาด่าลม ด่าลิฟต์ก็แล้วกัน เหอะ “แคสติ้งบท ยังไงก็ตั้งใจหน่อยนะครับ”

“รับทราบค่ะ”

คุณฌอนพยายามเปลี่ยนเรื่องแล้วก็ได้ผลเมื่อลิฟต์พาเรามาถึงชั้นล่าง ผู้ชายคนนั้นก็เดินออกไป สายตาของฉันก็พาให้มองตามเขาที่ขึ้นรถจากัวร์สุดหรูขับออกจากเพ้นท์เฮ้าส์ผ่านหน้า แต่คนๆ นี้ทำไมถึงได้คุ้นจังนะพอเห็นแบบนี้แล้ว แต่นึกเท่าไหร่ก็นึกไม่ออกอะ

“สกาย ขึ้นรถ” 

รถตู้สีดำที่ฉันซื้อไว้ให้ผู้จัดการฌอนมันสะดวกสบายเวลาที่ฉันทำงานกลับดึกๆ ง่วงจะได้นอนไง อันที่จริงเนสเคยออกปากว่าจะขับรถของฉันไปรับฉันเอง โดยปกติฉันแทบจะไม่ได้แตะรถส่วนตัวเลยด้วยซ้ำ แต่คุณฌอนก็รีบบอกเนสทันทีว่าไม่ต้องแสดงตัวออกไปมากขนาดนั้นเดี๋ยวนักข่าวที่ตามติดจะรู้ว่าเนสกับฉันเป็นอะไรกัน เฮ้อ นี่ละนะ เข้าวงการมาได้ไม่นานก็ยังเปิดตัวไม่ได้ เมื่อไหร่จะเปิดได้ล่ะฉันน่ะเห็นใจเนสจริงๆ ที่เขาต้องทนเป็นคนไร้ตัวตนในชีวิตฉัน ทั้งที่เขามีค่ามาก ฉันชอบเขาเพราะเขาเป็นเขา เป็นผู้ชายที่ดีมากเลย

มาถึงสถานที่ที่สำหรับถ่ายแบบรองเท้าที่คาเฟ่แห่งหนึ่ง ดูเหมือนจะคึกคักน่าดูเลยนะวันนี้ นักท่องเที่ยวที่มาจิบกาแฟกันพอเห็นฉันลงจากรถก็พากันกรูเข้ามาจนคุณฌอนต้องกันพวกเขาให้ออกห่าง ฉันแจกลายเซ็นและถ่ายรูปคู่เพียงไม่กี่คนเท่านั้นก็ยกมือพนมไว้กลางพลางฉีกยิ้มกว้าง

“สกายขอตัวไปถ่ายงานก่อนนะคะ”

“ได้เลยค่ะ น่ารักอะ!”

เมื่อพวกเขาแหวกทางให้ฉันเดินเข้าไปในคาเฟ่ ฉันก็บอกคุณฌอนขอชาเขียวปั่นหวานแก้วหนึ่ง ก่อนทำงานจะต้องเพิ่มพลังด้วยความหวาน ด้านหลังคาเฟ่ดูเหมือนกำลังจะจัดสถานที่ที่เป็นมุมไว้ถ่ายรูปตอนนี้เอาสายสีเหลืองพันรอบไว้ไม่ให้บุคคลภายนอกเข้าไป (ยังกับเกิดคดีฆาตกรรมเกิดขึ้น) ทิ้งตัวลงนั่งตรงหน้ากระจกเตรียมพร้อมแต่งหน้า

“คิดถึงนะครับ พี่ถ่ายงานเสร็จก็น่าจะบ่ายแก่ๆ พี่ไปรอรับที่มหาลัยนะ งืม เดียร์ของพี่เทียนน่ารักที่สุด”

“แหวะ”

