บทที่ 2 เช้าที่ฉันยังไม่กล้าปล่อยมือ

แสงสีเทาอ่อนลอดผ่านช่องผ้าม่านตอนเช้า

คานท์ลืมตาขึ้นก่อนใคร

เขานอนตะแคงอยู่บนเตียง ยังไม่ได้หลับตาเต็มอิ่มเลยตลอดคืน แขนข้างหนึ่งยังพาดขวางลำตัวของนทีที่นอนหลับอยู่ข้าง ๆ อย่างหลวม ๆ ราวกับเกรงว่าถ้ายอมยกออก นทีจะหายวับไปต่อหน้า

ห้องยังเงียบสงัด

คานท์จ้องมองใบหน้าของนทีอย่างเงียบ ๆ

คิ้วของนทีขมวดเล็กน้อยแม้ในยามหลับ ริมฝีปากเม้มแน่นเล็กน้อย ราวกับยังฝันถึงอะไรบางอย่างที่ไม่สบายใจ

คานท์รู้สึกเจ็บร้าวเบา ๆ ในอก

“ฉันทำให้เขากลัวแล้ว…”

ความคิดนั้นผุดขึ้นมาโดยไม่ได้รับอนุญาต

เมื่อคืนเขาบอกว่าจะไม่ทำอะไรที่นทีไม่พร้อม และเขาก็ทำตามนั้นจริง ๆ เขาแค่กอดนทีไว้ตลอดคืน จูบที่ผมเป็นครั้งคราว และฟังเสียงหายใจของอีกฝ่ายจนเช้า

แต่เขาก็รู้ดีว่า การบังคับให้นทีมาค้างที่บ้านโดยไม่ให้มีทางเลือก

ก็ถือเป็นการทำร้ายรูปแบบหนึ่งเหมือนกัน

คานท์หลับตาลงช้า ๆ

ภาพตอนเด็กผุดขึ้นมาอีกครั้ง

ภาพตัวเองยืนรออยู่หน้าบ้านจนฟ้ามืด

ภาพประตูที่ไม่เคยเปิดให้เขา

ภาพความรู้สึกที่ถูกทิ้งไว้ข้างหลังซ้ำแล้วซ้ำเล่า

“ฉันไม่ยอมให้เรื่องนั้นเกิดขึ้นอีก…”

เขากระซิบกับตัวเองเบา ๆ

“แม้ฉันจะต้องเป็นคนที่นายกลัวก็ตาม”

นิ้วมือของเขาที่วางอยู่บนเอวของนทีขยับเบา ๆ แล้วค่อย ๆ กำผ้าเปียกเหงื่อของเสื้อยืดที่นทียืมใส่ไว้แน่นขึ้นเล็กน้อย

เขายังไม่พร้อมจะปล่อยมือ

แม้ตอนนี้เช้าจะมาถึงแล้วก็ตาม

นทีขยับตัวเล็กน้อยบนเตียง ก่อนจะค่อย ๆ ลืมตาขึ้น

ดวงตาของเขายังพร่ามัวจากอาการง่วง ใช้เวลาหลายวินาทีกว่าจะโฟกัสได้ว่าตัวเองอยู่ที่ไหน และทำไมถึงมีแขนของใครบางคนพาดขวางลำตัวอยู่

“คานท์…?” เสียงของเขายังแหบและง่วงนอน

คานท์ไม่ได้ตอบทันที เขายังคงจ้องมองใบหน้าของนทีเงียบ ๆ ราวกับกำลังเก็บรายละเอียดทุกอย่างไว้ในความทรงจำ

“เช้าแล้ว…” ในที่สุดเขาก็พูดเสียงต่ำ

นทีพยายามลุกขึ้นนั่ง แต่แขนของคานท์ยังไม่ยอมผ่อนแรงมากนัก เพียงแค่คลายออกเล็กน้อยพอให้นทีขยับได้

