บทที่ 1 ฝนที่ตกในคืนที่ฉันตัดสินใจไม่ปล่อย

ฝนเริ่มตกตั้งแต่บ่ายสามโมง และคานท์ยืนอยู่ใต้เสาไฟตรงข้ามคอนโดของนทีมานานกว่าสองชั่วโมงแล้ว

เสื้อเชิ้ตสีขาวเปียกชุ่มจนแนบติดผิว ผมเปียกน้ำฝนห้อยลงมาบังหน้าผาก แต่เขาก็ไม่ปัด เขาไม่สนใจความเย็น ความเปียก หรือสายตาของคนที่เดินผ่านไปมา

ดวงตาของเขายังคงจ้องขึ้นไปที่หน้าต่างห้องชั้นแปดโดยไม่กะพริบ

เขารู้ว่านทีอยู่ข้างใน

และเขาก็รู้ว่าตอนนี้นทีกำลังคุยโทรศัพท์กับใคร

เมื่อยี่สิบนาทีก่อน เขาเดินเลาะไปยืนใต้หน้าต่างนั้นโดยตรง ยืนนิ่งท่ามกลางสายฝน แล้วได้ยินเสียงหัวเราะเบา ๆ ของนทีลอดออกมา

“...อาร์ท อย่าล้อเล่นสิ ฉันไม่ได้คิดอะไรแบบนั้นหรอก...”

เสียงนั้นดังชัดเจนท่ามกลางเสียงฝน

คานท์กำมือแน่นจนเล็บแทงฝ่ามือ

ในหัวของเขามีภาพเก่า ๆ ผุดขึ้นมาโดยไม่ได้รับอนุญาต

ภาพตอนเด็ก ๆ ที่ยืนรอหน้าบ้านหลังเลิกเรียนจนฟ้ามืด แต่ไม่มีใครมารับ

ภาพประตูที่ถูกปิดใส่หน้า

ภาพคำว่า “อยู่นิ่ง ๆ เดี๋ยวพ่อแม่กลับมา” ที่ไม่มีใครกลับมาจริง

เขากลัว

กลัวว่าสักวันหนึ่งนทีจะหันไปยิ้มให้คนอื่นแล้วไม่หันกลับมาหาเขาอีก

กลัวว่าเสียงหัวเราะนั้นจะไม่ได้เป็นของเขาคนเดียว

กลัวว่าตัวเองจะถูกทิ้งอีกครั้ง เหมือนทุกครั้งในอดีต

ความกลัวนั้นไม่ได้ทำให้เขานิ่งสงบ

มันทำให้เขาอยากยึดให้แน่นกว่าเดิม

คานท์หลับตาลงช้า ๆ ปล่อยให้น้ำฝนไหลลงตามใบหน้า

“อีกไม่นาน...” เขากระซิบกับตัวเองเสียงแหบ

“ฉันจะไม่ปล่อยให้นายไปไหนอีกแล้ว”

เขาลืมตาขึ้น ดวงตามืดมัวและเต็มไปด้วยความตั้งใจที่เย็นยะเยือก

คืนนี้

เขาจะหยุดรอ

คานท์ยังคงยืนนิ่งอยู่ใต้เสาไฟต่อไป

สายฝนกระหน่ำไม่ลดละ น้ำไหลลงตามลำคอ ไหลลงไปใต้เสื้อเชิ้ตที่เปียกจนเย็นเฉียบ แต่ความหนาวเย็นภายนอกเทียบไม่ได้กับความหนาวที่แผ่กระจายอยู่ในอกของเขา

เขากำลังคิด

คิดถึงทุกครั้งที่เห็นนทียิ้มให้คนอื่น

คิดถึงเสียงหัวเราะที่ดังลอดออกมาจากหน้าต่างเมื่อสักครู่

คิดถึงภาพอาร์ทที่ยื่นมือไปปัดน้ำบนไหล่ของนทีโดยไม่จำเป็น

และคิดถึงตัวเองในวัยเด็ก ที่เคยยืนรออยู่หน้าบ้านหลังเดียวกันทุกเย็น รอคอยคนที่ไม่เคยกลับมา

“ถ้าฉันปล่อยให้นายไป…”

เสียงในหัวของคานท์ดังขึ้นเบา ๆ

“ถ้านายหันไปหาคนอื่นจริง ๆ… ฉันจะเหลืออะไรไว้?”

