บทที่ 1 สู่ขอ
ตอนที่1 สู่ขอ
ปริมระตา
“แม่อยากจะมาสู่ขอปริมให้ตาคิมน่ะลูก” เสียงของหญิงวัยกลางคนพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่แน่วแน่และใจดีอบอุ่นเสมอระหว่างบอกจุดประสงค์ของตัวเองออกมา
“เอ่อ ปริมว่าไม่ต้องถึงขนาดนั้นก็ได้นะคะ” ฉันได้ยินแบบนั้นก็ปฏิเสธออกไปอย่างเกรงใจและลำบากใจไม่น้อย เพราะไม่อยากให้เรื่องราวมันเป็นเรื่องใหญ่แบบนี้และไม่คิดว่าจะเป็นแบบนี้ด้วยเช่นกัน
“ไม่ได้หรอกลูก บุญคุณที่หนูช่วยลูกสาวแม่ไว้ ยังไงแม่ก็ต้องตอบแทนให้ถึงที่สุด” คุณนภายังคงยืนยันความคิดเดิมของตัวเองออกมาอย่างหนักแน่นไม่เปลี่ยนใจราวกับคิดมาดีแล้ว
ส่วนเรื่องราวนั้นมันก็ไม่มีอะไรมากนักหรอก แค่วันนั้นครีมลูกสาวของคุณนภาโดนผู้ชายที่ไหนก็ไม่รู้ตั้งใจเข้ามาทำร้ายด้วยการจะฉุดเธอ แต่ฉันที่ผ่านไปเห็นพอดีก่อนและได้ตัดสินใจเข้าไปช่วยเธอเอาไว้ทันจนปลอดภัยกันทั้งสองคน แต่ถึงอย่างนั้นมันก็ทำให้ตัวเองได้รับบาดเจ็บจากมีดที่ผู้ชายคนนั้นหมายจะป้องกันตัวและถ่วงเวลาเพื่อหาทางหนีจนฉันต้องนอนโรงพยาบาลรักษาตัว แต่ดีที่แผลไม่ได้ลึกและโดนจุดสำคัญอะไรเลยไม่ได้อันตรายถึงแก่ชีวิตและรอดมาได้อย่างน่าสะพรึงกลัวไปเหมือนกัน
“ไม่เป็นไรจริง ๆ ค่ะ ยังไงก็คนกันเองทั้งนั้น” ฉันเองก็ยังคงยืนยันความคิดเดิมออกไปอย่างไม่ได้คิดมากอะไรกับการช่วยเหลือครั้งนั้นเลยสักนิด
แม้มันจะเป็นความคิดที่เสี่ยงและอันตรายต่อตัวเองมากในตอนนั้น แต่สถานการณ์คับคันและเป็นคนรู้จักกันด้วยอยู่แล้ว พอเห็นแล้วก็คิดอะไรไม่ออกและไม่มีเวลาคิดอะไรมากด้วยนอกจากเข้าไปช่วย
“ไม่ได้หรอกลูก ถ้ามันจำหน้าหนูได้แล้วคิดกลับมาทำร้ายหนูจะทำยังไง ยังไงตอนนี้หนูก็อยู่กับแม่แค่สองคน ถ้าหนูมีคนดูแลหนูแม่จะได้สบายใจด้วย”
แต่คุณนภาก็ยังคงพูดขึ้นอย่างแน่วแน่ด้วยเหตุผลออกมาพร้อมกับหันไปมองหน้าแม่ฉันด้วยรอยยิ้ม ราวกับว่าสิ่งที่คิดท่านคิดและพูดออกมามันคือที่สุดแล้ว
“.....” เหมือนกับฉันเองก็หันไปมองหน้าแม่อย่างลำบากใจขอความเห็นและความช่วยเหลือด้วยไม่ต่างกัน เพราะเรื่องนี้นับว่าเป็นเรื่องใหญ่ที่ฉันไม่ได้ตั้งตัวและตั้งรับไว้ก่อนเลย
“แม่แล้วแต่ลูกตัดสินใจเลย” แม่ที่รับรู้ความคิดของฉันจึงตอบกลับฉันมาอย่างที่ท่านเองก็คงตัดสินใจแทนฉันในเรื่องนี้ไม่ได้ และไม่รู้ว่าต้องเลือกทางไหนด้วยเช่นกัน
