บทที่ 3 ให้เกียรติ

ตอนที่3 ให้เกียรติ

คิมหันต์

หลังจากที่ตอนแรกผมตัดสินใจว่าจะออกไปนอนที่คอนโดไข่มุกหลังจากเสร็จงานแต่งและผู้ใหญ่กลับไปกันหมดไม่มีใครขวาง เป็นแผนที่วางไว้ในหัวตั้งแต่แรกเพราะไม่อยากร่วมชายคากับผู้หญิงที่อยู่ในห้องด้วยกันตอนนี้ แต่ก็ต้องเปลี่ยนแผนเป็นนอนที่บ้านแทนอย่างไม่สบอารมณ์เท่าไหร่ เมื่อผู้หญิงคนนั้นเอาแต่ขอร้องออกมาไม่หยุดจนน่ารำคาญ

และที่ผมยอมอยู่นอนที่นี่ไม่ใช่เพราระว่าผมยอมฟังหรือเห็นใจเธอหรอกนะ แต่เพราะผมคิดว่าการจะทำให้เธอเจ็บปวดและถอนตัวไปได้นั้นมันก็ต้องทำให้เธอรู้เห็นและสัมผัสทุกอย่างกับตัวมากกว่าการจะทิ้งเธอไว้กอดทะเบียนสมรสที่นี่สบาย ๆ ไม่ใช่แค่ผมเดินออกจากบ้านนี้แล้วไม่กลับมายุ่งกับเธอ ซึ่งแบบนั้นแม้จะเอาตัวเองออกห่างจากเธอได้ แต่สถานะของเธอก็ยังคงอยู่ต่อไปอีกจนกว่าจะครบปี นั่นมันนานเกินไป

เพราะนั่นถึงแม้ว่าเธออาจจะไม่พอใจหรือทนไม่ได้แต่มันทำให้เธอไม่เจ็บปวดและทรมานยังไงล่ะ และมันก็ไม่ใช่อย่างที่ผมต้องการด้วย ผมจะทำให้การเลิกกันครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้ายของเรา จะทำให้เธอไม่แม้แต่จะกล้าคิดกลับมายุ่งกับผมอีกเลย

“อย่านอนดึกนะ พี่เป็นห่วง” ผมพูดกับปลายสายออกไปด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน ต่างกับตอนพูดกับใครอีกคนร่วมห้องอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งคนปลายสายก็ไม่ใช่ใครที่ไหนหรอกแต่เป็นไข่มุกแฟนสาวของผมนั่นเอง

เราคบกันได้เกือบปีแล้ว ระยะเวลาที่คบกันก็หลังจากที่เลิกกับผู้หญิงคนเก่าและทำใจกับผู้หญิงร่วมห้องผมได้นั่นแหละ แม้มันจะไม่ได้นานมากหรือผูกพันอะไรจนถึงขั้นลึกซึ้งมองอนาคตอันแสนไกล แต่มันก็ดีกว่าใครอีกคนไม่น้อย

(พี่คิมจะไม่เปลี่ยนไปใช่ไหมคะ) แล้วปลายสายก็ถามออกมาด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความกังวลอย่างเห็นได้ชัด และนี่ก็เป็นคำถามรอบที่เท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้ของไข่มุกตั้งแต่เธอรู้ว่าผมต้องแต่งงานกับผู้หญิงคนนี้

แต่ผมไม่รำคาญหรือไม่ได้ไม่พอใจเธอแม้แต่น้อย เพราระคนเราเป็นแฟนกันมันเป็นเรื่องปกติอยู่แล้วที่จะกังวลให้แฟนไปอยู่กับผู้หญิงคนอื่น ยิ่งผู้หญิงคนนั้นดันเป็นแฟนเก่าของเราด้วยแล้วมันยิ่งน่ากังวลจนวางใจไม่ได้เลย

“พี่ไม่มีทางเปลี่ยนไป พี่รักไข่มุกยังไงก็จะรักแบบนั้น ไม่มีอะไรมีค่าพอที่จะทำให้พี่เปลี่ยนไปจากไข่มุกได้หรอก”

ผมตอบไข่มุกออกมาอย่างหนักแน่นและหวังให้ใครอีกคนที่ออกจากห้องน้ำได้ยินมันเต็มสองหู ตั้งใจเน้นย้ำให้รู้ว่าเธอไม่ได้มีค่าพอแม้จะอยู่ในสถานะที่เหมือนจะเหนือกว่าก็ตาม แต่เธอควรู้ว่าความรู้สึกของผมมันเป็นของคนอื่นไปแล้ว และไม่มีทางที่ใครจะทำให้ผมเปลี่ยนใจได้โดยเฉพาะยิ่งเป็นผู้หญิงแบบนี้ ไม่มีทางที่ผมจะเดินรอยเดิมแน่นอน