“แค่นี้ก่อนนะครับ พอดีมีคนแถวนี้เขาแพ้ท้องน่ะครับ” คว้าเอาแปรงปัดหน้าเตรียมเขวี้ยงลี้เทียนเพื่อนร่วมงานที่ตอนนี้ฉันสนิทกับเขาที่สุดแล้ว “อิจฉาอะดิ”

เบ้ปากมองคนตัวสูงที่ทิ้งตัวนั่งข้างฉัน พอเห็นลี้เทียนคุยกับแฟนได้อย่างเปิดเผยมันก็รู้สึกแบบนั้นจริงๆ นะ ฉันน่ะอยากคุยกับเนสได้ทุกเวลาที่ไม่ใช่แค่กลับไปถึงห้องแค่นั้น ฉันอยากเล่าเรื่องทุกอย่างให้เขาฟังว่าวันนี้ฉันเจออะไรมาบ้าง พอกลับไปถึงห้องก็นอนหลับแล้ว ไม่นับบนเตียงที่ทำเรื่องอย่างว่ากันนะ

“อือ”

“เป็นอะไร?” ฝ่ามือหนาทาบทับลงบนไหล่เรียกใบหน้าให้หันไปมองลี้เทียน “พูดเล่นเอง”

“รู้ แต่อิจฉาจริงๆ นั่นแหละ”

“สกาย” รอยยิ้มของฉันผุดขึ้นถอนหายใจเฮือกใหญ่ก็เอนศีรษะพิงเก้าอี้เบาะที่รองหนุน

“ฉันน่ะมีแฟนก็เปิดเผยไม่ได้” ที่พูดได้แบบนี้เพราะช่างแต่งหน้าและคนอื่นๆ ยังไม่เข้ามา “ฉันอยากโทรหาแฟนตัวเอง พูดคุยเหมือนที่คนอื่นเขาทำบ้าง แต่ต้องหลบๆ ซ่อนๆ เพราะกลัวชื่อเสียงตัวเองจะพัง”

“เฮ้อ”

“ตลกใช่ไหม?”

“เปล่า เธอกับฉันมันไม่เหมือนกันไง” มองใบหน้าหล่อเหลาที่หยิบบุหรี่ขึ้นมาจุดสูบ โดยไม่สนใจว่าฉันจะเหม็นมันมากแค่ไหน ดีนะที่เนสไม่สูบบุหรี่เพราะฉันรู้สึกเหม็นมาก “เธออยู่วงการนี้มานานหลายปี การจะเปิดตัวแฟนมันก็คงจะยาก ฉันเข้าใจว่าตอนนี้เธอดังมาก ไหนจะซีรีส์ที่ถูกทาบทามไปแสดงอีก”

“...”

“ฉันว่าถ้าเธอเล่นซีรีส์จบก็เปิดตัวเลยดิ”

“ต้องถามคุณฌอนก่อน ผู้จัดการส่วนตัวฉันคงไม่เห็นด้วยหรอก”

“ที่ไม่อยากให้เธอเปิดตัวเพราะกลัวเธอทำเงินเขาหล่นหายมั้ง” ลี้เทียนพูดขึ้นลอยๆ ซึ่งฉันเห็นด้วยกับคำพูดของเขา ตอนนี้ทุกอย่างขึ้นอยู่กับฉันทั้งหมด ฉันเป็นตัวทำเงินให้คุณฌอนและตัวเองด้วย “เธอมีภาระนี้ ฉันมันรวยอะ ทำงานนี้แค่เล่นๆ เบื่อเดี๋ยวก็หยุด”

“เชอะ หมั่นไส้พ่อคนรวย” ยื่นหน้าไปล้อเลียนเขา จนลี้เทียนเอามือดันหน้าฉันออกห่าง “อีกอย่างนะเขาหึงฉันกับนายด้วยที่เป็นคู่จิ้นกันอะ”

“เป็นฉันก็หึง”

“ทำไมอะ?”

