บทที่ 1 ดอกเบี้ยจำเป็น

บทที่ 1

ดอกเบี้ยจำเป็น

เรียวเท้าก้าวลงมาจากรถยนต์ สายตาคู่หวานทอดมองไปยังบ้านหลังใหญ่เบื้องหน้าท่ามกลางความอุดมสมบูรณ์ของไร่องุ่นชื่อดัง ‘ไร่หมอกตะวัน’ นับหลายพันไร่รวมถึงปางช้างด้วยความรู้สึกหลากหลาย ‘พบตะวัน’ ไม่รู้ว่าตัวเองควรรู้สึกยินดีหรือยินร้ายกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เพราะตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปเธอต้องเข้ามาอยู่ที่นี่ในสถานะ ‘ดอกเบี้ย’

มันก็ดีอยู่หรอกที่เธอไม่ต้องทนฟังเสียงด่าทอและการเปรียบเทียบเธอกับพี่สาวจากมารดา แต่ท้ายที่สุดมันจะดีสักแค่ไหนกันเชียว

“หนูชื่อม่อนใช่ไหม?” หญิงสูงวัยรูปร่างท้วมเดินมาหา ถามไถ่ชื่อแซ่หญิงสาวรุ่นราวคราวลูก

“ใช่ค่ะ ม่อนเอง” เสียงเรียกของป้าตรงหน้าทำให้พบตะวันจำยอมสลัดความคิดในหัวทิ้งไป และตอบรับท่าน

“ป้าชื่อป้าลีนะเป็นคนงานที่นี่แหละ คุณพร้อมเธอฝากให้ป้าพาเราไปส่งที่บ้านพักคนงาน ป้าเองก็เตรียมที่ทางไว้ให้แล้ว ตามมาสิ” ท่านว่าพลางเดินนำพบตะวันและพาขึ้นรถซาเล้งพ่วงข้างขับเข้าไปภายในไร่ใช้เวลาไม่เกินสามนาทีก็ถึงที่หมาย

บ้านพักคนงานของที่นี่ถูกจัดสรรเป็นสัดส่วน มิใช่ห้องแถวยาว ๆ ให้อยู่กันแต่เป็นบ้านปูนชั้นเดียวแม้หลังไม่ได้ใหญ่มากมายแต่ก็ดูออกว่าเจ้าของที่นี่คงจะใส่ใจในสวัสดิภาพการใช้ชีวิตของพนักงานตนเองอยู่ไม่น้อย ไม่อย่างนั้นคงไม่ลงทุนมากถึงขนาดนี้

“ถึงแล้ว นี่บ้านพักเรา”

“ของม่อนคนเดียวเหรอคะ?” พบตะวันตั้งคำถาม เพราะมันดูสะดวกสบายกว่าที่คิดเอาไว้มาก แม้พื้นที่ไม่กว้างเท่าไหร่นักแต่ความเป็นส่วนตัวมีชัดเจน

“ใช่จ้ะ อยู่ได้ตามสบายนะขาดเหลืออะไรก็บอกป้าได้”

“ขอบคุณป้าลีมากนะคะ แล้วงานที่ต้องทำ...”

“อ้อ...เรื่องนั้น คุณพร้อมบอกป้าไว้แล้วว่าให้เราไปทำงานที่โรงครัว”

“อ้าว...” หญิงสาวครางเสียงแผ่วออกมา ไหนว่าตอนแรกมารดาบอกว่าเขาให้เธอมาทำงานบัญชีไง แล้วทำไมถึงได้เป็นโรงครัวเสียได้ “เดี๋ยวม่อนโทรหาแม่สักครู่นะคะ”

“จ้ะ ตามสบายเลย” ท่านพยักหน้าให้ พบตะวันเดินเลี่ยงออกมาก่อนต่อสายหามารดา ไม่นานนักก็รับสาย

[มีอะไร]

