บทที่ 2 แต่งงาน
ตอนที่2 แต่งงาน
ปริมระตา
และแล้ววันที่ควรเป็นวันสำคัญที่สุดในชีวิตผู้หญิงคนหนึ่งก็มาถึง แต่กลับเป็นวันที่ทำให้ฉันเวทนาตัวเองในอกเงียบ ๆ กับว่าที่สามีที่ไร้ซึ่งรอยยิ้ม ใบหน้าแววตาบ่งบอกถึงความไม่เต็มใจอย่างไม่รักษาหน้ากันเลยสักนิดไม่ว่าจะต่อหน้าใครก็ตาม ไม่เหลียวมองเจ้าสาวตัวเองที่อยู่เคียงข้างไม่ห่างแม้แต่หางตา
เป็นงานแต่งที่จัดขึ้นอย่างสวยงามสไตล์ไทย ๆ และถูกจัดขึ้นที่บ้านของเจ้าบ่าวของฉันเพื่อสะดวกกับการทำพิธีทุกอย่างที่เดียวครบไม่ต้องเดินทางให้เสียเวลาและเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้น พร้อมกับแขกเหรื่อที่มาร่วมงานเป็นสักขีพยานรักของเรากันมากพอสมควร ทุกอย่างมาอย่างราบรื่นกว่าที่คิดแม้จะเห็นชัดว่าเจ้าบ่าวมีสีหน้าเหมือนถูกบังคับก็ตาม จนตอนนี้พิธีก็ดำเนินมาจนถึงขั้นตอนสุดท้ายแล้ว นั่นคือการส่งตัวบ่าวสาวเข้าหอนั่นเอง
“พ่อขอให้ลูกทั้งสองครองคู่กันจนแก่เฒ่า หนักนิดเบาหน่อยก็อภัยให้กันนะลูก” พ่อของพี่คิมหันต์อวยพรออกมาอย่างผู้ใหญ่ใจดีท่านหนึ่ง
“แม่ขอให้ลูกมีความสุขในชีวิตคู่ ทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีกันทั้งสองคนนะลูก ต้องใจเย็น ๆ พูดกันด้วยเหตุผลเข้าใจไหม”
ตามด้วยแม่ของพี่คิมหันต์อวยพรต่อด้วยรอยยิ้มปลื้มปริ่มกว่าใครในงาน แต่ก็ไม่ลืมเน้นย้ำประโยคหลังกับลูกชายตัวเองอย่างหมายมั่น
“หนักนิดเบ่าหน่อยก็ยกโทษให้ลูกแม่ด้วยนะคิม ส่วนเราเป็นเมียก็ต้องทำตัวดี ๆ อย่าดื้อหรืออยากเอาชนะกันรู้ไหมลูก”
และก็ปิดท้ายด้วยแม่ของฉันที่อวยพรเป็นคนสุดท้ายอย่างมีความเป็นห่วงอยู่เห็นได้ชัด และเมื่อผู้ใหญ่ทุกท่านส่งอวยพรเราเสร็จฉันกับพี่คิมหันต์ก็ก้มลงกราบเท้าพ่อแม่ของเขาและฉันเป็นการรับพร แล้วพวกท่านก็พากันออกไปเมื่อถึงเวลาอันสมควร
ทำให้ตอนนี้เหลือฉันกับพี่คิมหันต์เพียงสองคนในห้องที่เงียบสงัดและเย็นเฉียบจากบรรยากาศจนชวนให้อึดอัดจากผู้ร่วมอาศัยที่แสดงออกตลอดว่าเบื่อหน่ายเต็มทน
“พี่คิมจะอาบน้ำก่อนปริมไหมคะ” ฉันตัดสินใจเป็นฝ่ายถามเขาออกไปทำลายความเงียบนี้ด้วยตัวเอง เพราะคงหากรอให้เขาเป็นฝ่ายพูดก่อนเราก็คงไม่ได้คุยกัน และนี่คงเป็นบทสนทนาแรกของฉันกับพี่คิมหันต์ตั้งแต่เช้าจนถึงตอนนี้เลยก็ว่าได้
