บทที่ 3 ระยะห่างที่ฉันยังไม่กล้าให้เกิดขึ้น
รถแล่นออกจากมหาวิทยาลัยในช่วงเย็น
คานท์ขับรถด้วยความเร็วคงที่ มือข้างหนึ่งกุมพวงมาลัย อีกข้างหนึ่งวางอยู่บนต้นขาตัวเองตลอดทาง เขาไม่ได้แตะต้องนทีแม้แต่ครั้งเดียวตั้งแต่ตอนรับจากหน้าห้องเรียน
ความเงียบในรถครั้งนี้แตกต่างจากเมื่อก่อน
ไม่ใช่ความเงียบที่เต็มไปด้วยความโกรธหรือความหึง
แต่เป็นความเงียบที่เต็มไปด้วยความระมัดระวัง
นทีนั่งมองออกไปนอกหน้าต่าง นิ้วมือเล่นชายเสื้อเชิ้ตตัวใหญ่ที่ยังสวมอยู่อย่างไม่มีจุดหมาย
คานท์เหลือบมองเขาเป็นระยะ ๆ
ทุกครั้งที่เห็นนทีสวมเสื้อผ้าของตัวเอง เขาก็รู้สึกถึงทั้งความพอใจและความเจ็บปวดไปพร้อมกัน
“ฉันกำลังทำร้ายเขาอยู่หรือเปล่า…”
ความคิดนั้นวนเวียนอยู่ในหัวไม่หายตั้งแต่เช้า
เขารู้ดีว่าตัวเองพยายามควบคุมพฤติกรรมแล้ว
พยายามไม่จับข้อมือแรง ๆ
พยายามไม่พูดจาข่มขู่
พยายามให้นทีมีพื้นที่หายใจมากขึ้น
แต่ทุกครั้งที่นทีเงียบเกินไป
ทุกครั้งที่สายตาของนทีหลบหนี
เขาก็รู้สึกเหมือนมีมือที่มองไม่เห็นกำลังบีบหัวใจตัวเองทีละนิด
คานท์กำพวงมาลัยแน่นขึ้นเล็กน้อย
“ถ้าฉันถอย… แล้วนายค่อย ๆ ห่างออกไปจริง ๆ ล่ะ?”
คำถามนั้นดังขึ้นในใจโดยไม่มีคำตอบ
เขาขับรถต่อไปจนถึงหน้าคอนโดของนที
แต่คราวนี้เขาไม่ได้จอดรถทันที
เขาขับวนไปรอบ ๆ บริเวณนั้นช้า ๆ อีกสองรอบ ราวกับยังไม่พร้อมที่จะปล่อยให้นทีลงจากรถ
ในที่สุดเขาก็จอดที่หน้าอาคาร
ดับเครื่อง
แล้วนั่งนิ่งอยู่กับที่
“ถึงแล้ว…” เขาพูดเสียงต่ำ
นทีหันมามองเขา
“ขอบคุณที่ไปส่ง…”
คานท์พยักหน้าช้า ๆ
แต่เขายังไม่เปิดประตูให้นทีลง
มือของเขายังคงวางอยู่บนพวงมาลัยแน่น
ในใจยังคงต่อสู้กับตัวเองอยู่
ระหว่างการปล่อยให้นทีกลับไปคนเดียว
กับการยื่นมือไปจับข้อมืออีกครั้งแล้วพากลับบ้านตัวเอง
ความเงียบในรถหลังจากที่จอดนิ่งอยู่หน้าคอนโดยาวนานกว่าที่ควรจะเป็น
นทีเริ่มรู้สึกถึงความอึดอัด เขายกมือขึ้นจับที่จับประตูเบา ๆ แต่ยังไม่เปิดออก
“คานท์…” เขาเอ่ยเสียงเบา “ฉันลงได้แล้วหรือยัง?”
คานท์ไม่ได้ตอบทันที
เขานั่งจ้องไปที่กระจกหน้า นิ้วมือที่วางบนพวงมาลัยขยับไปมาเล็กน้อยราวกับกำลังกลั้นอะไรบางอย่างไว้
“นที…” ในที่สุดเขาก็เรียกชื่อนั้นเบา ๆ
“ถ้านายกลับไปคอนโดคนเดียวตอนนี้… นายจะรู้สึกดีขึ้นไหม?”
