บทที่ 12 บทที่ 12

ลิลิตกลับมาเปลี่ยนชุดที่ห้อง พอไม่มีอะไรทำก็เริ่มฟุ้งซ่าน คิดถึงแม่คิดถึงน้อง ไหนจะงานที่ร้านไหนจะการเรียนที่มหาวิทยาลัยอีก ตอนนี้สิ่งที่สำคัญคือมือถือ ! เธอออกจากหอพักไปสำนักงานเพื่อขอเจอเกรียงไกร

"ช่วยติดต่อเอ่อ...คุณเหลียงหน่อยได้ไหมคะ ฉันอยากได้มือถือคืน"

เกรียงไกรส่ายศีรษะ อธิบายว่าเขาไม่มีสิทธิ์ติดต่อมือขวาเจ้านายโดยตรงหน้าไม่ใช่เหตุฉุกเฉิน ปรกติจะติดต่อกันผ่านเลขา

"ตอนที่คุณเหลียงพาเธอมาส่งด้วยตัวเอง ฉันยังแปลกใจเลย"

พ่อบ้านใหญ่ย้ำสิทธิพิเศษที่ลิลิตไม่อยากได้ เพราะทำให้โดนเพ่งเล็งจนมีคนมาหาเรื่อง

"ฉันแค่ต้องการมือถือตัวเองคืน เขาน่าจะเก็บเอาไว้"

หนุ่มใหญ่ขมวดคิ้วเพียงครู่ แล้วรีบคลายลง ความสงสัยมากเกินไปในบ้านมาเฟียไม่ใช่เรื่องสมควร เพราะเจ้านายไม่ใช่คนใจดี มีเป็นร้อยวิธีที่จะทำให้ลูกน้องขี้สงสัยหายไปจากโลก

เพราะรู้จักวางตัวเช่นนี้ เกรียงไกรจึงได้รักษาตำแหน่งพ่อบ้านใหญ่มาได้อย่างยาวนาน

"งั้ย ฉันจะลองช่วยดูนะ"

เหลียงกำชับให้จับตาดูลิลิต แต่ไม่ได้ออกท่าทางซีเรียส เกรียงไกรเดาว่าเธอน่าจะเป็นคนสำคัญในเรื่องด้านดี ๆ ไม่มีพิษมีภัย แค่ให้ระวังไว้ไม่ให้หนี

สักพักหลังติดต่อหนึ่งในเลขาของคีรินทร์ที่มีหน้าที่ดูแลบ้านและทรัพย์สิน เรื่องที่สาวน้อยตรงหน้าต้องการก็ได้คำตอบ เสียงเคาะประตูดังพร้อมร่างสวมสูทดำของบอดี้การ์ดก็เข้ามาพร้อมมือถือคู่ใจเครื่องเก่าของเธอ ลิลิตกอดแน่นแนบอก เหมือนดังมันเป็นสมาชิกคนหนึ่งในครอบครัว

"ขอบคุณค่ะ"

ดีใจจนไม่อาจห้ามน้ำตาได้ นี่นับเป็นเรื่องดีที่สุดที่เจอหลังโดนจับมาอยู่คฤหาสน์หลังนี้

"ขอบคุณจริง ๆ ค่ะ"

ลิลิตเอ่ยซ้ำพลางยกมือเช็ดน้ำตาที่หลั่งริน

"อยู่ที่นี่ ถ้ามีอะไรติดขัดก็บอกฉันได้"

พนักงานคฤหาสน์ที่รับมามักอยู่ในวัยผู้ใหญ่ ไม่มีคนมาร้องไห้น้ำตาไหลป้อย ๆ อย่างนี้หรอก เกรียงไกรนึกเอ็นดูสาวตรงหน้า รู้สึกเหมือนเธอเป็นลูกเป็นหลาน

"หนูขอบคุณมาก ๆ ค่ะ"

ลิลิตรอดแล้ว ในรังอสรพิษยังมีคนใจดีเอ่ยปากให้ความช่วยเหลือ อย่างน้อยโชคชะตาก็ไม่ใจร้ายกับเธอนัก ยังส่งทางสว่างให้เธอได้เดินบ้าง ค่อยมีกำลังใจอยู่ในคุกที่เรียกว่าคฤหาสน์มาเฟียหน่อย

"ปอสบายดีค่ะแม่ ไม่ต้องห่วง เขาไม่ได้ทำร้ายอะไรปอ แค่พามาอยู่ในเซฟเฮ้าส์ เขาอยากให้ปอช่วยเป็นพยาน ไม่มีอะไรอันตรายค่ะ"