“ก็เธอสวย เซ็กซี่ขนาดนี้”

“ชมกันหรือไง”

“แน่นอน”

การถ่ายงานของฉันกับลี้เทียนเป็นไปอย่างราบรื่นอาจจะเพระเราสองคนร่วมงานกันบ่อย ทำให้ไม่เคอะเขินเวลาต้องแตะเนื้อต้องตัว สำคัญคือคู่ของเราเป็นที่จับตามองมากแม้ทุกสำนักข่าวจะรู้ว่าลี้เทียนมีแฟนแล้ว แต่ก็พยายามที่จะตามหาผู้หญิงที่โชคดีคนนั้น ลี้เทียนเป็นผู้ชายที่ดีมากๆ ไม่ให้ใครตามหาเดียร์เจอเพราะไม่อยากให้ชีวิตส่วนตัวของตัวเองต้องถูกจับตา ถึงกับขั้นขู่สำนักข่าวเลยนะว่าถ้าใครสะกดรอยตาม เขาจะแจ้งตำรวจและสำนักข่าวนั้นๆ เตรียมตัวรับหมายศาลได้เลย ใครจะกล้าเล่นล่ะ แค่ขู่ก็ทำเอาขี้หดตดหายกันแล้วตระกูลวิวัฒน์ธนะกิจที่โด่งดัง เจ้าสัวลี้ถงพ่อของลี้เทียนทำคุณประโยชน์ให้กับสังคม ที่ฉันรู้เห็นท่านออกข่าวบ่อยๆ ไง

“งานวันนี้คุณสกายได้ร่วมงานกับคุณลี้เทียน มีความรู้สึกยังไงบ้างครับ?” สัมภาษคอลัมน์กับคำถามเดิมๆ ที่ทำให้ฉันฉีกยิ้มกว้าง อันที่จริงลี้เทียนต้องมาสัมภาษณ์ด้วยนะแต่หมอนั้นรีบชิ่งหนีไปซะก่อน ทิ้งขี้ไว้ให้ฉันคนเดียวเนี่ย!

“ก็ดีค่ะ เราสองคนเคยร่วมงานกันมาก่อนด้วย การทำงานถึงได้ราบรื่น”

“แล้วความสัมพันธ์ของคุณสกายกับคุณลี้เทียนล่ะครับ?” ไม่ใช่แค่ครั้งเดียวที่ได้รับคำถามเรื่องฉันกับเขา

“เป็นเพื่อนที่สนิทกันค่ะ รู้ไม่ใช่เหรอคะว่าลี้เทียนเขามีแฟนแล้ว”

“ทราบครับ แต่คุณลี้เทียนก็ไม่เคยบอกครับว่าแฟนที่ว่ามีตัวตนจริงหรือเปล่า” ต้องการอะไรจากฉันเนี่ย! จะให้บอกว่าฉันกับเขาคบกันเรื่องจะได้จบใช่ไหม จะบ้าตายจริงๆ ถ้าลี้เทียนอยู่ก็ดีน่ะสิ

“มีจริงค่ะ สกายคอนเฟิร์ม” นักข่าวหลากช่องจดจ่อไมค์มาที่ปากฉัน ถ้าจะใกล้ขนาดนี้เอาไมค์ยัดปากฉันเลยดีไหม?

“แล้วคุณสกายล่ะครับ มีใครหรือยัง?” คำถามของนักข่าวช่องหนึ่ง ใบหน้าที่สอบถามมองฉันด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความต้องการราวกับว่าเขารู้อะไรแต่เพียงให้ฉันเอ่ยปากพูดเท่านั้น กลืนน้ำลายลงคอกัดริมฝีปากตัวเองสายตาก็มองคุณฌอนที่ส่ายหน้าไปมาเพื่อให้ฉันตอบออกไป นิ่งแบบนี้พวกเขาก็ยิ่งสงสัยฉันจึงฉีกยิ้มและยกมือเกาท้ายทอยตัวเอง

“ไม่มีหรอกค่ะ สกายอยากตั้งใจทำงานก่อน”

“ที่มีข่าวว่าพระเอกชื่อดังช่องสีน้ำเงินตามจีบคุณสกายล่ะคะ?”