นทีชะงักกับคำถามนั้น
“ก็… น่าจะดีขึ้นนะ อย่างน้อยก็ได้เปลี่ยนเสื้อผ้าและพักผ่อน”
คานท์พยักหน้าช้า ๆ ราวกับยอมรับคำตอบนั้น
แต่ในใจของเขากลับรู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างกำลังถูกดึงออกไปทีละนิด
“ฉันเข้าใจ” เขาพูดเสียงต่ำ “นายมีสิทธิ์กลับไปพักผ่อน”
เขายื่นมือไปจับมือจับประตูฝั่งตัวเอง พร้อมจะเปิดออก
แต่แล้วนิ้วของเขาก็หยุดกลางคัน
ภาพตอนเด็กย้อนกลับมาอีกครั้งโดยไม่ได้รับอนุญาต
ภาพตัวเองยืนรออยู่หน้าบ้านจนฟ้ามืด
ภาพประตูที่ถูกปิดใส่
ภาพความว่างเปล่าที่ตามหลอกหลอนมาตลอดหลายปี
คานท์หลับตาลงแน่น
“แต่ฉัน…” เขากล่าวต่อด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือเล็กน้อย “ฉันยังไม่พร้อม”
นทีหันมามองเขาอย่างจริงจัง
“คานท์…”
“ฉันรู้ว่าตัวเองกำลังเห็นแก่ตัว” คานท์พูดช้า ๆ “ฉันรู้ว่าการบังคับให้นายอยู่กับฉันไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้น… แต่ทุกครั้งที่คิดว่าจะต้องปล่อยนายกลับไปคนเดียว ฉันก็รู้สึกเหมือนจะหายใจไม่ออก”
เขายกมือขึ้นเช็ดใบหน้าตัวเองอย่างเหนื่อยล้า
“ขอเวลาฉันอีกหน่อยได้ไหม?” เขาถามเสียงเบา “แค่คืนนี้… ให้นายกลับไปกับฉันอีกครั้ง”
คำพูดนั้นไม่ได้เป็นคำสั่งเหมือนเมื่อก่อน
มันฟังดูเหมือนคำขอที่เต็มไปด้วยความอ่อนแอและความกลัว
คานท์ยังคงหลับตาอยู่
ราวกับไม่กล้าเปิดตาขึ้นมามองปฏิกิริยาของนที
เพราะเขากลัวว่าจะได้เห็นความรำคาญ
หรือความกลัว
หรือความเบื่อหน่าย
สิ่งที่เขาเคยเห็นในสายตาของผู้คนมากมายตอนเด็ก ๆ
ความเงียบหลังคำขอของคานท์ยาวนานจนแทบได้ยินเสียงหัวใจตัวเอง
นทีมองใบหน้าของคานท์ที่ยังหลับตาอยู่ เห็นเส้นคิ้วที่ขมวดเล็กน้อย เห็นริมฝีปากที่เม้มแน่น และเห็นเงามือที่วางอยู่บนพวงมาลัยอย่างเกร็ง
เป็นครั้งแรกที่นทีเห็นคานท์อ่อนแอขนาดนี้
ไม่ใช่ความอ่อนแอที่แสดงออกเพื่อเรียกร้องความสงสาร
แต่เป็นความอ่อนแอที่แท้จริงจากการที่พยายามกลั้นอะไรบางอย่างไว้จนเกือบขาด
“คานท์…” นทีเอ่ยชื่อนั้นเบา ๆ
คานท์ยังไม่ลืมตา
“ฉันไม่ได้เกลียดนาย” นทีพูดต่อ “และก็ไม่ได้กลัวนายขนาดนั้น… แค่เมื่อคืนกับวันนี้ทำให้ฉันรู้สึกอึดอัดนิดหน่อย”
คานท์กำมือบนพวงมาลัยแน่นขึ้น
“ฉันรู้” เขาตอบเสียงแหบ
นทีถอนหายใจแผ่ว ๆ
“ถ้านายอยากให้นันกลับไปด้วยอีกคืน… ได้”
คำตอบนั้นเบาบาง แต่ชัดเจน
คานท์ลืมตาขึ้นทันที
ดวงตาของเขามองนทีด้วยความประหลาดใจปนความโล่งใจที่แทบจะกลั้นไม่อยู่
“จริงเหรอ?”
นทีพยักหน้าช้า ๆ
“จริง แต่… ขออย่างเดียว”
“อะไร?”