“เมื่อคืน… ฉันนอนที่นี่ทั้งคืนเลยเหรอ?” นทีถามเสียงเบา

คานท์พยักหน้าช้า ๆ

“ฉันไม่ได้ทำอะไรนอกจากกอดนาย” เขาพูดตรง ๆ “แต่ฉันก็ไม่ได้ให้นายกลับไปคอนโดเหมือนกัน”

นทีเงียบไป

คานท์มองสายตาของอีกฝ่าย แล้วรู้สึกได้ถึงความอึดอัดที่แผ่กระจายอยู่ในอากาศ

“นายกลัวฉันใช่ไหม?” เขาถามขึ้นโดยตรง

นทีชะงัก แล้วหลบสายตา

“ไม่ได้กลัวขนาดนั้น… แค่… เมื่อคืนนายดูไม่เหมือนเดิม”

คานท์หัวเราะคิกเบา ๆ เสียงหัวเราะนั้นแห้งและไม่มีร่องรอยของความตลก

“ฉันก็ไม่ได้เหมือนเดิมตั้งแต่แรกแล้ว” เขาพูด “แค่ก่อนหน้านี้ฉันยังพยายามแกล้งทำเป็นว่าตัวเองปกติ”

เขาเงยหน้าขึ้น มองไปที่หน้าต่างที่ยังมีหยดน้ำฝนค้างอยู่

“ฉันกลัวนายจะหายไป นที” เขากล่าวช้า ๆ “กลัวจนทนไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว”

นิ้วมือของเขาที่วางอยู่บนผ้าปูที่นอนกำแน่น

“วันนี้ฉันจะไปส่งนายมหาวิทยาลัย” เขาพูดต่อ “แล้วฉันจะไปรับตอนเย็น… ฉันอยากให้นายชินกับการที่ฉันอยู่ตรงนั้น”

นทีเงยหน้าขึ้นมองเขา

“คานท์… นายไม่ต้องทำขนาดนั้นก็ได้”

คานท์หันมามองกลับ

ดวงตาของเขายังคงมืดมัว แต่แฝงความอ่อนล้าที่ซ่อนอยู่ลึก ๆ

“ฉันอยากทำ” เขาตอบเสียงเบา

“เพราะถ้าฉันไม่ทำ… ฉันกลัวว่าตัวเองจะรับมือกับความว่างเปล่าไม่ไหวอีกครั้ง”

ความเงียบปกคลุมห้องไปอีกพักใหญ่หลังคำพูดของคานท์

นทีนั่งนิ่งอยู่บนเตียง มองลงที่มือตัวเอง นิ้วขยับไปมาเล็กน้อยราวกับไม่รู้จะวางไว้ตรงไหน

“คานท์…” ในที่สุดเขาก็เอ่ยขึ้นเสียงเบา “นายเคยเล่าเรื่องอดีตให้ใครฟังบ้างไหม?”

คานท์ชะงัก

คำถามนั้นตรงเข้ามาในจุดที่เขาไม่ค่อยยอมเปิด

“ไม่เคย” เขาตอบสั้น ๆ

“แล้วทำไมถึงบอกฉัน?”

คานท์เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบอย่างช้า ๆ

“เพราะฉันอยากให้นายเข้าใจ” เขาพูด “แม้จะเป็นแค่นิดเดียว… ว่าทำไมฉันถึงเป็นแบบนี้”

เขายกมือขึ้นเช็ดหน้าตัวเองเบา ๆ ท่าทางเหนื่อยล้ากว่าที่เคยแสดงออก

“ฉันไม่ได้ต้องการให้นายกลัวฉัน” คานท์กล่าวต่อ “แต่ฉันก็ทนไม่ได้กับการที่ต้องมานั่งเฝ้ามองนายจากระยะไกลอีกต่อไป ทุกครั้งที่นายหัวเราะกับคนอื่น ทุกครั้งที่ใครสักคนแตะตัวนาย… ฉันรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังจะหายใจไม่ออก”

นทีเงยหน้าขึ้นมองเขา

“แล้วถ้านายควบคุมฉันมากขึ้นเรื่อย ๆ… นายไม่กลัวว่าฉันจะยิ่งอยากหนีไปกว่าเดิมเหรอ?”