“.....” และแน่นอนว่าร่างสูงของคนที่ได้ชื่อว่าสามีหมาด ๆ ของฉันก็ไม่ได้ตอบอะไรฉันกลับมาราวกับไม่ได้อยากคุยและไม่จำเป็นต้องพูด ก่อนจะก้าวยาว ๆ เดินเข้าห้องน้ำไปทันทีราวกับไม่อยากมองหน้ากัน
“เห้อ!” ฉันได้แต่ถอนหายใจออกมาอย่างรู้สึกอึดอัดไม่น้อยกับสถานการณ์ตั้งแต่แรกเริ่มจนถึงตอนนี้ ทั้งที่ทุกอย่างพึ่งจะเริ่มแท้ ๆ แต่ดูเหมือนจะยากกว่าที่ฉันคิดไว้
ฉันรู้ว่าเขาเกลียดฉันมากแค่ไหน แต่ที่ฉันยอมทำแบบนี้เหตุผลหนึ่งก็เพราะว่าฉันยังรักเขาอยู่มาก ยึดติดกับเขาจากการเลิกราที่ยังไม่ค้างคาใจจนปล่อยวางไม่ได้ และมันก็เป็นเหตุผลที่ฉันต้องเข้ามาในชีวิตเขาอีกเมื่อมีโอกาสเพื่อการอธิบายเรื่องทั้งหมดในอดีตให้เขาได้ฟังให้ได้
แล้วถ้าถึงวันนั้นที่เขายอมฟังทุกอย่างและเชื่อในสิ่งที่ฉันพูดแต่ว่าไม่สามารถกลับมารักฉันได้เหมือนเดิมอีกแล้ว ฉันก็พร้อมจะยอมรับความจริงและเป็นฝ่ายถอยออกมาด้วยตัวเองเพราะถือว่าทุกอย่างมันถึงทางตันของมัน แต่ก็นับว่าระหว่างเราจบกันอย่างไม่มีอะไรค้างคาติดค้างต่อกันอีกเช่นกัน
ส่วนถ้าถามว่าทำไมการอธิบายเรื่องนี้ฉันต้องยอมแต่งงานกับเขาตามคำขอของแม่เขา ก็เพราะว่าถ้าเราสองคนยังเป็นแค่แฟนเก่ากันเหมือนที่ผ่านมา ฉันกับเขาก็ไม่มีโอกาสได้เจอกันเลย ต่อให้บังเอิญหรือตั้งใจได้เจอกันแค่ไหนเขาก็เห็นฉันเป็นเพียงอากาศธาตุที่พร้อมจะเดินผ่านไปอย่างไม่แยแสเหมือนคนไม่รู้จักกัน ต่อให้ฉันจะเป็นฝ่ายหน้าด้านตามเขาไปร้องขออ้อนวอนให้เขาฟังหรือคุยกับฉันสักห้านาทีต่อเรื่องในอดีต แต่เขาก็ไม่เคยหันมาสนใจอะไรฉันเลยสักนิด ทุกเสียงทุกคำพูดของฉันมันเพียงเหมือนเพียงอากาศที่เขาไม่สนใจ
และแน่นอนว่าหากเขาไม่เข้าใจฉันผิดจนเลิกกันอย่างมีความเชื่อแบบนั้นมาจนถึงตอนนี้ ฉันเองก็คงไม่ได้พยายามเท่านี้ด้วยเหมือนกัน แต่เพราะฉันรู้สึกไม่ยุติธรรมกับตัวเองเพราะถูกมองและตัดสินเป็นคนไม่ดีไปแล้วจากคนที่ฉันไม่อยากให้เขาเกลียด ฉันจึงยอมทำได้ทุกอย่างเพื่อให้บรรลุเป้าหมายของตัวเอง
แน่นอนว่าสถานะตอนนี้ของเราตอนนี้ มันจะทำให้เขาหนีฉันไม่ได้ต่อให้พยายามแค่ไหนก็ไปไหนไม่พ้น ทำให้เขาต้องวนเวียนเห็นหน้ากันอยู่แบบนี้ จนมันจะต้องมีสักครั้งและสักวันหนึ่งนั่นแหละที่อาจจะยอมตัดรำคาญเปิดโอกาสให้ฉันบ้าง
ส่วนตอนนี้...
“พี่คิมจะไปไหนคะ” ผ่านไปประมาณครึ่งชั่วโมงได้ พี่คิมหันต์ก็เดินออกจากห้องน้ำและแต่งตัว แต่เสื้อผ้าที่เขาหยิบมาใส่กลับเหมือนกับจะออกไปข้างนอกมากกว่าขึ้นนอน ทำให้ฉันอดถามออกไปด้วยความอยากรู้ไม่ได้ทันที
“เรื่องของฉัน!” แล้วน้ำเสียงเรียบนิ่งเย็นชาเหมือนคนไม่อยากคุยและรำคาญเต็มทนก็ตอบกลับมาโดยไม่แม้แต่จะหันมามองหน้าฉันเลยสักนิดและเสียงก็แข็งมากด้วย
ราวกับว่าแค่สละเสี้ยวหางตามองกันก็ยังมากเกินไป เหมือนกับว่าแค่พูดกันปกติสักคำก็เหลือบ่ากว่าแรงเขาแล้ว
“แต่วันนี้วันส่งตัว โบราณเขาถือไม่ให้ออกไปข้างนอกจนกว่าจะเช้านะคะ”
ฉันพูดบอกเขาออกไปอย่างที่ผู้ใหญ่ก็บอกมาอีกทีว่าให้อยู่แต่ในบ้านไม่ให้ออกไปไหนจนกว่าจะวันใหม่ อีกทั้งตัวเขาเองก็รับรู้ด้วยเหมือนกันเพราะผู้ใหญ่พูดบอกพวกเราพร้อมกัน
“ทำไม ถ้าออกแล้วจะทำไม” และครั้งนี้พี่คิมหันต์ก็หันมาสบตากับฉันเต็มตา แล้วถามฉันออกมาด้วยน้ำเสียงท้าทายไม่แยแสและสายตาที่แข็งกร้าวเหมือนเดิมอย่างไม่ได้คิดสนใจคำพูดอะไรพวกนั้นเลยสักนิด
“ก็มันจะไม่เป็นมงคลไงคะ” ฉันก็ไม่รู้หรอกว่ามันเพราะอะไร แต่ก็บอกเขาออกไปด้วยเหตุผลอย่างที่ฟัง ๆ ผู้ใหญ่พากันพูดนั่นแหละ
“หึ! มันก็ไม่เป็นมงคลตั้งแต่ที่ฉันต้องแต่งงานกับเธอแล้วว่ะ... แล้วที่สำคัญกว่านั้นนะ ยิ่งมันไม่มงคลก็ยิ่งดีสิ เพราะฉันอยากจะเลิกกับเธอมันตอนนี้พรุ่งนี้ไปเลยด้วยซ้ำ!”