“ใครเหรอคะ มีด้วยเหรอทำไมสกายไม่รู้เลย”

“ชื่อย่อ ข”

“ชื่อย่อมาแค่นี้สกายไม่รู้หรอกค่ะ ขอโทษด้วยนะคะ สกายขอตัวไปแคสติ้งบทซีรีส์ก่อน ขอบคุณพี่ๆ มากเลยค่ะ”

ยกมือไหว้นักข่าวกว่าจะหลุดออกจากตรงนั้นได้คุณฌอนก็ต้องประคองไหล่ฉันเดินมาถึงรถตู้ เพื่อตรงไปที่บริษัทช่องวัยรุ่นแห่งหนึ่งที่โทรมาหาคุณฌอนว่าอยากให้ฉันไปรับบท ‘ฟ้าใส’ ในซีรีส์ชื่อเรื่องว่า ‘รักปาฏิหาริย์’ บทที่ฉันจะไปแคสติ้งเป็นตอนย่อยซึ่งคุณฌอนบอกว่าฉันควรเริ่มจากซีรีส์ก่อนฉันก็ตกลงนะ ถึงได้อ่านบทฟ้าใสอยู่ตอนนี้

“บทอะไรเนี่ย”

“มีอะไรครับ?” คุณฌอนเอ่ยถามฉันจึงโน้มตัวไปเกาะเบาคนขับและยื่นเอกสารบทให้เขาดู

“บทนางเอกน่ะค่ะ ดูใสซื่อมาก”

“ไม่ดีเหรอครับ”

“คุณฌอนไม่ดูฉันเหรอ ไม่เข้ากับบทชัดๆ เป็นนางร้ายยังดีกว่า” ได้ยินเสียงหัวเราะของคุณฌอน มันก็จริงนี่นาให้คนอย่างสกายที่แรงแล้วก็เซ็กซี่ไปเล่นบทนางใสซื่อมันไม่ได้ แล้วอะไรเนี่ยต้องบีบน้ำตาร้องไห้ตอนที่โดนครอบครัวพระเอกต่อว่าอีก เห็นแล้วอยากจะเป็นคนเปลี่ยนบทแล้วให้นางเอกลุกขึ้นสู้ชะมัด แต่พออ่านๆ บทไปมันก็สนุกดีนะ “เลิฟซีนเยอะอยู่นะคะ”

“จะให้บอกทางผู้กำกับไหมครับว่าใช้มุมกล้อง?”

“ไม่เป็นไรค่ะ ไม่รู้ว่าจะผ่านหรือเปล่า ไปบอกแบบนั้นเดี๋ยวจะหาว่าฉันเรื่องมาก”

“หึ เรื่องมากตรงไหนครับก็แค่อยากใช้มุมกล้องเอง”

“นั่นแหละค่ะ มืออาชีพจริงๆ เขาคงจะไม่เรื่องมากกับอีแค่เลิฟซีนนิดๆ หน่อยๆ หรอก”

คุณฌอนส่งยิ้มมาให้ฉันผ่านกระจก ซึ่งฉันก็ก้มหน้าลงอ่านบทซีรีส์ที่น่าจะเป็นตอนมีเพียงแค่ 6 ตอนเท่านั้น แต่ทว่าหนักเอาการอยู่นะไหนจะเรื่องของเนื้อเรื่องซีรีส์ที่นางเอกเป็นผู้หญิงอ่อนแอ อยู่บ้านพระเอกที่เป็นเด็กเก็บมาเลี้ยง พระเอกเป็นหมอสุขุมและอายุแก่กว่านางเอกด้วย ใครจะมารับบทพระเอกกันนะ? น่าลุ้นอยู่

บทก่อนหน้า
บทถัดไป