คำถามนั้นทำให้คานท์นิ่งไป

เขาจ้องนทีอยู่นาน จนกระทั่งมุมปากค่อย ๆ ยกขึ้นเล็กน้อย เป็นรอยยิ้มที่ทั้งขมขื่นและยอมรับความจริง

“กลัว” เขาตอบตรง ๆ “กลัวมาก”

“แต่ฉันยิ่งกลัวการถูกทิ้งมากกว่า”

คานท์ยื่นมือไปจับข้อมือของนทีเบา ๆ คราวนี้ไม่ได้ใช้แรงมากเหมือนเมื่อคืน เพียงแค่แตะไว้

“วันนี้ไปมหาวิทยาลัยกับฉัน” เขาพูดเสียงต่ำ “ฉันจะไม่ทำอะไรที่นายรับไม่ไหว… แต่ฉันก็อยากให้นายอยู่ในสายตาของฉัน”

นทีมองมือที่ถูกจับไว้ แล้วค่อย ๆ ถอนหายใจออกมา

“...ได้”

คำตอบนั้นเบาบาง แต่เพียงพอที่จะทำให้คานท์รู้สึกถึงความโล่งใจเล็กน้อยที่ผสมปนเปกับความหวาดกลัวที่ยังไม่หายไป

เขายังไม่ชนะความกลัวของตัวเอง

เขายังคงเดินอยู่บนเส้นบาง ๆ ระหว่างการปกป้องกับการครอบครอง

และเขาก็รู้ดีว่าตัวเองกำลังเอนเอียงไปทางหลังมากกว่า

หลังจากนทีตอบตกลง ทั้งคู่ก็ต่างเงียบกันไปพักใหญ่

คานท์เป็นฝ่ายลุกขึ้นจากเตียงก่อน เขาเดินไปเปิดตู้เสื้อผ้าแล้วหยิบเสื้อเชิ้ตสีขาวตัวหนึ่งออกมาโยนให้นที

“ใส่นี่” เขาพูดเสียงเรียบ “เสื้อนายเปียกตั้งแต่เมื่อคืน”

นทีรับเสื้อไว้ แล้วมองมันเงียบ ๆ

เสื้อเชิ้ตตัวนั้นหลวมไปสำหรับรูปร่างของเขา และยังมีกลิ่นน้ำหอมจาง ๆ ของคานท์ติดอยู่

“ขอบคุณ…” นทีพูดเบา ๆ แล้วเดินเข้าห้องน้ำโดยไม่พูดอะไรเพิ่ม

เมื่อประตูห้องน้ำปิดลง คานท์ยืนนิ่งอยู่ตรงนั้นเป็นเวลานาน

เขายกมือขึ้นเช็ดใบหน้าตัวเองอีกครั้ง แล้วถอนหายใจออกมาอย่างแผ่วเบา

“ฉันกำลังทำอะไรอยู่…”

ความคิดนั้นผุดขึ้นมาอีกครั้ง

เขารู้ดีว่าตัวเองกำลังค่อย ๆ บีบพื้นที่ของนทีให้แคบลง

เขารู้ดีว่าคำว่า “ฉันอยากให้นายอยู่ในสายตา” นั้นฟังดูดี แต่ความหมายจริง ๆ แล้วคือการควบคุม

แต่ทุกครั้งที่คิดจะปล่อยมือ

ภาพตอนเด็กที่ถูกทิ้งไว้ข้างหลังก็จะย้อนกลับมา

คานท์กำมือแน่น

“แค่ตอนนี้… ขอให้นายอยู่ใกล้ ๆ ฉันก่อน”

เขาพูดกับตัวเองเบา ๆ

“ฉันจะพยายามไม่ทำร้ายนายมากเกินไป”

แม้คำพูดนั้นจะฟังดูอ่อนโยน แต่ในใจเขาก็รู้ดีว่า

“พยายาม” กับ “ทำได้จริง” นั้นห่างกันคนละฟ้า

ไม่นานนทีก็ออกจากห้องน้ำมา เสื้อเชิ้ตตัวใหญ่ของคานท์หลวมไปบนตัวเล็กน้อย ปลายแขนยาวเลยข้อมือ

คานท์มองเขาตั้งแต่หัวจรดเท้า แล้วเดินเข้าไปพับแขนเสื้อให้อย่างเงียบ ๆ

นิ้วมือของเขาสัมผัสข้อมือของนทีเบา ๆ ขณะพับผ้า

“ไปกินข้าวเช้ากัน” เขาพูด “แล้วฉันจะไปส่งนาย”

นทีพยักหน้า

ทั้งคู่เดินลงบันไดด้วยกันโดยไม่มีใครพูดอะไรอีก

คานท์ยังคงเดินห่างจากนทีเพียงครึ่งก้าว

ใกล้พอที่จะเอื้อมมือไปจับได้ตลอดเวลา

แต่ก็ยังไม่แน่ใจในตัวเองว่า ครั้งนี้เขาจะจับด้วยความต้องการครอบครอง

หรือด้วยความกลัวที่แท้จริง

ห้องครัวในเช้าวันนั้นเงียบสงบผิดปกติ

คานท์ทำอาหารเช้าด้วยตัวเองเหมือนเมื่อวาน ไข่ดาว ขนมปังปิ้ง และแก้วน้ำส้มถูกวางลงบนโต๊ะอย่างเรียบง่าย เขานั่งตรงข้ามกับนที แล้วเริ่มกินอย่างช้า ๆ

นทีกินเงียบ ๆ เช่นกัน แทบไม่เงยหน้าขึ้นมอง

ความเงียบระหว่างทั้งคู่ไม่ได้รุนแรงเหมือนเมื่อคืน แต่ก็ไม่ได้เบาบางจนรู้สึกสบาย

คานท์เหลือบมองนทีเป็นระยะ ๆ

ทุกครั้งที่เห็นนทีสวมเสื้อของตัวเอง เขาก็รู้สึกถึงความพอใจเล็กน้อยที่ผสมปนเปกับความผิดหวังในตัวเอง

“ฉันทำให้เขารู้สึกอึดอัด…”

ความคิดนั้นวนเวียนอยู่ในหัวไม่หาย

เขาอยากถามนทีตรง ๆ ว่าตอนนี้รู้สึกยังไง

แต่อีกส่วนหนึ่งของเขากลัวคำตอบ

กลัวว่านทีจะบอกว่าอยากกลับไปอยู่คอนโดคนเดียว

กลัวว่านทีจะบอกว่าเมื่อคืนทำให้เขากลัว

กลัวว่าทุกอย่างที่เขากำลังยึดไว้จะหลุดลอยไปอีกครั้ง

“วันนี้ตารางเรียนนายเป็นยังไง?” ในที่สุดคานท์ก็เปิดบทสนทนาขึ้นมาก่อน

นทีเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย

“เช้าเรียนสถิติ บ่ายเรียนภาษาอังกฤษ”

คานท์พยักหน้า

“ฉันมีวิชาว่างช่วงสาย” เขาพูด “ฉันจะไปรออยู่นอกห้องตอนนายเลิก”

นทีชะงักมือที่กำลังตักไข่

“คานท์… นายไม่ต้องมาทุกชั่วโมงก็ได้”

“ฉันอยากไป” คานท์ตอบเรียบ ๆ “ฉันอยู่เฉย ๆ ที่บ้านก็คิดมากอยู่ดี”