คำถามนั้นไม่มีคำตอบ

เขาเคยพยายามควบคุมตัวเองมาตลอดสามเดือน เคยบอกตัวเองว่าการเฝ้ามองจากระยะไกลก็เพียงพอแล้ว เคยบอกตัวเองว่าถ้าเขารักนทีจริง เขาควรให้นทีมีอิสระ

แต่คืนนี้ เขายอมแพ้กับตัวเอง

คานท์หลับตาลงอีกครั้ง ปล่อยให้น้ำฝนชะล้างใบหน้า

ภาพในหัวของเขาวาดขึ้นมาอย่างชัดเจน

ภาพของนทีที่ยืนอยู่ในอ้อมกอดของเขา

ภาพของนิ้วมือที่กำข้อมือนทีไว้แน่น

ภาพของรอยจูบและรอยกัดที่ถูกทิ้งไว้บนผิวหนังขาว

ภาพของนทีที่มองเขาด้วยสายตาที่สั่นเทา แต่ไม่หนี

“ฉันจะไม่ทำร้ายนาย…” เขากระซิบกับสายฝน

“ฉันแค่… อยากให้นายอยู่กับฉัน”

แม้คำพูดนั้นจะฟังดูอ่อนโยน แต่ในใจของคานท์รู้ดีว่ามันไม่ได้หมายถึงการอยู่ด้วยกันอย่างเท่าเทียม

มันหมายถึงการยึดครอง

การทำให้แน่ใจว่านทีไม่มีทางหันไปหาใครได้อีก

เขายกมือขึ้นเช็ดน้ำฝนที่ไหลลงมาขวางสายตา แล้วจ้องกลับไปที่หน้าต่างชั้นแปดอีกครั้ง

แสงไฟในห้องยังสว่างอยู่

นทียังอยู่ข้างใน

และคานท์ก็รู้ว่าอีกไม่นาน นทีจะต้องลงมา

คืนนี้

เขาจะไม่ใช่แค่คนที่เฝ้ามองอีกต่อไป

เวลาผ่านไปอีกเกือบยี่สิบนาที

คานท์ยังคงยืนอยู่กับที่ แม้ร่างกายจะเย็นจนชาไปหมดแล้วก็ตาม เขานับเสียงหัวใจตัวเองเบา ๆ ในอก ราวกับกลัวว่าถ้าหยุดนับ มันจะหายไปพร้อมกับความแน่วแน่ที่เพิ่งก่อตัวขึ้น

จนกระทั่งประตูคอนโดเปิดออก

แสงไฟสีขาวจากโถงทางเดินส่องออกมาเป็นทางยาว แล้วเงาร่างของนทีก็ปรากฏขึ้น ร่มสีฟ้าอ่อนกางขึ้นทันทีที่ก้าวออกจากชายคา เขายังถือโทรศัพท์อยู่ที่หูข้างหนึ่ง อีกมือยกขึ้นปัดผมที่เปียกเล็กน้อยตรงหน้าผาก

“ได้ครับ ฉันจะส่งโน้ตให้พรุ่งนี้เช้า… บายนะอาร์ท”

คำว่า “บายนะอาร์ท” ดังชัดเจนท่ามกลางเสียงฝน

คานท์รู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างในอกถูกบีบแน่น

ภาพในหัวของเขาวาดขึ้นมาอีกครั้งโดยไม่ได้รับอนุญาต

ภาพของนทียิ้มให้คนอื่น

ภาพของนิ้วมือที่อาจจะกำลังเล่นชายเสื้ออย่างเขิน ๆ

ภาพของอาร์ทที่อยู่อีกฝั่งสาย กำลังยิ้มเช่นกัน

ความกลัวที่เขากดไว้ตลอดสามเดือนค่อย ๆ ลอยขึ้นมาผิวน้ำ

“ถ้าฉันยังปล่อยไว้อย่างนี้…”

“ถ้านายเริ่มชินกับการมีคนอื่นอยู่ข้าง ๆ…”

“แล้วฉันล่ะ? ฉันจะเหลือแค่คนที่เฝ้ามองจากระยะไกลตลอดไปหรือ?”

คานท์ไม่รอให้คำถามเหล่านั้นมีคำตอบ

เขาเดินออกจากเงามืดในวินาทีที่นทีกดวางสาย

ฝีเท้าของเขาหนักแต่เงียบผิดปกติ

“นที”

เสียงเรียกนั้นดังขึ้นเมื่อเขายืนห่างจากนทีเพียงไม่กี่ก้าว

นทีสะดุ้งหันมา ดวงตากลมโตขึ้นเมื่อเห็นเงาร่างของคานท์ที่ยืนเปียกปอนอยู่ตรงหน้า

“คานท์? นาย… มายืนตากฝนตั้งแต่เมื่อไหร่เนี่ย?”

คานท์ไม่ได้ตอบคำถามนั้นทันที

เขายืนนิ่ง มองนทีโดยไม่กะพริบตา

มองร่องรอยของรอยยิ้มที่ยังค้างอยู่ที่มุมปาก

มองนิ้วมือที่เพิ่งวางสายจากอาร์ท

แล้วในใจของเขาก็เกิดความคิดหนึ่งขึ้นมาอย่างชัดเจน

“ฉันจะไม่ยอมให้นายยิ้มให้ใครแบบนั้นอีกแล้ว”

นทียืนนิ่งอยู่ตรงหน้าเขา ร่มสีฟ้าอ่อนยังกางอยู่ น้ำฝนไหลลงตามขอบร่มเป็นสาย ๆ

“คานท์ เสื้อนายเปียกหมดแล้ว…” นทีพูดด้วยน้ำเสียงกังวล “เข้าไปข้างในก่อนไหม ฉันไปเอาผ้าขนหนู—”

คานท์ไม่ได้ฟังจนจบ

เขายื่นมือไปคว้าข้อมือของนทีไว้แน่น แรงจนนทีรู้สึกเจ็บเล็กน้อย แล้วดึงเข้ามาใกล้จนร่มหล่นลงพื้น

“ขึ้นรถ”

นทีชะงัก

“เดี๋ยวสิ ฉันยัง—”

“ขึ้นรถเดี๋ยวนี้”

น้ำเสียงของเขาต่ำและหนักแน่นจนไม่มีที่ว่างให้โต้แย้ง

นทีถูกดึงขึ้นรถสีดำอย่างง่ายดาย คานท์ขึ้นนั่งฝั่งคนขับ ปิดประตูดังปัง แล้วสตาร์ทรถทันทีโดยไม่มองหน้าอีกฝ่ายแม้แต่นิด

รถพุ่งออกจากที่จอดคอนโดอย่างรวดเร็ว

ภายในรถเงียบกริบ มีเพียงเสียงฝนที่กระทบกระจกกับเสียงเครื่องยนต์

คานท์กุมพวงมาลัยแน่น นิ้วขาวโพลน

ในใจของเขายังคงวนเวียนอยู่กับภาพเมื่อสักครู่

ภาพที่นทียิ้ม

ภาพที่นทีพูดคำว่า “บายนะอาร์ท”

ภาพที่นิ้วมือของนทีอาจจะกำลังเล่นชายเสื้ออย่างเขิน

ความกลัวค่อย ๆ เปลี่ยนรูปเป็นความโกรธที่เงียบและเย็นชา

“ฉันปล่อยให้นายมีอิสระมานานเกินไปแล้ว…”

เขาคิดกับตัวเอง

“ฉันบอกตัวเองตลอดว่าการเฝ้ามองก็พอ แต่จริง ๆ แล้วฉันทนไม่ไหวตั้งแต่แรก”

คานท์เหลือบมองนทีจากด้านข้างเพียงเสี้ยววินาที

นทียังนั่งเงียบ มือทั้งสองวางบนตักอย่างเกร็ง

“เมื่อกี้นายคุยกับใคร” คานท์ถามขึ้นในที่สุด น้ำเสียงราบเรียบผิดปกติ

“อาร์ท… เขาขอโน้ตวิชาสถิติ”

“แล้วทำไมต้องคุยนานขนาดนั้น”

นทีเงียบไปครู่หนึ่ง

“ก็… เขาคุยเรื่องอื่นด้วย”

คานท์หัวเราะคิกเบา ๆ

เสียงหัวเราะนั้นแห้งและเย็นชาจนตัวเขาเองก็รู้สึกได้ถึงความผิดปกติของมัน

“นที…” เขาเรียกชื่อนั้นเบา ๆ

“ฉันทนมานานพอแล้ว”

ความเงียบในรถยาวเหยียดจนรู้สึกได้ถึงความอึดอัด

คานท์ขับรถต่อไปอีกสักพัก ก่อนจะหักพวงมาลัยเข้าซอยเปลี่ยวอย่างกะทันหัน แล้วจอดรถข้างทาง

เขาระบายหายใจออกมาช้า ๆ พยายามควบคุมอารมณ์ที่กำลังปั่นป่วนอยู่ในอก

“คานท์… นายโกรธอะไรหรือเปล่า?” นทีถามเสียงเบา

คานท์ถอดเข็มขัดนิรภัย แล้วหันมามองนทีโดยตรง

ในความมืดของห้องโดยสาร ดวงตาของเขามืดมัวและลึก

“ฉันไม่ได้โกรธ” เขาพูดเสียงต่ำ “ฉันแค่… กลัว”

นทีชะงัก

“กลัว…?”

คานท์เงียบไปครู่หนึ่ง ราวกับกำลังเลือกว่าจะพูดความจริงออกไปมากน้อยแค่ไหน

“ฉันกลัวว่าสักวันหนึ่งนายจะหันไปหาคนอื่น” เขากล่าวช้า ๆ “กลัวว่านายจะยิ้มให้ใครแบบที่นายยิ้มให้ฉัน แล้วฉันจะต้องกลายเป็นคนที่ถูกทิ้งอีกครั้ง”

นิ้วมือของเขาที่วางบนพวงมาลัยเกร็งแน่น

“ฉันเคยถูกทิ้งมาตลอดตั้งแต่เด็ก นที… ฉันไม่ไหวแล้วที่จะมานั่งรอใครอีก”

เขาโน้มตัวเข้ามาใกล้จนกลิ่นน้ำฝนจากตัวเขาเต็มห้องโดยสาร

“ตั้งแต่วันที่นายยอมให้ฉันจูบครั้งแรก นายก็เป็นของฉันแล้วในใจของฉัน”

คานท์จับคางของนทีไว้เบา ๆ แต่แน่นพอที่จะไม่ให้นทีหันหนี

“คืนนี้นายจะไปกับฉัน”

“ไปไหน…”

“บ้านฉัน”

นทีตัวแข็งทื่อ

คานท์มองเข้าไปในดวงตาของอีกฝ่าย ราวกับกำลังค้นหาคำตอบ

“ฉันจะไม่ทำร้ายนาย” เขากระซิบ “แต่นายต้องอยู่กับฉัน… อย่างน้อยก็คืนนี้”

ในใจของคานท์ยังคงมีความขัดแย้งอยู่ลึก ๆ

ส่วนหนึ่งอยากให้นทีมาเองด้วยความเต็มใจ

แต่อีกส่วนหนึ่งที่แข็งแกร่งกว่ากลับบอกเขาว่า

ถ้ารอให้นทีเต็มใจ เขาอาจจะต้องสูญเสียอีกครั้ง

และเขาไม่ยอมให้เรื่องนั้นเกิดขึ้นอีก

คานท์ไม่ได้รอให้นทีตอบอะไรเพิ่ม

เขารัดเข็มขัดนิรภัยอีกครั้ง แล้วสตาร์ทรถต่อโดยไม่พูดอะไรอีก รถค่อย ๆ เคลื่อนออกจากซอยมืดเข้าสู่ถนนใหญ่

ฝนยังคงตกไม่หยุด

ความเงียบภายในรถครั้งนี้หนักหน่วงกว่าตอนแรก แม้แต่เสียงหยดน้ำที่กระทบกระจกยังดังชัดจนรบกวน

นทีนั่งนิ่ง มองออกไปนอกหน้าต่าง นิ้วมือกำชายเสื้อเบา ๆ

ส่วนคานท์ขับรถด้วยสายตาจ้องไปข้างหน้าตลอดเวลา มือข้างหนึ่งกุมพวงมาลัย อีกข้างหนึ่งวางอยู่บนต้นขาตัวเองอย่างเกร็ง

ในใจของเขายังคงวนเวียนอยู่กับคำพูดเมื่อสักครู่

“ฉันกลัว…”

เขาแทบไม่เคยพูดประโยคนั้นออกปากกับใครมาก่อน

แม้แต่กับตัวเองก็ยังพยายามปฏิเสธอยู่เสมอ

แต่คืนนี้เขายอมรับมัน

เขากลัวจริง ๆ

กลัวว่าถ้ายอมปล่อยให้นทีมีอิสระต่อไป นทีจะค่อย ๆ ห่างออกไปทีละนิด

กลัวว่าสักวันหนึ่งนทีจะพบคนที่ทำให้ยิ้มได้มากกว่าเขา

กลัวว่าตัวเองจะต้องกลับไปยืนรออยู่ตรงนั้นอีกครั้ง โดยไม่มีใครหันกลับมามอง

“ฉันจะไม่ยอมให้เรื่องนั้นเกิดขึ้นอีก…”

คานท์คิดกับตัวเอง

“แม้ฉันจะต้องเป็นคนเลวในสายตาของนายก็ตาม”

รถแล่นต่อไปอีกสักพัก ผ่านปั๊มน้ำมันที่ปิดแล้ว ผ่านร้านสะดวกซื้อที่มีไฟสว่างจ้าเพียงไม่กี่หลัง จนกระทั่งเลี้ยวเข้าซอยเล็ก ๆ ที่ไม่มีป้ายชื่อ

บ้านของคานท์ปรากฏขึ้นตรงหน้า

เป็นบ้านสองชั้นสีเทาเข้ม รั้วสูง ทึบ และดูมืดมิดผิดปกติ ต้นไม้ใหญ่หลายต้นบดบังแสงไฟจากถนนจนภายในพื้นที่ดูเงียบสงัดและแยกออกจากโลกภายนอก

คานท์กดรีโมทเปิดประตูรั้ว รถแล่นเข้าไปในโรงรถอย่างช้า ๆ แล้วดับเครื่อง

ความเงียบหลังจากเครื่องยนต์หยุดทำงานนั้นหนักหน่วงยิ่งกว่าตอนขับรถ

เขาถอดเข็มขัดนิรภัย แล้วหันมามองนที

“ลงได้” เขาพูดเสียงต่ำ

นทีเงยหน้าขึ้นสบตา เห็นดวงตาของคานท์ที่มืดมัวและเต็มไปด้วยอะไรบางอย่างที่ทั้งอ่อนแอและอันตรายในเวลาเดียวกัน

คานท์เปิดประตูลงจากรถก่อน แล้วเดินวนมาเปิดประตูฝั่งนทีด้วยตัวเอง

“มา”

เขายื่นมือออกไป

ไม่ใช่การดึงแบบเมื่อกี้

แต่เป็นการยื่นมือให้จับ

แม้ในใจเขาจะรู้ดีว่า ไม่ว่านทีจะยื่นมือกลับมาหรือไม่

เขาก็จะไม่ยอมให้นทีหันหลังกลับไปแล้ว

นทีมองมือที่คานท์ยื่นมาให้เป็นเวลานาน

ในที่สุดเขาก็ค่อย ๆ ยื่นมือตัวเองวางลงบนฝ่ามือนั้นอย่างช้า ๆ

คานท์กำมือตอบเบา ๆ แต่แน่นหนา แล้วพานทีเดินเข้าสู่ตัวบ้าน

ภายในบ้านมืดและเงียบ เขาเปิดไฟเพียงดวงเดียวที่โถงทางเดิน แสงสีอุ่นส่องยาวไปตามพื้นไม้จนถึงบันได

คานท์พานทีขึ้นไปชั้นสองโดยไม่ปล่อยมือ

เมื่อถึงห้องนอน เขาเปิดประตู ดึงนทีเข้าไปข้างใน แล้วปิดประตูตาม

เสียงล็อกประตูดังคลิกเบา ๆ ในความเงียบ

นทียืนนิ่งอยู่กลางห้อง เสื้อผ้ายังเปียกชื้นจากฝน ผมเปียกปอน

คานท์ยืนอยู่ตรงข้าม มองเขาโดยไม่พูดอะไรเป็นเวลานาน

ในใจของคานท์ยังคงมีความขัดแย้งอยู่

ส่วนหนึ่งอยากเดินเข้าไปกอดนที แล้วบอกว่าเขากลัว

แต่อีกส่วนหนึ่งที่แข็งแกร่งกว่ากลับกระซิบว่า

“ถ้านายอ่อนแอตอนนี้ นายจะสูญเสียเขาอีกครั้ง”

คานท์หลับตาลงช้า ๆ แล้วลืมตาขึ้นอีกครั้ง ดวงตามืดลง

“คืนนี้นอนที่นี่” เขาพูดเสียงต่ำ “ฉันจะไม่ทำอะไรที่นายไม่พร้อม… แต่ฉันก็จะไม่ยอมให้นายกลับไปคอนโดคนเดียว”

นทีเงยหน้าขึ้นมองเขา

“คานท์… นายกลัวจริง ๆ เหรอ?”

คานท์เงียบไปครู่หนึ่ง

แล้วเขาตอบอย่างช้า ๆ

“กลัว”

“กลัวจนทนไม่ไหว”

เขาก้าวเข้าไปใกล้นทีทีละก้าว จนยืนอยู่ตรงหน้าในระยะที่ใกล้

“ฉันรักนายมากจนกลัวว่าสักวันหนึ่งนายจะหายไป” เขากระซิบ “ดังนั้นคืนนี้… ให้นายอยู่กับฉัน”

คานท์ยื่นมือขึ้นไปแตะแก้มของนทีเบา ๆ

นิ้วสั่นเล็กน้อย

“แค่คืนนี้ก็พอ…”

แม้ในใจเขาจะรู้ดีว่า

“แค่คืนนี้” ที่พูดออกไปนั้น

ไม่ได้หมายความตามตัวอักษรเลยแม้แต่น้อย

จบตอนที่ 1

บทถัดไป