บทที่ 10 หลบหน้าหลบตา

ตั้งแต่วันที่เกิดเรื่องถึงวันนี้ก็ล่วงเลยมาเป็นเดือน เพิ่มเติมคือเธอพยายามหลบหน้าหลบตาอยู่แต่ภายในร้าน หากไม่มีธุระจำเป็น เนตรนภายังคงทำงานเหมือนเดิม แต่พยายามไม่ไปส่งออร์เดอร์ให้คนบนห้าง จนเพื่อนเริ่มพากันสงสัย

“เนตรพักนี้ไม่เห็นไปส่งออร์เดอร์เลย” เพื่อนร่วมงานถาม

“อื้อ ไม่อยากถูกกล่าวหาว่าเป็นหัวขโมยค่ะ” เธอตอบตรง ๆ

“ถ้าหายจริงป่านนี้ตำรวจคงมาจับไปแล้วว่าไหมละ” ปริมท้วงขึ้น

“นั่นละสิ เขาคงไม่พอใจที่เธอทำกาแฟหกใส่เขามาดีกว่า เลยหาเรื่องกล่าวหา” ปริมยังคงเสริม

“ช่างเถอะ” ก่อนที่เนตรนภาจะหัวเราะ แต่ใครจะรู้ภายใต้เสียงหัวเราะนั้น เธอต้องเจออะไรมาบ้าง

หลังเลิกงาน

เสียงเคาะประตูห้องเนตรนภาดังขึ้น เธอรีบเดินไปเปิดประตูทันที โดยไม่ได้คิดอะไร เพราะนึกว่าเป็นปริมที่โทรศัพท์เข้ามาบอกจะมาเล่นด้วย

“คุณ” ดวงตาเบิกโพลงด้วยความตกใจ เนตรนภารีบดันประตูปิด แต่ชายหนุ่มผลักเข้ามาง่ายดาย

“ออกไปนะคะ” เธอถอยหลังขยับไปยืนกลางห้อง

“ไงไม่เจอกันนาน” น้ำเสียงทุ้มเข้ม สายตามองหญิงสาว หญิงสาวยืนตัวสั่น คิดในใจเมื่อไหร่ปริมจะมา ความหวาดกลัวทำให้เนตรนภาถอยหลังจนสุดมุมห้อง

“อย่าเข้ามานะ” เรียวปากสั่นระริก น้ำตาเอ่อรื้น เหนือตะวันสืบเท้าเข้าหาเหมือนไล่ต้อนเหยื่อ

แต่ต้องหยุดชะงักกับที่ หญิงสาวคว้าของใกล้ตัวเหวี่ยงโยนใส่ชายหนุ่ม แต่เขาหลบมันมีบ้างที่ถูกเนื้อตัว ชายหนุ่มคลี่ยิ้มอย่างชอบใจในความหวาดกลัวของคนตัวเล็ก

เมื่อเห็นว่าไม่ปลอดภัย เนตรนภาเอี้ยวตัวเตรียมวิ่ง กลับถูกเหนือตะวันคว้าเข้าเอวคอด ทำให้เธอถูกกักขังโดยปริยาย

“ปล่อยหนูนะ” หญิงสาวปัดป้องให้พ้นจากพันธนาการของชายหนุ่ม

“ฉันมาเอาของฉันคืน ตามสัญญา”

“หนูบอกคุณแล้วไง ว่าหนูไม่ได้เอามา” เธอกลัวเขาทำร้ายเธอเหมือนครั้งที่ผ่านมา น้ำตาไหลโดยไม่รู้ตัว

“โกหก นั่นมันแหวนเพชรที่ฉันสั่งทำให้แม่ฉัน แต่เธอบังอาจหยิบฉวยมันมา” น้ำเสียงที่เรียบเฉยแต่ชวนให้น่ากลัว

“ขอร้องละคะ ถึงจะจับหนูส่งตำรวจหรือฆ่าให้ตายตรงนี้ ก็เอามาคืนคุณไม่ได้ เพราะมันไม่มี ขอร้องปล่อยหนูเถอะค่ะ”

“อยากตายจริงงั้นเหรอ ฮึ”

เหนือตะวันแค่นหัวเราะ วันนี้เขาดื่มมาที่คลับนิดหน่อย นึกครึ้มอยากมาทวงของคืน

“อุ๊บ!” เหนือตะวันปิดปากคนที่กำลังจะเอื้อนเอ่ย

หญิงสาวพยายามขืนตัวไม่ให้เขาทำตามใจแต่ต้องยอมแพ้ต่อเขาอย่างสิ้นเชิง

“เฮ้ย” ทำอะไรเพื่อนฉัน ปริมาภรณ์เปิดประตูเข้ามาเห็นพอดี เหนือตะวันถอนจูบทันที เนตรนภาได้ทีรีบผลักชายหนุ่มถอยห่าง และรีบวิ่งมาหาปริม

“คุณทำอะไรเพื่อนฉัน” ครั้นได้เห็นหน้าชายหนุ่ม เธออ้าปากค้างก่อนดึงสติ

“เธอเห็นฉันทำอะไรละ” แม้จะไม่พอใจที่มีคนขัดจังหวะ

“อ้อ คุณนี่มันเป็นยังไง ฮะ เพื่อนฉันบอกไม่ได้ขโมยอะไรมายังจะหน้าด้านกล่าวหาให้คนดี ๆ เป็นคนเลวไปได้ คนรวยนี่มันชอบกลั่นแกล้งคนจนจังนะคะ” ปริมต่อว่าชายหนุ่มอย่างไม่ลดละ