“อย่าจับฉันแรง ๆ แบบเมื่อคืนอีก” นทีพูดตรง ๆ “และอย่าทำเหมือนฉันไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธ”
คานท์นิ่งไปครู่หนึ่ง แล้วค่อย ๆ พยักหน้า
“ได้… ฉันจะพยายาม”
เขายังคงใช้คำว่า “พยายาม” อีกครั้ง
เพราะในใจเขาเองก็ยังไม่แน่ใจเต็มที่ว่าจะทำได้สมบูรณ์แบบหรือไม่
แต่ตอนนี้ เพียงแค่ได้นทีตกลงกลับไปด้วย
ก็ทำให้ความกลัวที่บีบหัวใจเขาอยู่ผ่อนคลายลงไปได้บ้าง
คานท์เอื้อมมือไปจับมือจับเกียร์ แล้วสตาร์ทรถใหม่
คราวนี้เขานำรถออกจากหน้าคอนโด มุ่งหน้ากลับไปบ้านตัวเอง
ระหว่างทาง เขายังคงเงียบ
แต่สายตาที่มองไปข้างหน้าไม่ได้แข็งทื่อเหมือนเมื่อก่อนอีกแล้ว
มีเพียงความโล่งใจเล็กน้อยที่ผสมปนเปกับความกลัวที่ยังไม่หายไปทั้งหมด
เขายังไม่หายกลัวการถูกทิ้ง
แต่คืนนี้… อย่างน้อยเขาก็ยังมีนทีอยู่ข้าง ๆ
รถแล่นกลับไปตามเส้นทางเดิมที่คานท์คุ้นเคย
คราวนี้ความเงียบในรถไม่ได้หนักหน่วงเหมือนตอนไปส่งนทีที่คอนโด แต่ก็ยังไม่ถึงกับผ่อนคลายเต็มที่
คานท์ขับรถด้วยความเร็วคงที่ สายตาจ้องไปข้างหน้า แต่บางครั้งก็เหลือบมองนทีจากด้านข้างโดยไม่รู้ตัว
ทุกครั้งที่เห็นนทียังนั่งอยู่ข้าง ๆ เขาก็รู้สึกถึงความโล่งใจเล็กน้อยที่ผสมปนเปกับความกลัวที่ยังไม่หายไป
“เขายังอยู่…”
ความคิดนั้นวนเวียนอยู่ในหัว
“อย่างน้อยคืนนี้เขายังไม่หายไป”
คานท์รู้ดีว่าการที่นทีตกลงกลับไปด้วยไม่ได้หมายความว่าทุกอย่างจะกลับไปเหมือนเดิม
เขารู้ดีว่าตัวเองยังต้องระวังคำพูดและการกระทำ
เขารู้ดีว่าความสัมพันธ์ตอนนี้กำลังอยู่ในจุดที่เปราะบาง
แต่เขาก็ยังอดไม่ได้ที่จะรู้สึกขอบคุณกับคำตอบเมื่อสักครู่
“ฉันจะพยายาม…”
เขาทวนคำพูดนั้นในใจอีกครั้ง
แม้จะไม่แน่ใจว่าตัวเองจะทำได้ดีแค่ไหน
ไม่นานรถก็ถึงบ้าน
คานท์กดรีโมทเปิดประตูรั้ว รถแล่นเข้าไปในโรงรถ แล้วดับเครื่อง
เขานั่งนิ่งอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะหันมามองนที
“ถึงแล้ว” เขาพูดเสียงต่ำ
นทีพยักหน้า แล้วถอดเข็มขัดนิรภัย
คานท์ลงจากรถก่อน แล้วเดินวนมาเปิดประตูฝั่งนทีเหมือนทุกครั้ง คราวนี้เขายื่นมือออกไปให้จับอีกครั้ง แต่ไม่ได้บังคับ
นทีมองมือนั้นครู่หนึ่ง แล้วค่อย ๆ วางฝ่ามือตัวเองลงไป
คานท์กำมือตอบเบา ๆ แล้วพานทีเดินเข้าบ้าน
ภายในบ้านยังคงเงียบและมืดเหมือนเดิม เขาเปิดไฟเพียงไม่กี่ดวง แสงสีอุ่นส่องยาวไปตามทางเดิน
“นายอยากอาบน้ำก่อนไหม?” คานท์ถามเสียงเรียบ “ฉันไปหาเสื้อให้เปลี่ยน”
นทีพยักหน้า
“ได้”
คานท์พานทีขึ้นไปชั้นสอง แล้วปล่อยมือเมื่อถึงหน้าห้องนอน
“เข้าไปได้” เขาพูด “ฉันอยู่ข้างนอก”
คราวนี้เขาไม่ได้เดินตามเข้าไปในห้องทันที