หลังจากได้มือถือลิลิตก็โทรหาสุรีย์ เธอตอบคำถามมารดารัว ๆ พอถามกลับท่านก็บอกสบายดี อยู่ในบ้านแห่งหนึ่งและมีหมอมาตรวจอาการลดาด้วย

"พ่อเราน่ะโวยวายมาก เขาเลยให้ออกไปอยู่อีกที่"

ค่อยโล่งอกหน่อยที่ตัวปัญหาหายหน้าไปชั่วคราว ลิลิตรักทั้งครอบครัว แต่ในสถานการณ์เลวร้ายเช่นนี้ ต้องเซฟคนที่เซฟได้ก่อน

สำราญลื่นเป็นปลาไหล เอาตัวรอดเก่ง ไม่งั้นจะหนีเจ้าหนี้การพนันได้ตลอดหรือ ทุกครั้งคนใช้หนี้จะเป็นแม่ พอลิลิตหาเงินได้ภาระนั้นก็ตกเป็นของเธอ ...บอกแล้วบางทีเจ้ากรรมนายเวรก็มาในรูปบุพการี

เสร็จจากเรื่องครอบครัวก็เป็นเรื่องเรียน ลิลิตอยู่ปีสี่ เหลือแค่ส่งธีสีทจบ เธอเลือกหัวข้อจะทำ วาดภาพเก็บไว้บางส่วนแล้ว คุยกับอาจารย์ที่ปรึกษา ขอคำปรึกษาถ้าตนกลับไปส่งธีสีทไม่ทันจะต้องทำยังไง อาจารย์แนะนำให้ดร็อปเรียน ฟังแล้วใจวูบโหวง บอกว่าขอคิดดูก่อน เจอคีรินทร์ครั้งหน้าถ้าเขายังจัดการอริตัวเองไม่เสร็จ ลิลิตจะขอค่าเสียเวลาที่ทำให้เธอเรียนจบช้าไปหนึ่งปี

พอเจอหนทางสว่างของทุกเรื่อง ลิลิตค่อยโล่งใจหน่อย แต่จะให้นอนพักในห้องทั้งตะวันยังส่องแสงจ้าก็ไม่ใช่แนวทางของเธอ ลิลิตออกจากหอพักพนักงานตั้งใจไปยังห้องสมุด ดูลาดเลาที่ทำงานใหม่หน่อย ขณะเดินตามแนวสวน หูเจ้ากรรมก็ได้ยินเสียง

"เหวินเหวินหนูสวยที่สุด ไหนยกกระโปรงขึ้นสูงอีกนิด อย่าอาย ไม่มีใครเห็นหรอก"

ถ้อยคำอีโรติกทำคนฟังจั๊กจี้จี้หู ลิลิตหลบตัวแนบกับพุ่มไม้อัตโนมัติ

"ไม่เอา...หนูอาย หนูไม่สวยหรอก"

แต่เสียงใสที่ตอบมานั้นเยาว์นัก คิ้วเรียวขมวด ชักรู้สึกทะแม่ง ๆ

"เหวินเหวินสวยมาก ฉันรักหนูนะ"

คนพูดโทนต่ำแบบหนุ่มเต็มตัว ลิลิตฟังแล้วขนลุก ผู้ชายคนนี้กำลังล่อลวง เป็นพวกใคร่เด็กแน่

ร่างโปร่งเคลื่อนจากพุ่มไม้หนึ่งไปยังพุ่มไม้หนึ่งอย่างเงียบกริบ แหวกช่องว่างระหว่างกิ่งไม้ดูจึงเห็นภาพมี่เหวินในชุดลูกไม้กำลังคุยกับหนุ่มคนหนึ่ง ข้างกันเป็นเฟรมวาดภาพมีหน้ากระดาษว่างเปล่าสองเฟรม

"มันเป็นศิลปะ เธออย่าคิดมาก"

ลิลิตพุ่งพรวดเข้าไปทันที มองเจ้าคนใช้ศิลปะก่ออาชญากรรมตาเขม็ง

"คุณหนูไม่อยากทำก็อย่าบังคับสิคะ"

"..."

มี่เหวินมองลิลิตด้วยสายตาตระหนก เธอเห็นร่างกายสาวน้อยสั่น

บทก่อนหน้า
บทถัดไป