เขาวางส้อมลง แล้วมองนทีตรง ๆ

“ฉันไม่ได้ต้องการให้นายรู้สึกเหมือนถูกจองจำ” เขากล่าวช้า ๆ “แต่ตอนนี้ฉันยังควบคุมความกลัวของตัวเองได้ไม่ดีนัก”

นทีเงียบไป

คานท์มองสายตาของอีกฝ่าย แล้วรู้สึกเจ็บร้าวเบา ๆ ในอก

“ถ้านายทนไม่ไหว…” เขาพูดต่อ “บอกฉันได้”

แม้ในใจเขาจะรู้ดีว่า

ถ้านทีบอกจริง ๆ ว่าทนไม่ไหว

เขาอาจจะไม่สามารถปล่อยมือได้ง่าย ๆ อย่างที่พูด

หลังจากอาหารเช้าเสร็จ ทั้งคู่ก็ออกจากบ้านไปด้วยกัน

คานท์ขับรถด้วยมือเดียว อีกมือหนึ่งวางอยู่บนต้นขาตัวเองอย่างเกร็งตลอดทาง เขาไม่ได้วางมือลงบนต้นขาของนทีเหมือนเมื่อก่อน ราวกับกำลังพยายามยับยั้งตัวเองอยู่

ความเงียบในรถครั้งนี้ไม่ได้หนักหน่วงเหมือนเมื่อคืน แต่ก็เต็มไปด้วยอะไรบางอย่างที่อึดอัด

นทีนั่งมองออกไปนอกหน้าต่าง นิ้วมือเล่นชายเสื้อเชิ้ตตัวใหญ่ที่สวมอยู่อย่างไม่มีจุดหมาย

คานท์เหลือบมองเขาเป็นระยะ

ทุกครั้งที่เห็นนทีสวมเสื้อของตัวเอง เขาก็รู้สึกถึงทั้งความพอใจและความผิดหวังในตัวเองพร้อมกัน

“ฉันกำลังทำให้เขาหนักใจ…”

ความคิดนั้นผุดขึ้นมาอีกครั้ง

เขารู้ดีว่าตัวเองกำลังค่อย ๆ เปลี่ยนจากคนที่แอบชอบนทีเงียบ ๆ กลายเป็นคนที่บีบพื้นที่ของอีกฝ่ายให้แคบลงทุกที

เขารู้ดีว่าคำพูดเมื่อสักครู่ที่บอกว่า “ถ้านายทนไม่ไหว บอกฉันได้” นั้น

อาจจะเป็นเพียงคำพูดที่ตัวเองอยากได้ยินมากกว่าที่พร้อมจะทำตามจริง ๆ

คานท์กำพวงมาลัยแน่นขึ้นเล็กน้อย

“แค่ตอนนี้… ขอให้อยู่ใกล้ ๆ ฉันก่อน”

เขาคิดกับตัวเองอีกครั้ง

“ฉันจะพยายาม”

แม้คำว่า “พยายาม” จะฟังดูอ่อนแอและไม่น่าเชื่อถือในใจของเขาเองก็ตาม

ไม่นานรถก็ถึงมหาวิทยาลัย

คานท์จอดรถที่ลานจอดด้านข้างตึกเรียน แล้วดับเครื่อง

เขานั่งนิ่งอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะหันมามองนที

“ฉันไปส่งถึงหน้าห้อง” เขาพูดเสียงต่ำ

นทีพยักหน้า

ทั้งคู่ลงจากรถด้วยกัน คานท์เดินห่างจากนทีเพียงครึ่งก้าว มือทั้งสองสอดอยู่ในกระเป๋ากางเกง ราวกับกำลังกลั้นไม่ให้ตัวเองเอื้อมไปจับข้อมืออีกฝ่าย