เขาเลือกยืนอยู่ตรงระเบียงหน้าห้อง ปล่อยให้นทีมีพื้นที่ส่วนตัวบ้าง
แม้ในใจเขาจะยังคงรู้สึกกระวนกระวายอยู่ลึก ๆ
แต่เขาก็พยายามย้ำกับตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า
“ฉันต้องพยายาม”
คานท์ยืนอยู่ตรงระเบียงหน้าห้องนอนเป็นเวลานานหลังจากนทีเดินเข้าไปข้างใน
เขาได้ยินเสียงน้ำไหลจากฝักบัวเบา ๆ ลอดออกมาจากห้องน้ำ เสียงนั้นทำให้เขานึกถึงเมื่อคืนที่ฝนตกหนัก และนทียืนเปียกปอนอยู่ตรงหน้าเขา
คานท์ยกมือขึ้นเช็ดใบหน้าตัวเองช้า ๆ
“ฉันต้องทำดีกว่านี้…”
เขาพึมพำกับตัวเอง
แม้จะได้นทีตกลงกลับมาด้วยอีกคืน แต่เขาก็รู้ดีว่านั่นไม่ได้หมายความว่าทุกอย่างจะหายไป
ความอึดอัดในสายตาของนทียังคงอยู่
คำพูดที่บอกว่า “อย่าจับแรง ๆ” และ “อย่าทำเหมือนฉันไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธ” ยังดังก้องอยู่ในหู
คานท์เดินไปหยุดอยู่หน้าหน้าต่างบานใหญ่ที่ปลายระเบียง มองออกไปยังความมืดด้านนอก
ฝนหยุดตกไปแล้วตั้งแต่ช่วงเย็น แต่พื้นดินยังเปียกชื้นและมีกลิ่นดินอับเล็กน้อย
เขาพิงขอบหน้าต่าง แล้วปล่อยให้ความคิดในหัวไหลไปตามลำดับ
ภาพตอนเด็ก
ภาพการถูกทิ้ง
ภาพความว่างเปล่าที่เคยกัดกินเขา
แล้วภาพเหล่านั้นก็ค่อย ๆ ทับซ้อนกับภาพของนทีที่ยิ้มให้คนอื่น
ภาพของนทีที่หัวเราะกับอาร์ท
ภาพของนทีที่อาจจะค่อย ๆ ห่างออกไปถ้าเขายังคงทำตัวแบบเดิม
“ถ้าฉันยังควบคุมแบบเดิม… นายจะหนีจริง ๆ”
ความคิดนั้นชัดเจนจนเจ็บปวด
คานท์กำมือแน่นจนเล็บแทงฝ่ามือ
“ฉันกลัว…”
เขายอมรับกับตัวเองอีกครั้ง
“กลัวจนไม่รู้จะทำยังไงกับตัวเอง”
ไม่นานเสียงน้ำก็เงียบลง
คานท์ถอนหายใจยาว แล้วเดินกลับไปยืนรอตรงหน้าห้องนอนอีกครั้ง
เขายังไม่พร้อมที่จะปล่อยให้นทีอยู่ห่างจากสายตาเป็นเวลานาน
แต่เขาก็พยายามไม่เปิดประตูเข้าไปกวนในพื้นที่ส่วนตัว
นี่คือการพยายามครั้งแรกของเขาในวันนี้
และเขาก็หวังอย่างเลือนลางว่า
มันจะพอช่วยให้นทีอยู่อีกสักพัก… โดยไม่ต้องหนีจากเขา
ไม่นานประตูห้องนอนก็เปิดออก
นทีเดินออกมาพร้อมผมที่ยังเปียกเล็กน้อย สวมเสื้อยืดสีเทาและกางเกงขายาวที่คานท์เตรียมไว้ให้ เสื้อผ้าดูหลวมไปบนตัวเล็กน้อย แต่ก็ดูสบายกว่าตอนที่ยังเปียกฝน
คานท์ยืนตรงข้ามห้อง มองเขาตั้งแต่หัวจรดเท้าอย่างเงียบ ๆ
“อาบน้ำเสร็จแล้วเหรอ?” เขาถามเสียงเรียบ
นทีพยักหน้า
“เสร็จแล้ว… ขอบคุณที่เตรียมเสื้อผ้าไว้ให้”
คานท์พยักหน้าตอบ
เขายังคงยืนอยู่กับที่ ไม่ได้เดินเข้าไปใกล้ทันทีเหมือนเคย
ระยะห่างระหว่างทั้งคู่ตอนนี้ประมาณสองก้าว
ใกล้พอที่จะเอื้อมถึง
แต่ก็ห่างพอที่นทีจะไม่รู้สึกถูกบีบ