พี่คิมหันต์ได้ยินเหตุผลแบบนั้นก็แค่นขำออกมาอย่างเหยียดหยามกัน ก่อนจะพูดความรู้สึกนึกคิดของเขาออกมาอย่างไม่ปิดบังและไม่คิดจะรักษาน้ำใจของฉันคนฟังเลยสักนิด ตอกย้ำออกมาว่าเกลียดกันแค่ไหนหากหย่ากันพรุ่งนี้ได้เขาคงรีบทำและยอมแลกกับทุกอย่าง
ซึ่งแน่นอนว่าคนที่เกลียดอย่างเขาอาจจะสะใจมากกับคำพูดร้ายกาจแบบนี้ แต่คนที่ยังรักอยู่อย่างฉันมันก็ย่อมต้องเป็นคนเจ็บปวดเป็นธรรมดาอย่างเลี่ยงไม่ได้ด้วยเช่นกัน
“วันนี้พี่คิมนอนที่นี่ดีกว่านะคะ อย่าพึ่งออกไปข้างนอกเลย ปริมขอวันหนึ่งนะคะ”
แต่ฉันก็พยายามควบคุมอารมณ์และความรู้สึกของตัวเองไว้อย่างถึงที่สุดเพราะไม่อยากทะเลาะกับเขาตั้งแต่วันแรกและจะยิ่งทำให้เขาไม่อยากอยู่มากกว่าเดิม ก่อนจะขอร้องเขาออกไปอย่างพยายามใจเย็นและมีเหตุผลจนไร้ศักดิ์ศรีเผื่อเขาจะฟังกันบ้าง เพราะอย่างน้อยก็ขอวันหนึ่งก็ยังดีเพื่อให้เป็นศิริมงคงแก่เราและการเริ่มต้นที่ฉันเลือกเอง
“ทำไมฉันต้องทำตามที่เธอขอ?” แต่พี่คิมหันต์กลับเลิกคิ้วขึ้นถามฉันออกมาด้วยสีหน้าที่ค่อนข้างเย้ยหยันและสมเพชกันอย่างไม่ปิดบัง ราวกับว่าฉันไม่รู้สถานะตัวเองเลยสักนิดว่าไม่ได้สำคัญพอที่เขาไม่มีความจำเป็นต้องทำตามคำพูดคำขอ และยิ่งฉันเป็นคนขอเขายิ่งอยากจะทำตรงข้ามมากกว่าเดิม
“ปริมไม่ได้มีความสำคัญอะไรที่จะบอกว่าเพราะอะไรหรอกค่ะ แต่ปริมแค่ขอวันนี้วันเดียวได้ไหมคะ”
ฉันเองก็รู้จุดยืนของตัวเองต่อหน้าเขาดีเหมือนกัน จึงพูดออกมาอย่างเข้าใจสถานะตัวเองไม่เรียกร้องคำว่าเมียออกมาให้เขาสมเพชเล่น ก่อนจะพูดขอร้องพี่คิมหันต์ออกไปอีกครั้งอย่างว่าง่าย
อย่างน้อยฉันกับเขาก็เคยเป็นแฟนกันมาก่อน ฉันรู้จักนิสัยเขาดีพอตัวเลย ถึงแม้ว่าตอนนี้จะเขาจะเปลี่ยนไปบ้างจนเกือบไม่เหลืออะไรที่เหมือนเดิม แต่ฉันมั่นใจว่าสิ่งที่เปลี่ยนไปทุกอย่างมันก็แค่กับฉันเท่านั้น แต่ฉันก็เชื่อว่าลึก ๆ ของเขายังคงเป็นเขาเหมือนเดิมที่ฉันเคยรู้จักอย่างดี
“.....” พี่คิมหันต์มองหน้าฉันนิ่ง ๆ เหมือนกำลังคิดอะไรบางอย่าง แต่ก็ยอมเดินไปถอดเสื้อเพื่อเปลี่ยนเป็นเสื้อนอนกลับมา
“.....” พอฉันเห็นแบบนั้นฉันก็สบายใจขึ้นไม่น้อยที่คำขอร้องของฉันยังได้ผลกับเขาอยู่บ้าง เลยพาตัวเองเดินเข้าห้องน้ำไปชำระร่างกายบ้างด้วยความเหนื่อยล้าและอยากพักเต็มทน
และกว่ายี่สิบนาทีที่ฉันอาบน้ำจนเสร็จก็เดินออกมาจากห้องน้ำเพื่อแต่งตัว แต่เท้าก็ต้องชะงักกับสิ่งที่ได้ยินและไม่คิดว่าเขาจะเล่นกันตั้งแต่คืนแรก