“ไหนแม่บอกว่าคุณพร้อมเขาจะให้ไปทำงานบัญชี แล้วทำไมหนูถึงได้ทำงานที่โรงครัว” เธอไม่รอช้ารีบเข้าประเด็นทันที เพราะรู้อยู่แล้วว่ามารดาก็คงไม่ได้อยากเสียเวลาคุยกับเธอสักเท่าไร

[เขาบอกมาอย่างนั้นเหรอ?] เพียงนภามารดาของหญิงสาวคิ้วขมวด เพราะตอนแรกเจ้าหนี้บอกแบบนั้นจริง ๆ

“ค่ะ”

[แกก็ทำ ๆ ไปเถอะม่อน] แต่ท้ายที่สุดก็ให้ลูกตอบตกลงไป

“แต่แม่”

[ไหนบอกว่าอยากช่วยพ่อกับแม่ แกหัดทำตัวให้เป็นประโยคเหมือนพี่สาวแกบ้างเถอะ]

“ก็ได้ ม่อนทำก็ได้”

ตั้งแต่เล็กจนโต เธอมักโดนเปรียบเทียบกับพี่สาวอยู่ตลอด จนบางครั้งรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจท่านเอาแต่บอกว่าเธอคว้าน้ำเหลว ทำอะไรได้ไม่ดีเท่าพี่สาวแม้เมื่อไม่กี่เดือนก่อนเธอจะเรียนจบปริญญาตรีแถมยังได้เกียรตินิยม แต่พวกท่านไม่เคยมองเห็นความพยายาม เพราะพี่สาวทำได้ดีกว่านั้น

[อยู่ที่นั่นก็ทำงานให้เขาดี ๆ สัญญาแค่หนึ่งปี แกคงทนได้]

“ม่อนอดทนได้มากกว่าที่แม่คิด”

[งั้นก็ดี]

“แม่...” ท่านทำท่าจะวางสาย ทว่าเธอกลับเรียกขานเอาไว้

[มีอะไรอีก]

“เอ่อ...เปล่าค่ะ” เธอแค่อยากถาม...

อยากถามว่าท่านเคยรักเธอบ้างหรือเปล่า แต่สุดท้ายก็ไม่กล้าพูดออกไปเพราะกลัวว่าคำตอบที่ตอบกลับมาจะทำให้หัวใจดวงน้อย ๆ ชอกช้ำ กลัวว่าจะรับความจริงไม่ได้หากมารดาพูดว่าท่านไม่รักเธอเหมือนที่รักพี่สาวอย่าง ‘พราวดารา’

ตลอดเวลาพบตะวันเป็นรองพราวดารามาตลอด พี่สาวเป็นคนเก่งตั้งแต่เด็กได้รับการนิยมชมชอบอยู่บ่อยครั้งต่างจากเธอลิบลับ แม้ตอนนี้ก็ยังรู้สึกว่าไม่เป็นที่ต้องการของใคร ยิ่งตอนนี้ที่พราวดาราได้ทุนเรียนต่อปริญญาโทต่างประเทศ ยิ่งตอกย้ำให้รู้ว่าเธอสู้อะไรพี่สาวไม่ได้เลย

การยอมมาที่นี่ในครั้งนี้เพื่อชดใช้หนี้สินของครอบครัว หวังลึก ๆ ว่าบิดามารดาจะหันมามองเธอบ้าง

แต่เปล่าเลย...คนนอกสายตาอย่างไร ท้ายที่สุดก็นอกสายตาอย่างนั้น

“ขอโทษที่ให้รอนานนะคะป้าลี”

“ไม่เป็นไรจ้ะ สรุปยังไงหนูม่อนไม่รู้มาก่อนเหรอ”

“ไม่รู้ค่ะ ไม่มีใครบอกม่อนเลย”

“ถ้าทำไม่ได้ จะกลับไปก็ได้นะฉันไม่ได้ว่าอะไร”