“เพื่อนเธอคงดีงั้นสิ” หางตาหรี่มองยังคนข้างหลัง

“เอ้อ อย่างน้อยก็เจียมตัวไม่ฉกฉวยของคนอื่นง่าย ๆ โว้ย”

“ฮึ ให้มันเจียมตัวไปตลอด”

สองเท้าก้าวเข้าหาสองสาว แม้จะหวาดกลัวเพียงใด แต่ปริมยังคงยืนไม่ขยับ ซึ่งต่างจากเนตรนภาที่ตัวสั่นหลบสายตาเหนือตะวัน

“เธอยังไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเพื่อนอีกอย่างนะ” ชายหนุ่มพูดทิ้งท้ายให้ปริมสงสัย ก่อนที่เหนือตะวันจะเดินผิวปากออกจากห้องทิ้งไว้เพียงความสงสัยของปริม

เมื่อชายหนุ่มพ้นประตู เนตรนภารีบวิ่งไปปิดประตูพร้อมร้องไห้ตัวสั่น โดยมีปริมเข้าสวมกอด พร้อมลูบหลังเนตรนภาเบา ๆ

“เขารู้ห้องเธอได้ยังไงเนตร”

“ไม่รู้ เรานึกว่าเป็นเธอเลยเปิดประตูให้”

“ไม่เป็นไรแล้วเนตร ไม่ร้องนะ”

ปริมกวาดสายตามองภายในห้อง ข้าวของเกลื่อนเต็มพื้น

“เก็บของกัน” ปริมบอก

ปริมช่วยเนตรนภาเก็บของเข้าที่ พร้อมคุยถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้น สำหรับเนตรนภาไม่ได้บอกเรื่องที่เขาล่วงเกินเธอเมื่อครั้งก่อน เธอจึงบอกเท่าที่จำเป็น

สุดท้ายปริมต้องค้างเป็นเพื่อนที่ห้องเนตรนภา

เช้าที่แสนน่าเบื่อ สองสาวเพื่อนซี้ ยืนเลือกซื้อของกินเพื่อเอาไปกินที่ร้าน

“ปริมเอามะม่วงเปรี้ยวสองลูก ฝากซื้อด้วย” เนตรนภาอยากกินเปรี้ยว ๆ เธอรู้สึกวิงเวียนบอกไม่ถูก

“ได้ ๆ” ปริมสั่งมะม่วงและเลือกผลไม้อย่างอื่นเพิ่ม จากนั้นจึงรีบเดินไปที่ทำงาน

“เฮ้ย”

ปริมเปิดประตูมาภายในร้าน เห็นเจ้าของร้านยืนหน้าเคาน์เตอร์

“อะไรของเธอ” พิพัฒน์เงยหน้ามองปริม

“คุณพัฒน์ สวัสดีค่ะ” เนตรนภายกมือไหว้

“สวัสดีครับน้องเนตร” เขาทักทายหญิงสาว

“ว่าไงยัยทอมบอย” ก่อนหันไปยักคิ้วให้ปริม

“นี่ ปากหรือไง” ปริมถลึงตาใส่

แม้พิพัฒน์เป็นถึงเจ้าของร้าน แต่เขาก็ไม่ถือสาลูกน้องอย่างปริม กลับดีใจด้วยซ้ำในร้านจะได้มีสีสัน มีคนคอยถกเถียงคลายเครียด เขาคิดแบบนั้น

ชายหนุ่มมองออกนิสัยของลูกน้องภายในร้านแต่ละคนเป็นแบบไหน

“นี่คุณพัฒน์”

“หือ” เจ้าของร้านกำลังง่วนกับงาน

“รู้ไหมเพื่อนตัวเองไปห้องยัยเนตร”

ปริมเอ่ยพร้อมจ้องหน้าชายหนุ่ม

“ใคร” พิพัฒน์ขมวดคิ้ว

“เพื่อนที่เป็นเจ้าของห้างสรรพสินค้าไง”

พิพัฒน์ละมือเปลี่ยนมาเท้าแขนบนเคาน์เตอร์ มองหน้าปริม พลางคิดว่าเพื่อนเขาไปห้องของเนตรนภาจริงหรือ

“จริงเหรอ”

“จริงสิ ดีนะที่ฉันไปทัน”

“แล้วมันทำอะไรเนตร” เขาแปลกใจ คนอย่างเหนือตะวันจะลดตัวไปหาเนตรนภาเนี่ยนะ

“ยังไม่ได้ทำ”

“มีปัญหาอะไรกันหรือเปล่า” พิพัฒน์จริงจัง

“เขาหาว่าเนตรขโมยแหวนเพชรค่ะ” เนตรนภายืนฟังอยู่ประตูหลังร้าน ก่อนเดินมาหยุดต่อหน้าชายหนุ่ม

“เนตร” ปริมเรียก

“เรื่องเป็นมายังไง” ชายหนุ่มถอนหายใจ ยืนกอดอก

บทก่อนหน้า
บทถัดไป