“ไม่เป็นไรจริง ๆ ค่ะ ปริมเต็มใจช่วย” ฉันหันกลับไปตอบคุณนภาด้วยประโยคเดิมอีกครั้งจากความรู้สึกจริงของตัวเอง และคิดว่าการตอบแทนแบบนี้มันมากไปเกินกว่าจะรับไหวด้วย ยังไงถ้าเกิดเราเห็นคนอื่นเดือดร้อน เราพอช่วยได้เราก็ช่วย ยิ่งเป็นคนกันเองกันด้วย
“นะปริม แม่ขอร้องเถอะ ถ้าปริมไม่ยอมรับน้ำใจจากแม่ตรงนี้ แม่ต้องรู้สึกติดค้างและไม่สบายใจแน่เลย”
แล้วคุณนภาก็พูดขึ้นอีกครั้งอย่างไม่สบายใจและกดดันฉันทางอ้อม หวังให้ฉันตอบรับความต้องการของท่านออกมาอย่างขอร้องไปในตัว
“แต่...” ฉันรู้สึกลำบากใจหนักกว่าเดิมกำลังจะหาข้ออ้างที่พอสมเหตุสมผลขึ้นมาเพื่อหวังว่าท่านจะเข้าใจเพราะไม่รู้จะพูดยังไงเหมือนกัน แต่ก็ถูกท่านดักทางขึ้นก่อน
“นะลูก ปริมก็รู้ว่าแม่อยากได้หนูเป็นลูกสะใภ้แค่ไหน เอาเป็นว่างานจะมีขึ้นเร็ว ๆ นี้แน่นอน”
คุณนภายังคงพูดออกมาอย่างไม่ปิดบังความรู้สึกที่เคยมีต่อฉันในอดีตจนถึงปัจจุบัน พร้อมกับสรุปทุกอย่างเรียบร้อยจนหมดด้วยตัวเองคนเดียวราวกับมัดมือชกกันเสียอย่างนั้น
“ก็ได้ค่ะ” ฉันลังเลกับตัวเองอย่างลำบากใจไม่น้อย แต่สุดท้ายฉันก็ตอบรับท่านออกไปอย่างทำอะไรไม่ได้เพราะความหนักแน่นของท่านทำให้ฉันเกรงใจและลำบากใจ และอีกอย่างในใจลึก ๆ ของฉันถึงแม้ว่าจะกลัว แต่ฉันก็ไม่ปฏิเสธหรอกว่าอยากให้มันเป็นแบบนี้...
แล้วเมื่อฉันตอบรับออกไปผู้ใหญ่ก็เลือกคุยรายละเอียดกันต่ออีกหน่อยโดยที่ฉันก็นั่งเงียบฟังอย่างเดียว
ฉัน ปริมหรือปริมระตา ตอนนี้อายุ 26 ปี นิสัยก็เป็นคนทั่ว ๆ ไป มีดีมีร้ายปะปนกันตามสถานการณ์ เป็นคนไม่ค่อยยอมแพ้กับอะไรง่าย ๆ จนกว่าจะพยายามอย่างถึงที่สุดไม่ให้รู้สึกเสียดายตามหลัง
ฉันเป็นลูกสาวคนเดียวของบ้านตอนนี้อยู่กับแม่สองคน พ่อกับแม่เลิกรากันไปนานแล้ว และทางเราก็ไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับพ่ออีก ตอนนี้ฉันทำงานเป็นพนักงานบริษัทแห่งหนึ่ง สถานะของตอนนี้ก็คือโสดสนิท(ลืมรักเก่าไม่ได้) ไม่เปิดใจให้ใคร จนกว่าจะได้บอกความจริงกับแฟนเก่าที่เลิกรากันไปเพราะความเข้าใจผิดอย่างหนัก และสถานการณ์ตอนนั้นมันทำให้เหตุผลเป็นเพียงคำแก้ตัวและฟังยังไงก็ไม่ขึ้น
“ปริมจะเอาแบบนี้จริง ๆ เหรอลูก” หลังจากครอบครัวของคุณนภากลับไปแล้วเหลือฉันกับแม่เพียงสองคน แม่ก็หันมาถามฉันขึ้นอีกครั้งเพื่อความแน่ใจกับเรื่องที่นับว่าไม่ใช่เรื่องเล็ก ๆ เลย