สิ้นเสียงหวาน เสียงเข้มก็ดังแทรกขึ้นมา ‘พิรัชต์ เลิศไพศาลพิบูลย์’ ชายร่างสูงใบหน้าหล่อเหลากายสมบูรณ์แบบราวกับคนออกกำลังกายและดูแลตัวเองอย่างดีสูงเกินร้อยแปดสิบเซนติเมตร ผิวกร้านแดดทว่านั้นไม่ได้ทำให้เสน่ห์เขาลดลงไปเลยสักนิดปรากฏกายต่อหน้าพบตะวัน

“…” เธอเงียบไปเพราะไม่รู้ควรเอ่ยสิ่งใดออกมา ถ้าให้เดาผู้ชายคนนี้คงเป็น ‘คุณพร้อม’ ที่ป้าลีพูดถึง

“อ้าวคุณพร้อม ไหนบอกป้าว่าไปดูเจ้าเวียงพิงค์ไงคะ” เสียงของป้าลีทำลายความเงียบ

“ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงแล้วล่ะครับ ให้หมอมาดูอาการแล้ว” ป้าลีพยักหน้าเข้าใจในคำพูดเจ้านาย ก่อนจะนึกอะไรขึ้นได้

“อ้อ ป้าลืมไปเลยหนูม่อนนี่คุณพร้อมจ้ะ” ป้าลีแนะนำให้พบตะวันรู้จักกับพ่อเลี้ยงหนุ่มเจ้าของไร่หมอกตะวัน

พิรัชต์มองพบตะวันเสี้ยวนาทีและวางท่าทีเมินเฉยไม่ได้สนใจเท่าไรนัก แต่สำหรับพบตะวันยอมรับว่าเธอเกร็งและกลัวการเผชิญหน้ากับเขาอย่างบอกไม่ถูก ที่ผ่านมาไม่เคยพบเจอกันซึ่ง ๆ หน้ามาก่อน จะเห็นก็เพียงแผ่นหลังกว้างครั้งหนึ่งตอนเขาไปที่บ้านแค่นั้น และก็เดาว่าเขาก็คงไม่เคยเห็นเธอเหมือนกัน

“สวัสดีค่ะ” หญิงสาวยกมือไหว้ชายหนุ่มตรงหน้า

“อืม” เป็นเพียงประโยคสั้น ๆ ที่เขาตอบกลับไป ก่อนจะหันไปหาป้าลี “ยังไงผมก็ฝากป้าลีช่วยจัดการให้ทีนะครับ เห็นแม่เขาอวดสรรพคุณสารพัดอย่าง ผมก็หวังว่าคงจะไม่ทำตัวเป็นภาระ”

“สบายใจได้ค่ะ เดี๋ยวป้าจะช่วยดูแลอย่างดี”

“ไม่ต้องถึงกับขั้นนั้นหรอกครับ เขาก็เป็นพนักงานในไร่เราเหมือนกับคนอื่น ๆ ไม่ได้พิเศษไปกว่าใคร” ท้ายประโยคเขาพูดและหันไปมองพบตะวัน หญิงสาวหลบสายตาไม่กล้ามองพิรัชต์ที่จ้องมองมา

“ฉันหวังว่าเธอจะทำได้นะ งานที่ให้ทำมันก็คงไม่ยากจนเธอต้องเก็บข้าวของกลับบ้าน”

“ม่อนทำได้ค่ะ” เธอยื่นอกตอบน้ำเสียงหนักแน่น กับงานแค่นี้ทำไมเธอจะทำไม่ได้

พิรัชต์ไม่ตอบอะไรออกไป เขาแค่มองพบตะวันเพียงชั่วครู่และหันไปหาป้าลี ส่งยิ้มให้กันก่อนเดินจากไป พอชายหนุ่มจากไปแล้วหญิงสาวถึงได้พลอยหายใจหายคอได้สะดวก เธอนึกว่าตัวเองต้องอึดอัดตายอยู่ต่อหน้าเขาเสียแล้ว คนอะไรน่ากลัวชะมัด ถึงพิรัชต์จะไม่มีคำพูดถากถางหลุดออกมาจากริมฝีปากได้รูป แต่ท่าทางของเขาทำให้เธอกลัว