ปัง! เสียงปิดประตูห้องน้ำดังขึ้นจากด้านหลังราวกับจงใจ ผมหันไปมองนิดหน่อยอย่างไม่รู้สึกตกใจหรืออะไรสักนิดแม้จะได้เห็นผู้หญิงคนนั้นเดินออกมาและปิดมันเหมือนตั้งใจให้ได้ยิน ซึ่งแน่นอนว่าปิดเสียงดังขนาดนี้เธอคงจะได้ยินสิ่งที่ผมพูดไป

ผมไม่สนใจราวกับไม่ได้ยินหรือไม่ให้ค่าสักนิด หันกลับมาคุยโทรศัพท์กับไข่มุกต่ออย่างแสดงความรักที่มากกว่าปกติ โดยตลอดการพูดคุยผมก็มักจะได้ยินเสียงเปิดปิดตู้เสื้อผ้าลิ้นชักและทำอะไรเสียงดังราวกับกำลังประชดประชันมาจากในห้องอย่างไม่พอใจ

แต่นั่นแหละที่ผมต้องการที่สุด

“ฝันดีนะครับ แล้วเจอกัน” หลังจากคุยกันมาสักพักแล้วผมก็เลือกจะทิ้งท้ายก่อนวางสาย แล้วเดินกลับเข้ามาในห้องโดยระหว่างนี้ไม่ได้ปิดประตูระเบียงอย่างจงใจ และก็เห็นผู้หญิงคนนั้นนั่งเล่นโทรศัพท์พิงอยู่ที่หัวเตียงด้วยใบหน้าที่บึ้งตึงเหมือนไม่พอใจอะไรสักอย่าง

“แต่งงานยังไม่ทันข้ามคืน แต่คุยกับผู้หญิงคนอื่นต่อหน้าภรรยาตัวเองได้ไม่รู้สึกอะไรเลยนะคะ”

สุดท้ายปริมระตาก็เป็นฝ่ายพูดสิ่งที่ผมจงใจทำให้เธอรับรู้ขึ้นอย่างประชดประชันใส่อย่างทนไม่ไหว เมื่อผมเดินมาทิ้งตัวลงนอนที่เตียงอย่างไม่ทุกข์ร้อนอะไร

“ไข่มุกไม่ใช่คนอื่นแต่เป็นคนที่ฉันรัก แล้วถ้าจะมีใครเป็นคนอื่น ก็คงจะเป็นผู้หญิงถือทะเบียนอย่างเธอนะ”

และในเมื่อเธอเป็นคนเอ่ยปากกับผมก่อน ผมก็จะไม่ให้เธอได้พูดคนเดียวเด็ดขาด จึงตอบเธอกลับไปอย่างชัดถ้อยชัดคำย้ำสถานะให้เธอได้รับรู้ว่าไข่มุกอยู่ในสถานะไหน แล้วเธอเองต่างหากที่อยู่ในสถานะไหน

“แต่ตอนนี้พี่แต่งงานกับปริมแล้ว ทำอะไรก็ให้เกียรติปริมบ้าง เพราะหากทะเบียนสมรสทำหน้าที่ของมัน ต่อให้พี่จะมองว่าปริมเป็นคนอื่น แต่กฎหมายและสังคมไม่ได้มองแบบนั้นนะคะ”

ปริมระตายังคงเถียงออกมาอย่างไม่พอใจไม่น้อยก่อนจะย้ำสถานะตัวเองออกมาอย่างไม่รอช้าพร้อมกับคำขู่กราย ๆ และมันก็เป็นสิ่งที่ผมต้องการเหมือนกัน

“คนอย่างเธอมีเกียรติควรจะได้ด้วยเหรอ?” ผมถามเธอออกไปเหมือนไม่รู้จริง ๆและไม่เคยคิดว่าเธอมีมันเลยสักนิด “อีกอย่างอยากฟ้องก็เชิญสิ เพราะฉันพร้อมจะหย่าและชดใช้เงินแทนมุกทุกบาททุกสตางค์”