เมื่อถึงหน้าห้องเรียน คานท์หยุด

“เลิกแล้วรอฉันตรงนี้” เขาพูด “อย่าไปไหนกับใครก่อน”

นทีเงยหน้าขึ้นมองเขาครู่หนึ่ง แล้วพยักหน้าเบา ๆ

“...ได้”

คานท์ยืนมองนทีเดินเข้าห้องจนสุดสายตา

แล้วเขาจึงค่อย ๆ ถอนหายใจออกมาอย่างแผ่วเบา

มือที่อยู่ในกระเป๋ายังคงกำแน่น

เขายังไม่สามารถปล่อยมือได้จริง ๆ

แม้จะพยายามบอกตัวเองขนาดไหนก็ตาม

คานท์ยืนพิงกำแพงตรงข้ามประตูห้องเรียนมานานกว่าหนึ่งชั่วโมง

เขาสอดมือลงในกระเป๋ากางเกงทั้งสองข้าง ลำตัวตรง สายตาจ้องไปที่บานประตูโดยไม่ละ

นักศึกษาที่เดินผ่านไปมาบางคนหันมามอง แต่เขาไม่ได้สนใจ

ในหัวของเขายังคงวนเวียนอยู่กับคำพูดเมื่อเช้า

“ถ้านายทนไม่ไหว บอกฉันได้”

เขากล่าวประโยคนั้นออกไปเอง

แต่ยิ่งคิดยิ่งไม่แน่ใจว่าตัวเองพร้อมจะได้ยินคำตอบจริง ๆ หรือไม่

ถ้าวันหนึ่งนทีหันมาบอกว่าทนไม่ไหว

ถ้าวันหนึ่งนทีขอให้เขาถอยห่าง

เขาจะทำได้จริง ๆ อย่างที่พูดไหม?

คานท์หลับตาลงช้า ๆ

ภาพตอนเด็กย้อนกลับมาอีกครั้ง

ภาพตัวเองยืนรออยู่หน้าบ้านจนฟ้ามืด

ภาพประตูที่ไม่เคยเปิด

ภาพความว่างเปล่าที่กัดกินเขาอยู่ทุกคืน

“ฉันไม่ไหวอีกแล้ว…”

เขากระซิบกับตัวเองเบา ๆ

“ฉันทนการถูกทิ้งไม่ได้อีกแล้ว”

ไม่นานเสียงเก้าอี้ถูไถดังขึ้นจากภายในห้อง ชั่วโมงเรียนใกล้จบ

คานท์ลืมตาขึ้น ยืนตัวตรง

ประตูเปิดออก นักศึกษาเริ่มเดินออกมาเป็นกลุ่ม

สายตาของเขากวาดหาเงาร่างของนทีทันที

จนกระทั่งเห็นนทีเดินออกมา เสื้อเชิ้ตตัวใหญ่ของเขายังคงหลวมอยู่บนตัวอีกฝ่าย

คานท์เดินเข้าไปหาอย่างช้า ๆ

คราวนี้เขาไม่ได้จับข้อมือทันทีเหมือนเมื่อวาน

เพียงแค่หยุดอยู่ตรงหน้าของนที แล้วพูดเสียงต่ำ

“เลิกแล้ว… ไปกัน”

นทีเงยหน้าขึ้นมองเขาครู่หนึ่ง แล้วพยักหน้า

ทั้งคู่เดินออกจากตึกด้วยกันโดยมีระยะห่างเพียงเล็กน้อย

คานท์ยังคงสอดมือไว้ในกระเป๋าตลอดทาง

แต่สายตาของเขากลับไม่เคยละจากนทีแม้แต่น้อย

เขายังไม่สามารถปล่อยมือได้จริง ๆ

และเขาก็เริ่มกลัวว่า

ตัวเองอาจจะไม่มีวันทำได้อย่างที่หวัง

จบตอนที่ 2

บทก่อนหน้า
บทถัดไป