“ม่อนอยู่จัดของที่นี่ไปก่อนแล้วกัน เดี๋ยวอีกสิบนาทีป้ากลับมา จะได้พาเราเข้าไปในไร่ไปแนะนำกับคนอื่น ๆ ให้รู้จัก จะได้ฝากผีฝากไข้กันได้”

“ได้ค่ะ”

ผ่านไปสิบนาทีอย่างที่ป้าลีบอก ท่านก็พาพบตะวันขึ้นรถซาเล้งคันคู่ใจขับเข้าไปภายในไร่ ระหว่างทางมีเสียงทักทายของคนงานตลอดป้าลีก็ถือโอกาสแนะนำพบตะวันให้คนอื่นได้รู้จัก หญิงสาวจึงแลกมิตรภาพไปด้วยรอยยิ้มหวาน ๆ

“ม่อนฝากตัวกับทุกคนด้วยนะคะ”

ทันทีที่ถึงโรงครัวป้าลีแนะนำพบตะวันกับคนอื่นอีกครั้ง หญิงสาวรู้สึกดีอย่างน้อย ๆ คนที่นี่ก็ใจดีกับเธออยู่บ้าง หลายคนเข้ามายิ้มทักทายและผูกมิตรสนิทสนม บางทีการที่เธอได้อยู่ที่นี่ ก็ลดทอนความอึดอัดไปได้มากกว่าที่คิด


พิรัชต์เดินออกมาจากบ้านพักคนงาน เขาขึ้นรถจิ๊ปคันโปรดของตัวเองและขับเข้าไปในไร่แต่ทันทีที่รถจอดสนิทบริเวณคอกม้าเสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น ชายหนุ่มเหลือบสายตามองดูเห็นชื่อปรากฏบนหน้าจอแล้วอารมณ์เสีย พาลนึกถึงข้อแลกเปลี่ยนในตอนแรก

“ว่ายังไงครับ จะส่งพราวดารามาแล้วใช่ไหม? ดีเลยผมจะได้ส่งเด็กม่อนอะไรนั่นกลับ แม่งดูได้ไม่คุ้มเสียเลยว่ะ”

[คุณพร้อมเราตกลงกันแล้วนะคะ ว่ายัยม่อนจะไปแทนยัยมิลค์ที่ไปเรียนต่อต่างประเทศ]

“แต่ลูกสาวคนเล็กคุณดูทำอะไรไม่เป็นสักอย่าง แบบนี้มันจะคุ้มกับหนี้ที่คุณติดผมอยู่หรือเปล่า”

[แต่ยังไงคุณก็ยอมทำตามที่พวกฉันขอแล้ว]

“น่ารำคาญจริงโว้ย! นี่ถ้าครบหนึ่งปีเมื่อไหร่ผมไม่ได้พราวดารามา คุณเตรียมไม่มีที่ซุกหัวนอนได้เลยทุกอย่างถือเป็นโมฆะ โรงงานคุณผมก็จะขายทอดตลาดแม่งให้หมด การที่ผมยอมขนาดนี้ถือว่ามากพอแล้ว” ปกติอะไรที่เขาเสียเปรียบเขาไม่มีทางยอมมากขนาดนี้แน่นอน

[ฉันเป็นคนพูดคำไหนคำนั้นอยู่แล้ว]

ขณะที่ตอบโต้ไปแบบนั้น แต่นางก็กลัวในอำนาจของพิรัชต์อยู่ไม่น้อย ชายหนุ่มช่างแตกต่างไปจากพิไลผู้เป็นมารดานัก ตั้งแต่ที่ชายหนุ่มคราวลูกรู้ว่านางผลัดวันประกันพรุ่งเรื่องจ่ายหนี้สินของพิไลมาตลอด พิรัชต์ก็กัดไม่ปล่อยเข้ามาจัดการทุกอย่างแทนมารดา