“นายหิวไหม?” คานท์ถามต่อ “ฉันยังไม่ได้กินอะไรตั้งแต่เที่ยง”
นทีชะงักเล็กน้อยกับคำถามธรรมดานั้น
“นาย… ไม่ต้องทำอะไรให้ก็ได้ ฉันไม่หิวมาก”
“ฉันหิว” คานท์ตอบตรง ๆ “แล้วฉันก็ไม่อยากกินคนเดียว”
นทีเงียบไปครู่หนึ่ง แล้วค่อย ๆ พยักหน้า
“งั้น… ลงไปกินด้วยกันก็ได้”
คานท์รู้สึกถึงความโล่งใจเล็กน้อยที่ผุดขึ้นในอก
เขายังไม่ชินกับการที่ต้องรักษาระยะห่างแบบนี้
ยังไม่ชินกับการที่ต้องถามก่อนทำอะไร
ยังไม่ชินกับการที่ต้องกลั้นมือไม่ให้จับข้อมือนทีตลอดเวลา
แต่ตอนนี้ เพียงแค่นทียอมลงไปกินข้าวด้วยกัน
ก็ทำให้เขารู้สึกว่าตัวเองยังพอมีที่ยืนอยู่บ้าง
ทั้งคู่เดินลงบันไดด้วยกัน
คานท์เดินนำห่างไปเล็กน้อย ไม่ได้หันมาจับมือหรือดึงข้อมืออีกฝ่ายแม้แต่ครั้งเดียว
ในใจเขายังคงกระวนกระวายอยู่ลึก ๆ
แต่เขาก็พยายามย้ำกับตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า
“ฉันต้องทำให้ได้”
“อย่างน้อยก็คืนนี้”
ห้องครัวในคืนนั้นเงียบสงบ
คานท์ทำอาหารง่าย ๆ สองจาน แล้ววางลงบนโต๊ะโดยไม่พูดอะไรมาก เขานั่งตรงข้ามกับนที แล้วเริ่มกินอย่างช้า ๆ
นทีกินเงียบ ๆ เช่นกัน
ความเงียบระหว่างทั้งคู่ไม่ได้ตึงเครียดเหมือนเมื่อคืน แต่ก็ยังไม่ถึงกับสบายใจเต็มที่
คานท์เหลือบมองนทีเป็นระยะ ๆ
ทุกครั้งที่เห็นนทียังนั่งอยู่ตรงข้าม เขาก็รู้สึกถึงทั้งความโล่งใจและความกลัวที่ผสมปนเปกัน
“เขายังอยู่…”
ความคิดนั้นวนเวียนอยู่ในหัวตลอดเวลา
“อย่างน้อยคืนนี้เขายังไม่หายไป”
หลังจากกินข้าวเสร็จ คานท์ล้างจานเองโดยไม่ให้นทีช่วย แล้วทั้งคู่ก็เดินขึ้นไปชั้นบนด้วยกัน
เมื่อถึงหน้าห้องนอน คานท์หยุด
“นายนอนที่ห้องนี้ได้” เขาพูดเสียงต่ำ “ฉันจะนอนห้องทำงาน”
นทีชะงักเล็กน้อย
“นาย… ไม่ได้นอนด้วยกันเหรอ?”
คานท์นิ่งไปครู่หนึ่ง
“ฉันคิดว่านายน่าจะต้องการพื้นที่มากกว่านี้” เขาตอบช้า ๆ “ฉันจะพยายามไม่ยึดติดกับนายมากเกินไป… อย่างน้อยก็คืนนี้”
นทีมองเขาอยู่นาน
แล้วค่อย ๆ พยักหน้า
“...ได้”
คานท์ยืนนิ่งอยู่ตรงนั้นจนกระทั่งนทีเดินเข้าไปในห้องนอน แล้วปิดประตูเบา ๆ
เขายืนมองบานประตูนั้นเป็นเวลานาน
มือทั้งสองข้างกำแน่นอยู่ข้างลำตัว
ในใจยังคงมีความขัดแย้งรุนแรง
ส่วนหนึ่งอยากเปิดประตูเข้าไปกอดนทีไว้เหมือนเมื่อคืน
แต่อีกส่วนหนึ่งกลับเตือนเขาว่า
“ถ้ายังทำแบบเดิม นายจะยิ่งหนี”
คานท์ถอนหายใจยาว แล้วหันหลังเดินไปยังห้องทำงานที่ปลายทางเดิน
เขานอนลงบนโซฟาในห้องนั้นโดยไม่ปิดไฟ
จ้องเพดานในความมืดครึ่ง ๆ กลาง ๆ
“ฉันจะพยายาม…”
เขากระซิบกับตัวเองอีกครั้ง
แม้จะรู้ดีว่าคำว่า “พยายาม” ของเขานั้น
ยังคงสั่นคลอนและไม่แน่นอนอยู่ตลอดเวลา
จบตอนที่ 3