“ค่ะแม่” แม้ฉันจะยังคงลังเลอยู่ไม่น้อย แต่สุดท้ายฉันก็ยังคงยืนยันออกไปอย่างหนักแน่นเป็นครั้งแรกเมื่ออยู่กับแม่ แม้ว่าแรกเริ่มเดิมทีจะไม่ได้หวังถึงขนาดนี้แต่เมื่อมีโอกาสมาถึงตัวแล้วฉันก็จะคว้าไว้อย่างไม่หลีกเลี่ยงและอาจจะดูเห็นแก่ตัวไปบ้างในบางมุมก็ตาม
“แม่ยอมรับการตัดสินใจของลูกนะ แต่แม่แค่เป็นห่วง” แม่พูดออกมาอย่างไม่ได้มีปัญหาติดขัดกับการตัดสินใจของฉันแต่ก็อดกังวลไม่ได้กับทางเลือกนี้เหมือนกัน ซึ่งฉันก็รู้ดีเช่นกันว่าแม่เป็นห่วงฉันเรื่องอะไร
“แม่ไม่ต้องห่วงปริมนะคะ อย่างน้อยปริมก็จะใช้โอกาสนี้พูดทุกอย่างที่มันค้างคาให้หมด แต่ถ้าพยายามแล้วมันไม่มีอะไรดีขึ้น ปริมจะถอยออกมาแน่นอนค่ะ”
ฉันบอกแม่ออกไปด้วยรอยยิ้มและความแน่วแน่อย่างไม่คิดอะไรมากเพื่อให้แม่สบายใจ จนแม่ยอมยิ้มออกมาอย่างเบาใจกับความคิดของฉัน
คิมหันต์
“แม่ก็รู้ว่าผมคบกับไข่มุกอยู่ แล้วแม่จะมาบอกให้ผมแต่งงานคืออะไรครับ”
ผมถามแม่ออกไปอย่างไม่เข้าใจและไม่พอใจอย่างมากกับการตัดสินใจเองของแม่แล้วค่อยมาโยนภาระให้ผมรับผิดชอบ ยิ่งรู้ว่าผู้หญิงอีกคนคือใครยิ่งทำให้รับไม่ได้เป็นอย่างมาก
“คิมก็รู้ ว่าหนูปริมช่วยน้องเราไว้ ถ้าไม่ได้หนูปริมวันนั้น ป่านนี้น้องจะเป็นยังไงบ้างก็ไม่รู้”
แม่ผมพูดออกมาด้วยเหตุผลและความจริงจังต่อเหตุการณ์ทุกอย่างที่เกิดขึ้น ราวกับรู้สึกติดค้างกับการช่วยเหลือครั้งนั้นเป็นอย่างมาก
“เราก็ตอบแทนเขาเป็นอย่างอื่นสิครับ ทำไมต้องให้ผมแต่งงานด้วย”
ผมถามออกไปอย่างไม่พอใจและไม่เข้าใจเหมือนเดิมกับการตัดสินในนี้ของแม่ เพราะวิธีการตอบแทนเรื่องพวกนี้มันมีมากมายหลายวิธีให้เลือกทำ อีกอย่างผู้หญิงแบบนั้นใครจะไปอยากแต่งงานด้วยกันล่ะ ผ่านมาตั้งเท่าไหร่และอะไรมาบ้างก็ไม่รู้
“แต่แม่เห็นว่าวิธีนี้มันดีที่สุดแล้วที่จะตอบแทนเขา เงินทองบ้านนั้นเขาก็ไม่ได้ขัดสนอะไร สิ่งของแม่ก็คิดว่าให้อะไรไปมันก็คงไม่พอ”
แม่พูดอธิบายออกมาอย่างมีเหตุมีผลของตัวเองอีกครั้งให้ผมคิดตาม แต่สำหรับผมยังไงมันก็ฟังไม่ขึ้นเลยสักนิด
“แม่ก็รู้ว่าผมรักไข่มุก และที่สำคัญผมเกลียดเธอ!” ผมยืนยันความรู้สึกของตัวเองออกไปอย่างหนักแน่นให้แม่ได้รับรู้ ซึ่งแน่นอนว่าแม่เองก็รู้ดีด้วยเช่นกัน ว่าผมเกลียดผู้หญิงคนนั้นมากแค่ไหน
“แม่รู้ แต่ว่าแค่ปีเดียวนะลูก อย่างน้อยให้ได้ตอบแทนเขาไปจนคิดว่าพอ แล้วถ้าถึงตอนนั้นลูกจะหย่าแม่ก็จะไม่บังคับ” แม่พูดออกมาอย่างขอร้องพร้อมกับข้อเสนอและระยะเวลาที่ชัดเจนออกมาให้มันดูง่ายขึ้น
