บทนำ
"ฉันก็ไม่ได้ขอให้มารัก"
บท 1
บทที่ 1
ดอกเบี้ยจำเป็น
เรียวเท้าก้าวลงมาจากรถยนต์ สายตาคู่หวานทอดมองไปยังบ้านหลังใหญ่เบื้องหน้าท่ามกลางความอุดมสมบูรณ์ของไร่องุ่นชื่อดัง ‘ไร่หมอกตะวัน’ นับหลายพันไร่รวมถึงปางช้างด้วยความรู้สึกหลากหลาย ‘พบตะวัน’ ไม่รู้ว่าตัวเองควรรู้สึกยินดีหรือยินร้ายกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เพราะตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปเธอต้องเข้ามาอยู่ที่นี่ในสถานะ ‘ดอกเบี้ย’
มันก็ดีอยู่หรอกที่เธอไม่ต้องทนฟังเสียงด่าทอและการเปรียบเทียบเธอกับพี่สาวจากมารดา แต่ท้ายที่สุดมันจะดีสักแค่ไหนกันเชียว
“หนูชื่อม่อนใช่ไหม?” หญิงสูงวัยรูปร่างท้วมเดินมาหา ถามไถ่ชื่อแซ่หญิงสาวรุ่นราวคราวลูก
“ใช่ค่ะ ม่อนเอง” เสียงเรียกของป้าตรงหน้าทำให้พบตะวันจำยอมสลัดความคิดในหัวทิ้งไป และตอบรับท่าน
“ป้าชื่อป้าลีนะเป็นคนงานที่นี่แหละ คุณพร้อมเธอฝากให้ป้าพาเราไปส่งที่บ้านพักคนงาน ป้าเองก็เตรียมที่ทางไว้ให้แล้ว ตามมาสิ” ท่านว่าพลางเดินนำพบตะวันและพาขึ้นรถซาเล้งพ่วงข้างขับเข้าไปภายในไร่ใช้เวลาไม่เกินสามนาทีก็ถึงที่หมาย
บ้านพักคนงานของที่นี่ถูกจัดสรรเป็นสัดส่วน มิใช่ห้องแถวยาว ๆ ให้อยู่กันแต่เป็นบ้านปูนชั้นเดียวแม้หลังไม่ได้ใหญ่มากมายแต่ก็ดูออกว่าเจ้าของที่นี่คงจะใส่ใจในสวัสดิภาพการใช้ชีวิตของพนักงานตนเองอยู่ไม่น้อย ไม่อย่างนั้นคงไม่ลงทุนมากถึงขนาดนี้
“ถึงแล้ว นี่บ้านพักเรา”
“ของม่อนคนเดียวเหรอคะ?” พบตะวันตั้งคำถาม เพราะมันดูสะดวกสบายกว่าที่คิดเอาไว้มาก แม้พื้นที่ไม่กว้างเท่าไหร่นักแต่ความเป็นส่วนตัวมีชัดเจน
“ใช่จ้ะ อยู่ได้ตามสบายนะขาดเหลืออะไรก็บอกป้าได้”
“ขอบคุณป้าลีมากนะคะ แล้วงานที่ต้องทำ...”
“อ้อ...เรื่องนั้น คุณพร้อมบอกป้าไว้แล้วว่าให้เราไปทำงานที่โรงครัว”
“อ้าว...” หญิงสาวครางเสียงแผ่วออกมา ไหนว่าตอนแรกมารดาบอกว่าเขาให้เธอมาทำงานบัญชีไง แล้วทำไมถึงได้เป็นโรงครัวเสียได้ “เดี๋ยวม่อนโทรหาแม่สักครู่นะคะ”
“จ้ะ ตามสบายเลย” ท่านพยักหน้าให้ พบตะวันเดินเลี่ยงออกมาก่อนต่อสายหามารดา ไม่นานนักก็รับสาย
[มีอะไร]
“ไหนแม่บอกว่าคุณพร้อมเขาจะให้ไปทำงานบัญชี แล้วทำไมหนูถึงได้ทำงานที่โรงครัว” เธอไม่รอช้ารีบเข้าประเด็นทันที เพราะรู้อยู่แล้วว่ามารดาก็คงไม่ได้อยากเสียเวลาคุยกับเธอสักเท่าไร
[เขาบอกมาอย่างนั้นเหรอ?] เพียงนภามารดาของหญิงสาวคิ้วขมวด เพราะตอนแรกเจ้าหนี้บอกแบบนั้นจริง ๆ
“ค่ะ”
[แกก็ทำ ๆ ไปเถอะม่อน] แต่ท้ายที่สุดก็ให้ลูกตอบตกลงไป
“แต่แม่”
[ไหนบอกว่าอยากช่วยพ่อกับแม่ แกหัดทำตัวให้เป็นประโยคเหมือนพี่สาวแกบ้างเถอะ]
“ก็ได้ ม่อนทำก็ได้”
ตั้งแต่เล็กจนโต เธอมักโดนเปรียบเทียบกับพี่สาวอยู่ตลอด จนบางครั้งรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจท่านเอาแต่บอกว่าเธอคว้าน้ำเหลว ทำอะไรได้ไม่ดีเท่าพี่สาวแม้เมื่อไม่กี่เดือนก่อนเธอจะเรียนจบปริญญาตรีแถมยังได้เกียรตินิยม แต่พวกท่านไม่เคยมองเห็นความพยายาม เพราะพี่สาวทำได้ดีกว่านั้น
[อยู่ที่นั่นก็ทำงานให้เขาดี ๆ สัญญาแค่หนึ่งปี แกคงทนได้]
“ม่อนอดทนได้มากกว่าที่แม่คิด”
[งั้นก็ดี]
“แม่...” ท่านทำท่าจะวางสาย ทว่าเธอกลับเรียกขานเอาไว้
[มีอะไรอีก]
“เอ่อ...เปล่าค่ะ” เธอแค่อยากถาม...
อยากถามว่าท่านเคยรักเธอบ้างหรือเปล่า แต่สุดท้ายก็ไม่กล้าพูดออกไปเพราะกลัวว่าคำตอบที่ตอบกลับมาจะทำให้หัวใจดวงน้อย ๆ ชอกช้ำ กลัวว่าจะรับความจริงไม่ได้หากมารดาพูดว่าท่านไม่รักเธอเหมือนที่รักพี่สาวอย่าง ‘พราวดารา’
ตลอดเวลาพบตะวันเป็นรองพราวดารามาตลอด พี่สาวเป็นคนเก่งตั้งแต่เด็กได้รับการนิยมชมชอบอยู่บ่อยครั้งต่างจากเธอลิบลับ แม้ตอนนี้ก็ยังรู้สึกว่าไม่เป็นที่ต้องการของใคร ยิ่งตอนนี้ที่พราวดาราได้ทุนเรียนต่อปริญญาโทต่างประเทศ ยิ่งตอกย้ำให้รู้ว่าเธอสู้อะไรพี่สาวไม่ได้เลย
การยอมมาที่นี่ในครั้งนี้เพื่อชดใช้หนี้สินของครอบครัว หวังลึก ๆ ว่าบิดามารดาจะหันมามองเธอบ้าง
แต่เปล่าเลย...คนนอกสายตาอย่างไร ท้ายที่สุดก็นอกสายตาอย่างนั้น
“ขอโทษที่ให้รอนานนะคะป้าลี”
“ไม่เป็นไรจ้ะ สรุปยังไงหนูม่อนไม่รู้มาก่อนเหรอ”
“ไม่รู้ค่ะ ไม่มีใครบอกม่อนเลย”
“ถ้าทำไม่ได้ จะกลับไปก็ได้นะฉันไม่ได้ว่าอะไร”
สิ้นเสียงหวาน เสียงเข้มก็ดังแทรกขึ้นมา ‘พิรัชต์ เลิศไพศาลพิบูลย์’ ชายร่างสูงใบหน้าหล่อเหลากายสมบูรณ์แบบราวกับคนออกกำลังกายและดูแลตัวเองอย่างดีสูงเกินร้อยแปดสิบเซนติเมตร ผิวกร้านแดดทว่านั้นไม่ได้ทำให้เสน่ห์เขาลดลงไปเลยสักนิดปรากฏกายต่อหน้าพบตะวัน
“…” เธอเงียบไปเพราะไม่รู้ควรเอ่ยสิ่งใดออกมา ถ้าให้เดาผู้ชายคนนี้คงเป็น ‘คุณพร้อม’ ที่ป้าลีพูดถึง
“อ้าวคุณพร้อม ไหนบอกป้าว่าไปดูเจ้าเวียงพิงค์ไงคะ” เสียงของป้าลีทำลายความเงียบ
“ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงแล้วล่ะครับ ให้หมอมาดูอาการแล้ว” ป้าลีพยักหน้าเข้าใจในคำพูดเจ้านาย ก่อนจะนึกอะไรขึ้นได้
“อ้อ ป้าลืมไปเลยหนูม่อนนี่คุณพร้อมจ้ะ” ป้าลีแนะนำให้พบตะวันรู้จักกับพ่อเลี้ยงหนุ่มเจ้าของไร่หมอกตะวัน
พิรัชต์มองพบตะวันเสี้ยวนาทีและวางท่าทีเมินเฉยไม่ได้สนใจเท่าไรนัก แต่สำหรับพบตะวันยอมรับว่าเธอเกร็งและกลัวการเผชิญหน้ากับเขาอย่างบอกไม่ถูก ที่ผ่านมาไม่เคยพบเจอกันซึ่ง ๆ หน้ามาก่อน จะเห็นก็เพียงแผ่นหลังกว้างครั้งหนึ่งตอนเขาไปที่บ้านแค่นั้น และก็เดาว่าเขาก็คงไม่เคยเห็นเธอเหมือนกัน
“สวัสดีค่ะ” หญิงสาวยกมือไหว้ชายหนุ่มตรงหน้า
“อืม” เป็นเพียงประโยคสั้น ๆ ที่เขาตอบกลับไป ก่อนจะหันไปหาป้าลี “ยังไงผมก็ฝากป้าลีช่วยจัดการให้ทีนะครับ เห็นแม่เขาอวดสรรพคุณสารพัดอย่าง ผมก็หวังว่าคงจะไม่ทำตัวเป็นภาระ”
“สบายใจได้ค่ะ เดี๋ยวป้าจะช่วยดูแลอย่างดี”
“ไม่ต้องถึงกับขั้นนั้นหรอกครับ เขาก็เป็นพนักงานในไร่เราเหมือนกับคนอื่น ๆ ไม่ได้พิเศษไปกว่าใคร” ท้ายประโยคเขาพูดและหันไปมองพบตะวัน หญิงสาวหลบสายตาไม่กล้ามองพิรัชต์ที่จ้องมองมา
“ฉันหวังว่าเธอจะทำได้นะ งานที่ให้ทำมันก็คงไม่ยากจนเธอต้องเก็บข้าวของกลับบ้าน”
“ม่อนทำได้ค่ะ” เธอยื่นอกตอบน้ำเสียงหนักแน่น กับงานแค่นี้ทำไมเธอจะทำไม่ได้
พิรัชต์ไม่ตอบอะไรออกไป เขาแค่มองพบตะวันเพียงชั่วครู่และหันไปหาป้าลี ส่งยิ้มให้กันก่อนเดินจากไป พอชายหนุ่มจากไปแล้วหญิงสาวถึงได้พลอยหายใจหายคอได้สะดวก เธอนึกว่าตัวเองต้องอึดอัดตายอยู่ต่อหน้าเขาเสียแล้ว คนอะไรน่ากลัวชะมัด ถึงพิรัชต์จะไม่มีคำพูดถากถางหลุดออกมาจากริมฝีปากได้รูป แต่ท่าทางของเขาทำให้เธอกลัว
“ม่อนอยู่จัดของที่นี่ไปก่อนแล้วกัน เดี๋ยวอีกสิบนาทีป้ากลับมา จะได้พาเราเข้าไปในไร่ไปแนะนำกับคนอื่น ๆ ให้รู้จัก จะได้ฝากผีฝากไข้กันได้”
“ได้ค่ะ”
ผ่านไปสิบนาทีอย่างที่ป้าลีบอก ท่านก็พาพบตะวันขึ้นรถซาเล้งคันคู่ใจขับเข้าไปภายในไร่ ระหว่างทางมีเสียงทักทายของคนงานตลอดป้าลีก็ถือโอกาสแนะนำพบตะวันให้คนอื่นได้รู้จัก หญิงสาวจึงแลกมิตรภาพไปด้วยรอยยิ้มหวาน ๆ
“ม่อนฝากตัวกับทุกคนด้วยนะคะ”
ทันทีที่ถึงโรงครัวป้าลีแนะนำพบตะวันกับคนอื่นอีกครั้ง หญิงสาวรู้สึกดีอย่างน้อย ๆ คนที่นี่ก็ใจดีกับเธออยู่บ้าง หลายคนเข้ามายิ้มทักทายและผูกมิตรสนิทสนม บางทีการที่เธอได้อยู่ที่นี่ ก็ลดทอนความอึดอัดไปได้มากกว่าที่คิด
พิรัชต์เดินออกมาจากบ้านพักคนงาน เขาขึ้นรถจิ๊ปคันโปรดของตัวเองและขับเข้าไปในไร่แต่ทันทีที่รถจอดสนิทบริเวณคอกม้าเสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น ชายหนุ่มเหลือบสายตามองดูเห็นชื่อปรากฏบนหน้าจอแล้วอารมณ์เสีย พาลนึกถึงข้อแลกเปลี่ยนในตอนแรก
“ว่ายังไงครับ จะส่งพราวดารามาแล้วใช่ไหม? ดีเลยผมจะได้ส่งเด็กม่อนอะไรนั่นกลับ แม่งดูได้ไม่คุ้มเสียเลยว่ะ”
[คุณพร้อมเราตกลงกันแล้วนะคะ ว่ายัยม่อนจะไปแทนยัยมิลค์ที่ไปเรียนต่อต่างประเทศ]
“แต่ลูกสาวคนเล็กคุณดูทำอะไรไม่เป็นสักอย่าง แบบนี้มันจะคุ้มกับหนี้ที่คุณติดผมอยู่หรือเปล่า”
[แต่ยังไงคุณก็ยอมทำตามที่พวกฉันขอแล้ว]
“น่ารำคาญจริงโว้ย! นี่ถ้าครบหนึ่งปีเมื่อไหร่ผมไม่ได้พราวดารามา คุณเตรียมไม่มีที่ซุกหัวนอนได้เลยทุกอย่างถือเป็นโมฆะ โรงงานคุณผมก็จะขายทอดตลาดแม่งให้หมด การที่ผมยอมขนาดนี้ถือว่ามากพอแล้ว” ปกติอะไรที่เขาเสียเปรียบเขาไม่มีทางยอมมากขนาดนี้แน่นอน
[ฉันเป็นคนพูดคำไหนคำนั้นอยู่แล้ว]
ขณะที่ตอบโต้ไปแบบนั้น แต่นางก็กลัวในอำนาจของพิรัชต์อยู่ไม่น้อย ชายหนุ่มช่างแตกต่างไปจากพิไลผู้เป็นมารดานัก ตั้งแต่ที่ชายหนุ่มคราวลูกรู้ว่านางผลัดวันประกันพรุ่งเรื่องจ่ายหนี้สินของพิไลมาตลอด พิรัชต์ก็กัดไม่ปล่อยเข้ามาจัดการทุกอย่างแทนมารดา
จะให้คืนเงินทั้งต้นและดอกภายในระยะเวลาสองเดือน แน่นอนว่านางไม่มีทางหามาได้ทันเพราะพิษเศรษฐกิจเลยทำให้โรงงานกระดาษเล็ก ๆ ไปได้ไม่สวยแถมยังร่อแร่ฟื้นตัวไม่ขึ้น ทว่าพอผ่านไปได้หนึ่งสัปดาห์ชายหนุ่มกลับยื่นข้อเสนอแลกตัวของพราวดาราแทนการใช้หนี้ครึ่งหนึ่ง และหนี้สินจะหายไปในระยะยาวหากทั้งคู่ไปกันได้ดีจนถึงขั้นตบแต่ง
แต่ ณ ตอนนี้ ทุกอย่างมันไม่ได้เป็นไปตามข้อตกลง เพราะพราวดาราได้ทุนไปเรียนต่อต่างประเทศ คราแรกพิรัชต์ไม่ยินยอมนางจึงได้เสนอ ‘ดอกเบี้ย’ อย่างพบตะวันเพื่อทดแทน
รอเวลาครบหนึ่งปี
รอเวลาที่พราวดาราจะกลับมา
“ตลก! กล้าพูดออกมาได้ยังไงว่าตัวเองเป็นคนพูดคำไหนคำนั้น ถ้าเป็นแบบนั้นจริงลูกสาวคุณคงไม่ต้องบากหน้ามาใช้หนี้ให้หรอก ที่พูดออกมาเนี่ยอายบ้างไหม”
[คุณพร้อม!]
“นี่ถ้าให้ผมนับรวม ๆ ดอกเบี้ยของเงินที่คุณกู้แม่ผมไป เด็กม่อนอะไรนั้นยังไม่คุ้มเลยนะ สัญญาแค่หนึ่งปีมันจะไปพออะไร จริงไหม?”
“แต่ผมยังเป็นคนดี ให้โอกาสลูกสาวคุณได้ทำตามความฝัน อันที่จริงผมอุตส่าห์เสนอให้มาเป็นคุณนายเสวยสุขอยู่บนกองเงินกองทองแท้ ๆ น่าจะรับไว้แต่แรก แต่ก็นะผมก็ไม่ใช่คนใจร้ายอะไรที่จะทำลายความฝันคนอื่น ถ้ามิลค์อยากเรียนผมก็จะให้เขาได้เรียน” ชายหนุ่มพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง ทว่าท่าทีคนพูดกลับผ่อนปรน
“ครบหนึ่งปีเมื่อไหร่ ผมจะเฉกหัวลูกสาวคนเล็กคุณทิ้ง แลกกับลูกสาวคนโตของคุณตามที่ตกลงกันไว้”
[ระหว่างนี้คุณจะไม่ทำอะไรยัยม่อนใช่ไหม?] เพียงนภาร้องถาม ถึงพบตะวันจะทำอะไรไม่ค่อยได้เรื่องแต่ก็เป็นลูกสาวนาง เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขที่ยังมีเสี้ยวของความห่วงใยให้กันอยู่
“วางใจได้ ผมไม่พิศวาสเด็กคนนั้นขนาดนั้นหรอก” เพราะพบตะวันไม่ใช่คนที่เขาต้องการเขาก็จะไม่แตะต้อง อีกอย่างเขาไม่ใช่พระยาเทครัว ที่จะเอาทั้งพี่ทั้งน้อง
“เพราะไม่ได้มีค่าอะไรขนาดนั้น ก็แค่ ‘ดอกเบี้ยไร้ค่า’ ที่คุณส่งมาคั่นเวลา”
เพียงนภาวางสายจากพิรัชต์ไปนานแล้วจากท้องฟ้าที่เคยสว่างไสวจนตอนนี้ดวงตะวันลับขอบฟ้า แต่หญิงสูงวัยยังคิดไม่ตกกับคำพูดของพิรัชต์ นางไม่แน่ใจนักว่าชายหนุ่มจะพูดจริงมากแค่ไหน มันก็ดีที่พิรัชต์ดูไม่เหลียวแลพบตะวัน แต่เช่นนั้นจะไว้ใจได้จริง ๆ หรือ พบตะวันยิ่งไม่ค่อยทันคน หากโดนชายหนุ่มล่อลวงนิดหน่อย จึงไม่วายคล้อยตาม
“มีอะไรรึเปล่าคะ?” พบตะวันที่กำลังจัดเก็บข้าวของเครื่องใช้ของตนเองให้เข้าที่เข้าทางร้องถามเสียงนิ่งผ่านโทรศัพท์ไปหาคนปลายสาย
[แกอยู่ไหน]
“ม่อนก็อยู่ในบ้านพักไงคะ”
[บ้านพักที่ไหน ใช่บ้านคุณพร้อมรึเปล่า]
“ไม่ใช่ค่ะ ม่อนจะไปอยู่บ้านเขาได้ยังไง ม่อนอยู่บ้านพักคนงาน อยู่คนเดียว”
[แน่นะ]
“ก็ใช่น่ะสิคะ ถ้าไม่นอนนี่แล้วจะให้ไปนอนไหน”
[คุณพร้อมเขาไม่ได้ให้แกไปหาที่บ้านเขาใช่ไหม]
“ไม่ค่ะ แม่มีอะไรรึเปล่า”
[เปล่า ฉันก็แค่โทรมาถามเฉย ๆ งั้นแค่นี้แหละ]
“แม่จะไม่ถามหน่อยเหรอว่าม่อนเป็นยังไงบ้าง” นอกจากสิ่งที่มารดาอยากรู้ ท่านไม่เคยคิดอยากถามไถ่สารทุกข์สุขดิบเลย
[แล้วแกเป็นไงบ้าง งานที่เขาให้ทำ ทำได้ใช่ไหม] พอได้ยินคำพูดบุตรสาวเมื่อครู่ก็เป็นอันต้องสะอึก แต่มันก็เพียงชั่ววูบ ท้ายที่สุดสลัดทิ้งความรู้สึกพวกนั้นไป
“ทำได้ค่ะ คนที่นี่ใจดีมาก” หรือบางทีการอยู่ที่นี่ เธออาจมีความสุขกว่าอยู่ที่บ้านที่อาศัยมาตั้งแต่เล็กจนโตแต่อย่างไรการได้อยู่ในพื้นที่ที่คุ้นเคย มันก็เป็นเรื่องดีที่สุดอยู่ดี
[ก็ดีแล้ว อยู่ที่นั่นก็ทำตัวดี ๆ อย่าไปสร้างปัญหาจนพลอยเดือดร้อนมาถึงฉันล่ะ]
“ค่า” เจ้าหล่อนลากเสียงยาวน้อมรับ เธอจะไปสร้างปัญหาอะไรลำพังทำงานไปวัน ๆ เรี่ยวแรงก็ไม่มีเหลือแล้ว เรื่องพวกนั้นลืมไปได้เลย
[อีกอย่างนะม่อน] เรื่องนี้สำคัญมาก [อย่าไปยุ่งหรือเข้าใกล้กับคุณพร้อม ถ้าไม่จำเป็น]
“ทำไมเหรอคะ” เธอสงสัย เพราะมารดาเอาแต่สั่งห้ามแต่ไม่ยอมบอกเหตุผลอะไรเธอเลยสักอย่าง
[ฉันสั่งอะไรก็ทำตามม่อน อย่ามาถามยอกย้อน]
“รู้แล้วค่ะ”
[งั้นแค่นี้แหละ รีบนอนซะพรุ่งนี้แกต้องลุกไปทำงานแต่เช้าไม่ใช่เหรอ]
“ค่ะ”
เพียงแค่นั้นมารดาก็วางสายไป แม้แต่คำว่า ‘ฝันดี’ เธอยังไม่ได้รับ อย่างน้อย ๆ ในยามที่ต่างที่ต่างถิ่นแบบนี้แค่ได้ยินว่า ‘หลับฝันดีนะ’ เธอก็สุขใจ แต่เห็นทีคงจะหวังมากเกินไปจริง ๆ
บทล่าสุด
#44 บทที่ 44 ตอนพิเศษ 2
อัปเดตล่าสุด: 1/18/2026#43 บทที่ 43 ตอนพิเศษ 1
อัปเดตล่าสุด: 1/18/2026#42 บทที่ 42 บทส่งท้าย
อัปเดตล่าสุด: 1/18/2026#41 บทที่ 41 ทดแทนด้วยรัก
อัปเดตล่าสุด: 1/18/2026#40 บทที่ 40 บอกแล้วว่ารัก
อัปเดตล่าสุด: 1/18/2026#39 บทที่ 39 หัวใจที่ร่ำร้อง
อัปเดตล่าสุด: 1/18/2026#38 บทที่ 38 พร่ำว่ารัก
อัปเดตล่าสุด: 1/18/2026#37 บทที่ 37 โอกาสให้รัก
อัปเดตล่าสุด: 1/18/2026#36 บทที่ 36 รั้งรัก
อัปเดตล่าสุด: 1/18/2026#35 บทที่ 35 เต็มใจรัก
อัปเดตล่าสุด: 1/18/2026
คุณอาจชอบ 😍
หลังคืนหนึ่งกับอัลฟ่า
ฉันคิดว่าฉันกำลังรอคอยความรัก แต่กลับกลายเป็นว่าฉันถูกอสูรร้ายย่ำยี
โลกของฉันควรจะเบ่งบานในเทศกาลคืนจันทร์เต็มดวงที่อ่าวมูนเชด แชมเปญซาบซ่านอยู่ในสายเลือด ห้องพักในโรงแรมที่จองไว้เพื่อให้ฉันกับเจสันได้ข้ามเส้นความสัมพันธ์นั้นเสียทีหลังจากรอมาสองปี ฉันสวมชุดชั้นในลูกไม้ตัวสวย แง้มประตูทิ้งไว้ แล้วเอนกายลงบนเตียง หัวใจเต้นรัวด้วยความตื่นเต้นระคนประหม่า
แต่ชายที่ปีนขึ้นมาบนเตียงของฉันไม่ใช่เจสัน
ภายในห้องที่มืดสนิท อบอวลไปด้วยกลิ่นเครื่องเทศร้อนแรงชวนมึนหัว ฉันรู้สึกถึงมือคู่หนึ่ง...ร้อนรุ่มและเร่งเร้า...ที่ลูบไล้แผดเผาผิวของฉัน แก่นกายร้อนผ่าวที่กำลังตุบๆ ของเขากดเบียดอยู่กับความอ่อนนุ่มที่เปียกชื้นของฉัน และก่อนที่ฉันจะทันได้อ้าปากคราง เขาก็กระแทกกายเข้ามาอย่างแรง ฉีกกระชากความบริสุทธิ์ของฉันอย่างไร้ความปรานี ความเจ็บปวดแผดเผาไปทั่ว ช่องทางของฉันบีบรัดแน่นขณะที่ฉันจิกเล็บลงบนบ่าที่แข็งแกร่งราวกับเหล็กของเขา พยายามกลั้นเสียงสะอื้น เสียงเฉอะแฉะดังก้องไปกับทุกจังหวะการสอดใส่ที่รุนแรง ร่างกายของเขาโหมกระหน่ำไม่หยุดยั้งจนกระทั่งเขากระตุกเกร็ง ปลดปล่อยความอุ่นร้อนเข้ามาลึกล้ำในตัวฉัน
“สุดยอดไปเลยค่ะ เจสัน” ฉันเปล่งเสียงออกไปอย่างยากลำบาก
“เจสันคือใครวะ”
เลือดในกายฉันเย็นเฉียบ แสงไฟสาดส่องใบหน้าของเขา—แบรด เรย์น อัลฟ่าแห่งฝูงมูนเชด เป็นคนหมาป่า ไม่ใช่แฟนของฉัน ความหวาดผวาจุกอยู่ที่ลำคอเมื่อฉันตระหนักได้ว่าตัวเองทำอะไรลงไป
ฉันวิ่งหนีสุดชีวิต!
แต่หลายสัปดาห์ต่อมา ฉันก็ตื่นขึ้นมาพร้อมกับทายาทของเขาในครรภ์!
ว่ากันว่าดวงตาสองสีของฉันเป็นเครื่องหมายบ่งบอกว่าฉันคือ ‘ทรูเมท’ ที่หาได้ยาก แต่ฉันไม่ใช่หมาป่า ฉันเป็นแค่แอล คนธรรมดาจากเขตมนุษย์ ที่ตอนนี้ต้องมาติดอยู่ในโลกของแบรด
สายตาเย็นชาของแบรดตรึงฉันไว้ “ในตัวเธอมีสายเลือดของข้า เธอเป็นของข้า”
ฉันไม่มีทางเลือกอื่นใดนอกจากยอมรับกรงขังนี้ ร่างกายของฉันเองก็ทรยศ มันกลับโหยหาสัตว์ร้ายที่ทำลายชีวิตฉัน
คำเตือน: เหมาะสำหรับผู้ใหญ่อายุ 18 ปีขึ้นไป
ใต้เงาสเน่หา
ทว่าสิ่งที่เธอต้องรับมือกลับไม่ใช่เพียงเมนูอาหารรสเลิศ แต่เป็น ‘ไทม์’ CEO หนุ่มผู้เย็นชา เย่อหยิ่ง และกินยากที่สุดในสามโลก! จากความระแวงแคลงใจในคราแรก แปรเปลี่ยนเป็นความสิเน่หาอันลุ่มหลงที่ซ่อนเร้นอยู่ภายใต้เงามืดของคฤหาสน์
ท่ามกลางสายตาผู้ใหญ่และคำครหาเรื่องชนชั้น เขาตีตราจองเธอไว้ด้วยความหึงหวงอันบ้าคลั่ง ขณะที่เธอพยายามเจียมตัวและหลบหนี...
แต่ยิ่งเธอถอยห่าง เขากลับยิ่งก้าวเข้ามาประชิด และพร้อมจะบดขยี้ทุกคนที่กล้าพราก ‘ยอดดวงใจ’ ไปจากเขา!
พันธะร้ายนายวิศวะ
"_" คนรัก ความรัก แฟน มันเป็นแบบไหนกัน เพราะฉันไม่เคยมีแฟน แค่....ข้ามขั้นไปเท่านั้นเอง
"พี่... เป็นคนพูดเองนะคะ ว่าอยู่มหาลัยห้ามทำตัวสนิท ห้ามทำเป็นรู้จักกัน จำไม่ได้เหรอ" รีนลดาพูดพร้อมกับเชิดหน้าใส่เขา อย่างท้าทาย
***********************
เรียวตะมองคนตรงหน้าอย่างใกล้ชิด พร้อมกับยื่นหน้าอันเหล่อเหลาของตนเข้ามาใกล้ๆ ใบหน้าหวานของเธอรีนลดา คนโดนล็อกมือเธอเอาไว้ คนตัวเล็กรู้สึกถึงลมหายใจอุ่นๆ ของเขา ทั้งสองใบหน้าห่างกันไม่ถึงคืบ รีนลดาพยายามจะขัดขืนแต่ก็ไม่เป็นผล
"ทำไมกลัวเหรอ ที่เมื่อกี้ยังปากเก่งว่าฉันเป็นหมา ไม่เห็นจะกลัว" เรียวตะกดน้ำเสียงที่ไม่น่าฟังนัก
" ตึก ตึก " คนตัวเล็กรู้สึกใจเต้นแรงขึ้นมาอย่างไม่ทราบสาเหตุ เธอไม่ชอบเลยที่เขาเข้าใกล้แบบนี้
เรียวตะยังคงโน้มหน้าคม เข้ามาใกล้จนแทบจะชิดกัน คนโดนกดตัวได้แต่หลับตาพริบๆ
"_" อย่าคิดจะอะไรบ้าๆนะพี่เรียวพูดเองว่ารีนใช่สเปกพี่ อย่าทำอะไรที่มันกลืนน้ำลายตัวเองนะคะ" รีนลดากลั้นใจพูดออกไป แม้ในใจแอบจะกลัวเขาบ้างก็เถอะ เธอรู้ว่าเรียวตะนั้นเกลียดขี้หน้าเธอมากขนาดไหน แต่ครั้งนี้รีนลดากลับคิดผิด
แค้นรักเพลิงสวาท
ภาสกร&อัยรินทร์
นิยายซีรี่ส์ชุดทาสรักซานตาน ( เล่ม1 )
เธอหลอกเขา…เพื่อเงิน
เขาทำลายเธอ…เพื่อแค้น
เมื่อความลับถูกเปิดเผย ระหว่าง ภาสกร ซาตานในคราบนักธุรกิจ และ อัยรินทร์ หญิงสาวผู้ขายหัวใจแลกชีวิต ไฟรัก ไฟแค้น และไฟปรารถนากำลังจะเผาผลาญทุกอย่างให้มอดไหม้
“อย่าคิดหนี…เพราะซาตานอย่างฉัน จะลากเธอกลับมาชดใช้ทุกหยดน้ำตา!”
รัก(ลับ)นายวิศวะ
"เงินนายอาจจะซื้อคนอื่นได้
แต่...ซื้อคนอย่างฉัน...ไม่ได้"
"คำพูดเธอแม่งโครตจะดูแพง
เลยวะ..." เจมส์เสมองร่างบางราวกับดูถูกผู้หญิงที่ตนกำลังสนใจ
"แต่ที่จริงถูกยิ่งกว่าแจกฟรี..."
"เพียะ"
อันนาฟาดฝ่ามือเรียวเข้ากับใบหน้าอันหล่อเหลาของเจมส์ด้วยถ้อยคำที่ดูถูกและเหยียดหยาม
"เธอ..."
เจมส์จ้องอันนามาด้วยสายตาอันดุดัน ยัยนี้กล้าดียังไงมาตบหน้าเขาถึงสองครั้ง
So Sick รักษาหัวใจนายเจ้าเล่ห์
"ฉันไปทำเธอตอนไหน?"
"ตอนไหนเหรอ ก็เมื่อคืนไงไอ้คนทุเรศ!"
"เมื่อคืนฉันเมาเละ อย่ามาใช้มุกตื้น ๆ จับฉันมันไม่สำเร็จ"
"จับบ้าอะไรฮะ ฉันโดนข่มขืนฉันเสียหายนะไอ้ชั่ว"
"ก็บอกว่าไม่ได้ทำไงวะ"
"เมาเหมือนหมาแล้วจำไม่ได้ว่าข่มขืนผู้หญิงเหรอ!"
"ก็บอกว่าไม่ได้ทำไงวะ!"
"ก็บอกว่าทำไงวะ!!"
รักโคตรร้าย ผู้ชายพันธุ์ดิบ
ปรเมศ จิรกุล หมอหนุ่มเนื้อหอม รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลเอกชนชื่อดัง เขาขึ้นชื่อเรื่องความฮอตฉ่า เป็นสุภาพบุรุษ อ่อนโยน เทคแคร์ดีเยี่ยม และให้เกียรติผู้หญิงทุกคน ยกเว้นกับธารธารา อัศวนนท์
ปรเมศตั้งแง่รังเกียจธารธาราตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอหน้า เพียงเพราะเธอแต่งตัวเหมือนผู้ชาย เขาเลยประณามว่าเธอเป็นพวกผิดเพศน่ารังเกียจ แต่ใครเลยจะรู้ว่าหมอสาวมาดทอมหัวใจหญิงนั้นจะเฝ้ารักและแอบมองเขาอยู่ห่างๆ เพราะเจียมตัวดีว่าอีกฝ่ายแสนจะรังเกียจ และดูเหมือนคำกล่าวที่ว่าเกลียดอะไรมักจะได้อย่างนั้นจะใช้ไม่ได้ผลสำหรับคนทั้งคู่
กระทั่งดวลเหล้ากันจนเมาแบบขาดสติสุดกู่ เขาจึงเผลอปล้ำแม่สาวทอมที่เขาประกาศว่าเกลียดเข้าไส้ หนำซ้ำยังโยนความผิดว่า ‘ความสัมพันธ์บัดซบ’ ที่เกิดขึ้นเป็นเพราะยัยทอมตัวแสบยั่วเขา เมากับเมาเอากันแล้วไง น้ำแตกก็แยกทาง ทว่าพออีกฝ่ายหลบหน้าเขากลับร้อนรนกระวนกระวาย ครั้นทนไม่ไหวหมอหนุ่มจอมยโสก็ต้องคอยราวี และตามหึงหวงเมื่อมีใครคิดจะจีบ ‘เมียทอม’ ของเขา แต่กว่าจะรู้ตัวว่าขาดเธอไม่ได้ เธอก็หายไปจากชีวิตเขาเสียแล้ว
(เซ็ท Three Flags) อาณัติร้ายนายวิศวะ
เมื่อค่ำคืนที่แสนธรรมดา กลับกลายเป็นตราบาปที่ไม่อาจลบเลือน
'น้ำพิง' หญิงสาวสู้ชีวิตที่ดิ้นรนหาเช้ากินค่ำ ตื่นขึ้นมาในสภาพเปลือยเปล่าบนเตียงเดียวกับ 'เรด' ทายาทเจ้าพ่อคาสิโนผู้ทรงอิทธิพล โดยที่ทั้งคู่ต่างถูกวางยา!