จะให้คืนเงินทั้งต้นและดอกภายในระยะเวลาสองเดือน แน่นอนว่านางไม่มีทางหามาได้ทันเพราะพิษเศรษฐกิจเลยทำให้โรงงานกระดาษเล็ก ๆ ไปได้ไม่สวยแถมยังร่อแร่ฟื้นตัวไม่ขึ้น ทว่าพอผ่านไปได้หนึ่งสัปดาห์ชายหนุ่มกลับยื่นข้อเสนอแลกตัวของพราวดาราแทนการใช้หนี้ครึ่งหนึ่ง และหนี้สินจะหายไปในระยะยาวหากทั้งคู่ไปกันได้ดีจนถึงขั้นตบแต่ง

แต่ ณ ตอนนี้ ทุกอย่างมันไม่ได้เป็นไปตามข้อตกลง เพราะพราวดาราได้ทุนไปเรียนต่อต่างประเทศ คราแรกพิรัชต์ไม่ยินยอมนางจึงได้เสนอ ‘ดอกเบี้ย’ อย่างพบตะวันเพื่อทดแทน

รอเวลาครบหนึ่งปี

รอเวลาที่พราวดาราจะกลับมา

“ตลก! กล้าพูดออกมาได้ยังไงว่าตัวเองเป็นคนพูดคำไหนคำนั้น ถ้าเป็นแบบนั้นจริงลูกสาวคุณคงไม่ต้องบากหน้ามาใช้หนี้ให้หรอก ที่พูดออกมาเนี่ยอายบ้างไหม”

[คุณพร้อม!]

“นี่ถ้าให้ผมนับรวม ๆ ดอกเบี้ยของเงินที่คุณกู้แม่ผมไป เด็กม่อนอะไรนั้นยังไม่คุ้มเลยนะ สัญญาแค่หนึ่งปีมันจะไปพออะไร จริงไหม?”

“แต่ผมยังเป็นคนดี ให้โอกาสลูกสาวคุณได้ทำตามความฝัน อันที่จริงผมอุตส่าห์เสนอให้มาเป็นคุณนายเสวยสุขอยู่บนกองเงินกองทองแท้ ๆ น่าจะรับไว้แต่แรก แต่ก็นะผมก็ไม่ใช่คนใจร้ายอะไรที่จะทำลายความฝันคนอื่น ถ้ามิลค์อยากเรียนผมก็จะให้เขาได้เรียน” ชายหนุ่มพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง ทว่าท่าทีคนพูดกลับผ่อนปรน

“ครบหนึ่งปีเมื่อไหร่ ผมจะเฉกหัวลูกสาวคนเล็กคุณทิ้ง แลกกับลูกสาวคนโตของคุณตามที่ตกลงกันไว้”

[ระหว่างนี้คุณจะไม่ทำอะไรยัยม่อนใช่ไหม?] เพียงนภาร้องถาม ถึงพบตะวันจะทำอะไรไม่ค่อยได้เรื่องแต่ก็เป็นลูกสาวนาง เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขที่ยังมีเสี้ยวของความห่วงใยให้กันอยู่

“วางใจได้ ผมไม่พิศวาสเด็กคนนั้นขนาดนั้นหรอก” เพราะพบตะวันไม่ใช่คนที่เขาต้องการเขาก็จะไม่แตะต้อง อีกอย่างเขาไม่ใช่พระยาเทครัว ที่จะเอาทั้งพี่ทั้งน้อง

“เพราะไม่ได้มีค่าอะไรขนาดนั้น ก็แค่ ‘ดอกเบี้ยไร้ค่า’ ที่คุณส่งมาคั่นเวลา”


เพียงนภาวางสายจากพิรัชต์ไปนานแล้วจากท้องฟ้าที่เคยสว่างไสวจนตอนนี้ดวงตะวันลับขอบฟ้า แต่หญิงสูงวัยยังคิดไม่ตกกับคำพูดของพิรัชต์ นางไม่แน่ใจนักว่าชายหนุ่มจะพูดจริงมากแค่ไหน มันก็ดีที่พิรัชต์ดูไม่เหลียวแลพบตะวัน แต่เช่นนั้นจะไว้ใจได้จริง ๆ หรือ พบตะวันยิ่งไม่ค่อยทันคน หากโดนชายหนุ่มล่อลวงนิดหน่อย จึงไม่วายคล้อยตาม