ซึ่งเวลาหนึ่งปีสำหรับผมที่ต้องอยู่กับผู้หญิงแบบนั้นมันนานไม่ต่างกับสิบปีเลยสักนิดจนไม่อยากยอมรับเลยด้วยซ้ำ แค่วันเดียวหรือแค่นาทีเดียวผมก็ไม่อยากอยู่ใกล้เธอแม้แต่น้อย
“แม่ขอร้องนะลูก แม่รู้ว่าคิมรู้สึกยังไงแต่ว่าแค่ปีเดียวแม่สัญญา หรือถ้าระหว่างนี้เป็นหนูปริมเองที่เขาขอหย่าเองโดยไม่ต้องรอให้ถึงปี อันนั้นก็เป็นสิทธิ์ของคิมเลยลูก”
แม่ยังคงขอร้องและพูดขึ้นอีกครั้งด้วยคำมั่นสัญญา พร้อมกับทางเลือกอีกทางที่ถ้าเกิดขึ้นจากอีกฝ่ายก็จะไม่ติดปัญหาอะไรด้วยเหมือนกัน
“ก็ได้ครับ” ผมได้แต่ถอนหายใจออกมาอย่างเบื่อหน่ายและทำอะไรไม่ได้ เพราะผมที่ไม่มีทางปฏิเสธก็ได้อยู่แล้วก็เล่นไปตกลงกับทางนั้นเรียบร้อยก่อนแล้ว จึงทำได้เพียงตอบรับแม่ออกไปส่ง ๆ
เพราะแม่ผมอยากได้ปริมระตาเป็นลูกสะใภ้ตั้งแต่แรกแล้ว แต่มันดันเกิดเหตุที่ผมกับเธอเลิกกันกันก่อน จนมาตอนนี้ที่มีเรื่องที่ต้องรู้สึกติดค้างตอบแทน แน่นอนว่าเหตุผลนอกจากอยากจะตอบแทน แม่ผมคงจะใช้โอกาสนี้ในการสานสัมพันธ์ให้ผมกับปริมระตากลับมาคืนดีกันแน่นอน แต่บอกไว้เลย ว่าแม่ต้องผิดหวัง
และหนึ่งปีที่ผมจะได้หย่ากับเธอ แต่ไม่ต้องห่วงหรอกเพราะระหว่างนี้ผมจะทำให้เธอเจ็บปวดจนต้องร้องขอหย่าจากผมตั้งแต่อาทิตย์แรกเดือนแรกด้วยตัวเองแน่นอน
ผม คิมหรือคิมหันต์ ตอนนี้อายุ 29 ปี นิสัย ขรึม พูดน้อย เป็นคนอบอุ่นกับคนรักและครอบครัว แต่ก็เป็นดั่งซาตานกับคนที่เกลียด พร้อมจะร้ายและเลวได้อย่างไม่ปราณีโดยเฉพาะคนที่มันทำกับผมก่อน
ผมเป็นพี่ใหญ่ของบ้าน มีน้องสาวคนหนึ่งที่ค่อนข้างบอบบางและอ่อนแอ ที่บ้านทำธุรกิจหลายอย่างและตอนนี้ผมดำรงตำแหน่งเป็นประธานบริษัทแทนพ่อ ส่วนเรื่องที่ต้องแต่งงานอย่างไม่พอใจนั้นเพราะว่าตอนนี้มีคนรักอยู่แล้ว ที่สำคัญคนที่ต้องแต่งงานด้วยคือคนที่ เกลียดมากที่สุดในชีวิต
“ขอบใจมากนะลูก” แม่ได้ยินคำตอบรับแบบนั้นก็พูดขึ้นอย่างดีใจไม่น้อย ซึ่งต่างจากผมตอนนี้มากที่เหมือนต้องตกอยู่ในนรกทั้งเป็นทั้งที่ยังไม่เริ่มด้วยซ้ำ
แต่ไม่เป็นไร ในเมื่อเธออยากจะเข้ามาในชีวิตผมอีกครั้ง ผมก็จะทำให้เธอรับรู้ว่าการอยู่กับคนที่เกลียดเธอ มันทรมานแค่ไหน สิ่งที่ผมทรมานที่ต้องอยู่กับเธอในอีกไม่นานมันจะต้องไปตกอยู่ที่เธอแทน เธอจะได้จำไปจนวันตาย