แต่โชคชะตากลับต้อนเธอให้จนมุม เมื่อรูปถ่ายหลุดว่อน และเรดปักใจเชื่อว่าเธอคือผู้หญิงหิวเงินที่จัดฉากเพื่อจับเขาหวังรวยทางลัด
เพื่อปกปิดข่าวฉาว ผู้ใหญ่จึงยื่นคำขาดให้ทั้งคู่ต้องรับบทแฟนกำมะลอ
สำหรับน้ำพิง... มันคือทางออกเพื่อเอาชีวิตรอด
แต่สำหรับเรด... มันคือจุดเริ่มต้นของการจองจำและเอาคืน
เมียเด็กของท่านประธานร้ายรัก
เธอเป็นเพียงนักศึกษาฝึกงานธรรมดา ส่วนเขาคือท่านประธานผู้สูงส่ง เย็นชา และอันตรายเกินกว่าที่หัวใจดวงเล็ก ๆ ของเธอจะรับมือไหว
น้ำขิงไม่เคยคิดเลยว่า การเข้ามาฝึกงานในบริษัทวัฒนากร กรุ๊ป จะเปลี่ยนชีวิตของเธอไปตลอดกาลเพราะเพียงคืนเดียว...เธอกลายเป็นผู้หญิงของเขา
ภูริช วัฒนากร คือผู้ชายที่ใคร ๆ ก็เกรงกลัว
เขาร้าย เขาเย็นชา เขาไม่เคยอ่อนข้อให้ใคร แต่กับเด็กฝึกงานตัวเล็ก ๆ อย่างเธอ เขากลับทั้งหวง ทั้งหึง ทั้งร้ายกาจ และไม่ยอมปล่อยมือ
“เธอเป็นของฉัน น้ำขิง จำไว้ให้ดี”คำพูดของเขาเหมือนโซ่ตรวนผูกเธอไว้กับความรักที่ทั้งหวาน ทั้งเจ็บ และหนีไม่พ้น
ทว่าเมื่อความลับและคำกล่าวหาร้ายแรงถาโถมเข้ามาผู้ชายที่เคยกอดเธอแน่น กลับเป็นคนเดียวกันที่ทำให้เธอเจ็บจนแทบขาดใจ เธอไม่ได้ต้องการเงินของเขาไม่ได้ต้องการตำแหน่งเมีย ท่านประธาน เธอต้องการเพียงความเชื่อใจจากผู้ชายที่เธอรักสุดหัวใจแต่เมื่อเขาไม่ฟัง...เธอจึงเลือกจากไป
พร้อมหัวใจที่แตกสลาย และอีกหนึ่งชีวิตน้อย ๆ ที่เขายังไม่รู้ว่ามีอยู่จริง
คลั่งไคล้ยัยแฮกเกอร์
แทนที่จะส่งตัวเธอให้ตำรวจ ประธานกู้ผู้ชอบใช้เงินแก้ปัญหา(และหวงของขั้นสุด) กลับโยนเช็คตัวเลขเจ็ดหลักใส่หน้า พร้อมยื่นข้อเสนอที่ไม่อาจปฏิเสธได้... นั่นคือการจ้างเธอเป็น 'กระสอบทรายระบายอารมณ์ส่วนตัว' แบบผูกขาด ห้ามรับงานอื่น ห้ามมองผู้ชายคนอื่น และห้ามปฏิเสธเมื่อเขาต้องการ!
ภายใต้แว่นตาขอบเงินที่ดูภูมิฐาน เขาคือพญามารจอมเอาแต่ใจที่ดุดันไม่เกรงใจเตียง จนเธอต้องลอบรีวิวสมรรถภาพของเขาในใจเหมือนรีวิวสินค้าในเถาเป่า ปากสั่นร้องไห้บอกว่าไม่ไหว แต่สมองกลับคำนวณทิปค่ากระเป๋าแบรนด์เนมอย่างรวดเร็ว
เมื่อความสัมพันธ์ที่เริ่มต้นด้วย 'เงินตราและราคะ' ถลำลึกจนเตียงแทบหักทุกคืน งานนี้สายลับสาวหน้าเงินจะกอบโกยกำไรจนคุ้ม หรือจะขาดทุนย่อยยับเพราะเผลอเอาหัวใจไปจำนองให้ท่านประธานกันแน่?
So Bad เพื่อนสนิทร้ายซ่อนรัก
และยังแบล็คเมล์เพื่อให้เธอเป็นแค่คู่นอน!
ทาสสวาทอสูรเถื่อน
“แพงไปหรือเปล่า สำหรับค่าตัวของคุณอย่างมากก็คืนละแสน” ฟรานติโน่พูดไปพร้อมกับมองร่างบางที่กำลังนั่งอยู่บนตักของเขาด้วยสายตาหื่นกระหาย เขายอมรับว่าเขาชอบผู้หญิงคนนี้ เพราะเธอสวยและที่สำคัญนมตูมชะมัดยาก
มันโดนใจเขาจริงๆ ยิ่งสเต็ปการอ่อยของผู้หญิงคนนี้เขาก็ยิ่งชอบ เพราะมันทำให้เขารู้สึกตื่นเต้นกับสิ่งที่เธอกำลังทำ
“ถ้าคุณไม่สู้ก็ปล่อยฉันสิคะ ฉันจะได้ไปหาคนที่เขาใจถึงกว่าคุณ” พิชชาภาพูดจบก็เอามือยันหน้าอกของฟรานติโน่แล้วทำท่าจะลุกออกจากตักของเขา ก่อนจะถูกมือใหญ่รั้งเอวไว้ไม่ให้ลุกขึ้น
“ได้ ผมจะให้คุณคืนละล้าน แต่คุณต้องตามใจผมทุกอย่าง” ฟรานติโน่พูดไปพร้อมกับรอยยิ้มมุมปากเจ้าเล่ห์ คิดว่าคนอย่างเขาจะยอมเสียเงินหนึ่งล้านบาทง่ายๆงั้นเหรอ คอยดูเถอะเขาจะตักตวงจากเธอให้คุ้มสมราคาที่เขาต้องจ่ายไป