แต่แน่นอนว่ามันเป็นคำถามที่ไม่ได้ต้องการคำตอบอะไรจากเธอเลยสักนิด เพราะมันเป็นสิ่งที่ผมแค่อยากจะย้ำเตือนให้เธอรู้ความคิดของผมที่มีต่อเธอก็เท่านั้น ทั้งยังไม่ลืมเน้นย้ำให้เธอรับรู้ว่าการฟ้องหย่ามันเข้าทางผมอยู่แล้ว เพราะผมจะได้หย่าจากเธอ ส่วนเรื่องค่าชดเชยต่าง ๆ ที่เธอจะเรียกจากไข่มุก ผมก็จะเป็นรับผิดชอบเองหากได้แลกกับอิสระ

“.....” ซึ่งมันก็ทำเอาร่างบางตรงหน้ามีสายตาไหววูบอย่างเห็นได้ชัด ได้แต่เม้มปากแน่นเหมือนพยายามหาคำโต้แย้งออกมาอยู่แต่กลับทำอะไรไม่ได้นอกจากมองผมนิ่ง ๆ

และมองแค่นี้ก็รู้ได้แล้วว่าเธอคงจะเจ็บกับคำพูดของผม ไม่น้อย แต่นั่นแหละที่ผมต้องการที่สุด และนี่มันแค่พึ่งเริ่มต้นเท่านั้น

“แล้วเพื่อนที่คบกับแฟนเก่าของเพื่อน คนที่มันทำได้ทุกอย่างเพื่อแย่งของคนอื่น มันมีเกียรติมากเหรอคะ”

แล้วเหมือนเธอจะคิดมันออกแล้ว ปริมระตาเลยพูดขึ้นใส่หน้าผมคืนอย่างกล่าวหาไข่มุกในทันทีต่อความสัมพันธ์ที่มันเกิดขึ้นจริง

และใช่ ปริมระตาเคยเป็นเพื่อนกับไข่มุก เป็นเพื่อนที่(เคย)สนิทกันมากด้วยตั้งแต่สมัยเรียน แต่แล้วยังไงล่ะมันก็แค่อดีต

“ถึงอย่างนั้น ไข่มุกก็มีเกียรติมากกว่าเธอ” ผมไม่ได้แยแสกับสิ่งที่ทำตรงนี้และมองว่าแย่เลยสักนิด ก่อนจะย้อนกลับไปเพื่อเป็นการยืนยันว่าเรื่องนี้ไม่ได้ทำให้ผมมองไขมุกไม่ดี “อีกอย่าง ไม่มีใครแย่งใครไปจากใครได้หรอก แต่เพราะบางคนมันไม่คู่ควรให้คบต่อไง ฉันก็เลยก็เลือกจะทิ้งไปเอาสิ่งที่ดีกว่า”

และเน้นย้ำให้เธอรู้ว่าไข่มุกไม่ได้แย่งผมไปจากเธอ แต่เป็นผมเองที่อยากถอยออกจากผู้หญิงอย่างเธอแล้วไปหาผู้หญิงดี ๆ อย่างไข่มุกแทน

พูดอย่างไม่รู้สึกอะไรกับคำพูดและความจริงเหล่านี้ให้เธอได้รับรู้ความมคิดของผม เพราะผมกับเธอเลิกกันแล้วก่อนจะคบกับไข่มุก เราไม่ได้คบซ้อนหรือหลอกหักหลังปริมระตาสักหน่อย ในเมื่อเลิกกันไปแล้ว ผมก็มีสิทธิ์จะคบใครก็ได้ และใครก็มีสิทธิ์จะคบผมก็ได้เหมือนกัน

“พี่เกลียดปริมมากเลยเหรอถึงได้พูดแบบนี้” แล้วคำถามเรียบนิ่งก็ดังออกจากปากของปริมระตาย้อนกลับมา

สิ่งที่เธอคงคิดว่าจะทำให้ผมรู้สึกแย่ได้ในตอนแรกกลับย้อนไปใส่ตัวเธอคืน ทำให้สุดท้ายปริมระตาก็ได้แต่ถามออกมาด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบกว่าตอนแรกราวกับถูกตอกย้ำจนไปไม่เป็น จ้องมองผมด้วยสายตาที่เหมือนกับเจ็บปวดไม่น้อยและซ่อนไว้ไม่อยู่

และมันเป็นอะไรที่น่ามองไม่น้อยสำหรับผม เป็นสิ่งที่ผมได้เห็นแล้วรู้สึกดีจนอยากเห็นมันซ้ำ ๆ แบบนี้บ่อย ๆ เลยต้องตอบกลับคำถามของเธอไม่ให้เธอต้องผิดหวัง...

“ก็ไม่ได้มากนักหรอก แค่เธอเป็นคนเดียวที่ฉันเกลียดที่สุดในชีวิตเลยก็ว่าได้”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป