บทที่ 10 รอยร้าวที่ยังไม่ปิด

คืนนั้นบ้านเงียบผิดปกติ

หลังจากลงจากรถแล้ว คานท์เดินนำหน้าขึ้นบันไดโดยไม่พูดอะไร นทีตามหลังไปในระยะที่ไม่ไกลและไม่ใกล้เกินไป เหมือนทั้งคู่กำลังเดินบนเส้นบาง ๆ ที่เพิ่งตกลงกันไว้เมื่อสักครู่

ห้องนอนชั้นบนก็เงียบเช่นกัน

คานท์ถอดเสื้อนอกออกแล้วโยนลงบนเก้าอี้โดยไม่พับให้เรียบร้อยเหมือนเคย เขานั่งลงที่ขอบเตียง ก้มหน้ามองพื้นไม้ที่เขาเคยทำความสะอาดด้วยตัวเองทุกวัน

หัวของเขายังเต็มไปด้วยภาพของอาร์ทที่ยืนคุยกับนทีในลานจอดรถ

“เกือบไม่ไหวอีกแล้ว”

ประโยคที่เขาพูดออกไปเองเมื่อกี้ยังวนเวียนอยู่ในหู

คานท์ยกมือขึ้นบีบขมับแรง ๆ เขาเกลียดตัวเองที่ทำได้แค่นี้ เกลียดที่แม้จะรู้ว่านทีไม่ได้ทำอะไรผิด เขาถึงกับต้องยอมรับต่อหน้าว่าตัวเองใกล้จะพัง

ถ้าวันนี้ฉันเดินไปขวาง… ถ้าฉันพูดจาไม่ดีออกไปอีก…

เขานึกภาพนทีหันหลังเดินจากไปอีกครั้ง และความกลัวก็พุ่งขึ้นมาจนหน้าอกแน่น

ประตูห้องเปิดเบา ๆ

นทีเดินเข้ามา เขาถอดรองเท้าแล้ววางไว้ข้างเตียงอย่างเป็นระเบียบ ก่อนจะยืนมองคานท์ที่ยังนั่งก้มหน้าอยู่

“คานท์” เสียงนั้นนุ่มแต่ไม่แผ่ว

คานท์เงยหน้าขึ้นช้า ๆ

“ฉันอาบน้ำก่อนนะ” นทีพูดต่อ “แล้วค่อยคุย”

คานท์พยักหน้าโดยไม่พูดอะไร

นทีเดินเข้าห้องน้ำ เสียงน้ำไหลดังขึ้นไม่นานหลังจากนั้น

คานท์นั่งนิ่งอยู่ในห้องที่เหลือเพียงตัวเขา

เขามองไปที่ประตูห้องน้ำ แล้วก้มมองมือตัวเอง

มือที่เคยจับแขนนทีแน่นจนเกิดรอยแดง มือที่เคยล็อกประตูบ้านทุกคืนด้วยกุญแจสามชั้น มือที่ตอนนี้กำลังสั่นเล็กน้อยโดยที่เขาไม่รู้ตัว

ฉันบอกว่าจะพยายาม… แต่ฉันจะพยายามได้อีกนานแค่ไหน?

เขายังจำความรู้สึกตอนที่เห็นอาร์ทยิ้มให้นทีได้ชัดเจน ความโกรธและความกลัวผสมกันจนแทบหายใจไม่ออก เขาต้องใช้แรงใจทั้งหมดในการเดินจากไปโดยไม่พูดอะไร

และตอนนี้เขากลัวว่า… ครั้งหน้าเขาจะทำไม่ได้

เสียงน้ำหยุดไหล

ไม่กี่นาทีต่อมานทีเดินออกมาในชุดนอนสีเทาอ่อน ผมเปียกเล็กน้อย เขานั่งลงบนเตียงฝั่งตรงข้ามกับคานท์ แล้วมองตรงมาที่เขา

“เมื่อกี้ในรถ” นทีเปิดประเด็นตรง ๆ “นายบอกว่าเกือบไม่ไหว”

คานท์เงียบ

“ฉันไม่ได้จะตำหนิ” นทีพูดต่อด้วยน้ำเสียงนิ่ง “แต่ฉันอยากรู้ว่า… ตอนนี้ข้างในหัวนายเป็นยังไง”

คานท์ยกสายตามองเขา ดวงตาของเขามืดและลึก

“กลัว” เขาตอบสั้น ๆ

“กลัวว่านายจะจากไป”

นทีพยักหน้าช้า ๆ ราวกับคาดคำตอบนี้ไว้แล้ว

“แล้วอะไรที่ทำให้กลัวมากขึ้นวันนี้”

คานท์หายใจเข้าลึก

“อาร์ท” เขายอมรับ “แค่เห็นเขายืนคุยกับนาย ฉันก็รู้สึกเหมือนทุกอย่างกำลังถูกดึงออกไปจากมือ”

เขาก้มมองพื้นอีกครั้ง

“ฉันรู้ว่ามันไม่สมเหตุสมผล ฉันรู้ว่านายไม่ได้ทำอะไรผิด แต่ความรู้สึกมันไม่ยอมฟังเหตุผล”

นทีเงียบไปครู่หนึ่ง แล้วพูดเบา ๆ

“งั้นคืนนี้… เราไม่คุยเรื่องอาร์ทต่อแล้ว”

คานท์เงยหน้าขึ้นอย่างประหลาดใจ

“เราจะคุยเรื่องอื่น” นทีกล่าวต่อ “เรื่องที่นายกลัวจริง ๆ เรื่องที่ทำให้การเห็นใคร ๆ คุยกับฉัน กลายเป็นเรื่องใหญ่ขนาดนี้”

คานท์จ้องเขานาน

ในที่สุดเขาก็พยักหน้าช้า ๆ

“ได้”

นทีขยับตัวมานั่งใกล้ขึ้นอีกนิด ระยะห่างระหว่างทั้งคู่ยังมีอยู่ แต่ไม่ไกลจนเกินไป

“เริ่มจากวันนี้” นทีพูด “นายกลัวอะไรที่สุดในตอนนี้”

คานท์มองตาเขาตรง ๆ

“กลัวว่าวันหนึ่งนายจะบอกว่า… พอแล้ว”

คำพูดนั้นหลุดออกมาพร้อมกับลมหายใจที่สั่น

นทีไม่ได้ตอบทันที

เขาเพียงยื่นมือออกไปวางบนหลังมือของคานท์เบา ๆ

“ฉันยังไม่บอก” นทีกล่าว “และคืนนี้ฉันก็ยังนั่งอยู่ตรงนี้”

คานท์จ้องมือที่วางทับอยู่บนมือเขา

นิ้วของนทีอุ่นและนิ่ง

เขายังไม่กล้ารีบคว้ามือนั้นไว้แน่นเหมือนเมื่อก่อน

แต่เขาก็ยังไม่ดึงมือตัวเองออก

รอยร้าวที่เกิดขึ้นในวันนี้ยังไม่ได้ปิดสนิท

แต่ในค่ำคืนนี้

ทั้งคู่ยังเลือกที่จะนั่งอยู่ด้วยกัน

ภายใต้แสงไฟห้องนอนที่สลัว

และคำถามที่ยังไม่มีคำตอบสมบูรณ์

มือของนทียังวางอยู่บนหลังมือของคานท์

คานท์มองนิ้วเรียวยาวเหล่านั้นอยู่นานโดยไม่ขยับ เขารู้สึกถึงความอุ่นที่แผ่ซึมผ่านผิวหนัง แต่ในขณะเดียวกัน ความกลัวก็ยังวนเวียนอยู่ในอกเหมือนคลื่นที่ยังไม่สงบ

เขายังอยู่ตรงนี้… แต่วันหนึ่งเขาอาจไม่ได้อยู่

ความคิดนั้นกัดกินเขาช้า ๆ

คานท์เคยชินกับการควบคุมทุกอย่าง ตั้งแต่ประตูบ้านที่ต้องล็อกสามชั้น ตารางเวลาของนทีที่เขาจำได้หมด ไปจนถึงระยะห่างระหว่างนทีกับคนอื่นที่เขาคอยจับตาอยู่ตลอด แต่คืนนี้เขากำลังถูกบังคับให้ปล่อยมือจากสิ่งเหล่านั้นทีละนิด และมันทำให้เขารู้สึกเหมือนกำลังยืนอยู่บนขอบหน้าผา

“คานท์” เสียงนทีเรียกเบา ๆ “นายยังได้ยินฉันอยู่ไหม”

คานท์กระตุกเล็กน้อย แล้วพยักหน้า

“ได้ยิน”

นทีไม่รีบดึงมือออก เขานั่งนิ่งรอจนคานท์ค่อย ๆ หายใจได้สม่ำเสมอขึ้น

“เมื่อกี้นายบอกว่ากลัววันหนึ่งฉันจะบอกว่าพอแล้ว” นทีพูดต่อ “ฉันอยากรู้ว่า… ความกลัวนั้นเริ่มจากไหน”

คานท์เงียบไปนาน

ฝนเริ่มโปรยลงมาเบา ๆ นอกหน้าต่าง เสียงน้ำกระทบหลังคาบ้านดังแผ่ว ๆ เติมความเงียบในห้องให้หนักขึ้น

เขาหลับตาลงครู่หนึ่ง แล้วเปิดออกช้า ๆ

“ตอนเด็ก ๆ” เสียงของเขาแหบและต่ำ “แม่จากไปโดยไม่บอกอะไรเลย”

นทีไม่ได้แทรก

คานท์จ้องพื้นไม้ต่อ

“เช้าวันหนึ่งฉันตื่นมา แล้วพบว่ากระเป๋าของแม่หายไปหมด เธอทิ้งจดหมายสั้น ๆ ไว้บนโต๊ะว่า ‘ดูแลตัวเองนะ’ แล้วก็หายไป”

เขายกมือว่างขึ้นเช็ดปากอย่างหงุดหงิด

“พ่อไม่ได้พูดอะไร เขาแค่บอกว่าแม่มีชีวิตของตัวเอง แล้วก็ทำงานต่อไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น”

คานท์หัวเราะสั้น ๆ เสียงแหบแห้ง

“ตั้งแต่นั้นมา ฉันก็สัญญากับตัวเองว่าจะไม่ปล่อยให้ใครจากไปโดยที่ฉันควบคุมไม่ได้”

เขายกสายตามองนทีอีกครั้ง

“พอเจอนาย… ความรู้สึกนั้นมันรุนแรงขึ้นเป็นร้อยเท่า”

นทีฟังโดยไม่แสดงสีหน้าตกใจ เขาเพียงขยับนิ้วเบา ๆ บนหลังมือของคานท์ ราวกับกำลังยืนยันว่าเขายังอยู่ตรงนั้น

“แล้วนายคิดว่า… การล็อกประตู การเช็คทุกอย่าง การห้ามฉันคุยกับใครนาน ๆ จะทำให้ฉันไม่จากไปเหรอ” นทีถามเสียงนิ่ง

คานท์อ้าปากจะตอบ แต่ไม่มีคำพูดหลุดออกมา

เขาเองก็รู้คำตอบ

มันไม่ได้ช่วยอะไรเลย

แต่เขาก็ยังทำ

เพราะความว่างเปล่าตอนที่แม่หายไปนั้น ยังฝังอยู่ในกระดูก

ฝนตกหนักขึ้นนอกหน้าต่าง เสียงดังขึ้นจนกลบความเงียบในห้องได้บางส่วน

คานท์ก้มมองมือที่นทียังวางทับอยู่

“ฉันรู้ว่าวิธีของฉันมันผิด” เขายอมรับเสียงเบา “แต่ฉันไม่รู้จะทำอย่างอื่นยังไง”

นทีถอนหายใจแผ่ว ๆ

“งั้นคืนนี้… เราลองทำอย่างอื่นดู”

คานท์เงยหน้าขึ้น

“ไม่ต้องล็อกประตูห้องสามชั้น” นทีพูด “ล็อกแค่ชั้นเดียวก็พอ และ… นอนหันหน้าเข้าหากัน แทนที่จะหันหลังให้กันเหมือนทุกคืน”

คานท์จ้องเขาอยู่นาน

ในที่สุดเขาก็พยักหน้าช้า ๆ

“ได้”

แม้คำตอบนั้นจะสั้น แต่ข้างในหัวของคานท์ยังเต็มไปด้วยเสียงที่กระซิบว่า

แล้วถ้าคืนนี้เขานอนหันหน้ามา… พรุ่งนี้เช้าเขาจะยังอยู่ไหม?

ฝนยังตกไม่หยุด

และรอยร้าวที่ทั้งคู่กำลังพยายามเยียวยา ก็ยังคงเปิดอยู่ใต้แสงไฟสลัวในห้องนอน

คานท์ลุกขึ้นจากขอบเตียงช้า ๆ

เขายังรู้สึกถึงร่องรอยความอุ่นจากฝ่ามือของนทีบนหลังมือตัวเอง แม้ว่าตอนนี้นทีจะเดินไปที่ตู้เสื้อผ้าเพื่อหยิบผ้าเช็ดตัวผืนใหม่แล้วก็ตาม

“ฉันไปเช็คประตูชั้นล่างก่อน” คานท์พูดเสียงต่ำ

นทีหันมามอง

“ล็อกแค่ชั้นเดียวตามที่ตกลงกันไว้” เขาย้ำเบา ๆ

คานท์พยักหน้าโดยไม่โต้แย้ง

เขาเดินลงบันไดในความมืดที่สลัว ฝนยังคงโปรยลงมาไม่หยุด เสียงน้ำกระทบกระจกหน้าต่างดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอ เหมือนนาฬิกาที่นับเวลาแห่งความไม่แน่นอน

เมื่อถึงประตูหน้าบ้าน คานท์ยืนนิ่งอยู่หน้าลูกบิดนานกว่าปกติ

มือของเขายื่นไปแตะกุญแจชุดใหญ่ที่เคยใช้ล็อกสามชั้นทุกคืน

แค่ชั้นเดียว…

เขาหายใจเข้าลึก แล้วหมุนกุญแจเพียงครั้งเดียว เสียงคลิกดังขึ้นเบา ๆ ในความเงียบ

จากนั้นเขาเดินกลับขึ้นไปชั้นบนโดยที่หัวใจยังเต้นถี่

เมื่อเข้าห้องนอนอีกครั้ง นทีได้นั่งอยู่บนเตียงฝั่งขวาแล้ว ไฟหัวเตียงเปิดเพียงดวงเดียว ทำให้แสงในห้องนุ่มและมืดกว่าปกติ

คานท์ถอดเสื้อยืดออก เหลือเพียงกางเกงนอนสีดำ เขานั่งลงบนฝั่งตรงข้ามตามเคย แต่คราวนี้เขารู้ดีว่าจะต้องหันหน้าเข้าหา

นทีมองเขานิ่ง ๆ

“มานี่” เสียงนั้นไม่ใช่คำสั่ง แต่ก็ไม่ใช่คำขอร้อง

คานท์ขยับตัวช้า ๆ จนทั้งคู่นอนหันหน้าเข้าหากันในระยะที่ใกล้พอจะได้ยินลมหายใจของกันและกัน

เขามองตาของนทีภายใต้แสงไฟสลัว

ดวงตานั้นสงบและชัดเจน ไม่มีเงาของความรังเกียจหรือความกลัวที่คานท์เคยคาดไว้ในหัว

เขายังอยู่…

แต่ความคิดนั้นกลับทำให้ความกลัวพุ่งสูงขึ้นอีก

เพราะยิ่งเขาเห็นว่านทียังเลือกอยู่ตรงนี้ ความคิดที่ว่าวันหนึ่งอาจจะหายไปก็ยิ่งทรมาน

“คานท์” นทีเรียกชื่อนั้นอีกครั้ง “หายใจ”

คานท์เพิ่งรู้ตัวว่าตัวเองกลั้นหายใจมาตลอด

เขาปล่อยลมหายใจยาวออกมา แล้วหลับตาลงครู่หนึ่ง

“ฉันไม่ชิน” เขาสารภาพเสียงแหบ “การนอนแบบนี้… มันทำให้ฉันรู้สึกเหมือนทุกอย่างเปิดเปล่า”

นทีไม่ได้ตอบด้วยคำพูด

เขาเพียงยื่นมือออกไปอีกครั้ง คราวนี้วางไว้บนแก้มของคานท์เบา ๆ

นิ้วโป้งลูบไปที่โหนกแก้มที่ตึงเครียด

“งั้นค่อย ๆ ชินไป” นทีพูด “คืนนี้เราแค่ลอง”

คานท์ลืมตาขึ้น

เขามองนิ้วที่สัมผัสผิวของตัวเอง แล้วค่อย ๆ ยกมือขึ้นจับข้อมือของนทีไว้

ไม่แน่นจนเจ็บเหมือนเคย

แต่ก็ไม่ปล่อย

ฝนยังคงตกหนักนอกหน้าต่าง

ในห้องที่เคยเต็มไปด้วยกำแพงที่คานท์สร้างขึ้นเอง

คืนนี้มีเพียงแสงไฟดวงเดียว

และระยะห่างระหว่างทั้งคู่ที่สั้นลงเพียงเล็กน้อย

แต่สำหรับคานท์แล้ว

มันรู้สึกเหมือนกำลังเดินข้ามสะพานที่ยังไม่เสร็จ

เขายังไม่รู้ว่าตัวเองจะรอดไปถึงฝั่งหรือไม่

แต่ตอนนี้…

อย่างน้อยเขายังจับมือนทีไว้ได้

นิ้วของคานท์ที่จับข้อมือนทียังไม่คลายออก

เขารู้สึกถึงชีพจรที่เต้นอยู่ใต้ผิวหนังบาง ๆ นั้น จังหวะสม่ำเสมอและมีชีวิต แตกต่างจากความโกลาหลในหัวของเขาอย่างสิ้นเชิง

เขายังอยู่ตรงนี้… ยังหายใจ… ยังไม่หนี

แต่ยิ่งใกล้เท่าไหร่ ความกลัวก็ยิ่งชัดขึ้น

คานท์เคยชินกับการนอนหันหลังให้นที แล้วล็อกแขนไว้รอบเอวแน่น ๆ เหมือนล่ามโซ่ มันทำให้เขารู้สึกว่าอย่างน้อยเขาก็ยัง “ยึด” อะไรบางอย่างไว้ได้ แต่คืนนี้ทุกอย่างเปิดเผยเกินไป ดวงตาของนทีมองตรงมาที่เขาโดยไม่มีอะไรบัง

“คานท์” นทีเรียกเบา ๆ “นายกำลังคิดอะไรอยู่”

คานท์กลืนน้ำลาย

“คิดว่า… ถ้าฉันหลับไป แล้วตื่นมาแล้วนายไม่อยู่” เขาตอบตรง ๆ โดยไม่ปิดบัง “ฉันจะทำยังไง”

นทีเงียบไปครู่หนึ่ง ฝนข้างนอกยังโปรยไม่หยุด เสียงน้ำไหลตามรางหลังคาดังเป็นจังหวะช้า ๆ

“งั้นคืนนี้นายลองหลับโดยที่ยังจับมือฉันไว้ก็ได้” นทีพูด “ไม่ต้องล็อกแขน ไม่ต้องกอดแน่น แค่จับมือ”

คานท์มองลงไปที่มือของทั้งคู่

เขายังจับข้อมือนทีอยู่ นิ้วของเขาเริ่มสั่นเล็กน้อยโดยไม่รู้ตัว

“ฉันกลัวว่าฉันจะเผลอดึงแรงเกินไป” เขาสารภาพ

นทียิ้มบาง ๆ ในความมืด

“ถ้านายดึงแรง ฉันจะบอก”

คำพูดนั้นเรียบง่าย แต่สำหรับคานท์แล้วมันหนักอึ้ง

เพราะตลอดมาเขาแทบไม่เคยให้ใคร “บอก” ได้ เขาเคยเป็นฝ่ายกำหนดทุกอย่างเอง

เขาค่อย ๆ คลายนิ้วจากข้อมือ แล้วเลื่อนลงไปจับฝ่ามือของนทีแทน

นิ้วทั้งห้าประสานกันอย่างหลวม ๆ

ความอุ่นจากฝ่ามือนทีแผ่ซึมเข้ามา ทำให้หน้าอกของคานท์แน่นขึ้นอีกนิด

แค่นี้… แค่นี้ก็พอไหม?

เขาหลับตาลง พยายามบังคับตัวเองให้หายใจช้าลง

นทีขยับตัวเข้ามาใกล้ขึ้นอีกเล็กน้อย จนหัวเข่าของทั้งคู่เกือบชนกัน

คานท์ลืมตาโพล่ง

“อย่า…” เขาเกือบจะพูดออกไป แต่กลั้นไว้ทัน

นทีมองเขาเงียบ ๆ

“ฉันแค่ขยับให้นอนสบายขึ้น” นทีอธิบายเสียงนุ่ม “ไม่ได้จะหนี”

คานท์กัดฟันเบา ๆ

เขารู้ว่าตัวเองกำลังทำเรื่องตลกเขิน กลัวแม้กระทั่งการขยับตัวธรรมดาของคนที่นอนอยู่ข้าง ๆ

แต่ความกลัวมันไม่ได้หายไปแค่เพราะเขารู้ว่ามันไม่สมเหตุสมผล

ฝนตกหนักขึ้นอีกครั้ง ลมกระทบหน้าต่างดังปังเบา ๆ

คานท์จับมือนทีแน่นขึ้นอีกนิดโดยไม่รู้ตัว

แล้วก็รีบผ่อนทันทีเมื่อนึกได้

“ขอโทษ” เขาพึมพำ

นทีส่ายหน้าเบา ๆ

“ไม่เป็นไร”

ทั้งคู่นอนมองกันในความเงียบที่เต็มไปด้วยเสียงฝน

คานท์เริ่มรู้สึกว่าง่วง แต่สมองยังทำงานไม่หยุด

เขาคิดถึงประตูที่ล็อกไว้เพียงชั้นเดียว

คิดถึงมือที่กำลังจับอยู่

คิดถึงคำพูดของนทีที่บอกว่า “ถ้าดึงแรง ฉันจะบอก”

และเขาเริ่มสงสัยว่า…

วันหนึ่งถ้านทีบอกว่า “พอ” จริง ๆ

เขาจะสามารถปล่อยมือได้หรือไม่

ในความมืดมิดของห้องนอน

ท่ามกลางฝนที่ยังไม่หยุดตก

คานท์ยังคงลืมตาค้างอยู่

จับมือนทีไว้แน่นพอประมาณ

และรอคอยเช้าที่เขายังไม่แน่ใจว่าจะเป็นอย่างไร

เวลาผ่านไปช้ากว่าที่ควรจะเป็น

คานท์ยังลืมตาค้างอยู่ในความมืด มือของเขายังประสานกับมือนทีอยู่อย่างหลวม ๆ เขาพยายามนับลมหายใจของตัวเองเพื่อบังคับให้สมองหยุดทำงาน แต่ภาพเก่า ๆ กลับค่อย ๆ ลอยขึ้นมาทีละภาพ

ห้องว่างในบ้านหลังเก่า

จดหมายสั้น ๆ บนโต๊ะ

กระเป๋าที่หายไปโดยไม่บอกลา

แล้วภาพเหล่านั้นก็ซ้อนทับกับภาพของนทีที่ยืนคุยกับอาร์ทในลานจอดรถ

คานท์กระตุกมือโดยไม่ตั้งใจ

นทีขยับนิ้วตอบกลับเบา ๆ ราวกับกำลังเตือนว่าเขายังอยู่

“ยังไม่หลับ?” เสียงนทีดังขึ้นแผ่วในความมืด

คานท์ตอบด้วยเสียงแหบ

“หลับไม่ลง”

นทีเงียบไปครู่หนึ่ง แล้วพูดต่อ

“งั้นเล่าให้ฉันฟังได้ไหม ว่าตอนนี้ในหัวนายมีอะไรอยู่บ้าง”

คานท์จ้องเพดานที่มืดสนิท

“ภาพแม่” เขาตอบตรง ๆ “แล้วก็ภาพนาย… ภาพที่นายอาจจะยืนแพ็คกระเป๋าแล้วเดินออกไปโดยไม่หันกลับมา”

นทีหายใจออกยาว

“ฉันไม่ได้จะทำแบบนั้นคืนนี้”

“ฉันรู้” คานท์ตอบ “แต่สมองฉันมันไม่ยอมเชื่อ”

ฝนข้างนอกเริ่มเบาลง เหลือเพียงเสียงน้ำหยดจากชายคาเป็นจังหวะช้า ๆ

นทีขยับตัวเข้ามาอีกนิด จนหน้าผากของทั้งคู่เกือบชนกัน

คานท์เกร็งทั้งตัว

“ฉันไม่ได้จะกอด” นทีพูดก่อนที่เขาจะทันห้าม “แค่ให้นายได้ยินลมหายใจฉันชัดขึ้น”

คานท์หลับตาลง บังคับตัวเองให้ผ่อนคลาย

เขารู้สึกถึงลมหายใจอุ่น ๆ ของนทีสัมผัสผิวหน้า เบาและสม่ำเสมอ

เขายังอยู่… ยังหายใจ… ยังไม่ไป

แต่ยิ่งใกล้เท่าไหร่ เขายิ่งรู้สึกว่าตัวเองกำลังยืนอยู่บนขอบของอะไรบางอย่างที่พังทลายได้ง่าย

“คานท์” นทีเรียกอีกครั้ง “ถ้านายกลัวว่าจะดึงแรงเกินไป… งั้นคืนนี้นายปล่อยให้ฉันเป็นคนจับมือก็ได้”

คานท์ลืมตาขึ้นทันที

“อะไรนะ”

“นายปล่อยมือ” นทีพูดเสียงนิ่ง “แล้วให้ฉันเป็นคนจับแทน”

คานท์จ้องเขาในความมืดนาน

การปล่อยมือในตอนนี้ รู้สึกเหมือนกำลังยอมแพ้ต่อความกลัวทั้งหมดที่เขาสร้างขึ้นมาตลอดชีวิต

แต่ในที่สุด…

เขาก็ค่อย ๆ คลายนิ้วออก

นทีไม่รีบคว้าทันที

เขารอจนคานท์ปล่อยมือจนสุด แล้วค่อย ๆ วางฝ่ามือทับลงไป นิ้วเรียวยาวค่อย ๆ ลอดเข้าไประหว่างนิ้วของคานท์อย่างช้า ๆ

คราวนี้เป็นนทีที่จับ

ไม่แน่นจนเจ็บ

แต่ก็ไม่หลวมจนหลุด

คานท์รู้สึกถึงความแตกต่างนั้นชัดเจน

เขาไม่ใช่ฝ่ายควบคุมอีกต่อไป

และมันทำให้หัวใจเขาเต้นถี่จนปวด

“หลับได้แล้ว” นทีกระซิบ “ฉันยังอยู่ตรงนี้”

คานท์หลับตาลงอีกครั้ง

คราวนี้เขาไม่ได้บังคับตัวเองมากนัก

แม้สมองจะยังไม่สงบโดยสมบูรณ์

แต่มือที่ถูกจับไว้

และลมหายใจที่ดังอยู่ใกล้ ๆ

ทำให้เขารู้สึกว่าอย่างน้อยคืนนี้…

เขายังไม่ได้สูญเสียทุกอย่างไปทั้งหมด

ฝนหยุดตกในที่สุด

เหลือเพียงความเงียบในห้องนอน

และมือสองข้างที่ยังคงประสานกัน

ภายใต้แสงไฟหัวเตียงที่คานท์ลืมปิด

คานท์หลับไปได้บ้างเป็นพัก ๆ

แต่ทุกครั้งที่เขาเผลอหลับลึกเพียงนิดเดียว สมองจะดึงเขากลับขึ้นมาด้วยภาพเดิม ๆ

ภาพประตูที่เปิดออก

ภาพกระเป๋าที่หายไป

ภาพนทีที่หันหลังเดินจากไปโดยไม่เหลียวหลัง

เขาลืมตาขึ้นอีกครั้งในความมืด

มือของนทียังจับมือเขาอยู่

ชีพจรใต้ผิวหนังยังเต้นสม่ำเสมอ

คานท์หันไปมองใบหน้าของคนที่นอนหันเข้าหาเขา

นทีหลับไปแล้ว

ลมหายใจแผ่วและสม่ำเสมอ ขนตาดำยาวปิดลงอย่างสงบ ใบหน้าในแสงไฟหัวเตียงที่ยังเปิดอยู่ดูอ่อนโยนกว่าตอนตื่น

คานท์จ้องมองอยู่นานโดยไม่ขยับ

ถ้านะ… ถ้านะฉันขยับนิ้วให้แน่นขึ้นอีกนิด…

ความคิดนั้นแล่นเข้ามาโดยอัตโนมัติ

เขาเกือบจะทำตามแรงกระตุ้นนั้นจริง ๆ แต่แล้วก็นึกถึงคำพูดของนทีเมื่อสักครู่ขึ้นมาได้

“ถ้านายดึงแรง ฉันจะบอก”

คานท์กลืนน้ำลาย

เขาบังคับนิ้วของตัวเองให้หยุดนิ่ง

แล้วค่อย ๆ หายใจออกช้า ๆ

การปล่อยให้คนอื่นเป็นฝ่ายจับมือ

การปล่อยให้ประตูล็อกเพียงชั้นเดียว

การนอนหันหน้าเข้าหากันโดยไม่มีแขนล็อกเอวไว้

ทุกอย่างที่เขาทำคืนนี้

ล้วนแล้วแต่สวนทางกับสัญชาตญาณที่ถูกหล่อหลอมมาตั้งแต่เด็ก

แต่เขาก็ยังทำ

เพราะเขากลัวมากกว่า… กลัวว่าถ้ายังทำแบบเดิมต่อไป นทีจะเป็นฝ่ายบอกว่า “พอ” จริง ๆ

คานท์ยกมือว่างอีกข้างขึ้นมาช้า ๆ แล้ววางลงบนแก้มตัวเอง

เขาเบื่อความกลัวนี้เหลือเกิน

เบื่อที่ตัวเองไม่สามารถแค่หลับตาแล้วเชื่อได้ว่าคนตรงหน้าจะยังอยู่ตรงนี้ในตอนเช้า

เวลาผ่านไปอีกนาน

ฟ้าเริ่มเปลี่ยนสีนอกหน้าต่าง

แสงสีเทาอ่อนของเช้าตรู่ค่อย ๆ เล็ดลอดผ่านม่านเข้ามาในห้อง

คานท์ยังไม่หลับ

เขานอนมองนทีต่อไป

มือที่ถูกจับไว้ยังอุ่น

และเขาก็ยังไม่กล้าขยับแม้แต่นิ้วเดียว

จนในที่สุด…

นทีขยับตัวเล็กน้อย

ตาคู่นั้นเปิดออกช้า ๆ

เขามองคานท์ในแสงเช้าที่ยังมัว

แล้วพูดด้วยเสียงแหบ ๆ จากการเพิ่งตื่น

“นายไม่หลับเลยเหรอ”

คานท์ตอบด้วยเสียงแหบเช่นกัน

“หลับบ้าง… แต่ไม่มาก”

นทีมองลงไปที่มือที่ยังประสานกัน

แล้วบีบเบา ๆ

“ยังอยู่” เขาพูดสั้น ๆ

คานท์พยักหน้า

แม้คำพูดสองคำนั้นจะไม่ได้ลบความกลัวทั้งหมดออกไป

แต่มันทำให้เขารู้สึกว่า…

อย่างน้อยเช้านี้

เขายังไม่ได้ตื่นขึ้นมาเจอห้องที่ว่างเปล่า

แสงเช้าเริ่มสว่างขึ้นทีละนิด

และรอยร้าวที่ทั้งคู่พยายามเยียวยาเมื่อคืน

ก็ยังคงอยู่ที่เดิม

เพียงแต่ตอนนี้มีแสงส่องเข้าไปถึงบ้างแล้ว

เช้านี้แตกต่างจากทุกเช้าที่ผ่านมา

คานท์ลุกจากเตียงทีหลังนทีตามปกติ แต่คราวนี้เขาไม่ได้รีบเดินไปตรวจสอบประตูชั้นล่างทันที เขานั่งอยู่บนขอบเตียงชั่วครู่ ก้มมองมือตัวเองที่เมื่อคืนถูกจับไว้ตลอด

นิ้วของเขายังรู้สึกถึงความอุ่นนั้นอยู่

นทีเดินออกจากห้องน้ำมาด้วยผมเปียกเล็กน้อย เขาหยุดตรงหน้าคานท์แล้วมองลงมา

“เป็นไงบ้าง” เขาถามเสียงเรียบ

คานท์เงยหน้าขึ้น

“เหนื่อย” เขาตอบตรง ๆ “แต่… ยังอยู่”

นทียิ้มบาง ๆ แล้วยื่นแก้วน้ำให้

คานท์รับมาจิบช้า ๆ

ความเงียบในห้องตอนเช้าไม่หนักหน่วงเหมือนเมื่อคืนก่อน แต่ก็ไม่ได้เบาบางจนกลายเป็นปกติ

ทั้งคู่ต่างรู้ดีว่าคืนที่ผ่านมาเป็นเพียงก้าวเล็ก ๆ

“วันนี้” นทีพูดขึ้นขณะเดินไปหยิบเสื้อ “ฉันต้องไปมหาวิทยาลัยช่วงบ่าย มีงานกลุ่ม”

คานท์เกร็งนิ้วที่ถือแก้วโดยอัตโนมัติ

เขาเกือบจะถามว่า “กับใคร” ออกไปแล้ว แต่กลั้นไว้ได้

แทนที่จะถาม เขาเพียงพยักหน้า

“เดี๋ยวฉันไปส่ง”

นทีหันมามอง

“ไม่ต้องถึงมหาวิทยาลัยก็ได้” เขาเสนอ “ส่งถึงปากซอยก็พอ”

คานท์จ้องเขาอยู่นาน

ในที่สุดเขาก็พยักหน้าอีกครั้ง

“ได้”

คำตอบนั้นสั้น แต่ข้างในหัวของคานท์ยังเต็มไปด้วยเสียงที่คอยเตือนว่าการปล่อยระยะห่างแม้เพียงเล็กน้อยก็อันตราย

เขายังกลัว

ยังไม่หาย

แต่เมื่อคืนเขาปล่อยมือ

ปล่อยให้ประตูล็อกเพียงชั้นเดียว

และปล่อยให้นทีเป็นฝ่ายจับมือเขาไว้

และเช้านี้… นทียังอยู่ตรงนี้

คานท์วางแก้วลงบนโต๊ะข้างเตียง แล้วลุกขึ้นยืน

เขามองออกไปนอกหน้าต่างที่ฝนเมื่อคืนทำให้พื้นดินเปียกชื้น

ท้องฟ้ายังมัวแต่ไม่มีฝนตกอีกแล้ว

“คานท์” นทีเรียกชื่อนั้นอีกครั้ง

เขาหันไป

นทียืนถือเสื้ออยู่ตรงนั้น ดวงตายังคงสงบเหมือนเมื่อคืน

“เมื่อคืนนายทำได้ดี” เขาพูดเสียงเบา “วันนี้… เราก็ค่อย ๆ ทำต่อ”

คานท์ไม่ได้ตอบด้วยคำพูด

เขาเพียงยืนนิ่ง แล้วพยักหน้าช้า ๆ

รอยร้าวที่เกิดขึ้นยังไม่ได้หายไป

มันยังคงอยู่ตรงนั้น

ใต้ผิวของความสัมพันธ์ที่ทั้งคู่กำลังพยายามเยียวยา

แต่ในเช้านี้

ท่ามกลางแสงที่ค่อย ๆ สว่างขึ้น

คานท์เลือกที่จะไม่รีบปิดมันด้วยกำแพงบานใหม่

อย่างน้อยก็ในวันนี้

เขาจะลอง…

ปล่อยให้รอยร้าวนั้นอยู่ภายใต้แสงอีกสักหน่อย

จบตอนที่ 10

บทก่อนหน้า
บทถัดไป