“มีอะไรรึเปล่าคะ?” พบตะวันที่กำลังจัดเก็บข้าวของเครื่องใช้ของตนเองให้เข้าที่เข้าทางร้องถามเสียงนิ่งผ่านโทรศัพท์ไปหาคนปลายสาย

[แกอยู่ไหน]

“ม่อนก็อยู่ในบ้านพักไงคะ”

[บ้านพักที่ไหน ใช่บ้านคุณพร้อมรึเปล่า]

“ไม่ใช่ค่ะ ม่อนจะไปอยู่บ้านเขาได้ยังไง ม่อนอยู่บ้านพักคนงาน อยู่คนเดียว”

[แน่นะ]

“ก็ใช่น่ะสิคะ ถ้าไม่นอนนี่แล้วจะให้ไปนอนไหน”

[คุณพร้อมเขาไม่ได้ให้แกไปหาที่บ้านเขาใช่ไหม]

“ไม่ค่ะ แม่มีอะไรรึเปล่า”

[เปล่า ฉันก็แค่โทรมาถามเฉย ๆ งั้นแค่นี้แหละ]

“แม่จะไม่ถามหน่อยเหรอว่าม่อนเป็นยังไงบ้าง” นอกจากสิ่งที่มารดาอยากรู้ ท่านไม่เคยคิดอยากถามไถ่สารทุกข์สุขดิบเลย

[แล้วแกเป็นไงบ้าง งานที่เขาให้ทำ ทำได้ใช่ไหม] พอได้ยินคำพูดบุตรสาวเมื่อครู่ก็เป็นอันต้องสะอึก แต่มันก็เพียงชั่ววูบ ท้ายที่สุดสลัดทิ้งความรู้สึกพวกนั้นไป

“ทำได้ค่ะ คนที่นี่ใจดีมาก” หรือบางทีการอยู่ที่นี่ เธออาจมีความสุขกว่าอยู่ที่บ้านที่อาศัยมาตั้งแต่เล็กจนโตแต่อย่างไรการได้อยู่ในพื้นที่ที่คุ้นเคย มันก็เป็นเรื่องดีที่สุดอยู่ดี

[ก็ดีแล้ว อยู่ที่นั่นก็ทำตัวดี ๆ อย่าไปสร้างปัญหาจนพลอยเดือดร้อนมาถึงฉันล่ะ]

“ค่า” เจ้าหล่อนลากเสียงยาวน้อมรับ เธอจะไปสร้างปัญหาอะไรลำพังทำงานไปวัน ๆ เรี่ยวแรงก็ไม่มีเหลือแล้ว เรื่องพวกนั้นลืมไปได้เลย

[อีกอย่างนะม่อน] เรื่องนี้สำคัญมาก [อย่าไปยุ่งหรือเข้าใกล้กับคุณพร้อม ถ้าไม่จำเป็น]

“ทำไมเหรอคะ” เธอสงสัย เพราะมารดาเอาแต่สั่งห้ามแต่ไม่ยอมบอกเหตุผลอะไรเธอเลยสักอย่าง

[ฉันสั่งอะไรก็ทำตามม่อน อย่ามาถามยอกย้อน]

“รู้แล้วค่ะ”

[งั้นแค่นี้แหละ รีบนอนซะพรุ่งนี้แกต้องลุกไปทำงานแต่เช้าไม่ใช่เหรอ]

“ค่ะ”

เพียงแค่นั้นมารดาก็วางสายไป แม้แต่คำว่า ‘ฝันดี’ เธอยังไม่ได้รับ อย่างน้อย ๆ ในยามที่ต่างที่ต่างถิ่นแบบนี้แค่ได้ยินว่า ‘หลับฝันดีนะ’ เธอก็สุขใจ แต่เห็นทีคงจะหวังมากเกินไปจริง ๆ

บทถัดไป